ในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2025 (ASEW) ที่จัดโดย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น กระทรวงพลังงาน และสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ระหว่างวันที่ 2–4 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ภายใต้แนวคิด “Empowering Digital Transformation in Sustainable Energy Towards Net Zero” มีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมพลังงานสะอาดของภูมิภาค

“สาร์รัฐ ประกอบชาติ” รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) หรือ Energy Policy and Planning Office (EPPO) ได้บรรยายในหัวข้อ Progress in Thailand’s Smart Grid Plan เผยภาพรวมของแผนสมาร์ทกริดของประเทศไทย และเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในการรองรับระบบพลังงานที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานหมุนเวียนและพลังงานกระจายตัว

ทำไมต้องสมาร์ทกริด?

“สาร์รัฐ” อธิบายว่า ความจำเป็นของสมาร์ทกริดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานหลายประการ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่การผลิตไฟฟ้าจะพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่เสถียร นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนไปสู่แหล่งผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources) ซึ่งกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบจ่ายไฟฟ้าของประเทศ

ด้านความต้องการการใช้ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว และลักษณะการใช้ก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อบริหารจัดการความท้าทายด้านอุปทานและอุปสงค์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติที่สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาด

“แผนสมาร์ทกริดไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ที่จะวางรากฐานให้ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยมีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว”

เวที ASEW 2025 สนพ.เผย สมาร์ทกริดไทยคืบหน้า 5 ด้าน รับพลังงานหมุนเวียนแปรปรวน

กรอบดำเนินงาน 3 ด้าน

“สาร์รัฐ” กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการพัฒนาสมาร์ทกริดคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “ความยืดหยุ่น” และ “ความมั่นคง” แก่ระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลัก ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การสื่อสาร และดิจิทัล ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการ
  • การออกแบบกลไกตลาดและการตั้งราคาที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมระบบพลังงานดิจิทัล พลังงานกระจาย และการบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ๆ จำเป็นต้องมีโมเดลธุรกิจและโมเดลตลาดใหม่รองรับการเปลี่ยนผ่านนี้
  • การปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสมาร์ทกริดอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

แผนแม่บทสมาร์ทกริด 4 ระยะ

ประเทศไทย ได้จัดทำแผนแม่บทสมาร์ทกริดระยะยาวตั้งแต่ปี 2558 ถึงปี 2579 ซึ่งถือเป็นแผนยุทธศาสตร์หรือแผนภาพรวม (Blueprint) สำหรับการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดในระดับประเทศในระยะยาว โดยในแผนนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ได้แก่

  • ระยะเตรียมการ (พ.ศ. 2558–2559) เป็นช่วงที่มุ่งเน้นการจัดทำนโยบายและแผนสนับสนุนเพื่อวางรากฐานให้พร้อมรองรับการพัฒนาสมาร์ทกริดในอนาคต
  • ระยะสั้น (พ.ศ. 2560–2564) เป็นช่วงที่มีการดำเนินงานแล้ว โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาโครงการนำร่องเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของระบบสมาร์ทกริด
  • ระยะกลาง (พ.ศ. 2565–2574) ซึ่งเป็นช่วงเวลาปัจจุบัน มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบสมาร์ทกริดทั่วประเทศ เพื่อรองรับเป้าหมายการดำเนินงานในอนาคต
  • ระยะยาว (พ.ศ. 2575–2579) จะเป็นช่วงที่ขยายขอบเขตสู่การนำระบบสมาร์ทกริดไปใช้เต็มรูปแบบในระดับประเทศ

เปิดรายงานความคืบหน้าแผนระยะปัจจุบัน

“สาร์รัฐ” กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ระยะกลาง (ระยะปัจจุบัน) แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ระยะเตรียมการ เพื่อจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการบริหารจัดการระบบตอบสนองความต้องการไฟฟ้า (Demand Response: DR) ในระดับพาณิชย์ และระยะดำเนินการเต็มรูปแบบ เพื่อขยายผลและนำระบบ DR ไปสู่การใช้งานในระดับประเทศอย่างครบวงจร

