องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เผย ไทย ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ ได้แล้ว 73.6125 MtCO2eq และมีเข้าร่วม T-VER จำนวน 547 โครงการ

มาถึงตอนนี้แล้วต้องบอกได้คำเดียวว่า…ประเทศไทยกำลังเดินลดการปล่อยก๊าซฯเรือนกระจก อย่างหนักหน่วงเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และต้องยอมรับว่าฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องการลดปล่อยก๊าซฯเรือนกระจก ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นก็คือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้บริการทางวิชาการ และกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ และให้การรับรองปริมาณการปล่อย การลด/กักเก็บ และการชดเชยก๊าซเรือนกระจก (GHG Certify Body)

อีกทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงการและการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ล่าสุดได้มีการจัดงานแถลงผลการดำเนินงาน และทิศทางในอนาคตของ TGO ภายใต้ กิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ประจำปี 2568 “TGO ONE NIGHT UNDERSTAND” เพื่อแถลงผลการดำเนินงาน ในปี 2568 ทิศทางนโยบายและภารกิจในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ TGO และ ดร.ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการ TGO และคณะผู้บริหารของ อบก. เข้าร่วม

อัปเดต! ไทย ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ ได้แล้ว 73.6125 MtCO2eq

ทั้งนี้ TGO มีผลการดำเนินงาน และทิศทางการดำเนินงาน ดังนี้

การติดตามและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการของประเทศ TGO ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (สส. สนพ. สนข. คพ. กรอ. และ สศก.) ดำเนินการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับมาตรการ/นโยบายของประเทศ เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาวิธีการคำนวณ

และกระบวนการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) สำหรับมาตรการที่มีศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติม โดยดำเนินการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจาก 5 สาขา ประกอบด้วย สาขาพลังงาน สาขาคมนาคมขนส่ง สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ สาขาการจัดการของเสีย และสาขาเกษตร โดยใช้ข้อมูลผลการดำเนินงานปี พ.ศ. 2566 ในเบื้องต้น พบว่า ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 73.6125 MtCO2eq

อัปเดต! ไทย ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ ได้แล้ว 73.6125 MtCO2eq

ส่วนการการยกระดับมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยปัจจุบันโครงการ T-VER มีมาตรฐาน 2 ระดับ คือ “โครงการ Standard T-VER” และ “โครงการ Premium T-VER” ซึ่งโครงการ Standard T-VER มีโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 547 โครงการ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 14,244,207 tCO2eq/year มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง เท่ากับ 22,219,913 tCO2eq  สำหรับโครงการ Premium T-VER มีโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 4 โครงการ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 19,517 tCO2eq/year

นอกจากนี้ TGO ได้ส่ง Premium T-VER ไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เพื่อพิจารณาให้คาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองจากโครงการ Premium T-VER เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบินภายใต้มาตรการ CORSIA ได้

โดยโครงการคาร์บอนเครดิตที่มีความโดดเด่น ได้แก่ โครงการคาร์บอนเครดิตธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออก) เป็นโครงการ T-VER ภายใต้การดำเนินงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มีขอบเขตการดำเนินงานในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก โดยกลุ่มโครงการย่อยที่ 1 ภายใต้แผนงานฯ (โครงการฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER แล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 มีเกษตรกรสมาชิกธนาคารต้นไม้ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 61 ราย คิดเป็นพื้นที่ 587.32 ไร่ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 302 tCO2eq/year

นอกจากนี้ ธกส. มีการขยายผลการดำเนินงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER แบบแผนงาน เพิ่มอีก 8 โครงการ รวมทั้งหมด 9 โครงการ มีเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมกว่า 584 ราย พื้นที่รวมทั้งหมด 7,012.89 ไร่ ในพื้นที่ 12 จังหวัด มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 2,930 tCO2eq/year และโครงการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่า และความเสื่อมโทรมของป่า และการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER

อัปเดต! ไทย ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ ได้แล้ว 73.6125 MtCO2eq

ซึ่งมีกรมป่าไม้เป็นเจ้าของโครงการ และผู้พัฒนาโครงการ โดยมี TGO ให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ และงบประมาณในการพัฒนาโครงการ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2558 มีพื้นที่ป่าชุมชนเข้าร่วมโครงการเท่ากับ 1,397 ไร่ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 743 tCO2eq/year มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้การรับรอง เท่ากับ 5,259 tCO2eq โดยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสร้างเงินรายได้เข้าสู่ป่าชุมชนกว่า 7.099 ล้านบาท ปัจจุบันมีโครงการป่าชุมชนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER แล้วทั้งหมด 51 โครงการ โดยมีป่าชุมชนเข้าร่วมกว่า 245 ป่าชุมชน คิดเป็นพื้นที่ป่าชุมชน 245,980.29 ไร่ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 139,276 tCO2eq/year

สำหรับในปีงบประมาณ 2568 (ข้อมูล 1 ต.ค. 67 – 30 มิ.ย. 68) TGO ส่งเสริมให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว ในปริมาณ 275,856 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 28,936,744 บาท นอกจากนี้ TGO ได้การจัดทำ “รายงานผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทยปี 2568 (The 2025 Thailand’s Voluntary Carbon Market Outlook)” ซึ่งทำการสำรวจพฤติกรรมของผู้เล่นและผู้ที่สนใจในตลาดคาร์บอนของประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 263 ราย ครอบคลุมองค์กร 254 แห่ง ซึ่งประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากผลการสำรวจ คือ ผู้ซื้อส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อคาร์บอนเครดิตเพราะต้องการนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร แต่มีปริมาณที่ต้องการซื้อและชดเชยอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง

ทั้งนี้ 78% ชดเชยต่ำกว่า 5,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ทั้งนี้ มากกว่า 50% เน้นการซื้อแบบวางแผนล่วงหน้า โดยช่องทางการซื้อคาร์บอนเครดิตที่ดำเนินการอยู่คือผ่านรูปแบบ OTC และนิยมคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐาน T-VER เป็นหลัก และ มากกว่า 50% ยินดีซื้อคาร์บอนเครดิตในช่วงราคา 50 – 200 บาท/tCO2eq เนื่องจากเป็นราคาที่คุ้มค่าในการลงทุน และสอดคล้องกับราคาตลาดในไทยและต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อส่วนใหญ่มีพฤติกรรมรอดูสถานการณ์ (Wait and See) จากการบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจที่ชัดเจนหรือเพียงพอในการเข้าซื้อคาร์บอนเครดิตอย่างต่อเนื่องทั้งจากมิติของแรงผลักดันทางกฎหมาย สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือแรงจูงใจจากภาคการเงินและการลงทุนทำให้ความต้องการขยายตัวอย่างจำกัด

สำหรับการสนับสนุนผู้ส่งออกไทย..เตรียมความพร้อมรับมือมาตรการ CBAM โดย TGO ได้พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม “CBAM-CFP Platform” ขึ้นสำหรับใช้เป็นระบบคำนวณค่า Embedded Emissions ของสินค้า เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินงานได้สอดคล้องกับมาตรการ CBAM โดยการเตรียมพร้อมของข้อมูล และมีความเข้าใจในการรายงานค่า Embedded Emissions ไปยังสหภาพยุโรป โดยแพลตฟอร์มได้รับการออกแบบให้การใช้งานได้ง่าย มีความถูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ CBAM โดยจะมีการเปิดใช้งานปลายปี พ.ศ. 2568

ส่วนการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยมีการติดตามและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน มี อปท. จำนวน 334 แห่ง ที่สามารถประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและกำหนดแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความมุ่งมั่นสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด ส่งเสริมให้แต่ละจังหวัดจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับบริบทของจังหวัดนั้น ๆ ในปีงบประมาณ 2566-2567 TGO ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนสิ่งแวดล้อม สผ. ร่วมมือกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) 76 จังหวัด ในการจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดจนเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 76 จังหวัด พร้อมทั้งยังได้ขยายผลให้จังหวัดมีการตั้งเป้าหมาย Net Zero GHG Emission ซึ่งในปัจจุบันมีจังหวัดที่มีเป้าหมายดังกล่าวแล้วทั้งหมด 32 จังหวัด

ในอนาคต TGO มีแนวคิดที่จะพัฒนานวัตกรรมระบบการรับรอง ชุมชนและเมืองคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ โดยชุมชนและเมืองที่ได้รับการรับรองจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เมืองและชุมชนเหล่านั้นได้เข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การยกระดับมาตรฐานการอบรมสู่สากล TGO โดย สถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(TGO Climate Action Academy: CAA) ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 สำหรับการให้บริการฝึกอบรมด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมทั้งการฝึกอบรมในสถานที่และออนไลน์ และ CAA ยังผ่านการตรวจประเมินรักษาระบบมาตรฐาน (Surveillance) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยืนยันถึงคุณภาพการให้บริการและความมุ่งมั่นในการพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2568 (จนถึงไตรมาส 3) CAA ได้จัดการอบรมแล้ว 5 หลักสูตร กว่า 20 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมอบรมสะสม 1,677 คน มีระดับความพึงพอใจเฉลี่ย 91.81%

การสร้างเครือข่ายวิทยากรและหน่วยฝึกอบรมภายนอก CAA ได้ประกาศ “ขึ้นทำเนียบวิทยากรในหลักสูตรฝึกอบรมตามกลไก อบก.” และประกาศ “มาตรฐานหลักสูตรฝึกอบรมที่ อบก. ให้การยอมรับและการเป็นหน่วยฝึกอบรมภายนอกตามกลไก อบก.” เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพ ได้มีส่วนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และรองรับความต้องการในการเข้ารับการฝึกอบรมกับ TGO ที่มีเป็นจำนวนมาก และรองรับกฎหมายรายงานที่จะเกิดขึ้น

Source : Spring News

กฟผ. ชวนเยาวชนสัมผัสประสบการณ์ฮีโร่พลังงาน ตะลุยภารกิจสู่ความยั่งยืน เปิด 4 ฐานกิจกรรม เรียนรู้นวัตกรรมสะอาด สร้างโลกสมดุลคาร์บอน เสริมทักษะการประหยัดพลังงาน สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ไปกับ 8 ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทั่วประเทศ สนุกกับเกมและลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 วันนี้ – 17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันนี้ (9 สิงหาคม 2568) นายสไกร คงธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ กฟผ. “EGAT FINDING HEROES FOR ALL” ซึ่งจัดขึ้นภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ Exhibition Hall 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายสไกร คงธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงาน กฟผ. เผยว่า กฟผ. ได้เตรียมความสนุกและสาระความรู้มากมายต้อนรับเยาวชนร่วมเปิดประสบการณ์การเป็นฮีโร่ด้านพลังงาน ทำภารกิจสู่ความยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านนิทรรศการ “EGAT FINDING HEROES FOR ALL” จำนวน 4 ฐานกิจกรรม ที่น้อง ๆ จะได้สวมบทบาทเป็นฮีโร่ในสนามฝึกเรียนรู้และปฏิบัติการสู่ความยั่งยืนด้านพลังงาน ประกอบด้วย

