คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เบรกแถลงค่าไฟฟ้า Ft งวด ก.ย.-ธ.ค. 2565  เป็นรอบที่ 2 คาดรัฐบาลให้มาหารือมาตรการช่วยค่าไฟฟ้าประชาชนให้ได้ข้อสรุปก่อน เหตุค่า Ft ที่ กกพ. พิจารณาเป็นอัตราที่สูงตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งขึ้น ทำค่าไฟฟ้าทุบสถิติใหม่ 4.72 บาทต่อหน่วย หวั่นผลกระทบประชาชน

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้เลื่อนการประกาศค่าไฟฟ้า ในส่วนของอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือน ก.ย. –ธ.ค. 2565  ออกไปเป็นรอบที่ 2 โดยเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด และเป็นการตัดสินใจเลื่อนแบบเร่งด่วน ก่อนเวลาแถลงข่าวเพียง 30 นาที จากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะแถลงในวันที่ 5 ส.ค. 2565 เวลา 10.30 น.

โดยก่อนหน้านี้ กกพ. กำหนดจะประกาศค่า Ft ของงวดปลายปี เดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2565 หลังจากผ่านการรับฟังความเห็นประชาชนแล้ว แต่ในวันดังกล่าวทาง กกพ. ก็ประกาศเลื่อนการแถลงข่าว โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ได้เรียก กกพ. ไปหารือมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าก่อนการแถลงข่าว เพราะเห็นว่าค่า Ft งวด ก.ย.-ธ.ค. 2565 ปรับตัวสูงขึ้นมาก

ในครั้งนั้น กกพ. ยืนยันว่า ทาง กกพ.ไม่มีเงินเหลือเพื่อมาลดค่า Ft ให้ประชาชนได้อีกแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาได้นำเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าไปช่วยลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดที่ผ่านมาจนหมด ดังนั้น กกพ. จำเป็นต้องประกาศค่า Ft งวดนี้ตามอัตราที่ได้เปิดรับฟังความเห็นประชาชนไว้ที่ประมาณ 68.66 สตางค์ต่อหน่วย แต่หากภาครัฐมีเงินมาช่วยลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ทาง กกพ. ก็พร้อมดำเนินการตาม โดยทางภาครัฐก็อยู่ระหว่างพิจารณาหาแนวทางช่วยค่าไฟฟ้าประชาชน

จนกระทั่งในวันที่ 5 ส.ค. 2565 กกพ. กำหนดเปิดแถลงข่าวค่า Ft อีกครั้งเป็นรอบที่ 2 เพื่อให้ประชาชนรับทราบ เนื่องจากค่า Ft ต้องประกาศล่วงหน้า 1 เดือนก่อนจะเริ่มเก็บในอัตราใหม่ หรือต้องประกาศภายในเดือน ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา แต่เกิดความล่าช้า และก่อนเวลาแถลงข่าวเพียงครึ่งชั่วโมง กกพ. ก็ประกาศเลื่อนอีกครั้ง โดยคาดว่า เนื่องจากทางนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต้องการให้ทาง กกพ. หารือกับภาครัฐให้ได้ข้อสรุปก่อนจะไปแถลงข่าวให้ประชาชนได้รับทราบ โดยก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวในกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่าทางพลเอกประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เรียก นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มี​เชาว์​ รองนายกรัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กกพ. เข้าหารือเพื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการตรึงค่า Ft งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 65 เอาไว้ก่อน โดยจะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง​ประเทศ​ไทย (กฟผ.)​ เข้ามาช่วยแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นแทนประชาชนต่อเนื่องอีกงวด         

สำหรับค่า Ft งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 ทางคณะกรรมการ (บอร์ด) ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้เปิดประชุมวันนี้ 27 ก.ค. 2565 สรุปค่า Ft งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 อยู่ที่  68.66 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากเป็นต้นทุนที่แท้จริงตามราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้น และเมื่อรวมกับค่า Ft งวดปัจจุบัน (พ.ค. –ส.ค. 2565) ที่เก็บอยู่  24.77 สตางค์ต่อหน่วย จะส่งผลให้ค่า Ft โดยรวมในเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 มาอยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย

ดังนั้นหากค่า Ft เท่ากับ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อนำมารวมกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.79 บาทต่อหน่วย จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมที่ประชาชนต้องจ่ายอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2565 ที่ประชาชนจ่ายอยู่ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงสุดทำสถิติใหม่อีกรอบ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจาก กกพ.ระบุว่า ที่ผ่านมามีการตรึงค่า Ft โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มารับภาระแทนประชาชนไปก่อน ตั้งแต่งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2564, ม.ค-เม.ย. 2565 และงวด พ.ค.-ส.ค. 2565 จน กฟผ.มีภาระสะสมรวม 87,849 ล้านบาท และมีปัญหาการขาดสภาพคล่องนั้น ถือเป็นนโยบายที่ต้องสั่งการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะที่กำกับดูแล กฟผ.และเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)​ให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของทาง กกพ.ที่จะสั่งการ กฟผ.ให้มาช่วยตรึงค่า Ft ได้

Source : Energy News Center

กฟผ. เตรียมมาตรการ 5 ด้าน รองรับแหล่งก๊าซJDA-A18 หยุดซ่อมบำรุงประจำปี ตั้งแต่วันที่ 1-14 สิงหาคม 2565 ยืนยันไม่ส่งผลต่อ การใช้ไฟฟ้าภาคใต้ พร้อมรณรงค์ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคใต้ร่วมประหยัดพลังงานในช่วงเวลา 18.00-21.30 น.

นายกิตติ เพ็ชรสันทัด รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า แหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ JDA-A18 ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกำหนดซ่อมบำรุงรักษาประจำปี ตั้งแต่วันที่ 1-14 สิงหาคม 2565 รวม 14 วัน ส่งผลให้ไม่สามารถส่งจ่ายก๊าซฯ ให้กับโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญ ในพื้นที่ภาคใต้ได้ตามปกติ กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมโดยให้โรงไฟฟ้าจะนะเปลี่ยนเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ มาใช้น้ำมันดีเซลทดแทน และเตรียมพร้อมมาตรการ 5 ด้าน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในภาพรวม ประกอบด้วย

• ด้านเชื้อเพลิง ได้สำรองปริมาณน้ำมันดีเซลไว้สำหรับเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานในช่วงเวลาหยุดจ่ายก๊าซฯ รวมทั้งมีแผนรองรับหากการทำงานล่าช้ากว่ากำหนด

• ด้านระบบผลิต เตรียมการให้โรงไฟฟ้าจะนะเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล พร้อมประสานโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในภาคใต้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าขนอม โรงไฟฟ้ากระบี่ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา เขื่อนบางลาง โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติ และโรงไฟฟ้า SPP ให้เตรียมเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต ทำให้มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2,914 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ที่คาดการณ์ในช่วงเวลาการหยุดจ่ายก๊าซฯ ไว้ประมาณ 2,500 เมกะวัตต์ และในกรณีฉุกเฉินสามารถรับไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียได้ทันที

• ด้านระบบส่ง มีการส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงจากภาคกลางมายังภาคใต้อีก 800-1,100 เมกะวัตต์ ผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 กิโลโวลต์ (kV) บางสะพาน2-สุราษฎร์ธานี2-ภูเก็ต3 อีกทั้งตรวจสอบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและอุปกรณ์สำคัญให้พร้อมใช้งาน รวมถึงงดการทำงานบำรุงรักษาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง

• ด้านบุคลากร ได้จัดเตรียมทีมงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเข้าแก้ไขสถานการณ์ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

• ด้านผู้ใช้ไฟฟ้า กฟผ. ขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน ร่วมกันประหยัดพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 1-14 สิงหาคม 2565 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลา 18.00-21.30 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด

Source : Energy News Center

กรมเชื้อฯ เปิดชื่อ 12 ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม วางหลักประกันรื้อถอนแล้ว ชมแสดงออกถึงความรับผิดชอบ-ปฏิบัติตามกม.ไทย

บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย พร้อมใจวางหลักประกันการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียมต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่าย และหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม พ.ศ. 2559 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 80/1 และ 80/2 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า การวางหลักประกันการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบของผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม ในการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายและหน้าที่รับผิดชอบการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม รวมทั้งทำให้รัฐมีความมั่นใจว่าผู้รับสัมปทานจะไม่ละทิ้งหน้าที่ตามกฎหมายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งภายหลังสิ้นสุดการใช้งาน

