กลุ่มบางจากจัดสัมมนาประจำปีครั้งที่ 12 “Energy Security and Carbon Sequestration” เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2565 โดยมีภาคธุรกิจจากต่างประเทศร่วมนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

โมจี คาริมี ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท Cemvita Factory กล่าวในหัวข้อ “Gold Hydrogen: Key to Net Zero Economy” ว่า การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในอนาคตอยู่บนพื้นฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.กระบวนการสกัดทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนที่ลดการเกิดคาร์บอนฟุตปริ้นส์ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.กระบวนการผลิตปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3.การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเชื่อว่าไฮโดรเจนสีทองจะเป็นหนึ่งในโซลูชันที่ตอบโจทย์ข้างต้น

สำหรับนิยามของไฮโดรเจนสีทองเป็นการผลิตไฮโดรเจนด้วยเทคโนโลยีทางชีวภาพ ผ่านการใช้จุลินทรีย์ใต้ผิวดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในบ่อน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่ว่างเปล่าและถูกทิ้งร้าง โดยนักวิทยาศาสตร์ของ Cemvita พบว่าจุลินทรีย์ใต้ผิวดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติใช้คาร์บอนที่มีอยู่ในเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก และปล่อยไฮโดรเจนได้ 20-50 ตันต่อพื้นที่ โดยจากการทดลองในห้องปฏิบัติการได้เพิ่มประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ขึ้น 6 เท่าครึ่งของอัตราที่จําเป็นในการผลิตไฮโดรเจนที่ 1 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นการผลิตไฮโดรเจนที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้การผลิตไฮโดรเจนโดยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังน้ำ โดยจากการศึกษาล่าสุด ขนาดตลาดไฮโดรเจนสีเขียวทั่วโลกมีมูลค่า 0.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020 เติบโตที่ CAGR 54.7% จากปี 2021 ถึง 2028 และคาดว่าจะสูงถึง 9.8 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2028

อย่างไรก็ตาม การผลิตไฮโดรเจนสีเขียวนั้นใช้พลังงานมากและมีราคาแพง ตามรายงานจาก S&P Global Commodity Insights ต้นทุนของไฮโดรเจนอิเล็กโทรไลต์จากพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงถึง 16.80 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม

สำหรับแผนการลงทุนระยะต่อไป Cemvita จะใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมของอุตสาหกรรมบ่อน้ำมันและก๊าซที่หมดลงหลายพันบ่อเพื่อผลิตไฮโดรเจนราคาถูก สะอาด และปราศจากคาร์บอน และเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน

โรเบิร์ต โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนว่า ทุกวันนี้ ความต้องการใช้พลังงานไม่มีทางลดลง ประชากรโลกเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ต้องมองหาแนวทางการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งทางเชฟรอนได้สำรวจแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากถึง 10% โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือคาร์บอนเป็นศูนย์ มองหาแหล่งหมุนเวียนที่เชื่อถือได้ และปล่อยคาร์บอนต่ำ

เชฟรอนได้ค้นพบเทคโนโลยี Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS) ในการดักจับ ใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน เพื่อทำควบคู่กับการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ เพราะเราเชื่อว่า ไม่มีวิธีการอย่างเดียวที่ได้ผลทั้งหมด

สำหรับการกักเก็บคาร์บอนจะเป็นกุญแจสำหรับที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ชัด และเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยสำคัญเชื่อมต่อโอกาสกับการค้นพบแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน ถ้ารัฐมีนโยบายที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนทั้งระบบ เชื่อว่า การลดปล่อยคาร์บอนก็จะมีประสิทธิภาพ

“CCUS เป็นเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน กักเก็บคาร์บอน และอัดคาร์บอน เป็นก้อนฝั่งไว้ในชั้นใต้ดินที่รอบรับได้หลายล้านตัน นี่จะเป็นโซลูชันในรุ่นเรา เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปก็จะพัฒนาเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าขึ้นอีกในอนาคต” โดบริค

“เชฟรอน ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS ลงใต้ดินเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ นี่จะเป็นกุญแจสำคัญของบริษัท นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในปี 2030” นายโดบิค กล่าว