ฐาน E: Energy Innovation เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น ได้แก่ โรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดจิ๋ว) ระบบกักเก็บพลังงาน Energy Storage System (ESS) โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ 

ฐาน G: Green Learning Society ฝึกสร้างโลกสมดุลคาร์บอน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “ห้องเรียนสีเขียว” แหล่งความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน พร้อมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านกิจกรรม Interactive 3D Painting 

ฐาน A: Appliances & Energy เสริมทักษะการประหยัดพลังงาน เรียนรู้และเข้าใจความสำคัญของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ร่วมสนุกกับเกม Hands-on Exhibition 

ฐาน T: Transformative Learning สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ไปกับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. 8 แห่งทั่วประเทศ จำลองการเแปลงร่างผ่าน AI และสแกนภาพถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก           

ภายในนิทรรศการของ กฟผ. ยังมีเกมสนุก ๆ ให้เพลิดเพลินอีกมากมาย ลุ้นรับรางวัลพิเศษตลอดทั้งวัน ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมนิทรรศการของ กฟผ. ได้ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 9-17 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 9.00-19.00 น. ณ Exhibition Hall 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Source : Energy News Center

เรากำลังพูดถึงระบบผลิตไฟฟ้าที่ไม่ต้องใช้พื้นที่ใหม่ ไม่ต้องรอเขื่อนหรือสายส่งพาดผ่านหลังบ้าน แต่ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วคือ หลังคาบ้านของคุณเอง

โลกกำลังหมุนไปสู่พลังงานสะอาด การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มต้นจากเขื่อนขนาดยักษ์หรือแหล่งพลังงานทะเลทราย แต่มาจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราเห็นทุกวัน หลังคาบ้าน จุดเริ่มต้นของ “โซลาร์รูฟท็อป” (Rooftop Solar PV) ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่สามารถเปลี่ยนทุกอาคารให้เป็นผู้ผลิตพลังงานสะอาดแบบกระจายศูนย์

มาถึงวันนี้ “โซลาร์รูฟท็อป” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกของบ้านคนรักสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกลไกสำคัญของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ทั่วโลก ที่ต้องการลดคาร์บอน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และคืนอำนาจการผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชน
 

ขณะที่ก้าวสำคัญของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มติ ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้า ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ เปิดทางให้ติดตั้ง ‘Solar Rooftop’ โดยไม่ต้องขออนุญาต ส่งผลให้ประชาชนเดินหน้าสู่การใช้พลังงานสะอาดได้อย่างเป็นรูปธรรม สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้คือ “การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop)” เพื่อใช้เอง ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากรัฐอีกต่อไป เพียงแค่แจ้งต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน เท่านั้น

เรามาลองสำรวจในมุมอื่นๆ ของโซลาร์รูฟท็อปในมุมอื่นๆ เช่น เรื่องของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ที่บอกว่า หากลงทุนวันนี้ จะสามารถคืนทุนเร็วขึ้นกว่าที่เคย

เพราะหนึ่งในคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ “ติดโซลาร์รูฟคุ้มจริงหรือ?” คำตอบวันนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากเมื่อ 5 ปีก่อน เพราะข้อเท็จจริงต่อไปนี้

ข้อมูลจากรายงานของ International Renewable Energy Agency (IRENA) ปี 2020 ระบุว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์แบบแผงโซลาร์ (solar photovoltaic – PV) ลดลงมากกว่า 80% ตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2020 รายงานนี้เผยแพร่ในชื่อ “Renewable Power Generation Costs in 2020” โดยระบุว่า ราคาต้นทุนเฉลี่ยของแผงโซลาร์ลดจากประมาณ 0.37 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) เหลือประมาณ 0.068 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ kWh

Bloomberg New Energy Finance (BNEF) รายงานในปี 2021 ว่า ราคาต้นทุนแผงโซลาร์ลดลงเกิน 80% ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากเทคโนโลยีและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น รวมถึงขนาดเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รายงานประจำปี “New Energy Outlook 2021” เน้นให้เห็นว่าโซลาร์เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ราคาถูกที่สุดในหลายภูมิภาค

– อายุการใช้งานแผงอยู่ที่ 25–30 ปี ในขณะที่ค่าไฟมีแนวโน้มสูงขึ้น

– ระบบขนาด 3–5 kWp สำหรับบ้านพักอาศัยสามารถ สามารถคืนทุนได้ใน 5–7 ปี และประหยัดค่าไฟ เดือนละ 1,000–3,000 บาท

– โครงการบ้านจัดสรรหลายแห่งมีการติดตั้งแถมฟรี หรือเสนอเงื่อนไขผ่อน 0% พร้อมรับประกัน 25 ปี

ส่วนในระดับอาคารธุรกิจหรือโรงงาน การติดตั้ง Rooftop PV ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 30–50% ต่อปี ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่กระทบต่อผลกำไรโดยตรง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟมากช่วงกลางวัน เช่น ศูนย์กระจายสินค้า โรงเรียน โรงแรม หรือห้างสรรพสินค้า

เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังโซลาร์รูฟ ความฉลาดที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

ระบบโซลาร์ยุคใหม่ไม่ใช่แค่แผงโซลาร์ติดบนหลังคาเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยนวัตกรรมเพื่อการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด อาทิ

1. Smart Inverter

อุปกรณ์แปลงไฟที่สามารถตรวจวัดการผลิตและการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนหรือคลาวด์ เพื่อวิเคราะห์การประหยัดและประสิทธิภาพ

