ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยในงาน Better Thailand Open Dialogue ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่า ว่า รัฐบาลเตรียมออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนเกี่ยวกับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์และสถานีชาร์จไฟฟ้า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งคาดว่า มาตรการดังกล่าวจะออกมาภายใน 2 เดือนจากนี้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาในฐานะหัวหน้าทีมปฏิบัติการเชิงรุกทาบทามบริษัทเอกชนไทยและต่างชาติของรัฐบาล ได้พยายามเฟ้นหานักลงทุนจากอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อดึงดูดให้เข้ามาลงทุนในประเทศ โดยเน้นไปที่ 5 อุตสาหกรรมหลัก คือ EV อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว ดิจิทัล และยา

“ทีมปฏิบัติการเชิงรุกได้ไปหาทางดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมทั้งหมดที่กลั่นกรองเอาไว้ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยยังต้องพึ่งพาต่างชาติ โดยหากนับแค่ 3 อุตสาหกรรม คือ EV อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว ก็มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 50% ถ้าไม่พัฒนาอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา เราก็อาจต้องสูญเสียอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปในอนาคตแน่นอน”

ม.ล.ชโยทิตกล่าวว่า ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพ คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 1 ใน 10 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน แต่ผลิตแค่รถที่ใช้น้ำมัน ดังนั้น การจะเปลี่ยนถ่ายไปรถยนต์ EV ให้ได้ตามแผนการส่งเสริมของรัฐบาล ก็ต้องเร่งสร้างแรงจูงใจและหาทางส่งเสริมให้ครบทั้งระบบนิเวศ โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทีมปฏิบัติการเชิงรุกได้คุยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม EV ทั้งญี่ปุ่น จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับเสียงตอบรับว่า หากไทยขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็ต้องมีความต้องการชัดเจนโดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกิดความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมามีการออกมาตรการสนับสนุนแล้ว เหลือแค่การผลิตแบตเตอรี่และสถานีชาร์จเท่านั้น ล่าสุดรัฐบาลได้เดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับการยืนยันจากค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่ ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน และมิตซูบิชิ ว่าในช่วงเวลา 1-2 ปีนี้จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ EV รองรับความต้องการในภูมิภาค.

Source : ไทยรัฐ

กฟผ. จับมือพันธมิตรเตรียมจัดกิจกรรม “เชียงใหม่ Light Up” เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เยี่ยมชมศาสนสถาน 7 แห่งในยามค่ำคืน ประกอบด้วยวัดหมื่นล้าน วัดพันอ้น วัดสำเภา วัดพันเตา วัดชัยพระเกียรติ วัดทุงยู และวัดศรีเกิด ที่มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างประสิทธิภาพสูง ที่สร้างมุมมองแสงใหม่ เปิดมุมมองแหล่งท่องเที่ยวภายใน จ.เชียงใหม่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวหลังเปิดประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ระหว่างวันที่ 27–29 พฤษภาคม นี้

วานนี้ (14 พฤษภาคม 2565) ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมแถลงข่าวการจัดกิจกรรม “เชียงใหม่ Light Up”ในช่วงระหว่างวันที่ 27–29 พฤษภาคม 2565 พร้อมด้วย นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่, นายจิโรจน์ โรจนเสาวภาคย์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และนายวัชรายุธ์ กัววงศ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติคุ้มคำ เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ดร.จิราพร กล่าวว่า โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างประสิทธิภาพสูงดังกล่าว เป็นโครงการที่ กฟผ. ร่วมกับ 4 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาวัด ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับสากล โดยได้มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ประกอบด้วย โคมส่องสว่างชนิด LED ประสิทธิภาพสูงและ LED ชนิดใช้ร่วมกับระบบโซลาร์เซลล์ ภายในวัด บริเวณถนนคนเดินท่าแพ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ วัดหมื่นล้าน วัดพันอ้น วัดสำเภา วัดพันเตา วัดชัยพระเกียรติ วัดทุงยู และวัดศรีเกิด ในการติดตั้งได้มีการออกแบบการส่องสว่าง และวัดค่าสเปกตรัม (Spectrum) ทำให้เกิดมุมมอง และมิติใหม่ ๆ ที่แตกต่าง ทำให้ถ่ายภาพยามค่ำคืนได้สวยงามมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีระบบบริหารจัดการการใช้งาน ควบคุมการเปิด-ปิดไฟระยะไกลผ่าน Mobile Application และสามารถติดตามข้อมูลการใช้งาน ทั้งการแสดงสถานะเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าแสงสว่าง แสดงค่ากำลังไฟฟ้า ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าพลังงานไฟฟ้า ณ ปัจจุบัน และย้อนหลัง และแสดงภาพจากระบบกล้อง CCTV