อนิรุทธ์ ชามา ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอบริษัทคาร์บอนคลีนโซลูชัน และสตาร์ตอัปชั้นนำของสหราชอาณาจักร กล่าวในหัวข้อ Innovating CO2 Recovery Technology ว่า ความท้าทายในปัจจุบันคือ การดักจับคาร์บอนที่มีอยู่มหาศาล เราต้องการเทคโนโลยี แต่ตอนนี้ราคายังแพงอยู่ ขณะที่เราต้องการดักจับคาร์บอนให้ได้ 5,000 ล้านตันภายในปี ค.ศ.2050 ที่จะทำให้อุณหภูมิโลกไม่สูงเพิ่มขึ้น 1.5 องศา ตามความตกลงปารีส

ขณะนี้บริษัทคาร์บอนคลีน 49 แห่งทั่วโลกดำเนินงานอยู่ในอินเดีย บราซิล และหลายประเทศในยุโรปอย่างอังกฤษ และสเปนดักจับคาร์บอนแล้ว 1,000 ล้านตัน และมีเป้าหมายดักจับคาร์บอนให้ได้อีก 1,000 ล้านตันใน ค.ศ.2030

กระบวนการดักจับคาร์บอนมีมานานแล้วตั้งแต่ ค.ศ.2009 ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆจะมีการพัฒนาวิธีการดักจับคาร์บอนที่มุ่งลดค่าใช้จ่ายอาทิ สารละลายคาร์บอนที่ช่วยลดลง 20 เท่าและลดการใช้พลังงานลดลงถึง 30%

“เทคโนโลยี CycloneCC ของบริษัทคาร์บอนคลีน เป็นโซลูชันดักจับคาร์บอนดีกว่าแบบเดิมถึงสิบเท่า และจะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจได้มากถึง 50% โดยเทคโนฯนี้จะสนับสนุนเป้าหมายเราในการดักจับคาร์บอนให้ได้ 5,000 ล้านต้นในปี2050” อนิรุทธ์กล่าว

ฟลอร่า จี่ ชิง รองประธานฝ่าย Nature-Based Solutions ของบริษัทเชลล์ กล่าวในหัวข้อ “Nature-Based Solutions: Shell” ว่า การปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการพลังงานให้ตอบโจทย์กับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมมีความจำเป็นต้องให้ประชาชนร่วมรับมือกับความท้าทายด้วยกัน ซึ่งบริษัทเชลล์กำหนดเป้าหมายเน็ตซีโร่ในปี 2050 ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยการดำเนินงาน 85%ของบริษัทได้คำนึงถึงการปรับสัดส่วนการใช้พลังงานที่มุ่งพลังงานสะอาดมากขึ้น เช่นพลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ และลม

เชลล์ต้องการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำมันให้ได้ 1 ล้านตันเพื่อบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ค.ศ.2030 รวมถึงลดปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติให้น้อยลงด้วย

ถ้าพูดถึงการดำเนินงานในเอเชีย อย่างในประเทศจีนได้มีโครงการ “ClimateBreathe” ทำงานร่วมกับประชาชนและชุมชนเพื่อปลูกต้นไม้คืนลมหายใจให้ผืนป่า เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ได้รณรงค์ปลูกป่ารวมกัน 6,250 ไร่ ขณะที่ออสเตรเลียได้ทำงานร่วมกับชาวสวน ในการใช้เทคโนโลยี Nature-Based Solutions หรือ NBS เพื่อดักจับคาร์บอนแล้วนำไปฝั่งเก็บใต้ดินรวมกันมากกว่า 60,000 ไร่

“เหตุใดต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติ Shell ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี Nature-Based Solutions หรือ NBS ในผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า ช่วยลดคาร์บอนได้ถึง 30% ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของความตกลงปารีส ในปี 2030” นางชิงกล่าว

ไฮโดรเจน-กักเก็บคาร์บอน กุญแจบรรลุเป้าหมาย“เน็ตซีโร่”

“อาเซียน” ศูนย์กลางเปลี่ยนผ่านพลังงาน

โรแบรโต้ บาคคา ประธานด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตและกรรมการบริหารสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) กล่าวในหัวข้อ “Global Energy Outlook and Energy Transition” ว่า มี 3 ประเด็นสำคัญที่ WEF ต้องการแบ่งปัน ประกอบด้วย 1.มุมมองระบบพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงานในปัจจุบัน 2.สามเหลี่ยมพลังงาน 3. บริบทด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับประเด็นแรก การทำความเข้าใจในระบบพลังงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนประกอบคือ อุปทาน การส่ง และอุปสงค์ โดยส่วนสำคัญที่ใช้สำหรับการวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ “อุปสงค์” ซึ่งต้องคาดการณ์ว่าในอนาคตความต้องการพลังงานจะมาจากกลุ่มไหนเป็นหลัก