2. Battery Storage (ESS)

ระบบกักเก็บพลังงานที่สามารถเก็บไฟฟ้าจากช่วงกลางวันไปใช้ช่วงกลางคืน หรือเมื่อไฟดับ ช่วยให้พึ่งพาการไฟฟ้าน้อยลง และเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน

3. AI Energy Management

เทคโนโลยี AI วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ไฟของบ้านหรืออาคาร ปรับรูปแบบการผลิต-ใช้พลังงานให้เหมาะสม และเลือกช่วงขายไฟกลับเข้าระบบเพื่อให้ได้ราคาดีที่สุด

4. BIPV (Building Integrated Photovoltaics)

การรวมแผงโซลาร์เข้ากับวัสดุก่อสร้าง เช่น หลังคา ผนัง หรือกระจกอาคาร ทำให้อาคารทั้งหลังกลายเป็นแหล่งผลิตพลังงาน

ตัวอย่าง Smart City ที่ใช้ Solar Rooftop อย่างเข้มข้น

1. Chandigarh (อินเดีย)

เมืองนี้กลายเป็น เมืองแรกของอินเดียที่ติดตั้งโซลาร์บนหลังคาในอาคารรัฐบาลและบ้านเรือนหมดทุกราย ภายในเดือนธันวาคม 2024 โดยมีโครงสร้างความร่วมมือผ่านองค์กร CREST ซึ่งติดตั้งทั้งหมด 52.852 MWp จากกว่า 6,600 แผง 

มีโครงการ “Rent-a-Roof” Resco Model ให้เอกชนลงทุนติดตั้งและจ่ายค่าเช่าหลังคาให้เทศบาลโดยไม่ต้องใช้เงินทุนของรัฐ The Times of India

นอกจากนี้ยังมีโครงการชาร์จรถ EV ใช้พลังงานจากโซลาร์ rooftop ในอาคารสาธารณะหลายแห่ง

2. Fujisawa Sustainable Smart Town (ญี่ปุ่น)

เมืองต้นแบบโดย Panasonic บนพื้นที่โรงงานเก่า เดินระบบตั้งแต่ปี 2014 ใช้โครงข่าย Smart Grid ที่เชื่อม Solar PV พร้อมระบบจัดเก็บพลังงาน (battery/fuel cells) และช่วยลดการปล่อย CO₂ ถึง 70% 

3. Sharjah Sustainable City (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)

มีการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาบ้านเรือนกว่า 1,250 หลัง พร้อมระบบรีไซเคิลน้ำ และสวนเกษตรในเมือง ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้สูงถึง 50% และเป็นแบบอย่างด้านการอยู่ร่วมกับธรรมชาติในเมือง 

4. Bo01 – Malmö (สวีเดน)

ชุมชนต้นแบบ “City of Tomorrow” ที่ใช้พลังงานจากแหล่งหมุนเวียน 100% โดยมีระบบ โซลาร์บนหลังคาผสานกับเทคโนโลยีตรวจวัดการใช้ไฟสมัยใหม่ โดยพลังงานส่วนเกินจะถูกส่งกลับไปยังโครงข่ายเมือง Malmö ได้อย่างอัตโนมัติ 

5. Aarhus University (เดนมาร์ก)

มหาวิทยาลัย Aarhus ร่วมกับชุมชนสร้าง rooftop PV ขนาด 98 kW แล้วเปิดให้ทุกคนลงทุนแบบหุ้นย่อยในระบบนี้ ทำให้ทุกคนที่ร่วมลงทุนได้รับผลตอบแทนจากพลังงานที่ผลิตได้ นับเป็นการ democratize พลังงานอย่างแท้จริง

โซลาร์รูฟท็อปกับเมืองอัจฉริยะ พลังงานอนาคต เริ่มต้นจาก “หลังคา”

ภาพรวม Rooftop Solar PV ระดับโลก (ข้อมูลปี 2022–2024)

ครัวเรือนทั่วโลกมี Rooftop PV (ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาอาคาร) รวมประมาณ 130 GW (กิกะวัตต์) ซึ่งมาจากระบบติดตั้งในบ้านพักประมาณ 25 ล้านครัวเรือนทั่วโลก หรือคิดเป็น ประมาณ 6% ของกำลังการผลิตสะสม Solar PV ทั่วโลก (~2.2 TW)

ณ สิ้นปี 2024 ความสามารถในการผลิตพลังงานจากระบบ Solar PV (Solar Photovoltaic เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง) รวมทั่วโลกอยู่ที่ 2.2 TW (เทราวัตต์) ซึ่ง Rooftop PV ถือเป็นส่วนสำคัญของ Distributed PV หรือ Distributed Photovoltaics – ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแบบกระจายตัวในหลายพื้นที่ย่อย โดยสัดส่วนของ Distributed PV คือประมาณ 40% ของกำลังการผลิตพลังงานโซลาร์ทั้งหมด

Rooftop PV แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่คือ

– Residential Rooftop PV – ระบบที่ติดตั้งในบ้านพักอาศัย เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด

– Commercial/Industrial Rooftop PV – ระบบที่ติดตั้งในอาคารพาณิชย์ โรงงาน โกดัง หรือห้างสรรพสินค้า

และจากการประมาณการแบบจำลองของ IEA หากมีการติดตั้งต่อเนื่อง จะมี 100 ล้านครัวเรือน ที่ใช้ Rooftop PV ภายในปี 2030

หมายเหตุสำคัญ:

Utility-scale solar PV (ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่เพื่อการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์) ครองสัดส่วนมากกว่า 60% ของกำลังผลิตใหม่ แต่ Distributed PV หรือ Distributed Photovoltaics ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแบบกระจายตัวในหลายพื้นที่ย่อย (รวม rooftop) ยังเป็นหัวใจสำคัญในหลายประเทศ โดยมีโซลาร์รูฟท็อปเป็นส่วนสำคัญของตลาด โดยเฉพาะในจีน สหรัฐฯ ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น

