TCMA สนับสนุน กนอ ใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก มอก. 2594 ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน สอดคล้องเจตนารมณ์พัฒนานิคมอุตสาหกรรม Smart Park มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมดึงดูดนักลงทุนอุตสาหกรรม New S-Curve

นายชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) กล่าวว่า จากการขับเคลื่อน ‘MISSION 2023’ ร่วมกับ 25 พันธมิตร โดยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 1,000,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ในปี พ.ศ. 2566 ด้วยการนำปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกเข้าสู่การใช้งานในประเทศทั้งหมดแทนปูนซีเมนต์ชนิดเดิมโดยเร็วที่สุด

การขับเคลื่อนงานก่อสร้างของนิคมฯ สมาร์ทปาร์ค ใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน ก็จะเป็น Smart Infrastructure และเป็นต้นแบบของการพัฒนานิคมฯ ที่เป็นกลางทางคาร์บอน TCMA พร้อมสนับสนุนขยายไปยังทุกนิคมฯ อันเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนองตอบต่อนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการ การนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า การประกาศเจตนารมณ์นิคมอุตสาหกรรม Smart Park มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เป็นการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593

TCMA จับมือนิคมฯ ขยายสมาร์ทปาร์ค ลดก๊าซเรือนกระจก

กนอ. ยกระดับมาตรฐานการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Smart Park ในพื้นที่มาบตาพุด เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ด้วยการเสริมสร้างความเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ทันสมัย ปลอดภัย ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ภายใต้แนวคิด “นิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

รศ.ดร.วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือกับ TCMA ในการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรม Smart Park มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการให้งานก่อสร้างนิคมฯ Smart Park ใช้วัสดุก่อสร้างประเภทปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก แทนปูนซีเมนต์ชนิดเดิม

ซึ่งจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะก่อสร้างได้ถึงประมาณ 2,000,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 200,000 ต้น

Source : ฐานเศรษฐกิจ

สรุปผลการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกฯ ญี่ปุ่น พร้อมสนับสนุนความร่วมมือเศรษฐกิจ โควิด-19 ความมั่นคง และการต่างประเทศ ดึงนักธุรกิจญี่ปุ่นตั้งฐานผลิตรถยนต์ EV ในพื้นที่ EEC หวังเกิดเงินลงทุนปีนี้ 2.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้หารือข้อราชการเต็มคณะ กับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การสร้างความร่วมมือในการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม EV บนพื้นที่ EEC ของไทย

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้ มีดังนี้ 

ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 

ทั้งสองฝ่ายพร้อมหาข้อสรุปเพื่อจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ร่วมด้านเศรษฐกิจในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในระยะ 5 ปี อย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน

นอกจากนี้ ไทยสนับสนุนข้อริเริ่ม Asia-Japan Investing for the Future (AJIF) ของญี่ปุ่น โดยนักลงทุนญี่ปุ่นสามารถใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่นักลงทุนญี่ปุ่นมีศักยภาพ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งรัฐบาลไทยเพิ่งประกาศมาตรการส่งเสริม 

ด้านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุน โดยเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ รองรับการลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ถือเป็นฐานที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันว่าญี่ปุ่นจะยังคงการผลิตยานยนต์ในไทยต่อไป รวมถึงการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ด้วย

การหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่นการหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น

ด้านความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์โควิด-19 

นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนไทยในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งรวมถึงการส่งมอบวัคซีน เครื่องผลิตออกซิเจนและอุปกรณ์สำหรับการจัดเก็บวัคซีนฯ รวมทั้งความช่วยเหลือด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 

โดยในระยะต่อไป นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรส่งเสริมความร่วมมือในด้านสาธารณสุขระหว่างกันมากขึ้น เพื่อรับมือกับโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยทั้งสองฝ่ายยังได้มีการลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้โครงการสนับสนุนเร่งด่วนสำหรับการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากขึ้น ผ่านการผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยชาวไทยพร้อมให้การต้อนรับชาวญี่ปุ่นกลับมาท่องเที่ยวในไทย 

ด้านความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคง และการยุติธรรม 

ทั้งสองฝ่ายยินดีที่มีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารกันอย่างใกล้ชิด ทั้งสองฝ่ายพร้อมให้มีการเจรจาสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันในทันทีเพื่อผลักดันในเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายพร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันต่อไปภายใต้กลไกความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ทั้งนี้ภายหลังการหารือ ทั้งสองประเทศได้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยการมอบยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย

การหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น และการ MOUการหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น และการ MOU

