ในแต่ละปี บริษัทเทคโนโลยีชั้นอย่าง “Microsoft” ปล่อยคาร์บอนออกมาจำนวนมหาศาล ที่มาจากการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลและเอไอ เพื่อป้องกันไม่ให้รอยเท้าคาร์บอนเพิ่มสูงขึ้น บริษัทจึงได้วางเดิมพันกับเทคโนโลยีกำจัดก๊าซเรือนกระจกที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการรับซื้ออุจจาระและของเสียจากมนุษย์ รวมถึงขยะจากฟาร์ม แล้วฝังลงใต้ดินที่ลึกลงไปหลายพันเมตร ด้วยปั๊มที่ทำหน้าที่เหมือนเข็มฉีดยาขนาดยักษ์ เพื่อกักเก็บคาร์บอนถาวร

“เรากำลังรับขยะอินทรีย์หลายประเภท ขยะอินทรีย์เหล่านี้มักปนเปื้อนและตกค้าง ซึ่งปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหาบนพื้นดิน แต่เรากลับนำขยะเหล่านี้ไปฝังกลบใต้ดินลึกเพื่อกำจัดคาร์บอนอย่างถาวร” จูเลีย ไรเชลสไตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vaulted Deep บริษัทที่ไมโครซอฟท์กำลังลงทุน กล่าว 

Microsoft บรรลุข้อตกลงการจัดซื้อคาร์บอนที่ถูกกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศ ด้วย “การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์แบบยั่งยืน” (Durable Carbon Dioxide Removal) จำนวน 4.9 ล้านเมตริกตันจาก Vaulted Deep เป็นระยะเวลา 12 ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป คาร์บอนที่กักเก็บได้ 1 ตันจะเทียบเท่ากับเครดิตการกำจัดคาร์บอน

Microsoft คาดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการหยุดยั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนไม่ให้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ นอกจากโครงการนี้แล้ว Microsoft ยังสนับสนุนวิธีการใหม่ ๆ ในการชดเชยคาร์บอนอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การปลูกป่าฝนในปานามาขึ้นมาใหม่ ตลอดจนรวบรวมการปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นระหว่างการเผาขยะจากเมืองในนอร์เวย์ แล้วนำก๊าซเหล่านี้ไปฝังไว้ใต้ทะเลเหนือในบ่อน้ำมันเก่า

วิธีการทำงาน

Vaulted Deep รวบรวมสิ่งที่เรียกว่า “ไบโอสเลอร์รี” ซึ่งเป็นตะกอนเหลวที่เหลือจากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ ซึ่งอาจเป็นของเสียจากระบบบำบัดน้ำเสียของเมือง ปุ๋ยคอกส่วนเกินจากไร่นา หรือตะกอนที่เหลือจากโรงงานกระดาษ จากนั้นจะบดให้ละเอียดก่อนฉีดลงไปใต้ดินลึกประมาณ 1,500 เมตร

แม้ว่าของเสียส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ แต่ก็มีตะกอนเหลวบางส่วนที่อยู่ในสถานะกึ่งกลาง ซึ่งทำให้ยากต่อการบำบัด และบ่อยครั้งที่ตะกอนเหล่านี้ถูกทิ้งในพื้นที่รกร้าง หรือกระจายไปทั่วพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้เกิดการไหลบ่าของสารอาหารส่วนเกิน ส่วนใหญ่เป็นไนโตรเจนและฟอสฟอรัส รวมถึงสารเคมีอันตราย เช่น PFAS หรือที่รู้จักกันในชื่อสารเคมีตลอดกาล ไหลลงสู่ระบบน้ำ

Vaulted Deep จะรวบรวมไบโอสเลอร์รีจากพื้นที่เทศบาลและอุตสาหกรรมก่อนนำไปฝังใต้ชั้นหินธรรมชาติ สำหรับมูลสัตว์ การกักเก็บแบบลึกจะช่วยยับยั้งการย่อยสลาย ป้องกันการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ จากนั้น Vaulted Deep จะขายเครดิตคาร์บอนตามปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บไว้ใต้ดิน ปัจจุบันเครดิตเหล่านี้มีราคาขายประมาณ 350 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน