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้กำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศให้ปฏิบัติตามกฎหมายปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ซึ่งในเรื่องเกี่ยวกับการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียมดังกล่าว ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้รับสัมปทานในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่าย และหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม พ.ศ. 2559

โดยที่ผ่านมามีผู้รับสัมปทาน จำนวน 12 ราย สำหรับแปลงสำรวจ จำนวน 8 แปลง ที่ได้ดำเนินการในการยื่นแผนงานการรื้อถอน และวางหลักประกันการรื้อถอนตามเงื่อนไขที่กำหนดอย่างถูกต้อง ประกอบด้วย

  1. ซิโน-ยู.เอส. ปิโตรเลียม อิงค์
  2. Central Place Company Ltd.
  3. Thai Offshore Petroleum Ltd.
  4. Sino Thai Energy Ltd.
  5. เอ็กซอน โมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โพรดักชั่น โคราช อิงค์
  6. บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด
  7. บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่ลแนล จำกัด
  8. บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
  9. เมดโค เอนเนอร์จี ไทยแลนด์ (บัวหลวง) ลิมิเต็ด
  10. เมดโค เอนเนอร์จี ไทยแลนด์ (อีแอนด์พี) ลิมิเต็ด
  11. บริษัท บุษราคัม มโนรา จำกัด
  12. บริษัท Tap Energy (Thailand) Pty Ltd.

ทั้งนี้ การวางหลักประกันการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียมนอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประเทศว่าผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมจะสามารถดำเนินการรื้อถอน ฟื้นฟู ปรับปรุงสภาพพื้นที่ และจัดการสิ่งติดตั้งในการประกอบกิจการปิโตรเลียมที่เลิกใช้งานแล้วอย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่จะให้พื้นที่เหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก ยังเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้รับสัมปทานในการดำเนินธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Source : มติชนออนไลน์

ปตท. มีมติให้ พีทีที โกลบอล แอลเอ็นจี ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวระยะยาว 20 ปี อีก 1 ล้านตัน กับบริษัทในกลุ่ม Cheniere Energy สหรัฐอเมริกา ขยายการดำเนินธุรกิจ LNG ของกลุ่ม ปตท.

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีมติให้บริษัท พีทีที โกลบอล แอลเอ็นจี จำกัด (PTTGL) ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กับ บริษัท Corpus Christi Liquefaction LLC (CCL) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของ Cheniere Energy บริษัทพลังงานจากสหรัฐอเมริกา ในปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี เริ่มต้นส่งมอบในปี 2569 เป็นต้นไป

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลงนามในสัญญาครั้งนี้สะท้อนถึงทิศทางของยุทธศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาดและธุรกิจใหม่ๆ ตามวิสัยทัศน์ของ ปตท. “Powering life with Future Energy and Beyond” ซึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานสำคัญ ที่สนับสนุนทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืนในอนาคต โดย ปตท. มีพัฒนาการที่รุดหน้าในธุรกิจ LNG ตามเป้าหมายที่จะเป็น LNG Player ในระดับสากล และภายในสิ้นปี 2565 นี้ กลุ่ม ปตท. จะมีสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพ LNG 2 แห่ง มีความสามารถจ่ายก๊าซฯ รวม 19 ล้านตันต่อปี ช่วยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาวและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

การลงนามสัญญาฯ ในครั้งนี้ นับว่าเป็นโอกาสดีในการจัดหา LNG จากแหล่งผลิตที่มีศักยภาพและมีคุณภาพอย่างบริษัท Cheniere Energy ที่เป็นผู้ผลิตและส่งออก LNG ที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์พลังงานโลก การผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่มีแนวโน้มลดลง และวิกฤตการณ์ของราคาเชื้อเพลิงที่มีความผันผวนนี้

ด้าน นาย Jack Fusco ประธานและซีอีโอ ของบริษัท Cheniere Energy กล่าวว่า การลงนามสัญญาฯ ครั้งนี้ เป็นการซื้อขาย LNG ระยะยาวของ PTTGL จากบริษัทผู้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่มีความน่าเชื่อถือระดับโลก สัญญาฯ ดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการ LNG ระยะยาว ซึ่งเป็นพลังงานที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษนี้