ทั้งนี้ กฟผ. จะร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ในการตรวจติดตามและประเมินผลกระทบของโครงการในมิติต่าง ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเหมาะสมและความคุ้มค่า เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางในการดำเนินงานในระยะต่อไป

งาน “เชียงใหม่ Light Up” ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์วันวานเมืองเหนือ @ ท่าแพ”กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2565 ภายในงานจะมีพิธีเปิดตัวโครงการฯ การฉายภาพมุมสูงของวัด และแสงไฟตลอดถนนคนเดินท่าแพ การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากวงมีน (MEAN) และวงเขียนไขและวานิช โดยตลอดทั้ง 3 วัน จะมีการเปิดไฟส่องสว่าง (Light Up) ภายในวัดทั้ง 7 แห่ง รวมถึงมีซุ้มเกมงานวัดให้นักท่องเที่ยว ร่วมเล่นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ทั้งจากชุมชนของ จ.เชียงใหม่ และชุมชนรอบ กฟผ. อีกด้วย ทั้งนี้ ภายหลังการเปิดตัวโครงการฯ วัดทั้ง 7 แห่ง จะเปิดไฟส่องสว่างให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมทุกวันอาทิตย์ และวันสำคัญทางศาสนาต่อไป

Source : Energy News Center

การบินไทย จับมือ ปตท. ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือทางธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งครบวงจรของภูมิภาคอาเซียน

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือทางธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายสุวรรธนะ สีบุญเรือง รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายชาญศักดิ์ ชื่นชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นพยาน โดยมี นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ ร่วมด้วย นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ และ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติร่วมในพิธี ณ สำนักงานใหญ่ การบินไทย ถ. วิภาวดีรังสิต

นายสุวรรธนะ สีบุญเรือง รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ หรือธุรกิจโลจิสติกส์ (Logistics) มีการขยายตัวและมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา การบินไทยไม่สามารถทำการบินขนส่งผู้โดยสารได้ตามปกติ แต่คาร์โก้การบินไทย ยังคงให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเข้าและส่งออกสินค้าภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม อาทิ ผัก ผลไม้ อาหารแช่แข็ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ รวมทั้งสินค้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ผลิตภัณฑ์ยาและวัคซีน อีกทั้ง ยังมีบริการเที่ยวบินขนส่งสินค้าเช่าเหมาลำ (Charter Flight) อย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร ลูกค้าสามารถกำหนดเส้นทางตามจุดบินของการบินไทย เลือกเวลาการขนส่งสินค้าตามตารางบินและกำหนดแบบเครื่องบินได้ตามขนาดบรรทุกได้อย่างสะดวก

การลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือทางธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศกับ ปตท. ในครั้งนี้ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกันยกระดับขีดความสามารถการบูรณาการธุรกิจโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางอากาศในระดับประเทศและภูมิภาคอย่างครบวงจร ซึ่งการบินไทยมีความเชี่ยวชาญและความพร้อม ทั้งในด้านเที่ยวบินขนส่งสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ (Freighter) กิจการคลังสินค้า(Cargo Warehouse) กิจการให้บริการระบบสนับสนุนการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ (Commercial Platform) และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ปตท. เป็นองค์กรชั้นนำขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และขีดความสามารถสูง ความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากเป็นการแสวงหาโอกาสและต่อยอดทางธุรกิจร่วมกันแล้ว ยังแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อการบินไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการขนส่งสินค้าและบริการ รวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาทางธุรกิจอันจะนำไปสู่การผสานความร่วมมือระหว่างองค์กร (Synergy) ในมิติด้านต่างๆ ในอนาคตด้วย อีกทั้ง เป็นการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สร้างโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าแบบครบวงจรของภูมิภาคอาเซียน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท. มุ่งพัฒนา ต่อยอดนวัตกรรม และแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้พร้อมรับการแข่งขันบนเวทีโลก ด้วยวิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังแห่งอนาคต”

