พพ.รณรงค์ประหยัดพลังงานเข้มข้น ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “รวมพลังคนไทย ลดใช้พลังงาน หาร 2” ระดับภูมิภาค ทั้งภาคกลาง อีสาน และใต้ ให้ความรู้และแนะนำการประหยัดพลังงานอย่างง่ายให้แก่ประชาชน พร้อมชูโครงการฉลากประหยัดพลังงานช่วยประหยัดเงินระดับครัวเรือน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังเป็นประธานในกิจกรรมเปิดบ้านพลังงาน ประจำปี พ.ศ. 2565 และกิจกรรม “รวมพลังคนไทย ลดใช้พลังงาน หาร 2” ณ ศูนย์บริการวิชาการที่ 1 จังหวัดปทุมธานี ว่า พพ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาท หน้าที่ในการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์การประหยัดพลังงาน “รวมพลังคนไทย ลดใช้พลังงาน หาร 2” ขึ้น ร่วมกับกิจกรรม Open House เปิดบ้านพลังงาน ของศูนย์บริการวิชาการที่ 1 จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปได้รับความรู้เกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

นอกจากนี้ พพ.ได้กระจายการจัดกิจกรรมในรูปแบบดังกล่าวไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยแนวคิด “พลังงานเพื่อชุมชน” โดยในวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 วันเดียวกันนี้ได้จัดกิจกรรมพร้อมกันขึ้นใน 3 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ โดยภาคกลางจัดขึ้นที่ศูนย์บริการวิชาการที่ 1 จังหวัดปทุมธานี ภาคอีสานจัดขึ้นที่ศูนย์บริการวิชาการที่ 4 จังหวัดหนองคาย และภาคใต้จัดขึ้นที่ศูนย์บริการวิชาการที่ 10 จังหวัดสงขลา และในเดือนมิถุนายนจะจัดกิจกรรมที่ศูนย์บริการวิชาการในส่วนภูมิภาคอีก 3 แห่ง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และนครศรีธรรมราช ซึ่งจะจัดขึ้นครบทุกศูนย์บริการวิชาการ รวม 10 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 3,000 คน

“การประหยัดพลังงานถือเป็นวาระแห่งชาติ การจัดงานดังกล่าวจึงมุ่งให้ความรู้ด้านพลังงานและนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งภายในงานจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องการประหยัดพลังงาน เช่น วิธี “ประหยัดไฟง่ายๆ ลดค่าไฟ 10%” การใช้รถให้ประหยัดพลังงาน ด้วยเคล็ดลับ “ขับ… อย่างถูกต้อง ประหยัดน้ำมัน เป็นต้น ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญถึงโครงการฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ซึ่งหากประชาชนเลือกใช้อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลาดประหยัดพลังงานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายพลังงานได้อีกมาก ซึ่งมีทั้งสิ้น 19 ผลิตภัณฑ์ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันมีการมอบฉลากไปแล้วทั้งสิ้น จำนวน 44,046,788 ใบ เกิดผลประหยัดพลังงาน 870.891 ktoe คิดเป็นมูลค่า 33,146 ล้านบาท” นายประเสริฐกล่าว

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและกระจายทั่วทุกภูมิภาคจะสามารถส่งเสริมให้ประชาชนประหยัดพลังงาน เป็นสิ่งที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทุน ทุกคนสามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว และหากประชาชนสามารถพึ่งตนเองโดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นนำมาผลิตพลังงานทดแทนได้อย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดการลดรายจ่ายและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถผลิตพลังงานทดแทนได้ โดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงาน ก็จะส่งผลให้ภาระทางด้านพลังงานโดยรวมของประเทศลดลง

Source : MGROnline

กฟผ. เริ่มจ่ายไฟฟ้าผ่านสายส่งไฟฟ้าระดับแรงดัน 500 kV เส้นแรกของภาคใต้ เพิ่มศักยภาพการส่งจ่ายไฟฟ้าจากภาคกลางสู่ภาคใต้สูงขึ้นกว่า 2 เท่า สร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้ พร้อมรองรับเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด-19 คลี่คลาย