แดเนียล ซานเชซ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการขยายความร่วมมือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกำจัดตะกอนเหลว

“ขยะพวกนี้เป็นตะกอน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ และพวกเขาต้องฉีดมันลงไปใต้ดินเพื่อกักเก็บถาวรทางธรณีวิทยา” ซานเชซกล่าว

ซานเชซตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่า “ตะกอนน้ำเสีย” หรือ “ไบโอโซลิด” เช่น ของเสียจากน้ำเสียและปุ๋ยคอก จะสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยได้ แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมด ของเสียส่วนเกินมักถูกทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เขาประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการเก็บขยะอยู่ที่ประมาณ 150 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งค่าใช้จ่ายจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานที่ของ Vaulted Deep ตั้งอยู่ร่วมกับโรงงานจัดการขยะ

บริษัทกำจัดคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุด

Vaulted Deep ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 โดยคู่สามีภรรยา จูเลีย ไรเชลสไตน์ และ โอมาร์ อาบู-ซาเยด โดยพ่อของ อาบู-ซาเยด ช่วยสร้างเทคโนโลยีที่ใช้ในการฉีดสารละลายลงใต้ดิน ในขณะนั้นเขากำลังมองหาวิธีฝังของเสียจากแหล่งน้ำมัน

จากนั้น อาบู-ซาเยดได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ภายใต้บริษัท Advantek จนในปัจจุบันบริษัทนี้ช่วยกำจัดตะกอนชีวภาพจากเมืองนี้ประมาณ 20% และทำให้ไรเชลสไตน์ตระหนักได้ว่าพวกเขาสร้างบริษัทกำจัดคาร์บอนโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ฉันจำได้ว่ามองเขาแล้วลองคำนวณดูเล็กน้อย ก่อนจะบอกว่า ตอนนี้คุณกำลังริหารโครงการกำจัดคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน” การสนทนาครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งคู่ก่อตั้ง Vaulted Deep ขึ้นมา

Vaulted Deep กำลังขยายบริษัท โดยพวกเขาเพิ่งเปิดโรงงานแห่งใหม่ในเมืองฮัทชินสัน รัฐแคนซัส ซึ่งรับขนขยะจากฟาร์มทั่วภูมิภาค รวมถึงขยะชีวภาพจากเมืองดาร์บี คาดว่าโรงงานแห่งนี้จะสามารถกำจัดคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 50,000 ตันต่อปี เมื่อดำเนินงานเต็มกำลังการผลิต นอกจาก Microsoft แล้ว Vaulted Deep ยังมีข้อตกลงที่จะส่งมอบเครดิตให้กับ Frontier กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึง Stripe บริษัทฟินเทค

Microsoft ตั้งเป้าที่จะปล่อยคาร์บอนเป็นลบภายในปี 2030 และกำลังดำเนินการภายในปี 2050 เพื่อกำจัดก๊าซเรือนกระจกออกจากสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่บริษัทเคยปล่อยออกมานับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท รายงานความยั่งยืนระบุว่า ระหว่างปี 2020-2024 Microsoft ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ารวม 75.5 ล้านตัน

เพื่อชดเชยผลกระทบบางส่วน Microsoft ได้ซื้อเครดิตการกำจัดคาร์บอนจำนวนมาก จนถึงปัจจุบัน บริษัทได้ซื้อเครดิตการกำจัดคาร์บอนไปแล้วมากกว่า 83 ล้านตัน ซึ่ง 59 ล้านตันได้ถูกซื้อไปแล้วในปี 2025 ตามข้อมูลของ AlliedOffsets โดยที่ยังไม่รวมถึงข้อตกลงกับ Vaulted Deep

ไบรอัน มาร์ส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพลังงานและการกำจัดคาร์บอนของ Microsoft กล่าวว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแห่งนี้ได้ลงทุนใน Vaulted Deep ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลประโยชน์ร่วมกันของการออกแบบ

“Vaulted Deep เป็นบริษัทจัดการขยะที่กลายมาเป็นบริษัทกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ โดยพื้นฐานแล้วพวกเขากำลังกำจัดไบโอโซลิด และปิดกั้นไบโอโซลิดเหล่านั้นในที่ที่ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อสิ่งแวดล้อมและไม่นำคาร์บอนกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งแนวทางนี้ แนวทางผลประโยชน์ร่วมกันนี้น่าสนใจสำหรับเรามาก” เขากล่าว

