กรมประมง ร่วมกับ กฟผ. เปิดตัว “โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพลังงานแสงอาทิตย์” ตั้งเป้าผลิตลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัว/ปี ปล่อยลงสู่ธรรมชาติ

ชั่วโมงนี้ต้องบอกได้คำเดียวว่าทุกอุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังเดินหน้าเรื่องพลังงานกันอย่างจริงจัง อย่างเช่นล่าสุด นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “กุ้งก้ามกรามเขื่อนอุบลรัตน์” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากมีราคาจำหน่ายสูง เนื้อมีรสชาติดี และมีความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมประมงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและการเพิ่มศักยภาพการผลิตของกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เนื่องจากพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์มีลักษณะภูมิประเทศที่ซับซ้อน มีความเชื่อมโยงระหว่างดินและน้ำสูง และมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของกุ้งก้ามกราม ซึ่งที่ผ่านมา กรมประมง

โดยศูนย์วิจัยการประมงน้ำจืดขอนแก่นได้ผลิตและปล่อยกุ้งก้ามกรามเป็นประจำปีละกว่า 5 ล้านตัว เพื่อเพิ่มผลผลิตในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์และแหล่งน้ำธรรมชาติโดยรอบมาตั้งแต่ปี 2524 และมีการติดตามและประเมินผลการจับกุ้งขึ้นใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 9,000 กิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 7.2 ล้านบาท

พาชม! โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ รักษ์โลก

กรมประมงจึงร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการก่อสร้าง “โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพลังงานแสงอาทิตย์” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และส่งเสริมอาชีพจากกุ้งก้ามกราม ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจ ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีในการผลิต รวมถึงติดตามและประเมินผลการปล่อยกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายในโรงเพาะเลี้ยงฯ มีการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ขนาด 12 กิโลวัตต์ เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในระบบโรงเพาะฟัก สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 50 หรือประมาณ 6,000 – 8,000 บาทต่อเดือน

อีกทั้งเพิ่มกำลังการผลิตด้วยการจัดสร้างบ่อคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 2×8 เมตร จำนวน 4 บ่อ สามารถอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามแรกคว่ำ ขนาด 0.8 – 1.0 เซนติเมตร ได้ถึง 2 ล้านตัวต่อรอบการผลิต และสามารถผลิตลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามได้มากกว่า 20 ล้านตัวต่อปี เมื่อรวมกับกำลังการผลิตของอาคารหลังเดิมจะทำให้มีศักยภาพการผลิตของศูนย์ฯ เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30 ล้านตัวต่อปี และในอนาคตกรมประมงมีแผนที่จะขยายผลให้แก่วิสาหกิจชุมชนนำไปพัฒนาเป็นธุรกิจท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการตลาดกุ้งก้ามกรามและผลักดันให้เป็นสินค้าเด่นของจังหวัดต่อไป ซึ่งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม

พาชม! โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ รักษ์โลก

กรมประมงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า “โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพลังงานแสงอาทิตย์” แห่งนี้ จะกลายเป็นแหล่งผลิตลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่สำคัญ และเป็นต้นแบบศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในการสร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

Source : Spring News

ปัจจุบันโลกผลิตขยะมูลฝอยจากชุมชน (Municipal Solid Waste) สูงถึงประมาณ 2.01 พันล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายหรือพฤติกรรมการบริโภคอย่างจริงจัง ปริมาณขยะทั่วโลกอาจพุ่งทะยานขึ้นเป็น 3.4 ถึง 3.88 พันล้านตันต่อปี ภายในปี 2050โดยส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบนิเวศ สุขภาวะของประชากร และความยั่งยืนของโลกใบนี้ (ข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP)

ด้วยความตระหนักในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีกว่า “กลุ่มเซ็นทรัล” จึงได้ริเริ่ม Central World เป็นห้างต้นแบบของ “Zero Waste” แห่งแรก ผ่านโมเดลการจัดการขยะอย่างครบวงจร ที่เน้นการ “ลด–แยก–จัดการ” อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมจับมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยนำร่องที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในเฟสแรก ภายใต้แคมเปญ “Love the Earth : Zero Waste รักโลกต้องเริ่มเลย”

เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

3 ขั้นตอน ลด-แยก-จัดการ

1. ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง

  • กลุ่มเซ็นทรัลเน้นลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ Say No to Plastic Bag ที่ส่งเสริมการงดใช้ถุงพลาสติกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 จนปี 2567 มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 3 ล้านคน ปฏิเสธถุงรวมแล้ว 12 ล้านครั้ง
  • CRG Say No to Plastic เปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ 100% ลดขยะพลาสติกได้ถึง 16.5 ล้านชิ้น
  • จัดการอาหารส่วนเกิน ร่วมกับมูลนิธิ SOS และ VV Share ส่งมอบอาหารให้ชุมชนกว่า 807 แห่ง ลดขยะอาหารได้ 568 ตัน ลดการปล่อยคาร์บอนเทียบเท่า 1,438 ตัน
  • ไทวัสดุ ปรับระบบขนส่ง ลดการใช้ฟิล์มพลาสติก 10.54 ตัน/ปี ประหยัดค่าขนส่งได้ 20.4 ล้านบาทต่อปี

2. แยกขยะที่ต้นทาง

  • การแยกขยะตั้งแต่จุดกำเนิดเป็นอีกกุญแจสำคัญที่เซ็นทรัลเวิลด์นำมาใช้ ตู้ Better Bottle สำหรับบริจาคขวด PET เพื่อนำไปผลิต PPE, เสื้อกันหนาว และของใช้จำเป็น
  • โครงการ “ปลา P.O.P.” ในโรงแรมในเครือเซ็นทารา แยกขยะพลาสติกรวม 743.62 กก. นำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
  • กิจกรรม “ทิ้งดี โร้ดโชว์” กระตุ้นการแยกขยะในสำนักงานและอาคารเช่า มีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 2,800 ราย แยกขยะได้เกือบ 40 ตัน
  • Recycle Drop Point แบบ Drive-thru ที่ B1 เซ็นทรัลเวิลด์ ช่วยแยกขยะจากบ้านและร้านค้า คัดแยกรีไซเคิลรวม 801 ตัน ในปี 2567 คิดเป็นลดคาร์บอนได้ 3,471 ตัน หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ กว่า 365,000 ต้น
เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

3. จัดการขยะอย่างถูกวิธี

  • เซ็นทรัลเวิลด์ยังยกระดับการจัดเก็บขยะให้ถูกสุขลักษณะและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ห้องพักขยะที่ปรับปรุงใหม่เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการคัดแยกขยะ
  • Recycle Station ที่ทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพ Recycle Day เปิดแล้ว 10 สาขาทั่วประเทศ
  • ขยะกำพร้าสัญจร (RDF) ส่งขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงคุณภาพ โดยร่วมมือกับ N15 Technology
  • ก๊าซชีวภาพจากเศษอาหาร ในโรงแรมเครือเซ็นทารา ผลิตพลังงานสะอาดใช้ในครัว และลดคาร์บอนกว่า 3,000 กิโลกรัม/ปี
เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

ศูนย์คัดแยกขยะมาตรฐานสากล

“พิชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีประสิทธิภาพในการ ลด – แยก – จัดการขยะ อย่างเป็นระบบ พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

“การแยกขยะอย่างถูกวิธีเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill”

ในระยะแรกของโครงการ มีร้านค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 200 ร้านค้า ครอบคลุมหลากหลายหมวด ทั้งแฟชั่น อาหาร และเครื่องดื่ม โดยร้านค้าที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับตราสัญลักษณ์ ‘Love the Earth: Zero Waste’ เพื่อยกย่องความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทเดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ รีเทล จำกัด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด รวมถึงพันธมิตรธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมทั้งมีแผนขยายโมเดลนี้ไปยังศูนย์การค้าทั่วประเทศในอนาคต

เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

เป้าหมายลดฝังกลบเหลือ 30% ภายในปี 2573

จากผลการดำเนินงานในปี 2024 กลุ่มเซ็นทรัลสามารถลดขยะฝังกลบได้ถึง 43,600 ตัน และส่งต่อแนวคิด Zero Waste สู่ 190 ชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” โดยมีเป้าหมายลดขยะสู่หลุมฝังกลบเหลือไม่เกิน 30% ภายในปี 2573 และเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2593

“เพราะความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง เซ็นทรัลจึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ร้านค้า พนักงาน หรือพันธมิตร มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงจร Zero Waste ที่ทุกคนมีบทบาทร่วมกันในการสร้างโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น” พิชัยกล่าว

เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

ระบบหล่อหลอมพฤติกรรมมนุษย์

ในการเปิดตัวแคมเปญ “Love the Earth : Zero Waste รักโลกต้องเริ่มเลย” ของกลุ่มเซ็นทรัล “มาร์ลีน นิลส์สัน” รองผู้อำนวยการระดับภูมิภาค รักษาการแทน และผู้แทนประจำประเทศไทยของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้ร่วมเวที และเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทาง “Zero Waste แบบครบวงจร” ที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

“นิลส์สัน” ได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงภารกิจของ UNEP คือ การแก้ไขวิกฤตการณ์ 3 ประการ ได้แก่ วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, วิกฤตการณ์การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและธรรมชาติ, และวิกฤตการณ์ขยะสารเคมีและมลพิษ

“ทางเลือกในชีวิตประจำวันของเรานั้นถูกกำหนดโดยระบบรอบตัวเรา และความสะดวกสบายสามารถนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ยั่งยืนได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความท้าทายที่เราเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการออกแบบเชิงระบบที่หล่อหลอมทางเลือกของเรา”

ก๊าซมีเทนจากขยะ ต้นเหตุภาวะโลกร้อน

“นิลส์สัน” กล่าวด้วยว่า ขยะอาหาร ขยะพลาสติก และขยะมูลฝอยชุมชนที่จัดการไม่ดี เป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตการณ์สีเขียวทั้งหมดนี้ ตัวอย่างเช่น การปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบขยะเป็นเชื้อเพลิงให้ภาวะโลกร้อน มลพิษจากพลาสติกทำให้แม่น้ำและมหาสมุทรอุดตัน และเข้าสู่ปลาที่เราบริโภค การบริโภคที่ไม่ยั่งยืนทำให้ทรัพยากรมีจำกัดและเกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และความเท่าเทียมอีกด้วย”

“เราไม่ได้ปราศจากแนวทางแก้ไขปัญหา อันที่จริง หลายแนวทางได้ถูกนำไปใช้แล้ว ตั้งแต่การออกแบบใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream redesign) ไปจนถึงรูปแบบธุรกิจหมุนเวียน (circular business models) จากมาตรการจูงใจทางนโยบายไปจนถึงการมีส่วนร่วมของสาธารณะ”

Zero Waste ไม่ใช่ความฝัน

“Zero Waste ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นทิศทาง และเมื่อดำเนินการอย่างถูกต้อง แนวทาง Zero Waste ไม่เพียงแต่ลดมลพิษเท่านั้น แต่ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปกป้องระบบนิเวศ สร้างงานสีเขียว และสร้างชุมชนที่มีสุขภาพดีและยืดหยุ่นมากขึ้น” นิลส์สันกล่าว

UNEP ยังได้แสดงความชื่นชมต่อบทบาทความเป็นผู้นำของกลุ่มเซ็นทรัลในแคมเปญนี้ โดยระบุว่า กลุ่มเซ็นทรัลกำลังแสดงให้เห็นว่าความเป็นผู้นำของภาคเอกชนจะเป็นอย่างไร และยังได้เรียกร้องให้ภาคเอกชนและธุรกิจดำเนินการ 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่