นายกิตติ เพ็ชรสันทัด รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

นายกิตติ เพ็ชรสันทัด รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ระยะที่ 1 แล้วเสร็จ เริ่มจ่ายไฟฟ้าผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับแรงดัน 500 กิโลโวลต์ (kV) จากสถานีไฟฟ้าแรงสูงบางสะพาน 2 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงสุราษฎร์ธานี 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสิ้นสุดที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงภูเก็ต 3 รวมระยะทาง 504 กิโลเมตร ช่วยเพิ่มความสามารถในการส่งจ่ายพลังไฟฟ้าจากภาคกลางสู่ภาคใต้มากกว่า 2 เท่า จากเดิม 700 เมกะวัตต์ (MW) เป็น 1,600 MW ถือเป็นเส้นทางการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าระดับแรงดันสูงสุด 500 kV เส้นแรกของภาคใต้

โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าฯ นี้ เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสภาพระบบไฟฟ้าของภาคใต้ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางมาช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า กฟผ. จึงเสนอขออนุมัติโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เริ่มดำเนินการก่อสร้างระบบส่งระยะที่ 1 เมื่อปลายปี 2559 แล้วเสร็จ และสามารถส่งจ่ายไฟฟ้าได้เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ช่วยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงอันดับต้น ๆ ของภาคใต้ และเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยช่วยเพิ่มความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าให้กับจังหวัดภูเก็ตได้สูงสุดถึง 1,170 MW และยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ภาคใต้ ต่อกรณีสายส่งเชื่อมโยงภาคกลางมาภาคใต้เกิดขัดข้องอีกด้วย

Source : Energy News Center

การลดปริมาณและแยกประเภทขยะอินทรีย์ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ของชุมชนและองค์กรต่อไป อันจะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและนำไปสู่ความยั่งยืนจากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดมลพิษของประเทศ ซึ่ง ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เห็นว่า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่มาจากขยะพลาสติกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติกชีวภาพไทย เพื่อตอบรับเทรนด์รักษ์โลก

ซึ่ง พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ตลาดพลาสติกชีวภาพโลกยังเติบโตได้อีกมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

หรือ Single-use Plastics, ความตื่นตัวของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขภาพ รวมไปถึงการเร่งปรับตัวของภาคธุรกิจตอบรับกับกระแสการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน หรือ Environment, Social และ Governance (ESG) และลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

ขณะที่ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพทำให้สามารถนำขยะอินทรีย์และวัสดุเหลือใช้ในภาคเกษตรที่มีมูลค่าน้อย มา Upcycle เป็นพลาสติกชีวภาพชนิด Polylactic Acid หรือ PLA และ Polyhydroxyalkanoate หรือ PHA ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าพลาสติกทั่วไปที่ผลิตจากปิโตรเคมี

อย่างไรก็ตาม หากจะผลักดันอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ PLA และ PHA ของไทยให้สามารถผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกได้มากขึ้น การนำขยะอาหารและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์มาเป็นวัตถุดิบ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการขยายศักยภาพการผลิต เพราะนอกจากสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะอินทรีย์และวัสดุเหลือใช้ในภาคเกษตรได้มากถึง 3-12 เท่าแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการขยายศักยภาพการผลิตโดยไม่สร้างภาระให้กับภาคเกษตรเพิ่มขึ้น คาดมูลค่าตลาด PLA และ PHA ของไทยมีโอกาสเติบโตสูงเฉลี่ยปีละ 40% หรือแตะระดับ 1.9 หมื่นล้านบาทในปี 2026

นอกจากนี้ การนำขยะอินทรีย์และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษที่เกิดจากการฝังกลบขยะอินทรีย์และการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งช่วยสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ และเป็นการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy สอดรับกับเทรนด์ ESG