ทั้งนี้ ภายใต้ระยะกลาง แผนแม่บทได้กำหนด 5 เสาหลักสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้

1. การตอบสนองความต้องการและระบบบริหารจัดการพลังงาน (Demand Response & EMS) มีเป้าหมายในการพัฒนาโครงการอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติที่สามารถรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ความคืบหน้า: โครงการนำร่องประสบความสำเร็จในช่วงปี พ.ศ. 2565 ถึง 2566 โดยการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง (กฟผ., กฟภ., กฟน.) โครงการนำร่องเหล่านี้มีผู้เข้าร่วม 76 ราย สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 38 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกอย่างมาก
  • ขั้นตอนต่อไป: สำรวจโครงการนำร่องเพิ่มเติมสำหรับโปรแกรมที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการ DR เข้ากับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในระยะยาว โดยมีเป้าหมาย 1,000 MW ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับร่าง

2. ระบบพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (Renewable Forecasting System) มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการพยากรณ์พลังงานสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP), ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคบางส่วน

  • ความคืบหน้า: กฟผ. ประสบความสำเร็จในการ จัดตั้งศูนย์พยากรณ์ที่สามารถพยากรณ์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลมในหมวด SPP กฟผ. ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบพยากรณ์สำหรับ VSPP ด้วย
  • ขั้นตอนต่อไป: มุ่งเน้นการพัฒนาระบบพยากรณ์ให้ครอบคลุมผู้ผลิตทุกระดับ

3. การพัฒนาไมโครกริดและโปรซูเมอร์ (Microgrid and Prosumers) จัดตั้งระบบไมโครกริดสำหรับพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ที่ไม่มีโครงข่ายไฟฟ้า ขยายไปยังผู้ใช้เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม

  • ความคืบหน้า: การไฟฟ้าทั้งสามแห่งได้ ดำเนินการโครงการนำร่องไมโครกริดแล้วสี่โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกโครงข่ายและบางพื้นที่เชิงพาณิชย์/ที่อยู่อาศัย

4. ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System – ESS) มีเป้าหมายในการติดตั้งระบบ ESS ทั้งในระดับสาธารณูปโภค และระดับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ

  • ความคืบหน้า: กฟผ. ได้ ติดตั้ง ESS ในสถานีไฟฟ้าเพื่อนำร่องการบริหารจัดการโครงข่าย กฟภ. และ กฟน. ก็ได้ติดตั้ง ESS เป็นโครงการนำร่องในสถานีไฟฟ้าของตนเองเช่นกัน
  • ขั้นตอนต่อไป: มีเป้าหมายเพื่อประเมินการใช้งาน ESS และขยายการนำไปใช้ในวงกว้าง แผนในอนาคตจะเร่งศักยภาพของธุรกิจ ESS ในประเทศไทยผ่านการศึกษา นโยบาย และการสนับสนุนโครงการ

5. การบูรณาการระบบรถยนต์ไฟฟ้า (EV Integration) สนับสนุนการใช้และการเชื่อมโยง EV เข้ากับโครงข่ายสมาร์ทกริดอย่างเป็นระบบ

  • ความคืบหน้า: สนพ. ได้ดำเนินการ ศึกษาการจัดการข้อมูล EV เสร็จสิ้นแล้ว กฟผ. ได้ทดสอบเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ในรูปแบบนำร่อง กฟน. กำลังศึกษาเพื่อพัฒนาระบบชาร์จ EV อัจฉริยะของตนเอง
  • ขั้นตอนต่อไป: โครงการนำร่องจะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และความคุ้มค่า

ประโยชน์มหาศาลต่อประเทศไทย

“สาร์รัฐ” ระบุว่า ในระยะกลางจะเน้นการตอบสนองด้านโหลด, การพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน, และ ESS มากขึ้น โดยมีแผนสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม โครงการนำร่อง และการสร้างรูปแบบธุรกิจสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ หากดำเนินการตามแผนอย่างประสบความสำเร็จ สมาร์ทกริดคาดว่าจะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลต่อประเทศไทย เช่น