เทคโนโลยีนี้เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับ Microsoft  เนื่องจากใช้กระบวนการขุดเจาะที่ได้รับการยอมรับอยู่แล้ว อีกทั้งสามารถดำเนินการได้ทันทีและมีต้นทุนการออกแบบค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การดักจับอากาศโดยตรง ที่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าในช่วงแรก 

“คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวเก่าแก่ในวงการการเงินที่ว่า สิ่งเดียวที่ได้มาฟรีคือการกระจายความเสี่ยง เรายังเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเมื่อคุณนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาผสมผสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ CDR และคิดว่า Vaulted Deep น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอของเราเช่นกัน” เขากล่าว

ซานเชซ จากเบิร์กลีย์กล่าวว่า Vaulted Deep น่าจะประสบความสำเร็จมากกว่าในอเมริกาเหนือ เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ยุโรป ที่มีการผลักดันให้ใช้ของเสียประเภทเดียวกันนี้มาผลิตเป็นพลังงาน เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในประเทศต่าง ๆ เช่น เยอรมนี ของเสียจากฟาร์มถูกนำไปใช้เป็นก๊าซชีวภาพ ดังนั้นบริษัทจึงจะต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงวัตถุดิบเหล่านั้น

ที่มา: IndependentThe Wall Street Journal
Source : กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ – บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด แลองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ลงนามสัญญาความร่วมมือโครงการศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ในการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวและผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ภายใต้กรอบของโครงการ “H2Uppp” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงิน จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โดยได้รับเกียรติจาก Mr. Dieter Wurche ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีลงนาม โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ปตท. พร้อมด้วย นายยศศิริ พร้อมเชื้อแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และ Ms. Regine Dietz ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการไฮโดรเจน GIZ ร่วมลงนาม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว รวมถึงผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน อาทิ อี-เมทานอล และ อี-มีเทน โดยใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยครอบคลุมการศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การประเมินทรัพยากรในพื้นที่ และการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาด ตลอดจนการจัดทำแผนแม่บท เพื่อพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ในอนาคต สอดรับกับพันธกิจของ ปตท. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Source : Energy News Center

วันนี้ (18 ก.ค.) ในงาน “55 ปี NATION :ผ่าทางตันประเทศไทย กับ 3 ผู้นำทางความคิด :  Chapter 2  ผ่าทางตันกับ 3 บก. โดยแขกรับเชิญได้แก่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ณ ห้องพญาไท 4 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์พญาไท กทม.

ดำเนินรายการโดย 3 บก.สมชาย มีเสน รองประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), บากบั่น บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), และประธานกรรมการ บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด,วีระศักดิ์ พงศ์อักษร บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น

 นายธนาธรกล่าวตอนหนึ่งว่าจากการเดินทางไปทั่วประเทศมองเห็นสิ่งที่จะทำเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ว่าประเทศไทยต้องมีการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวกับโครงการที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ซึ่งมีตัวอย่างโครงการทั้งหมด 3 โครงการ ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 6.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณในสิ่งที่จำเป็นโดยมีรายละเอียดโครงการต่างๆดังนี้

1.การลงทุนในเรื่องโรงงานกำจัดขยะที่ได้มาตรฐานในประเทศไทย ซึ่งเรื่องการจัดการขยะเป็นเรื่องสำคัญในประเทศไทย  เนื่องจากในปัจจุบันมีโรงงานขยะจำนวนมาก แต่โรงงานขยะที่ได้มาตรฐานนั้นมีจำนวนน้อย และโรงงานขยะที่ได้มาตรฐาน และเผาขยะที่ดีที่สุดในประเทศที่มีอยู่ในขณะนี้ใช้อุปกรณ์ และเทคโนโลยี จากต่างประเทศทั้งหมด ไม่มีเทคโนโลยีจากประเทศไทยเป็นส่วนประกอบเลย