ด้านนักวิเคราะห์อย่าง ชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะอินทรีย์จำพวกขยะอาหารจำนวนกว่า 12 ล้านตันต่อปี และมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากถึง 160 ล้านตันต่อปี นับเป็นแหล่งคาร์บอนที่น่าสนใจ หากจะนำมาแปรรูปเป็นสารสำคัญสำหรับการผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA และ PHA อีกทั้งเป็นวัตถุดิบที่มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับพืชอาหารต่างๆ ที่นิยมใช้กัน เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด และอ้อย

นอกจากจะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชอาหารจำนวนมากเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาปริมาณผลผลิตของพืชอาหารเหล่านั้นค่อนข้างผันแปร มีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนในแต่ละปี และที่สำคัญช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะอินทรีย์และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การใช้ขยะอินทรีย์จำพวกเศษผักและผลไม้มาผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพ PLA อาจเพิ่มมูลค่าได้ราว 3-12 เท่าเทียบกับการขายเป็นอาหารสัตว์

แม้ว่าประเทศไทยจะมีความพร้อมด้านวัตถุดิบทางเลือก แต่ผู้ประกอบการในธุรกิจพลาสติกชีวภาพไทยจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญคือ มุ่งเน้นทำการวิจัยและพัฒนา กับการหาพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตให้แข่งขันกับพลาสติกทั่วไปได้ดียิ่งขึ้น

รวมทั้งค้นหานวัตกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ที่สำคัญสามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้เร็วและใช้ได้จริง ตลอดจนสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตทั้งด้านการจัดหาวัตถุดิบและตลาดที่มีศักยภาพรองรับ รวมไปถึงการทดสอบและการขอรับรองมาตรฐานสินค้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค.

บุญช่วย ค้ายาดี
Source : ไทยโพสต์
Photo : https://www.ccacoalition.org/

ในที่สุด รัฐก็ประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ลิตรละ 5 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.- 20 ก.ค. ซึ่งมีวาระการพิจารณาทุกๆ 2 เดือนหลังรับแรงกดดันจากทุกภาคส่วนเพราะน้ำมันดีเซลนั้นถือเป็นต้นทุนที่สำคัญในภาคการผลิตและค่าขนส่ง การปล่อยให้น้ำมันดีเซลลอยตัวอย่างแท้จริงตามกลไกของตลาดโลกจึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลเสียมากกว่าได้ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์มหภาค

นายวุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บมจ.ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า ปตท.ได้ประเมินความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปีนี้ ที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน หลังช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ พบว่าความต้องการใช้ LNG เฉลี่ยอยู่ที่ 4,420 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) ต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 64

“ความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคการผลิตไฟฟ้า ที่มีความต้องการใช้ LNG เพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2,650 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมกลับมาเดินเครื่องการผลิตเพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังโควิด-19 คลี่คลาย”

นายวุฒิกรกล่าวว่า ไตรมาส 2 ที่มีการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าความต้องการใช้ LNG จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 1 อีกทั้งปัจจุบันราคาตลาดโลกยังอยู่ในฐานที่สูง แต่ถือว่าลดลงจากเดิมเหลือที่ 20-21 เหรียญต่อล้านบีทียู จากช่วงเดือน มี.ค.อยู่ที่ 84-85 เหรียญต่อล้านบีทียู ซึ่งหากเทียบกับการใช้น้ำมันเพื่อเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ราคา LNG ในระดับดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศมากกว่า สามารถช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ดังนั้นความต้องการใช้ LNG เพื่อป้อนเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจะยังเป็นขาขึ้น

นายวุฒิกรกล่าวว่า ปตท.อยู่ระหว่างหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการจัดซื้อ LNG ในช่วงราคาตลาดโลกที่ลดลง เพื่อนำมาเก็บสำรองไว้ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวของสหภาพยุโรปในปลายปีนี้ ที่จะมีความต้องการใช้สูงกดดันให้ราคาปรับสูงขึ้นอีก เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ต้องการลดภาระต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะมีแนวทางที่ชัดเจนในเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ และในปีนี้ คาดว่าประเทศไทยจะมีปริมาณ LNG สำรองไว้รวม 10 ล้านตัน

Source : ไทยรัฐ