  • เพิ่มความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ปรับปรุงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสมาร์ทกริดรองรับและสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาดได้มากขึ้น
  • สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เช่น ธุรกิจผู้รวบรวมโหลด (load aggregator) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบูรณาการ EV

“นี่คือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในศตวรรษแห่งพลังงานสะอาด” สาร์รัฐกล่าวทิ้งท้าย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ของไทยให้ได้ตามเป้าหมายนั้น ไม่อาจอาศัยเพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเสริมด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และเสถียรภาพในการใช้พลังงาน

สองเทคโนโลยีที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และมีศักยภาพจะเข้ามาเปลี่ยนสมการพลังงานในอนาคต ได้แก่ ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งหากสามารถผสานเข้ากับระบบพลังงานได้อย่างเหมาะสมจะกลายเป็น “จิ๊กซอว์” สำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ยั่งยืนของไทย

ในขณะเดียวกัน หากไม่เร่งบูรณาการ ESS และ EV เข้ากับระบบไฟฟ้า ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ เมื่อสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต รวมถึงพลาดโอกาสดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เช่น Data Center

ESS: เทคโนโลยีเสริมเสถียรภาพพลังงานสะอาด 

ESS เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของการผลิตพลังงานสะอาดแบบไฮบริด (การใช้งาน ESS ร่วมกับพลังงานสะอาดมากกว่า 1 ประเภท) โดยมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ผ่านการกักเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่พลังงานสะอาดผลิตได้มาก และจ่ายกลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการสูงหรือแหล่งผลิตไม่สามารถจ่ายไฟได้ นอกจากนี้ ESS ยังช่วยควบคุมความถี่ของระบบไฟฟ้า และลดภาระของระบบในช่วงพีค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในระดับโลก ESS กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยในปี 2024 ตลาด ESS มีอัตราการขยายตัวกว่า 20% โดยเฉพาะในระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของหลายประเทศที่เริ่มกำหนดให้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมต้องติดตั้ง ESS ควบคู่กัน เช่น จีนที่กำหนดสัดส่วนการติดตั้ง ESS ไว้ที่ 10-30% ของขนาดโครงการ 

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ราคาของแบตเตอรี่ที่ลดลงมากกว่า 7 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ในปี 2025 โครงการพลังงานสะอาดที่รวม ESS จะเริ่มสามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับพลังงานก๊าซได้ ทั้งในระดับโครงข่าย และระดับครัวเรือน 

ในทางกลับกัน ESS ในประเทศไทยยังมีบทบาทค่อนข้างจำกัด และยังไม่ถูกรวมเข้ากับระบบโครงข่ายหลัก แม้ในร่างแผน PDP2024 จะเริ่มกล่าวถึง ESS แต่กลับวางแผนใช้งานจริงในปี 2032 ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับความจำเป็นเร่งด่วน และต้นทุนของระบบ ESS ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

หากไทยต้องการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เกินกว่า 50% ตามร่างแผน PDP 2024 อย่างมั่นคง ESS จะไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเสริม แต่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงสร้างหลัก” ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้าทั้งระบบ 

EV: ภาคขนส่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 

ในระดับโลก ยอดขาย EV เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปี 2024 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภาคขนส่ง โดยเฉพาะประเทศผู้นำอย่างจีน สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายสำคัญผ่านแผน “30@30” ที่ตั้งเป้าหมายให้ 30% ของการผลิตยานยนต์ในประเทศเป็น EV ภายในปี 2030 พร้อมมาตรการสนับสนุนอย่าง EV 3.0 และ 3.5 ส่งผลให้ยอดการผลิต EV ในไทยเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 แสนคันในปี 2024

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ EV มาพร้อมกับความท้าทายใหม่ต่อระบบไฟฟ้า ทั้งจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลา และความเพียงพอของสถานีชาร์จ ดังนั้น ถ้าไม่มีการจัดการที่เหมาะสม EV อาจกลายเป็น “ภาระ” มากกว่า “ประโยชน์”