ส่วนในประเทศไทย แม้มีศักยภาพมหาศาล แต่ติดตั้งจริงยังต่ำ ก็มีนโยบายใหม่ที่ช่วยลดอุปสรรค เช่น การยกเลิก permit, อัตรา NEM ชัดเจน, ส่งเสริมแหล่งเงินสนับสนุน  เพื่อเร่งให้ rooftop PV เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

Source : PostToday

ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับปัญหาขยะล้นเมืองและวิกฤติสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง “ขยะ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในวิกฤติที่กระทบต่อ คุณภาพชีวิต และความสมดุลของระบบนิเวศอย่างลึกซึ้ง ขยะจำนวนมหาศาลยังคงถูกส่งไปฝังกลบในแต่ละวัน โดยมีเพียงส่วนน้อยที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธีและนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างแท้จริง หากไม่เร่งแก้ไขตั้งแต่วันนี้ ปัญหานี้จะยิ่งสะสมและยากต่อการเยียวยาในอนาคต

กลุ่มเซ็นทรัล ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการของไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคและชุมชนทั่วประเทศ เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน คู่ค้า ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ภายใต้แคมเปญ “Love the Earth : Zero Waste รักโลกต้องเริ่มเลย” โดยมุ่งพัฒนา “โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร” ที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีประสิทธิภาพในการ ลด-แยก-จัดการขยะ และส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า พร้อมประกาศความเป็นผู้นำองค์กรค้าปลีกที่มีระบบจัดการขยะครบวงจร ผลักดันภาคธุรกิจเข้าสู่แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 

โดย “โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร” เริ่มต้นนำร่องที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นแห่งแรก โดยมุ่งเน้นการลดตั้งแต่ต้นทาง การสร้างศูนย์คัดแยกขยะระดับมาตรฐานสากล และร่วมมือกับหน่วยงานที่รับจัดการขยะ เพื่อนำขยะไปจัดการอย่างถูกวิธีเพื่อลดการสร้างขยะสู่หลุมฝังกลบ ในเฟสแรกนี้ มีร้านค้าภายในศูนย์เข้าร่วมแล้วมากกว่า 200 ร้านค้า ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่ อาทิ แฟชั่น อาหาร และเครื่องดื่ม ที่ให้ความร่วมมือ โดยกลุ่มเซ็นทรัลจะมีการมอบ ตราสัญลักษณ์ “Love the Earth: Zero Waste” เพื่อเชิดชูร้านค้าที่ร่วมปฏิบัติตามแนวทางของโครงการอย่างจริงจัง  และในเฟสถัดไป กลุ่มเซ็นทรัลจะขยายผลโครงการสู่ ศูนย์การค้าทั่วประเทศ 

โดยในปี 2024 กลุ่มเซ็นทรัล สามารถลดการสร้างขยะสู่หลุ่มฝังกลบได้ถึง 43,600 ตัน และยังให้ความรู้และขยายโมเดลส่งเสริมการคัดแยกขยะไปสู่ 190 ชุมชนที่อยู่ภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการ ลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบให้เหลือ 30% ภายในปี 2573 และเดินหน้าสู่การเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2593 เพราะความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมกันของทุกคนในสังคม กลุ่มเซ็นทรัลจึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น เพื่อร่วมสร้างระบบ Ecosystem ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

พิชัย  จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่คู่ค้า ลูกค้า และประชาชนทั่วไป การแยกขยะอย่างถูกวิธีถือเป็นส่วนสำคัญของการเดินทางไปสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ที่ได้วางไว้ หากทุกคนเห็นคุณค่าของการจัดการขยะอย่างถูกต้องและเข้ามามีส่วนร่วมในแคมเปญ “Love The Earth: Zero Waste” รักโลกต้องเริ่มเลย           จะเป็นการสร้างกระแสการเปลี่ยนแปลงที่แผ่ขยายไปสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม  “ในฐานะโมเดลต้นแบบ   เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับร้านค้าทุกร้านในศูนย์การค้า อาทิ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป, บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ รีเทล จำกัด, บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด และพันธมิตรอื่น ๆ ที่ไม่เพียงยกระดับวิธีการทำงาน แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักให้กับลูกค้า การที่ทุกคนมีจิตสำนึกร่วมกันลงมือทำนี้จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จ”

เป้าหมาย “Zero Waste” คือการเปลี่ยนแปลง ลงมือทำในทุกส่วน แนวคิดในการลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุด สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่าน 3 ขั้นตอน ลด แยก จัดการ ได้แก่