ด้านภูมิภาคและระหว่างประเทศ 

ญี่ปุ่นพร้อมร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดในการมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค โดยเฉพาะความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน – ญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นพร้อมร่วมมือกับไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด 

รวมทั้งพร้อมหารือร่วมกันในการประชุมสุดยอดอาเซียน – ญี่ปุ่น สมัยพิเศษที่ญี่ปุ่นในปีหน้า นอกจากนี้ ทั้งสองเห็นพ้องเพิ่มพูนความร่วมมือกันอย่างแข็งขันมากยิ่งขึ้นในกรอบต่าง ๆ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในการเสริมสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคและโลก 

ส่วนการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคของไทยในปีนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมร่วมมือและให้การสนับสนุนบทบาทที่แข็งขันของไทย พร้อมสนับสนุนวาระการเป็นเจ้าภาพที่ไทยผลักดัน ภายใต้หัวข้อ Open. Connect. Balance. โดยเฉพาะโมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้านนายกรัฐมนตรีพร้อมให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนไทยอีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในวันที่ 18 – 19 พฤศจิกายนนี้

ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีของไทย เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรพิจารณายกระดับสถานะความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน เพื่อสะท้อนความแน่นแฟ้นและพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยืนยันพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และเห็นพ้องกับนายกรัฐมนตรีในการยกระดับสถานะความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” โดยทางญี่ปุ่นจะพิจารณาอย่างจริงจังต่อไป

การหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น

Source : ฐานเศรษฐกิจ

การแข่งขันด้านความเขียวหรือการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเข้มข้นมาก ๆ หลาย ๆ ประเทศเริ่มวางแผนออกนโยบายเพื่อสร้างเมืองของตนเองให้มีความยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและภาวะโลกร้อน และที่สำคัญที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบคือโลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาภาวะขาดแคลนอาหารในอนาคต ด้วยปัจจัยข้างต้น การระบาดของโรคร้ายและสงคราม

EXIM BANK จับมือ ADB และ JICA สนับสนุนเงินกู้ร่วม 600 ลบ. ให้กลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ พัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยารายแรกของไทย หนุนการทำธุรกิจ BCG คาดลดใช้น้ำมันได้ปีละกว่า 5 ล้านลิตร และลดปล่อยคาร์บอนได้ปีละ 18,900 ตันคาร์บอน

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า EXIM BANK ได้จับมือกับ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) และ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) ) ร่วมลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินจำนวนรวม 600 ล้านบาท

โดยทั้งสามองค์กรร่วมสนับสนุนวงเงินสินเชื่อระยะยาว โดยมี ADB เป็นผู้จัดการเงินกู้ร่วมให้บริษัท อี สมาร์ท ทรานสปอร์ต จำกัด ในกลุ่ม EA ใช้จัดหาเรือโดยสารไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยาเต็มรูปแบบรายแรกในประเทศไทย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

EXIM BANK – ADB – JICA ปล่อยกู้ 600 ล้าน  หนุน EA พัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า EXIM BANK ตั้งเป้าหมายจะขยายสินเชื่อให้แก่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) เป็น 100,000 ล้านบาทภายในปี 2570 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือศูนย์ตามเป้าหมายของประเทศไทยและประชาคมโลก

โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของการสนับสนุนการพัฒนาเรือโดยสารอัจฉริยะลำแรกในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ลดการใช้น้ำมันได้ปีละกว่า 5 ล้านลิตร ลดการปล่อยคาร์บอนในชั้นบรรยากาศได้ปีละ 18,900 ตันคาร์บอน

“ความร่วมมือระหว่าง EXIM BANK กับ ADB, JICA และ กองทุน Clean Technology Fund (CTF) ซึ่งสนับสนุนเงินกู้ผ่าน ADB ในครั้งนี้เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีโดยคนไทยซึ่งเป็นทีมงานของกลุ่มบริษัท EA โดยรุกคืบเข้าสู่เรือโดยสารไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของคนไทยเป็นครั้งแรก” ดร.รักษ์กล่าว

นอกจากนี้ เรือโดยสารไฟฟ้ายังตอบรับเทรนด์สังคมไร้เงินสด โดยรับชำระค่าโดยสารเป็นบัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือบัตรที่มีสัญลักษณ์ Contactless ช่วยลดการสัมผัส และตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และเศรษฐกิจ BCG

Source : ฐานเศรษฐกิจ

CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ เปิดให้บริการสถานีสลับแบตเตอรี่ EV อย่างเป็นทางการ ที่เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน หวังอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ไม่ต้องรอชาร์จพลังงานไฟฟ้า หรือคนซื้อ EV ไปแล้ว แต่ไม่มีจุดชาร์จในที่พักอาศัย