  • ออกแบบระบบที่ปราศจากขยะ: ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง ทุกขั้นตอนมีความสำคัญ
  • สนับสนุนนโยบายที่ชาญฉลาด: กฎระเบียบ ซึ่งไม่ใช่แค่การดำเนินการโดยสมัครใจเท่านั้น แต่กฎระเบียบจะสร้างความชัดเจนและขนาดที่เราต้องการ
  • สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภค: ผู้บริโภคต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา และพวกเขาจะสนับสนุนผู้ที่เชื่อมั่น
เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะค่าไฟงวด ก.ย.–ธ.ค. 2568 เหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย สามารถลดค่า Ft ลงได้ 4 สตางค์ต่อหน่วย หลังเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจาก 3 การไฟฟ้าได้ประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,640 ล้านบาท มาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนสำเร็จ

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. ได้พิจารณาข้อเสนอการปรับค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) ประจำเดือน กันยายน – ธันวาคม 2568 ตามข้อเสนอของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยในครั้งแรกเสนอหน่วยละ 3.98 บาท โดยคืนเงินค่าภาระต้นทุนคงค้าง (ค่า AF) ให้กับ กฟผ. 7,072 ล้านบาท แต่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น กฟผ. เสนอขอปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเป็นหน่วยละ 3.95 บาท โดยขอให้ กกพ. นำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่อยู่กับ กฟผ. ประมาณ 4,900 ล้านบาท มาลดค่าไฟฟ้าและภาระหนี้ของ กฟผ. เพิ่มเติมในรอบนี้ด้วย

ทั้งนี้ กกพ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาต ซึ่งหมายถึง กฟผ. เป็นผู้เสนออัตราค่าบริการให้ กกพ. พิจารณา ดังนั้น กกพ. จึงพิจารณาตามข้อเสนอใหม่ของ กฟผ. ตามประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 (2) ลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติที่ส่งผลต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในวงกว้างในระหว่างรอบการกำกับ ควบคู่ไปกับการพิจารณากรอบการใช้เงินตาม ข้อ 34 (1) ที่กำหนดให้นำเงินดังกล่าวมาใช้สำหรับสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไปด้วย

“เมื่อตรวจสอบยอดเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่อยู่กับ กฟผ. ประมาณ 4,955 ล้านบาทกับเงินที่อยู่กับ กฟภ. และ กฟน. พบว่ามียอดรวมทั้งสิ้น 7,927 ล้านบาท กกพ. จึงมีมติให้นำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,640 ล้านบาท มาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน หรือคิดเป็นหน่วยละ 4 สตางค์ เป็นผลให้อัตราค่าไฟฟ้าที่ กฟผ. เสนอมาในครั้งแรกที่หน่วยละ 3.98 บาท ปรับลดเหลือหน่วยละ 3.94 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยคิดเป็นค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในงวดประจำเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 ลดลงจากเดิม 19.72 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 15.72 สตางค์ต่อหน่วย และ กกพ. ให้นำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่เหลืออีก 5,287 ล้านบาท มาใช้สำหรับสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป” นายพูลพัฒน์ กล่าว

นายพูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กกพ. ยังแสดงความห่วงใยกรณีราคาก๊าซธรรมชาติตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวของสหภาพยุโรปและปัญหาจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับสูงขึ้นจากค่าประมาณการ สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ง่ายๆ ด้วยหลัก 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ ปิด หรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งาน ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน ซึ่งทั้ง 5 ป. จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าเองด้วย