  1. ‘ลด’ ตั้งแต่เลือก – ปฏิเสธการรับสิ่งของที่ไม่จำเป็น หรือก่อให้เกิดขยะและหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น อาทิเช่น 
  • โครงการ Say No To Plastic Bags ตั้งแต่ปี 2561 กลุ่มเซ็นทรัล ประกาศ “ปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติก”         Say No to Plastic Bag โดยทุกกลุ่มธุรกิจในเครือของบริษัทฯ ได้เข้าร่วมในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งเป็นการช่วยลดการเกิดขยะ รวมทั้งเชิญชวนลูกค้าปฏิเสธถุงพลาสติก รวมถึงต่อยอดด้วยกิจกรรม Bring Your Own Bag เพื่อส่งเสริมการใช้ซ้ำ หันมาใช้ถุงผ้า เพื่อลดขยะ           สร้างพฤติกรรมรักษ์โลกอย่างยั่งยืน ที่ได้มีการรณรงค์ในห้างทั่วประเทศ  โดยในปี 2567 โครงการนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 3 ล้านราย คิดเป็น 12 ล้านครั้งของการปฏิเสธถุง พร้อมมอบคะแนน The 1 รวมกว่า 130 ล้านคะแนน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกลุ่มเซ็นทรัลในการส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้า
  • CRG Say No to Plastic – รักษ์โลก เลิกพลาสติก เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกในธุรกิจอาหาร บริษัทได้เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 100% ไม่มีสารตกค้าง และสามารถกำจัดได้โดยการฝังกลบภายในระยะเวลา 180 วัน ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกลงรวมทั้งสิ้น 16.5 ล้านชิ้น 
  • โครงการจัดการอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด, โก โฮลเซลล์, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน), และบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ได้ร่วมมือกับภาคี ได้แก่ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS)  และมูลนิธิ วีวี แชร์ (VV Share Foundation) จัดทำโครงการมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 กว่า 200 สาขา เพื่อลดการเกิดขยะอาหาร ด้วยส่งมอบอาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพให้แก่ชุมชนขาดแคลนและกลุ่มเปราะบาง กว่า 807 ชุมชน ลดปริมาณขยะอาหารไปสู่หลุมฝังกลบน้ำหนักรวมกว่า 568 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1,438 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • ไทวัสดุ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ในการขนส่ง ศูนย์กระจายสินค้า ไทวัสดุ ของกลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ ร่วมมือกับ บริษัท ไอสเทรด พัฒนาตาข่ายสำหรับคลุมสินค้า และ Extra Roll Cage เพื่อลดการใช้ฟิล์มห่อหุ้มพลาสติก และลดการใช้พาเลท โดยสามารถลดปริมาณการใช้ฟิล์มหุ้มได้ถึง 10.54 ตัน รวมทั้งลดพื้นที่ในการขนส่งได้จากเดิม 2 เท่า ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้ถึง 20.4 ล้านบาทต่อปี 

2. ‘แยก’ ขยะที่ต้นทาง – คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงการเปื้อนของขยะที่ยังสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ ทำให้ปริมาณขยะที่ต้องส่งไปกำจัดน้อยลง อาทิ

  • โครงการขวดเปล่าไม่สูญเปล่า ผ่านตู้ Better Bottle เป็นโครงการที่ตระหนักถึงปัญหาของขยะ โดยโครงการนี้ตั้งใจที่จะปลูกจิตสำนึกในการบริจาคขวดน้ำพลาสติก PET เพื่อนำขวดพลาสติกจากโครงการนี้ไปรีไซเคิล เพิ่มมูลค่าจนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ชุด PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ผ้าห่ม และเสื้อกันหนาว ส่งต่อให้แก่ผู้ประสบภัยหนาวพื้นที่ทุรกันดารอีกด้วย
  • ปลา P.O.P. ‘Plastic Only Please!’ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และให้ความสำคัญกับการจัดการขยะพลาสติก โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราทั้ง 28 แห่ง ได้จัดสร้างรูปปั้นปลา P.O.P. เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้มีการแยกขยะพลาสติก โดยในปี 2567 มีขยะพลาสติกรวม 743.62 กิโลกรัม นำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลช่วยลดปริมาณขยะที่ส่งไปหลุมฝังกลบ
  • กิจกรรม ทิ้งดี โร้ดโชว์ กับ Recycle Day  เปลี่ยนขยะไร้ค่าให้มีมูลค่า โดยร่วมกับบริษัท Recycle Day ในการรณรงค์ และสร้างพฤติกรรมการคัดแยกขยะจากบ้าน และมาส่งมอบเพื่อแลกรับคะแนนและของรางวัล            เน้นกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มพนักงานจากผู้เช่าอาคารสำนักงาน ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ออฟฟิศเซส ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  โดยมีบริษัทฯ ในอาคารสำนักงาน ให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก พบว่ามีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 836 รายเพิ่มขึ้นจากปี 2566 35% รับขยะรีไซเคิลทั้งสิ้น 7,633.98 กิโลกรัม เทียบเท่าการลดก๊าซเรือนกระจก 27,055.33 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้  2,842 ต้น  และเพื่อตอบสนองมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม 6 Actions for ONE Planet จึงได้จัดแคมเปญ One Recycling Drop a Month โดยส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้พนักงานและบริษัทผู้เช่าได้มีส่วนร่วมในการแยกขยะรีไซเคิล เดือนละ 1 ครั้ง ทุกพุธ-พฤหัสบดี สุดท้ายของเดือน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับคะแนน The 1 Point ผ่าน Application Central X ซึ่งในปี 2567 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 2,245 คน คัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี จำนวน 49.689 ตัน ปี 2658 ถึงเดือนพฤษภาคม มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 2,820 คน คัดแยกขยะเพื่อนำไป  รีไซเคิลอย่างถูกวิธี จำนวน 39.94 ตัน 

3. ‘จัดการ’ อย่างถูกวิธี – โดยมีการรวบรวมขยะที่แบ่งตามประเภทโดยใช้สัญลักษณ์ เช่น สีถุง เชือก ริบบิ้น เป็นต้น         ในห้องพักขยะ เพื่อให้หน่วยงานที่เชี่ยวชาญรับไปกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