ในเรื่องนี้หากได้เป็นรัฐบาลวางแผนว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาทในระยะเวลา 8 ปี หรือเท่ากับการเป็นรัฐบาล 2 สมัย โดยเฉลี่ยใช้งบประมาณปีละประมาณ 1 หมื่นกว่าล้านบาท จะทำโรงงานที่ได้มาตรฐานในประเทศ และแก้ปัญหาขยะให้หมดภายใน 8 ปี รวมทั้งสร้างเทคโนโลยีให้กับคนไทย

2.การลงทุนเพื่อสร้างระบบน้ำประปาดื่มได้ ใช้วงเงินงบประมาณรวม 8 หมื่นล้านบาท โดยใช้ระยะเวลา 8 ปี เฉลี่ยลงทุนปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อทำให้น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ

และ 3.โครงการสมาร์ทกริดหรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นมากในการรับมือกับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยต้องมีการปรับระบบการผลิต และการจำหน่ายไฟฟ้าโดยปรับกริดของประเทศ ซึ่งต้องทำให้มีความสมาร์ทมากขึ้นเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ทั้งรับ และส่งไฟฟ้าได้ เพราะในครัวเรือนจะทำหน้าที่ทั้งขายและใช้ไฟฟ้า

นายธนาธรระบุว่าเฉพาะสมาร์ทกริดอย่างเดียวจะมีการลงทุนในประเทศไทยทั้งหมดกว่า 5 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 12 – 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะมีส่วนประกอบทั้งสมาร์ทมิเตอร์ วงจรอินเวอร์เตอร์ ระบบกักเก็บแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System) หากประเทศไทยไม่มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยีและการผลิตเหล่านี้ด้วยตัวเองก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด

โดยการคิดในเรื่องนี้ต้องเริ่มจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการให้งบประมาณในการวิจัยว่ามหาวิทยาลัยไหนจะทำการวิจัยในเรื่องอะไร เช่น สมาร์ทมิเตอร์ อินเวอร์เตอร์  ไปสู่กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษา เพื่อสร้างแรงงานในระบบมาตอบสนองทั้งในวันนี้และในอนาคต

จากนั้นจะไปสู่การทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ต้องมาดูว่าจะส่งเสริมการลงทุนอย่างไร ส่วนการนำเข้าบางส่วนที่จำเป็นก็ต้องมาดูเรื่องของการกำหนดอัตราภาษี

\'ธนาธร\' ชู 3 เมกะโปรเจกต์ ลงทุนรวม 6.8 แสนล้าน สร้างอนาคตประเทศ

“เมกะโปรเจ็กต์แบบนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ยังช่วยจ้างงาน สร้างเทคโนโลยีในประเทศ การลงทุนเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศมาก และจะทำให้เกิดการลงทุนจริง เพราะมีความแน่นอนของตลาดในอนาคต ไม่ใช่นำเข้ามาแล้วเอามาขายให้รัฐบาลอย่างเดียว แต่รัฐบาลบอกดีมานต์ว่าจะซื้อจากโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้นโดยเน้นการผลิตในประเทศ ใครอยากมาลงทุนในประเทศไทยเราก็จะอำนวยความสะดวกให้แข่งขันทั้งปริมาณและคุณภาพ ถ้าทำได้ก็เอาออเดอร์จากภาครัฐไป”นายธนาธร กล่าว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ระบุว่าประชาชนในหมู่บ้านหลายแห่ง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ หินปูน และโรงไฟฟ้าแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แก่ มลภาวะทางเสียง ฝุ่นละออง กลิ่น มีน้ำเน่าเสีย สัตว์น้ำลดลง รวมทั้งมีสารพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปนเปื้อนของสารปรอท ตะกั่ว ทองแดง และแคดเมียม ในอ่างเก็บน้ำแม่เมาะ โดยระบุว่า กฟผ. ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบที่กำหนดไว้ในรายงานรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลสบป้าด (อบต. สบป้าด) ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบและห่างจากเหมืองแร่ประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร ถูกตัดสิทธิไม่ได้รับการจัดสรรค่าภาคหลวงแร่

นายภาณุวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กสม. ยังได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ระบุว่า เครือข่ายฯ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินกิจการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ไม่สามารถเข้าถึงกองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินงานของ กฟผ. ในด้านสุขภาพ อาชีพ และสิ่งแวดล้อมได้ จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่ากรณีปัญหาตามคำร้องมีประเด็นแยกพิจารณาได้ 3 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก ผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่และโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ประเด็นที่สอง กรณีการจัดสรรค่าภาคหลวงแร่ให้แก่ อบต. สบป้าด และประเด็นที่สาม กรณีการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้แก่เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ

นายภาณุวัฒน์ กล่าวต่อว่า กสม. จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. มาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ กฟผ. แก้ไขปัญหาเสียงดังรบกวน โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนจากกิจกรรมของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และปัญหากลิ่นเหม็นที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ปรับปรุงแก้ไขการตรวจวัดเสียงรบกวนและมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดทุกโครงการ

รวมถึงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อมและผลการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะรับทราบอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้จัดทำมาตรการและแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนจากมลพิษทางอากาศที่เกินค่ามาตรฐานเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งเพิ่มความถี่ในการตรวจสุขภาพให้กับประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง และกรณีโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8 – 9 ที่มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2569 จะต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบสะสมในพื้นที่อำเภอแม่เมาะอย่างเคร่งครัด

นายภาณุวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน แก้ไขปรับปรุงระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และโปร่งใส โดยเฉพาะในประเด็นคำนิยาม “ผู้มีส่วนได้เสีย” ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเครือข่ายภาคประชาชนที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพและด้านสิ่งแวดล้อมให้มีสัดส่วนมากกว่าด้านอื่น ๆ

นายภาณุวัฒน์ กล่าวต่อว่า 2. มาตรการในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้กระทรวงอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปรับปรุงแก้ไขประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง การจัดสรรค่าภาคหลวงแร่และค่าภาคหลวงปิโตรเลียมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2544 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรค่าภาคหลวงแร่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

“ให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงาน EHIA ด้านโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาปรับประเด็นการตรวจวัดเสียงรบกวนให้เป็นไปตามประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง วิธีการตรวจวัดระดับเสียงรบกวน ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และระดับเสียงสูงสุด ที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน พ.ศ. 2567 และกำหนดมาตรการในการตรวจวัดเสียงรบกวนให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวเพิ่มเติม”

นายภาณุวัฒน์ กล่าวอีกว่า ให้ กฟผ. ดำเนินการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) โดยรวบรวมปัญหาอุปสรรค และข้อร้องเรียน เพื่อนำไปแก้ไขหรือปรับปรุงการดำเนินโครงการทั้งสามโครงการในพื้นที่อำเภอแม่เมาะให้เป็นไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGPs) เป็นประจำทุกปีเพื่อประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยให้ครอบคลุมมิติผลกระทบต่อชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Source : มติชนออนไลน์

ในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2025 (ASEW) ที่จัดโดย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น กระทรวงพลังงาน และสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ภายใต้แนวคิด “Empowering Digital Transformation in Sustainable Energy Towards Net Zero”

“ดร.วิสันต์ เหลืองดิลก” จาก H2Technology, LLC, USA ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำเสนอการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การนำ Small Modular Reactors (SMRs) มาใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: เส้นทางยุทธศาสตร์สู่ความพร้อมด้านนโยบาย กฎระเบียบ และเทคโนโลยี” โดยเน้นย้ำถึงพันธกิจส่วนตัวในการส่งเสริมการศึกษา วิจัย และนวัตกรรมเพื่อการนำ SMRs ไปใช้งานจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน

นิยามและความปลอดภัยของ SMRs

“ดร.วิสันต์” กล่าวว่า SMRs หรือเครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็ก ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องปฏิกรณ์ที่ปลอดภัยกว่าเครื่องปฏิกรณ์ทั่วไป ที่ใช้กันมานาน 40-50 ปี ในด้านความปลอดภัยเชิงเทคนิค ความถี่ของการเกิดความเสียหายต่อแกนกลาง (Core Damage Frequency – CDF) ของ SMRs รุ่นใหม่ เช่น New Scale ลดลงไปถึงประมาณ 10 ยกกำลัง -8 ซึ่งดีกว่าเครื่องปฏิกรณ์น้ำเบารุ่นล่าสุดอย่างน้อย 10 เท่า อย่างไรก็ตาม หากใช้ SMRs 10 เครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้าในกำลังรวมเท่ากับเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ 1 เครื่อง ความเสี่ยงโดยรวมในแง่ของ CDF อาจจะใกล้เคียงกัน