Source : Energy News Center

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นวาระสำคัญระดับโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่มาจาก แสงอาทิตย์ มีต้นทุนในการผลิต ถูกกว่า พลังงานที่มาจากฟอสซิล แล้ว เป็นที่ประจักษ์และใช้กัน ในหลายประเทศทั่วโลกและบางประเทศยังใช้เป็นพลังงานหลัก จึงทำให้ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ หากล่าช้า เราจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน (มพช.) กล่าวว่า มพช. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาและนำเสนอประเด็นที่สำคัญเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างเพียงพอและรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและควบคู่ไปกับการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในเขต EEC ยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้อย่างเพียงพอ ปัญหาหลักมาจากความล่าช้าในการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า (Third-Party Access: TPA) ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถเชื่อมต่อและใช้โครงข่ายไฟฟ้าของรัฐได้อย่างอิสระ ความไม่ชัดเจนของนโยบายด้านพลังงาน โดยแผนพลังงานชาติ (NEP) ไม่มีการประกาศใช้มานานกว่า 2 ปี สร้างความไม่แน่นอนในการลงทุนและการวางแผนสำหรับภาคธุรกิจ
ข้อจำกัดในการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ยังคงจำกัดเฉพาะบางกลุ่ม เช่น Data Center ทำให้ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยยังคงชะลอการดำเนินการด้านพลังงานสะอาด จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็วต่อประเทศ ดังนี้

1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น ภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการพึ่งพาไฟฟ้าแบบ Green Tariff (UGT) ซึ่งมีราคาสูงและไม่ยืดหยุ่นพอ กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) โดยเฉพาะภาคการส่งออกจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอน ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน สูญเสียโอกาสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เม็ดเงิน FDI  ที่เสี่ยงสูญเสีย TDRI ประเมินว่าไทยอาจสูญเสีย FDI ที่ต้องการพลังงานสะอาดสูงกว่า 1.1 ล้านล้านบาท

อีกทั้ง อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่เสี่ยงสูญเสียโอกาส โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า, ดิจิทัล (รวมถึง Data Center) และเทคโนโลยีสีเขียว อาจสูญเสียโอกาสในส่วนนี้ มากถึง 7 แสนล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนเหล่านี้มีนโยบายชัดเจนในการใช้พลังงานสะอาดและจะเลือกไปลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างรวดเร็ว เช่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

TDRI จี้รัฐเร่งปฏิรูปพลังงานสะอาด หวั่นสูญเสีย FDI กว่า 1.1 ล้านล้าน

2. ผลกระทบทางสังคม  การว่างงานเพิ่มขึ้นและความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ล่าช้า อาจทำให้ภาคธุรกิจเดิมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ทำให้เกิดการว่างงาน โดยไม่มี “งานสีเขียว” มารองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ

3. ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การหันกลับไปใช้พลังงานฟอสซิล หากประเทศไทยไม่เร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ยังต้องการรักษาฐาน Data Center และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาด อาจส่งผลให้ภาคการผลิตต้องหันมาใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลแทน ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ    

ปัจจุบัน Data Center ที่เป็นผลจากการลงทุนจากต่างประเทศ มีความต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดจำนวนมากถึงกว่า 5,000 (เมกะวัตต์ชั่วโมง) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดที่พร้อมรองรับ ไม่เช่นนั้นนักลงทุนกลุ่มนี้จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านทันที

เพื่อแก้ไขปัญหานี้และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ มูลนิธิฯ จึงมีข้อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนดังนี้ 1. เร่งเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าและขยาย Direct PPA ทั่วประเทศ (หากรัฐพร้อม) อาทิ เปิด TPA เร่งเปิดให้เอกชนเชื่อมต่อและใช้ประโยชน์จากระบบสายส่งไฟฟ้าของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด, ขยาย Direct PPA: ขยายการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้รายใหญ่ให้ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และยกเลิก UGT โดยเปิดให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการเอง เพราะภาครัฐไม่ทราบมาตรฐานที่ต่างชาติต้องการดีเท่า  ผู้ส่งออกและผู้ลงทุน

2. ใช้ พ.ร.บ. EEC เป็นกลไก “ทางรอด” ในระยะเร่งด่วน (หากรัฐยังช้า)
เนื่องจากแนวทางข้างต้นยังไม่มีความชัดเจนและอาจใช้เวลาในการดำเนินการ “ทางรอด” ที่สำคัญและรวดเร็วที่สุดสำหรับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC คือการใช้กลไกตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  พ.ศ. 2561 
(พ.ร.บ. EEC) มาเป็นเครื่องมือในการสร้างและจัดส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงจากแหล่งผลิตมายังภาคอุตสาหกรรม

อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ. EEC มาตรา 6(3), 29, 30 และ 37(4) ให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในการพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตพลังงาน หากเห็นว่าโครงการนั้นเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ EEC และช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดำเนินการได้ทันที กพอ. สามารถอนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจได้ทันที ซึ่งเป็นอำนาจคู่ขนานกับ กกพ. เหมาะสำหรับโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น การรองรับนักลงทุน Data Center และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน

การสร้างโครงข่ายไฟฟ้าใหม่  ภาคเอกชนสามารถลงทุนสร้างโครงข่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดของตนเอง ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. EEC เพื่อจัดส่งไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ซึ่งเป็น “ทางรอด” ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดของประเทศอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ไฟฟ้าสะอาดไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็น “หัวใจ” ของความสามารถในการแข่งขัน และ “เครื่องมือสำคัญ” ในการอยู่รอดของธุรกิจอย่างยั่งยืนขององค์กร รวมถึงการรักษาและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้อง “ฟังเสียงภาคธุรกิจ” และ “สนับสนุนโดยไม่สร้างอุปสรรคเพิ่ม” การเปิดให้เอกชนเข้าถึงระบบสายส่งหรือการสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหม่เพื่อจ่ายไฟสะอาดให้ตนเอง เป็นหนทางที่เร็วที่สุดในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และรับรองว่าประเทศไทยจะไม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและนักลงทุนให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพร้อมเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่

ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันออกแบบแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสังคมอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

WP ENERGY เปิดตัวโครงการ “WP SOLAR FOR GOOD” ทุ่มงบ 60 ล้านบาท ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 2,060 kW ส่งมอบพลังงานสะอาด ให้วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชน 200 แห่งทั่วไทยฟรี ภายใน 5 ปี

พลังงานสะอาด เทรนด์ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ และทั่วโลกกำลังผลักดันให้ประเทศของตัวเองเข้าสู่พลังงานสะอาดแบบ 100 % เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เดินหน้าในเรื่องนี้ทั้งภาครัฐ และเอกชน เช่น ล่าสุดบริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ WP Energy บริษัทกลุ่มพลังงานครบวงจร ผู้นำการค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) แบรนด์ “เวิลด์แก๊ส” ประกาศเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืน “WE PROMISE” เปิดตัวโครงการ “WP Solar for Good” พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ได้จัดทำภายใต้งบประมาณกว่า 60 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) รวมกำลังการผลิต 2,060 กิโลวัตต์ ให้วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศฟรี! ภายในระยะเวลา 5 ปี ควบคู่กับการมอบก๊าซหุงต้มให้แก่สถาบันที่เข้าร่วมโครงการปีละ 50,000 กิโลกรัม หวังลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่คนไทยอย่างยั่งยืน

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

โดย คุณชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวิสัยทัศน์ความยั่งยืนขององค์กรว่า“WP Energy ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของพันธกิจ ‘WE PROMISE’ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่คำมั่นสัญญา แต่คือแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่เราปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน และเปิดรับความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของสังคม

รวมถึงการยกระดับศักยภาพคนไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ประกอบกับการที่บริษัทมุ่งสู่การเป็น Service & Energy Solution Provider โดยนอกเหนือจากธุรกิจหลักในการจัดจำหน่าย LPG  ภายใต้แบรนด์เวิลด์แก๊ส เรายังมีบริการให้คำปรึกษาและนำเสนอผลิตภัณฑ์พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ  เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งปัจจุบันเราก็ติดตั้งและให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ไปแล้วกว่า 11 เมกะวัตต์  เมื่อนำวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญทั้ง 2 ด้านของบริษัทมาผนวกกัน จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘WP Solar for Good” ที่นับเป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์ของบริษัทในการสนับสนุนให้คนไทยมีพลังงานสะอาดใช้งาน ผ่านนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการด้านพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ ด้วยการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) รวมกำลังการผลิต 2,060 กิโลวัตต์ ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่สำคัญการพัฒนาสังคมไทย