โดยในด้านธุรกิจโลจิสติกส์ ปตท. มีนโยบายที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมการขนส่งสินค้าแบบครบวงจร ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ รวมถึงการบริหารคลังสินค้า ควบคู่กับการพัฒนาดิจิตัล แพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจโลจิสติกส์ประสบความสำเร็จได้ ปตท. จึงมีเป้าหมายสู่การเป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องแบบครบวงจร (Third Party Logistics) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ โดย ปตท. และ การบินไทย จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถธุรกิจโลจิสติกส์ของไทย ให้เติบโตและแข็งแกร่ง พร้อมเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นการร่วมกันสร้างประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

Source : Energy News Center

บี.กริม เพาเวอร์ เผยผลประกอบการไตรมาส 1/65 รายได้เพิ่ม 41% เดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนต่อเนื่องมุ่งเพิ่มสัญญาซื้อขายไฟไม่น้อยกว่า 1,000 เมกะวัตต์ในปีนี้

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2565 มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจาก 1) ปริมาณไฟฟ้าที่ขายให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นทั้งจากลูกค้ารายเดิมและรายใหม่ 2) ราคาขายไฟฟ้าต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น รวมถึง 3) ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่เติบโตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในประเทศไทยและ สปป. ลาว ด้านกำไรสุทธิ-ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 23 ล้านบาท ลดลง 96.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม (SPP) ที่ลดลงจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน

ในขณะที่การปรับตัวของราคาขายเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้มาร์จิ้นจากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมลดลง อย่างไรก็ตาม บี.กริม เพาเวอร์ ได้มีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมการนำเข้า LNG ภายใต้สัญญาระยะยาวตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป และไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญา Terminal Usage Agreement กับ PTT LNG การควบคุมค่าใช้จ่ายทั้งองค์กร การขยายธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม และการเติบโตจากเกือบทุกกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมหลัก โดยประเมินว่าปริมาณการซื้อไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมจะเติบโตประมาณ 10-15% ในปีนี้ รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ทั้งการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโครงการเดิม (SPP Replacement) ทั้ง 5 โครงการที่จะเริ่มดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะลดอัตราการใช้ก๊าซลงราว 15% การปรับปรุงโรง BPWHA และ ABP4 รวมทั้งการนำเทคโนโลยี Digital Twins ร่วมกับ Siemens มาใช้ในการบำรุงรักษาโรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

จากสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ข้างต้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงได้มีการประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าตามสูตร (ค่า Ft) 2 ครั้ง เริ่มจาก 16.17 สตางค์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในเดือน ม.ค. และ 23.38 สตางค์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในเดือน พ.ค. และคาดว่าจะปรับอีกครั้งในเดือน ก.ย. ด้วยเหตุนี้ประกอบกับการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 88 เมกะวัตต์ ของกลุ่ม reNIKOLA ประเทศมาเลเซีย จะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2565 จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานในช่วงเวลาที่เหลือของปี

ด้านการเตรียมความพร้อมภายใต้สมมติฐานสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บี.กริม เพาเวอร์ มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดในมือกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกระแสเงินสดที่มั่นคงจากโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 53 โครงการ การได้รับการอนุมัติขยายวงเงินหุ้นกู้เป็นไม่เกิน 100,000 ล้านบาท ในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี (พ.ศ. 2565-2569) จากที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา และการสนับสนุนจากหลายสถาบันการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมและความคล่องตัวในการบริหารด้านการเงิน รองรับการเติบโตของธุรกิจ และโอกาสในการลงทุนที่จะเข้ามาในอนาคต

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ยังมีการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกลุ่มทรู ในการร่วมมือพัฒนานวัตกรรมดิจิตัลเพื่อธุรกิจพลังงาน ประกอบด้วย 1) การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิตัลด้านพลังงานอัจฉริยะ 2) การพัฒนาโครงการนวัตกรรม Smart Grid ผ่านเทคโนโลยี 5G 3) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ 4) การพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่และการส่งเสริมสตาร์ทอัพในประเทศไทย

ส่วนความคืบหน้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปีนี้มีอีกหลากหลายโครงการ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อู่ตะเภา เฟส 1 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 18 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้าง 65% โดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2565 และโครงการโรงไฟฟ้า BGPAT2 & BGPAT3 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งแห่งละ 140 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2566

ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 53 โครงการ โดยมีเป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิตรวมของโครงการใหม่ ไม่น้อยกว่า 1 กิกะวัตต์ภายในปีนี้ ทั้งจากโครงการที่ก่อสร้างใหม่และการเข้าซื้อกิจการที่ตั้งอยู่ในหลากหลายประเทศ โดยยังคงเป้าหมายการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 7,200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 และ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573

Source : Energy News Center

กลุ่มบ้านปู อัด 1.65 หมื่นล้าน กางแผน 3 ปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลุยพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็น 1,100 เมกะวัตต์ พร้อมธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานอีก 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์ Greener & Smarter เพิ่มเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศด้านพลังงานของบ้านปู (Banpu Ecosystem) ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น และสอดรับเทรนด์โลกที่ตั้งเป้าลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2603

โดยในปี 2568 กลุ่มบ้านปูได้ตั้งเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับธุรกิจเหมืองลง 7% จากการดำเนินงานในสภาวะปกติ และในธุรกิจไฟฟ้าที่ครอบคลุมไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงทั่วไปและจากพลังงานทดแทนลง 20% จากการดำเนินงานในสภาวะปกติ ผ่านการดำเนินงานที่มีเป้าหมายเพิ่มกำไรในธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานของกลุ่มบ้านปูไม่ต่ำกว่า 50% ใน 10 ประเทศ

สำหรับการดำเนินงานในปีนี้บริษัทได้จัดสรรงบลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานไว้ราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.65 หมื่นล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)  แบ่งเป็นการลงทุนการเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับลูกค้าอีก 500 เมกะวัตต์ รวม 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 1.32 หมื่นล้านบาท  และลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าว จะลงทุนผ่านบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จํากัด เป็นหลัก ในการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ เวียดนาม ญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย

ขณะเดียวกันก็จะขยายการลงทุนไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ที่มีเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขึ้นไปอีกราว 1,100 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 จากปัจจุบันมีอยู่ที่ราว 836 เมกะวัตต์ และขยายฐานลูกค้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจรทุกรูปแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกราว 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 จากปัจจุบันมีอยู่ราว 37 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกได้ และดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

"บ้านปู" ทุ่ม 1.6 หมื่นล้าน ลุยพลังงานสะอาด ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะที่การลงทุนในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน จะเป็นการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พอร์ตพลังงานที่สะอาดขึ้นและเทคโนโลยีพลังงานที่สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานในอนาคตได้รวดเร็วและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครอบคลุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โซลูชั่นด้านพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและทุ่นลอยน้ำ ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบจัดการพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและการซื้อขายไฟฟ้า

นายชนิต สุวรรณพรินทร์ ผู้อํานวยการอาวุโส-บริหารการตลาด และการขาย บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จํากัด  กล่าวว่า บ้านปู เน็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทหลักของบ้านปูในการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานสะอาดด้วยหลัก “3D” ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารจัดการระบบพลังงาน (Digitization) การกระจายตัวของแหล่งผลิตและจำหน่ายพลังงาน (Decentralization) และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) เพื่อขยายพอร์ตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครอบคลุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โซลูชั่นด้านพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและระบบทุนลอยน้ำ ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบจัดการพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้าโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและการซื้อขายไฟฟ้า

ทั้งนี้ บ้านปู เน็กซ์ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจภายในปี 2568 จะขยายฐานลูกค้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจรทุกรูปแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกราว 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 จากปัจจุบันมีอยู่ราว 37 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกได้ และดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

อีกทั้ง เพิ่มกำลังการผลิตจากระบบกักเก็บพลังงาน 3.0 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี เพิ่มยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 5,500 คัน รองรับการให้บริการผู้โดยสาร 430,000 คนต่อวัน เพิ่มสถานีอัดประจุไฟฟ้า 2,000 จุด เพิ่มปริมาณการจำหน่ายเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า 100 ลำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและการบริหารจัดการพลังงาน30 โครงการ และปริมาณการซื้อขายไฟฟ้า 1,000 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเชื่อว่าจะช่วยให้กลุ่มบ้านปูสามารถบรรลุเป้าหมายในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นได้

Source : ฐานเศรษฐกิจ