ไทยพร้อมใช้พลังงานนิวเคลียร์หรือไม่

ความพร้อมในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศต่างๆ มีข้อกำหนดที่สูงมาก เช่น ความพร้อมทางเทคโนโลยี กรอบกฎหมาย ความพร้อมของสังคม ความพร้อมด้านการศึกษา และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารจัดการเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์อย่างปลอดภัย

ความพร้อมเหล่านี้ยังรวมถึงการเลือกเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ การเลือกสถานที่ การสนับสนุนจากสาธารณะ กรอบกฎหมายระดับชาติสำหรับการออกใบอนุญาตและข้อบังคับด้านความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร และการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วในระยะยาว

สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชีย

• เอเชียตะวันออก (ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และไต้หวัน) มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์สูงถึง 112 กิกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตของสหรัฐฯ ที่ประมาณ 99 กิกะวัตต์ โดยเฉพาะ จีน ที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอีก 52 กิกะวัตต์ใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้จีนขึ้นเป็นอันดับหนึ่งด้านกำลังการผลิตนิวเคลียร์ของโลกหากสหรัฐฯ ไม่มีโครงการใหม่

• เวียดนาม เคยอนุมัติแผนพัฒนาโรงไฟฟ้า 2 แห่ง กำลังผลิต 4 กิกะวัตต์ในปี 2009 แต่แผนถูกยกเลิกในปี 2016 ปัจจุบันมีแผนใหม่ที่จะมีกำลังผลิต 6.4 กิกะวัตต์ใช้งานจริงตั้งแต่ปี 2030-2035

• อินโดนีเซีย มีการศึกษาพลังงานนิวเคลียร์มานานกว่า 40 ปี และมีสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่แข็งขัน ซึ่งกำลังทำวิจัยเรื่องเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เช่น ยูเรเนียมและทอเรียม และมีแผนที่จะผลิตยูเรเนียมในประเทศ ซึ่งไม่มีประเทศอาเซียนอื่นใดวางแผนเช่นนี้

• ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศแรกในอาเซียนที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เสร็จสมบูรณ์ในปี 1984 แต่ไม่เคยเปิดใช้งานเนื่องจากปัจจัยทางการเมือง ปัจจุบันมีแผนที่จะฟื้นฟูโรงไฟฟ้าดังกล่าว

จับตาโมเดลใบอนุญาตขั้นตอนเดียว เร่งไทยสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก

ความคืบหน้าของประเทศไทย

ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการพิจารณาและชะลอโครงการนิวเคลียร์ โดยครั้งล่าสุดที่ยกเลิกคือหลังอุบัติเหตุฟุกุชิมะในปี 2011 อย่างไรก็ตาม “ดร.วิสันต์” ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2019 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องในการวางรากฐานทางกฎหมายสำหรับการออกใบอนุญาตโรงไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกทางนิวเคลียร์ โดยมีการออกกฎกระทรวงหลายฉบับตั้งแต่ปี 2020

นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2023 ประเทศไทยยังได้ลงนามในข้อตกลง 123 กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ไทยสามารถติดต่อกับบริษัทอเมริกันด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ได้ และได้เข้าร่วมอนุสัญญานิวเคลียร์ที่จำเป็นสำหรับการเตรียมความพร้อม ไทยกำลังดำเนินการวางรากฐานด้านกฎระเบียบอย่างระมัดระวัง

เป้าหมายของประเทศไทยคือ SMRs ขนาดประมาณ 600 เมกะวัตต์ ภายในปี 2037 แม้ว่าเป้าหมายนี้ยังไม่แน่นอน “ดร.วิสันต์” ชี้ว่า การจะให้ SMRs พร้อมใช้งานในปี 2037 นั้น การก่อสร้างอาจต้องเริ่มประมาณ 3-4 ปีก่อนหน้า และการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี SMR อาจต้องทำภายในปี 2030 ซึ่งอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะเห็นภาพรวมของเทคโนโลยี SMRs ที่พัฒนาขึ้นทั่วโลก