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

อย่าง วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนรวมกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ภายในระยะเวลา 5 ปี ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นบริษัท EPC คู่ค้าของบริษัทฯ เพื่อช่วยกันดำเนินกิจกรรมนี้ ด้วยงบประมาณโครงการกว่า 60 ล้านบาท โดย มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด, ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน, ปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม และสะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในด้านความยั่งยืนในระยะยาว โดยนอกจากการสนับสนุนระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ ยังสนับสนุนก๊าซหุงต้มแบรนด์เวิลด์แก๊ส

ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ 50,000 กิโลกรัม ในแต่ละปี เพื่อใช้ในการประกอบอาหารและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิต โดยดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ เชื่อว่าการสร้างความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพราะฉะนั้น การสนับสนุนด้านพลังงานสะอาดที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาในหลายๆ ด้าน จึงถือเป็นการสนับสนุนด้านความยั่งยืนของประเทศในอนาคต

โดย คุณนพวงศ์ โอมาธิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “โครงการ “WP Solar for Good” คือหนึ่งก้าวสำคัญของดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ ในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งระบบพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม มุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็น ได้แก่ โรงเรียน ชุมชน วัด โรงพยาบาล และองค์กรสาธารณประโยชน์ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

ทั้งนี้ต้องมีศักยภาพในการใช้พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในเกณฑ์สำคัญของการคัดเลือก คือ สถานที่ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการใช้พลังงานที่มีต้นทุนสูง ซึ่งในปีนำร่อง 2568 ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จะติดตั้งระบบโซลาร์ให้ครบ 6 พื้นที่เป้าหมาย ด้วยขนาดเฉลี่ย 10 กิโลวัตต์ต่อแห่ง รวมกำลังผลิต 60 กิโลวัตต์ โดยเริ่มต้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับการให้บริการของบริษัท เพื่อความสะดวกในการติดตามและดูแลระบบ

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป บริษัทตั้งเป้าขยายการติดตั้งให้ครอบคลุมอย่างน้อย 40 แห่งต่อปี หรือประมาณ 400 กิโลวัตต์ต่อปี เพื่อให้ครบ 200 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2573 โดยทุกขั้นตอนของโครงการจะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มตั้งแต่การสำรวจและประเมินพื้นที่ การออกแบบและติดตั้งโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการอบรมเพื่อส่งต่อความรู้ให้ชุมชนสามารถดูแลและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งนอกจากการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แล้ว โครงการยังต่อยอดด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับชุมชน เช่น การปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว, เวิร์กช็อปด้านพลังงานสะอาด, และกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและจุดประกายความตื่นตัวในวงกว้าง รวมถึงสร้างคุณค่าร่วมให้ชุมชนสามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปต่อยอด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหรือสร้างรายได้เพิ่มเติม

โดยได้มุ่งหวังว่าเมื่อดำเนินงานโครงการ WP Solar for Good ครบทั้ง 200 แห่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศได้กว่า 1,030,000 บาทต่อเดือนหรือคิดเป็น 12.36 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1,483.2 ตัน CO₂ ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 67,000 ต้น  นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าให้โครงการมีคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 80% เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกแห่งที่ได้รับการสนับสนุนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง และต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อให้สามารถแน่ใจได้ว่าโครงการ WP Solar for Good จะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญในการผลักดัน ‘พลังงานสะอาด’ ให้เข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้คน และเป็นต้นแบบของการใช้พลังงานเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามโครงการ WP Solar for Good เริ่มเปิดรับสมัครหน่วยงานและชุมชนที่สนใจร่วมโครงการแล้ววันนี้ พร้อมทั้งเชิญชวนพันธมิตรจากภาคเอกชนที่มีความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนเข้าร่วมสนับสนุนโครงการในหลากหลายรูปแบบ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ หรือสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้ที่ โทร. 085-058-8033 หรืออีเมล info@wp-energy.co.th

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

Source : Spring News