สำหรับ บริษัท Cheniere Energy เป็นผู้นำด้านการผลิตและการส่งออก LNG สำคัญของสหรัฐอเมริกา และกำลังดำเนินการขยายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทานของ LNG สำนักงานใหญ่ของบริษัทอยู่ในเมืองฮุสตัน เท็กซัส และมีสำนักงานในลอนดอน สิงคโปร์ ปักกิ่ง โตเกียว และวอชิงตัน

Source : มติชนออนไลน์

ปตท.ย้ำ การก้าวสู่ Net Zero เทคโนโลยี-นโยบายภาครัฐสำคัญ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่สูง ทำช้าไม่ได้ ทำเร็วก็ไม่ดี องค์กรต้องแข่งขัน ชี้ภายในปี 2030 กลุ่มปตท.ต้องมีรายได้จากธุรกิจใหม่ 30%

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา “Special Forum Innovation Keeping The World : Rethink Recover นวัตกรรมรักษ์โลก” หัวข้อ “Rethink Recover คิดใหม่เพื่อโลก : Innovation for Zero Carbon” จัดโดย “สปริงนิวส์” และ “เนชั่น กรุ๊ป” ว่า ปตท. เติบโตมาจากอุตสาหกรรมพลังงาน โดยธุรกิจของปตท. ในอดีต เริ่มจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ระยะหลังเริ่มมีปิโตรเคมี

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมพลังงานถือว่ามีการปลดปล่อยคาร์บอนเยอะที่สุดในสัดส่วนกว่า 60% ของประเทศไทย เมื่อสังคมโลกได้เริ่มบีบคั้นเกี่ยวกับคาร์บอน โดยเฉพาะประเทศทางยุโรป น้ำแข็งกำลังละลายและท่วมบ้าน ภูมิอากาศเปลี่ยนไป แม้แต่กระทั่งประเทศไทย จะเห็นว่าเมื่อช่วงเดือนเม.ย. ช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมา อากาศเย็นมาก ถือเป็นโอกาสให้เห็นว่าการปลดปล่อยคาร์บอนมีผลกับสภาพอากาศ ที่เรียกว่าสภาวะเรือนกระจก และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

อย่างไรก็ตาม ปตท. อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนว่าธุรกิจเดิมที่อยู่กับไฮโดรคาร์บอน มีบริษัทลูกที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อาทิ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าเซลล์ และพลังงานลม ปรับรูปแบบดำเนินธุรกิจขายน้ำมันผ่านบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเมื่อจะมุ่งสู่พลังความสะอาดพลังงาน หรือ Go Green คนมาเติมน้ำมันในปั๊มปตท. จะลดลงหรือไม่ นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ EV Value Chain ปตท. ได้จัดตั้ง บริษัท อรุณพลัส เพื่อวัตถุประสงค์สนับสนุนทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังจะเปลี่ยนไป โดยการสร้างโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจต้องปรับตัว ในการทำธุรกิจกับต่างประเทศประเทศที่เขาให้ความสำคัญโดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกยุโรปหรืออเมริกาไม่ว่าองค์กรเดินเรือหรือการบินระหว่างประเทศคำนึงถึงปัญหาคาร์บอน ปตท.อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีคำถามเรื่องเป้าหมายเน็ตซีโร่ หรือแม้แต่การจะกู้เงินเพื่อลงทุนธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัทใหญ่ ๆ จะถูกธนาคารถามเรื่องของเป้าหมายคาร์บอน หากไม่คำนึงอาจจะไม่ปล่อยเงินกู้หรือไม่ก็ดอกเบี้ยแพง เป็นต้น

ปตท. จากที่เคยทำน้ำมัน ก๊าซฯ ปิโตรเคมี เมื่อทุกคนให้ความสนใจมุ่งสู่ Go Green ดังนั้น ทุกอย่างต้องสะอาด รวมถึง Go Electric การผลิตไฟฟ้าจากเดิมที่เป็นน้ำมัน จะต้องเปลี่ยนไป ปตท. เป็นองค์กรขนาดใหญ่สำหรับประเทศไทยเกิดขึ้นจากที่ประเทศขาดแคลนน้ำมันปี 2521 ดำเนินธุรกิจรวม 44 ปี สร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ”