แนวทางการออกใบอนุญาต

ดร.วิสันต์ ได้เปรียบเทียบแนวทางการออกใบอนุญาต 2 แบบ คือ

• แบบสองขั้นตอน (Two-step licensing) เป็นวิธีที่ใช้กันมานานเกือบ 70 ปี โดยต้องขออนุญาตก่อสร้างก่อน แล้วจึงขออนุญาตดำเนินการ และมีการตรวจสอบซ้ำในแต่ละขั้นตอน

• แบบขั้นตอนเดียว (Single-step licensing) เป็นแนวทางที่ใหม่กว่า โดยบริษัทผู้พัฒนาเครื่องปฏิกรณ์จะดำเนินการ รับรองการออกแบบมาตรฐาน (Standard Design Certification) กับหน่วยงานกำกับดูแลก่อน ซึ่งเมื่อได้รับการรับรองแล้ว ลูกค้าที่ต้องการสร้างโรงไฟฟ้าสามารถเลือกใช้การออกแบบนั้นได้โดยไม่ต้องมีการทบทวนเทคโนโลยีซ้ำอีก

ดร.วิสันต์แนะนำว่า ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศไทย ควรพิจารณาแนวทางแบบขั้นตอนเดียว

ปัจจัยการเลือกเทคโนโลยี

ส่วนด้านการเลือกเทคโนโลยี SMRs  ดร.วิสันต์ กล่าวว่าเทคโนโลยี SMRs ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 ปี จึงจะเห็นภาพรวมของเทคโนโลยีในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่สร้างและดำเนินการจริง ปัจจัยสำคัญในการเลือกเทคโนโลยี ได้แก่ คุณสมบัติด้านความปลอดภัย ความพร้อมของเทคโนโลยี และประสิทธิภาพ

“ดร.วิสันต์” ยังชี้ถึงความท้าทายที่ว่า เชื้อเพลิงนิวเคลียร์แบบใหม่ที่มาพร้อมกับ SMRs มีความแตกต่างจากเชื้อเพลิงที่ใช้ในเครื่องปฏิกรณ์น้ำเบา และยังไม่มีประสบการณ์ในการจัดการเชื้อเพลิงประเภทใหม่นี้ นอกจากนี้ สำหรับประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ ไม่สามารถพิจารณาการรีไซเคิลกากนิวเคลียร์ได้ เนื่องจากข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์

Rolls-Royce ชนะการแข่งขัน SMRs

“ดร.วิสันต์” ได้ยกตัวอย่างการแข่งขัน SMRs ครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อสองปีที่แล้ว โดยมีบริษัทหลายแห่งเข้าร่วม แม้เทคโนโลยีของ Rolls-Royce อาจไม่ได้แตกต่างจากบริษัทอื่นมากนัก แต่เหตุผลที่ Rolls-Royce ชนะการแข่งขันอาจเป็นเพราะ Rolls-Royce อยู่ในขั้นตอนการประเมินการออกแบบทั่วไป (Generic Design Assessment – GDA) ขั้นที่ 3 แล้ว ขณะที่บริษัทอื่นส่วนใหญ่อยู่ในขั้นที่ 2 สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความพร้อมในการรับรองการออกแบบ

“ดร.วิสันต์” กล่าวปิดท้ายว่า หากประเทศในอาเซียนต้องการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้ เช่น เวียดนาม ที่มีแผนใหญ่ อาจต้องเลือกใช้เครื่องปฏิกรณ์น้ำเบาขนาดใหญ่รุ่นล่าสุด สำหรับประเทศไทยที่มีเป้าหมาย SMRs ในปี 2037 ยังคงมีเวลาเตรียมตัว แต่การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี SMRs อาจต้องทำในอีกประมาณ 7 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจยังเร็วเกินไปที่จะเห็น SMRs ที่พัฒนาเต็มที่ทั่วโลก

Source : กรุงเทพธุรกิจ