ที่สำคัญ หากพลังงานที่ใช้ชาร์จยังคงมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนมาใช้ EV ก็อาจไม่สามารถช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายด้านภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่ง หากมีการวางแผนใช้งานควบคู่กับเทคโนโลยีเสริม เช่น Smart Charging จะช่วยให้สามารถชาร์จ EV ในช่วงที่มีพลังงานสะอาดส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และในอนาคตนั้นเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ยังเปิดโอกาสให้ EV ทำหน้าที่เสมือน ESS เคลื่อนที่ที่สามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบในช่วงพีค หรือยามฉุกเฉินได้

ดังนั้น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เพียงพอ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV อย่างครอบคลุม และการส่งเสริมเทคโนโลยีเสริมอย่าง Smart Charging และ V2G จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ EV กลายเป็นกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

โจทย์ใหญ่ของ PDP ฉบับใหม่: โอกาสสำคัญของอนาคตพลังงานสะอาดไทย? 

แม้การทบทวนแผน PDP2024 จะถูกมองว่าเป็นความล่าช้าในการกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศ แต่อีกด้านหนึ่ง นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญในการ “รีเซ็ต” แนวทางการวางแผนพลังงานของไทย ให้สอดคล้องกับบริบทโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงบทบาทของ ESS และ EV ที่มีมากขึ้น 

ดังนั้น เพื่อให้การบูรณาการ ESS และ EV เกิดผลอย่างแท้จริง ไทยควรดำเนินการใน 2 ด้านหลัก คือ 

1. วางแผนพลังงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการใช้ไฟฟ้า: PDP ควรสะท้อนถึงรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปจากการเข้ามาของพลังงานสะอาดควบคู่กับ ESS และ EV ในบริบทของ “ไฟฟ้าพลังงานสะอาดแบบไฮบริด” พร้อมเร่งบรรจุเป้าหมาย ESS ให้เร็วกว่าปี 2032

และพัฒนา Smart Grid เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว และ 2. ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อเทคโนโลยีใหม่  เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานเทคโนโลยีอย่าง ESS EV และ V2G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การขับเคลื่อนอนาคตพลังงานสะอาดของประเทศไทย ไม่อาจอาศัยเพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ต้องมีกลไกสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสถียรภาพให้กับระบบโดยรวม โดยเฉพาะบทบาทของ ESS และ EV ที่ควรถูกยกระดับจาก “เทคโนโลยีเสริม” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ของระบบพลังงานแห่งอนาคต

การวางแผนและลงทุนอย่างเป็นระบบในทั้งสองเทคโนโลยีนี้ ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบระบบพลังงานที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง มีความมั่นคง และยั่งยืน

บทความชิ้นนี้จัดทำภายใต้โครงการหลักสูตรผู้นํานโยบายด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. 2567

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเพื่อส่งเข้ากองทุนฯ ลง โดยปรับลดกลุ่มดีเซลลง 45 สตางค์ต่อลิตร และกลุ่มเบนซินลง 30 สตางค์ต่อลิตร หลังราคาน้ำมันโลกเริ่มสูงขึ้น ที่ผ่านมา กบน. อนุมัติเงินกองทุนฯ ช่วยพยุงราคาดีเซล 5 วัน ช่วงสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ปัจจุบันไม่มีการชดเชยราคาน้ำมันแล้ว และเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาพรวมเงินกองทุนน้ำมันฯ เหลือติดลบอยู่ -32,856 ล้านบาท มาจากการชดเชย LPG เป็นหลัก   

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 ให้ปรับลดการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเพื่อส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลง โดยปรับลดกลุ่มดีเซลลง 45 สตางค์ต่อลิตร และกลุ่มเบนซินลง 30 สตางค์ต่อลิตร ทำให้เหลือการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ดีเซลเพื่อส่งเข้ากองทุนฯ 0.90 บาทต่อลิตร และดีเซลเกรดพรีเมียม 2.40 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินลดเก็บเงินเฉพาะผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 , แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ E20 ลง  30 สตางค์ต่อลิตร เหลือเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95และ 91 อยู่ 3 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ E20 เหลือเก็บอยู่ 1.90 บาทต่อลิตร

ส่วนน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ยังเรียกเก็บเท่าเดิมที่ 9.60 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บเท่าเดิมที่ 3.60 บาทต่อลิตร