  • การปรับปรุงห้องพักขยะ เพื่อให้การคัดแยกและรวบรวมขยะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นขยะจากลูกค้า พนักงานออฟฟิศ ผู้ประกอบการร้านค้า หรือร้านอาหาร โดยมีการจัดการอย่างเคร่งครัดตามประเภทของขยะ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ยกระดับห้องพักขยะให้เป็น ศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการขยะ เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่ผู้เกี่ยวข้อง 
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ติดตั้ง Recycle Station ณ ชั้น B1 ซึ่งเป็นจุดรับขยะแยกประเภทแบบไดรฟ์ทรูที่มีระบบการจัดการอย่างถูกวิธี ด้วยความร่วมมือกับหลากหลายพันธมิตร เพื่อให้ขยะทุกชิ้นถูกส่งต่อสู่ปลายทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสิ่งแวดล้อม  สนับสนุนให้ประชาชนคัดแยกขยะ นำมาส่งมอบ ณ จุดรับ        โดยเริ่มต้นกับสตาร์ทอัพ บริษัท Recycle Day สร้างแรงจูงใจให้เกิดการคัดแยกขยะให้ถูกประเภท สะสมคะแนนแลกของรางวัล เปิดรับขยะที่คัดแยกแล้วทั้งจากลูกค้าที่คัดแยกขยะจากที่บ้าน และขยะที่แยกจากร้านค้าในพื้นที่ เริ่มเปิดดำเนินการสาขาแรกปี 2564 จนถึงปัจจุบันได้จัดตั้งแล้ว 10 สาขาได้แก่ : เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ เซ็นทรัล      ศรีราชา เซ็นทรัล อยุธยา เซ็นทรัล ระยอง เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ เซ็นทรัล นครสวรรค์ เซ็นทรัล สมุย เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล เชียงใหม่ โดยปี 2567 คัดแยกขยะรีไซเคิลทั้งหมด 801.31 ตัน คิดเป็นการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3,471 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหรือการปลูกต้นไม้ 365,368 ต้น มีสมาชิก 3,550 คน 
  • นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมขยะกำพร้าสัญจร ตั้งจุดรับขยะกำพร้า หรือขยะเชื้อเพลิง (RDF) โดยเป็นพาร์ทเนอร์กับ N15 Technology ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงขยะ RDF โดย N15 Technology ผลิตเชื้อเพลิงขยะ RDF จากขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตราย นำมาผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จนได้เป็นเชื้อเพลิงขยะ RDF ที่มีคุณภาพ โดยมีขนาด ค่าความชื้น ค่าความร้อน และคุณสมบัติอื่นๆ ที่พร้อมใช้งาน เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าหลักของเราคือ กลุ่มโรงปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ จัดตั้งจุดรับขยะกำพร้าสัญจร ไตรมาสละครั้ง ปี 2567 รับขยะทั้งสิ้น 11,850 กิโลกรัม มีรถเข้าร่วมกิจกรรม 806 คัน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศรีราชา จัดโครงการ “ขยะซาเล้งเมินส่งขยะกำพร้ากลับบ้าน” รับขยะกำพร้า (RDF) รวม 5,490 กิโลกรัม 
  • ผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ได้นำขยะอินทรีย์ประเภทเศษอาหารมาเลี้ยงเชื้อในเครื่องย่อยขยะอาหาร ที่สามารถเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้เป็นก๊าซชีวภาพ โดยการนำพลังงานที่ได้ไปใช้ในห้องครัวของห้องอาหารพนักงาน โดยปัจจุบันมีการติดตั้ง 3 โรงแรม คือ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ มารีส รีสอร์ทจอมเทียน พัทยา  โรงแรมเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต สามารถผลิตก๊าซชีวภาพรวม 7,820.87 กิโลวัตต์ชั่วโมง และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3,024 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลล่า หัวหิน ได้มีการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลที่ผลิตจากเศษไม้ เพื่อนำมาใช้กับเตาอบพิซซ่า

กลุ่มเซ็นทรัล เชื่อมั่นว่าการเดินหน้าขับเคลื่อน Zero Waste อย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของภาครัฐ เอกชน พันธมิตรทางธุรกิจ และประชาชนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพราะทุกขยะที่จัดการอย่างถูกวิธี คือก้าวสำคัญสู่อนาคตที่ดีกว่าของโลกใบนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สื่อสารองค์กร กลุ่มเซ็นทรัล
สุวิทย์  จารุศรีวรกุล (วิทย์) ) โทร 089-663-1516 JaSuwit@central.co.th 
อภัสนันท์ รุ่งเรืองเลิศสกุล (นุ่น) โทร 099-226-4262 ruapatsanan@central.co.th

กรุงเทพฯ 29 ..68 : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันรับมือ โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) พร้อมประกาศเป้าหมาย สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยผลักดันเป้าหมายนี้คือการเลือกใช้สินค้าฉลากรักษ์โลกหรือฉลากสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการผลิตและการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนและความหลากหลายของฉลากสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่อาจทำให้ผู้บริโภคจดจำและเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ได้ยากหอการค้าไทยจึงมุ่งหาแนวทางที่ช่วยให้การเข้าถึงสินค้ารักษ์โลกเป็นเรื่องง่ายช่วยให้ผู้บริโภคสามารถมองหาและเลือกซื้อสินค้ารักษ์โลกได้สะดวกยิ่งขึ้น

คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย ร่วมกับ กลุ่มเซ็นทรัลนำโดย เซ็นทรัลรีเทล พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เปิดตัว โครงการฮักโลก (Hug The Earth) เดินหน้ามุ่งสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน ชวนลูกค้าช้อปสินค้ารักษ์โลกที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมหรือฉลากรักษ์โลกได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยสินค้าที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมจะถูกคัดสรรและรวบรวมไว้ในพื้นที่จำหน่ายหรือจุดแสดงสินค้าของธุรกิจในเครือเซ็นทรัลรีเทลเพียงสังเกตสัญลักษณ์โครงการ “ฮักโลก” (Hug The Earth) ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้ารักษ์โลกได้ง่ายขึ้น พร้อมมั่นใจได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดย เซ็นทรัลรีเทลผู้นำค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำของไทยเป็นรีเทลรายแรกของประเทศไทยที่นำร่องโครงการดังกล่าว  ทั้งนี้ โครงการฮักโลกจะถูกขยายผลความสำเร็จโดยหอการค้าไทยสู่ภาคค้าปลีกและสมาชิกหอการค้าฯรวมทั้งเครือข่ายทั่วประเทศต่อไปเพื่อร่วมขับเคลื่อนให้การเลือกซื้อสินค้าฉลากรักษ์โลกกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคมไทยร่วมกัน 

สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยในฐานะองค์กรภาคเอกชนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด “Connect-Competitive-Sustainable”  โดยเฉพาะในมิติของ Sustainableที่เน้นยกระดับมาตรฐานใหม่สำหรับผู้ประกอบการด้วยการให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ ระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ (Nature Positive Economy)

การริเริ่ม โครงการ “ฮักโลก” (Hug The Earth) ของคณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนสินค้ารักษ์โลกและตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการถึงความสำคัญของสินค้ารักษ์โลกรวมทั้งเพิ่มความสะดวกสบายโดยให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น ด้วยการเลือกช้อปสินค้าฉลากรักษ์โลก ซึ่งถูกรวบรวมไว้ในพื้นที่จัดจำหน่าย ภายใต้สัญลักษณ์โครงการฮักโลก (Hug The Earth) ทั้งนี้บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือเป็นองค์กรค้าปลีกรายแรกที่นำร่องโครงการดังกล่าวภายในร้านค้าเครือเซ็นทรัล รีเทล  โดย โครงการฮักโลกจะถูกขยายผลความสำเร็จโดยหอการค้าไทยสู่ภาคค้าปลีกอื่นๆทั้งในเครือข่ายของหอการค้าไทยและทั่วประเทศสะท้อนถึงการร่วมใจกันรณรงค์เลือกซื้อสินค้าฉลากรักษ์โลกอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม”

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัลและกรรมการและกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนบริษัทเซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่นจำกัด กล่าวว่า “”กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการ โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เราเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และการสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายนี้

เซ็นทรัล รีเทล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งชั้นนำของไทยในเครือกลุ่มเซ็นทรัล มีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจที่เรียกว่า “CRC Care” ซึ่งเป็น Commitment ที่จะดูแลและยกระดับทุกภาคส่วนให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนทั้งอีโคซิสเต็ม จนสามารถก้าวขึ้นเป็น Green & Sustainable Retail and Wholesale อย่างเต็มรูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ Net Zero ผ่าน กลยุทธ์ CRC ‘ReNEW’ ซึ่งเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุม 4 แนวทาง ได้แก่ Reduce Greenhouse Gas Emissions การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  Navigate Environmental Responsibility สร้างทักษะและปลูกฝังความรับผิดชอบด้าน ESG ให้กับพนักงานทุกระดับ Eco-Friendly Materials การส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Waste Management Solutions การบริหารจัดการขยะมูลฝอย โครงการ “ฮักโลก” จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สะท้อนถึงแนวทางของ CRC ‘ReNEW’ อีกทั้งคำนึงถึงเรื่อง Responsible Sourcing โดยช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้ารักษ์โลกได้ง่ายขึ้นพร้อมผลักดันให้ผู้ผลิตให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เซ็นทรัลรีเทลนับเป็นองค์กรค้าปลีกรายแรกของประเทศไทยที่คิกออฟโครงการนี้โดยผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากรักษ์โลกที่มีอยู่มากมายได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพียงแค่สังเกต สัญลักษณ์โครงการ “ฮักโลก” (Hug The Earth) ซึ่งเป็นรูปมือกำลังโอบกอดโลก สื่อถึงความใส่ใจต่อโลกอย่างยั่งยืน ถูกรวบรวมไว้ในพื้นที่จำหน่ายหรือจุดแสดงสินค้าของห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล อาทิ ไทวัสดุ เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล โรบินสัน ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ บีทูเอส ออฟฟิศเมท ซูเปอร์สปอร์ต ซีเอ็มจี เป็นต้น ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อกรีนโปรดักส์ได้ง่ายและมั่นใจได้ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง อีกทั้งยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

จากพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ในครั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทล เชื่อมั่นว่าโครงการฮักโลกจะสร้างแรงขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อและผลิตสินค้าเพื่อโลกได้เป็นอย่างดี เพื่อส่งต่ออนาคตโลกที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนสู่เจเนอเรชันรุ่นต่อไป”

สามารถดูรายละเอียดโครงการฮักโลกเพิ่มเติมได้ที่ www.centralretail.com/hug-the-earth และรับชมวีดีโอโครงการฮักโลกได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=HBXvsIYPMO4

โครงการฮักโลกนับได้ว่าโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกในการแสดงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนด้วยการส่งเสริมและจัดจำหน่ายสินค้าฉลากรักษ์โลกซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่แต่ยังช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมใส่ใจโลกอย่างยั่งยืนระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภคทุกคน.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ กลุ่มเซ็นทรัล
สุวิทย์ จารุศรีวรกุล (วิทย์) โทร 089-663-1516
อภัสนันท์ รุ่งเรืองเลิศสกุล (นุ่น) โทร 099-226-4262