ทั้งนี้ ปัจจุบันปตท. ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม พลังงานไม่ขาดแคลน มีไฟฟ้าใช้ตลอด แม้ราคาจะแพง เพราะนำเข้าน้ำมันกว่า 90% แต่การขาดแคลนไม่เกิดขึ้นเหมือนบางประเทศที่ต้องรอคิว และไม่มีเงินซื้อน้ำมันมาให้ประชาชนในประเทศ ขณะเดียวกัน ด้วยสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป ปตท. จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดด้วย ไม่เช่นนั้นจะโดนบีบลงเรื่อย ๆ และอนาคตสัดส่วนของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สถานีบริการน้ำมันของโออาร์จึงเริ่มติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้า เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งาน

“ปัจจุบันลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น จำนวน 50% เข้ามาเติมน้ำมัน ส่วนอีก 50% มาใช้บริการด้านอื่น ๆ ซึ่งทางโออาร์มีร้านกาแฟ สะดวกซื้อ ร้านอาหาร บริการต่าง ๆ อีกมากมาย”

นายเทอดเกียรติ กล่าวว่า จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050 และ Net Zero ปี 2065 บนเวที COP26 นั้น การจะทำให้ทั้งประเทศเป็น Net Zero จะต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ ซึ่งต้องคิดดี ๆ ดังนั้น ปตท. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องมีความรับผิดชอบจะต้องช่วยประเทศไทยให้ดีขึ้น และบรรลุเป้าหมายที่นายกฯ ประกาศ ซึ่งจะต้องทำเป้าหมายให้สำเร็จก่อนเป้าหมายประเทศให้ได้

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินธุรกิจให้สำเร็จ สิ่งสำคัญคือ เทคโนโลยี ปตท.มีสถาบันวิจัยที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันนวัตกรรม มีทั้งเทคโนโลยีที่ใช้ภายในธุรกิจเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีและเหมาะสมที่สุด จะเป็นการประหยัดงบประมาณได้ดี ปตท. อีกทั้งยังมีสถาบันวิทยสิริเมธีถือเป็นสถาบันการศึกษาทั้งชั้นนำตั้งอยู่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ เป็นสถาบันที่มีผลการวิจัยสำคัญต่อนักศึกษาและอาจารย์ โดยผลการวิจัยหลาย ๆ อย่างได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมาย

“ในอดีตเราเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ เมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2544 ได้พัฒนาและประสบความสำเร็จ มีธุรกิจอยู่ในหลายประเทศทั้งในยุโรป มีออฟฟิศอยู่ในลอนดอน และอเมริกา ทำการค้ากับหลายประเทศในเอเซีย จนต้นปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่ powering life with future energy and beyond หรือ ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังงานแห่งอนาคต ดังนั้น แผนธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนไป”

อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินธุรกิจในอดีตจากน้ำมันและก๊าซฯ แต่ตอนนี้ ปตท.มีบริษัทลูกกว่า 400 บริษัท ทำให้กำไรจากปตท. ดำเนินการเองอยู่ที่ 10-15% และ ปตท.ได้ตั้งกำไรจากธุรกิจใหม่ อาทิ ธุรกิจยา อาหารและสุขภาพ ธุรกิจพลังงานสะอาดต่างๆ เป็นต้น ในปี 2030 ต้องได้กำไรอย่างน้อย 30% ในปี 2030

“การจะก้าวสู่ Net Zero หรือ Go Green หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน นโยบายภาครัฐสำคัญ ด้วยเทรนด์ของ Carbon Zero เป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจ โดยเฉพาะสังคมระดับสากล ค่าใช้จ่ายที่สูงไม่ใช่ของฟรีทำช้าคงไม่ได้ทำเร็วมากก็อาจจะไม่ดี ทุกคนต้องวิเคราะห์เพราะเป็นต้นทุนของเรา ต้องอย่าลืมว่าการทำธุรกิจสุดท้ายจะต้องแข่งขันได้ หากทำเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วใส่เงินเข้าไปเยอะในเวลาที่ไม่เหมาะสม จะทำให้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันได้”

Source : กรุงเทพธุรกิจ