ขณะที่ภาพรวมเงินกองทุนน้ำมันฯ เหลือยอดเงินติดลบอยู่ -32,856 ล้านบาท ซึ่งมาจากการชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ส่งผลให้บัญชี LPG  ติดลบรวม -44,130 ล้านบาท ขณะที่บัญชีน้ำมันมีรายรับมากขึ้นจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ ทำให้บัญชีน้ำมันมียอดเงินสะสม 11,274 ล้านบาท

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 9 ก.ค. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ ค่าการตลาดกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ยังคงทรงตัวระดับสูง โดยน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.70 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.45 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.51 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.50 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 4.40 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.93 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-9 ก.ค. 2568 อยู่ที่ 2.31 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสม 1.5-2 บาทต่อลิตร)

ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 9 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 70.33 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 68.58 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.23 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 70.43 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.28 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯ ได้เข้าไปช่วยพยุงราคาดีเซลไว้ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2568 เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลถึง 5 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือนที่ กบน. ต้องควักเงินกองทุนฯ มาพยุงราคาดีเซลไว้ไม่ให้ราคาจำหน่ายปลีกเกิน 33 บาทต่อลิตร โดยหลังจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเริ่มดีขึ้นช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2568 กองทุนฯ ก็กลับมาเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ดีเซลส่งเข้ากองทุนฯ อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กบน. ได้คาดการณ์ว่า เงินกองทุนฯ มีแนวโน้มจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค.-พ.ย. 2568 นี้ หากสถานการณ์เงินไหลเข้ากองทุนฯ ยังอยู่ระดับประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกู้จากสถาบันการเงินที่กู้มารวม 105,333 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565-2566  ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 55,277 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา กบน. คาดการณ์ว่าจะชำระหนี้เงินกู้หมดในปี 2571

Source : Energy News Center

เดินหน้าหนุนไทยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น สู่ Net Zero Hitachi Energy ตอกย้ำความแข็งแกร่งภายใต้ One Hitachi ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์พลังงานยั่งยืน

ผู้นำเทคโนโลยีด้านพลังงานไฟฟ้าระดับโลก มุ่งมั่นสร้างแรงบันดาลใจพร้อมขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนบริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของประเทศไทย ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับอนาคตภายใต้ One Hitachi เพื่อขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน พร้อมด้วยเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอันล้ำสมัยที่มีดิจิทัลเป็นแกนหลัก ผสานศักยภาพเทคโนโลยีทั้งพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล AI ระบบอัตโนมัติ ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และระบบขนส่ง เพื่อร่วมสร้างระบบพลังงานที่ยั่งยืน ปลอดภัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพเพื่อทุกคน ซึ่งสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593

ดร.วรวุฒิ วรุตตมพรสุ Country Managing Director บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ที่ Hitachi Energy เราสนับสนุนกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เรามุ่งมั่นที่จะรับมือกับความท้าทายระดับโลกเหล่านี้ ด้วยทีมงานนานาชาติที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและมุ่งมั่น นอกจากนี้ เรายังตั้งเป้าที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในการดำเนินงานภายในปี 2573 และตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals)

Hitachi Energy เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีด้านพลังงานไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการ “สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน” เรามุ่งมั่นที่จะผลักดันขีดจำกัดของนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยชื่อ Hitachi Energy และการดำเนินงานในประเทศไทยภายใต้ชื่อ บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เราหวังว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวไกลด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ในฐานะองค์กร เรามุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต, สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น, ส่งเสริมนวัตกรรม และเสริมสร้างความยั่งยืนในประเทศไทยไปพร้อมกัน

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

การเป็นส่วนหนึ่งของ One Hitachi ทำให้เราก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสู่การเป็น ผู้บูรณาการระบบนิเวศ ที่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดและการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน เรามองว่าตนเองเป็น ผู้ร่วมสร้าง อนาคตพลังงานที่ยั่งยืนของประเทศไทย ด้วยการวางรากฐานระบบนิเวศด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ซึ่งใช้ประโยชน์จาก AI, IoT และระบบอัตโนมัติในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด

การดำเนินงานภายใต้ One Hitachi ช่วยให้ Hitachi Energy สามารถเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญข้ามสาขาวิชา ครอบคลุมพลังงาน, เทคโนโลยีดิจิทัล, การขนส่ง, ระบบอัตโนมัติ, AI และข้อมูลขนาดใหญ่ ไปสู่โซลูชันด้านพลังงานที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งปรับให้เข้ากับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนฐานลูกค้าเท่ากันที่ 50:50″
วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศไทย

Hitachi Energy ส่งเสริมด้านความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อแสวงหาโซลูชันในการแก้ไขความท้าทายระดับโลกของการสร้างอนาคตที่เป็นกลางทางคาร์บอนที่ครอบคลุมและเป็นธรรม บริษัทฯ กำลังเป็นผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานด้วยกระบวนการ และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

ดร.วรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามีพันธกิจในการบรรลุวัตถุประสงค์ของเราในการ “สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน”  เราขยายการลงทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในด้านเครือข่ายและบุคลากรทั่วโลก และยังคงบุกเบิกเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบพลังงานของโลกมีความยั่งยืน ปลอดภัย ยืดหยุ่น และมีต้นทุนที่เข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้ไฟฟ้าเข้าถึงทุกคน และเสริมสร้างศักยภาพให้สังคมเจริญรุ่งเรือง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติของประเทศไทยในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608″

ขยายการลงทุน จัดตั้งหน่วยธุรกิจ ยกระดับงานบริการหลังการขาย รองรับดีมานด์พลังงานสะอาด
Hitachi Energy จัดตั้งหน่วยงานธุรกิจบริการ (Service Business Unit) เสริมความแข็งแกร่งด้านความสามารถและพอร์ตโฟลิโองานบริการหลังการขายอย่างมีกลยุทธ์ ด้วยฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในด้านการส่งและการกระจายพลังงาน รวมถึงประสบการณ์หลายทศวรรษและความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้น Hitachi Energy เพิ่มความมุ่งมั่นในการสนับสนุนลูกค้าและพันธมิตรตลอดอายุการใช้งานของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

ด้วยการบูรณาการด้านพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น และความต้องการที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Centers), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบขนส่ง และการใช้พลังงานไฟฟ้าในอุตสาหกรรม ความจำเป็นในการวางแผนระยะยาวและการพัฒนาโซลูชันในระบบจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ผ่านแนวทางการบริหารแบบครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้นการใช้งานจนถึงการยืดอายุของสินทรัพย์ โดยพอร์ตโฟลิโองานบริการหลังการขายที่ครอบคลุมของ Hitachi Energy สนับสนุนการบริการที่ครอบคลุมตลอดการใช้งานของสินทรัพย์ ตั้งแต่การวางแผน การติดตั้ง การทดสอบใช้งาน การขยายอายุการใช้งาน ไปจนถึงการจัดการเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานอย่างยั่งยืน

ในประเทศไทย Hitachi Energy ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในการขยายโรงงาน, เพิ่มจำนวนบุคลากร และพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นให้มีศักยภาพ ซึ่งจะบรรลุผลได้ด้วยการส่งเสริมระบบนิเวศที่แข็งแกร่งผ่านการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรภาคเอกชนเข้าไว้ด้วยกัน

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

ทิศทางพลังงานสะอาดอาเซียน: มุ่งสู่โครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Grid)
ดร. วรวุฒิ เปิดเผยว่า “ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Grid) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มเพื่อเชื่อมโยงระบบพลังงานสะอาดทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Hitachi Energy พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและประสิทธิภาพการดำเนินงาน

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

การขับเคลื่อนครั้งสำคัญในปี 2568 และแนวโน้มพลังงานสะอาดหลังปี 2569
สำหรับแนวโน้มที่สำคัญในอนาคต ดร. วรวุฒิ ได้ระบุว่า

ภายในปี 2568:
•    การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในวงกว้าง โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind Power)
•    การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จอย่างครบวงจร
•    การนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้สำหรับการบริหารจัดการระบบพลังงาน

หลังจากปี 2569:
•    แนวทางการลดคาร์บอน (Decarbonization Pathways) ทั่วทุกภาคส่วน
•    วิวัฒนาการของโครงข่ายดิจิทัล (Digital Grid Evolution) เพื่อระบบพลังงานที่ตอบสนองความต้องการได้แบบเรียลไทม์
•    การเกิดขึ้นของ เศรษฐกิจไฮโดรเจน (Hydrogen Economy) ในฐานะแหล่งพลังงานทางเลือก
•    ไฟฟ้าจะกลายเป็นแกนหลักของระบบพลังงานทั้งหมด

มุ่งมั่นสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน
“Hitachi Energy มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะเดินเคียงข้างประเทศไทยบนเส้นทางสู่อนาคตพลังงานสะอาด ผ่าน แผนกลยุทธ์ Sustainability 2030 ซึ่งมุ่งเน้นการตอบสนองต่อความเร่งด่วนของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก และได้กำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนในด้าน โลก (Planet), ผู้คน (People) และ หลักการ (Principles) Hitachi Energy สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และโอกาสในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

ชื่อแบรนด์นี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางตำแหน่งเทคโนโลยีและบริการที่เป็นผู้บุกเบิกต่อลูกค้าปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยขยายโอกาสไปไกลกว่าโครงข่ายไฟฟ้าไปสู่ภาคส่วนต่างๆ เช่น การคมนาคมอย่างยั่งยืน และการใช้ชีวิตอัจฉริยะ (Smart Life) ด้วยการนำทางจากวัตถุประสงค์ของเราในการ “สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน” เราไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี แต่เป็นพันธมิตรระยะยาวในการสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับทุกคน

Source : Spring News

คนไทยเฮ! ครม.อนุมัติติดโซลาร์ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 2 แสนบาท ผลงานกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ สมัย “ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” นั่งอธิบดี ปูทางก่อนครม.อนุมัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 24 มิถุนายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการพิจารณาอนุมัติแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ 

1.การส่งเสริมการลงทุนและการปรับเปลี่ยนครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการทางภาษี โดยสามารถหักค่าใช้จ่าย/รายจ่ายในการซื้อ หรือการลงทุนในทรัพย์สินประเภทวัสอุปกรณ์ หรือเครื่องจักรที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ จำนวน 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง และ 2. การส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar rooftop) ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี โดยสามารถนำเงินลงทุนในการติดตั้งระบบ Solar rootop มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมตา ในวงเงินที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

ทั้งนี้ แนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี ได้ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2566 สมัยที่ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ยังเป็นอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ (พพ.) กระทรวงพลังงาน โดยได้ส่งหนังสือไปหารือกรมสรรพากร เรื่องขอเข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางการส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุเพื่ออนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการภาษี 

ต่อมาได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างอธิบดี พพ. และอธิบดีกรมสรรพากร โดยเห็นชอบร่วมกันในแนวทางส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ด้วยมาตรการภาษี จนนำมาสู่การที่ ครม. อนุมัติในวันนี้

สรุปเรื่อง Solar rooftop ประชาชนลดหย่อนภาษี ดังนี้

  • 24 ก.ค. 66 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ (พพ.) ส่งหนังสือไปหากรมสรรพากร เรื่องขอเข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางการส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุเพื่ออนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการภาษี
  • 8 ส.ค. 66 ประชุมร่วมกันระหว่างอธิบดี พพ. และอธิบดีกรมสรรพากร โดยเห็นชอบร่วมกันในแนวทางส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ด้วยมาตรการภาษี
  • 22 ส.ค. 66 นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 
  • 1 ก.ย. 66 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เริ่มดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 
  • 11 ก.ย. 66 รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ดังนั้น จะเห็นได้ชัดว่า กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์  เป็นผู้ริเริ่มมาตรการ Solar ประชาชนลดหย่อนภาษี มาตั้งแต่ 24 ก.ค. 66 ซึ่งเริ่มมาก่อนที่ นายพีระพันธุ์ จะเริ่มดำรงตำแหน่ง และก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบาย
 

Source : ฐานเศรษฐกิจ