ทั้งนี้ รายงานของ WEF ระบุว่า ความต้องการพลังงานในอนาคตจะมาจากการใช้ชีวิตในเมือง กระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“ในปัจจุบันและทิศทางอนาคตของระบบพลังงานทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคนี้มีความต้องการพลังงานที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องการปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย การพัฒนาเทคโนโลยี การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนการวางแผนการเงิน การค้นคว้าวิจัยด้านวัตถุดิบและทรัพยากร การปฏิวัติโมเดลธุรกิจเพื่อการเติบโตทางกำไรในบริบทการทำธุรกิจใหม่

และสุดท้ายที่จะเป็นกลไกหลัก คือ การสร้างโมเดลความร่วมมือใหม่ในทุกระดับและทุกภาคส่วน ตั้งแต่บริษัท ภาคอุตสาหกรรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาครัฐและความร่วมมือในระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

ประเด็นที่สอง คอนเซปต์สามเหลี่ยมพลังงาน สะท้อนคุณลักษณะการใช้ประโยชน์จากพลังงาน ได้แก่ การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการใช้พลังงานยั่งยืน ซึ่งต้องให้นำหนักทั้งสามมิติ

ประเด็นสุดท้าย บริบททางสังคมในปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับการปรับสมดุลของมหาอำนาจในโลก ซึ่งกระทบการปรับเปลี่ยนสมดุลพลังงาน อีกทั้งสถานการร์ดังกล่าวยังนำไปสู่ “วิกฤติพลังงาน” 

ทั้งนี้ จากรายงานดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกโดย WEF เผยว่า ภายในปี 2030 ต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งใหญ่ทั่วโลก ทำให้ในวันนี้การเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงสำคัญมากเพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เซ็นทรัล รีเทล บริษัทเล็งเห็นความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เซ็นทรัล รีเทล ได้ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร และสร้าง Mindset ให้พนักงานตระหนักถึงผลกระทบรอบด้าน

ต่อผู้คน ชุมชน สังคม และโลก ส่งเสริมและผสมผสานกิจกรรมที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกกระบวนการทำงาน พร้อมกำหนดแนวทางที่ชัดเจนใน Road map ผ่านกลยุทธ์ CRC ReNEW เป็นเข็มทิศในการดำเนินธุรกิจครอบคลุมทุกมิติ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายระยะยาวคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 นี่คือ ความเชื่อมั่นของ เซ็นทรัล รีเทล ในการสร้างอนาคตเพื่อคนรุ่นต่อไป พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจค้าปลีกที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด CRC Green & Sustainable Retail”

ด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนหลายโปรเจกต์อย่างจริงจัง และทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยโครงการสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จจนได้รับรางวัล The Global CSR & ESG Awards 2022 คือ Journey to Zero: A Circular System to End Food Waste โครงการด้านการจัดการขยะอาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มจากบนเกาะสมุยสู่ตัวเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยนำแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ ส่งเสริมการคัดแยกขยะต้นทาง และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อลดปริมาณขยะลงหลุมฝังกลบผ่านกระบวนการรีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งผลผลิตที่ได้เป็นก๊าซชีวภาพถูกนำมาใช้แทนก๊าซ LPG ช่วยลดค่าใช้จ่าย

ให้กับวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยวเกาะสมุย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีได้กว่า 40% และปุ๋ยอินทรีย์จากขยะอาหารถูกนำไปขยายผลเป็นเกษตรอินทรีย์ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายผัก ผลไม้ ภายใต้แบรนด์ฟาร์มชาวเกาะของชุมชนบนเกาะสมุย สอดคล้องกับเป้าหมายของ เซ็นทรัล รีเทล ในการลดขยะอาหารลง 30% ภายในปี 2573 ทั้งนี้ ในปี 2565 โครงการ Journey to Zero สามารถช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ได้กว่า 25 ตันต่อปี (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2565) ซึ่ง เซ็นทรัล รีเทล ตั้งเป้าขยายความสำเร็จโครงการ Journey to Zero ต่อยอดไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และกรุงเทพฯ พร้อมมุ่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกแก่ลูกค้า และพนักงาน ก่อให้เกิดการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values) ต่อชุมชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

รางวัล The Global CSR & ESG Awards 2022 เป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับสูงสุดด้านกิจกรรมเพื่อสังคม โดยยกย่องบริษัทที่มีความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม หรือโครงการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนของ เซ็นทรัล รีเทล ในมิติต่างๆ ครอบคลุมโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาชุมชนเพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง “เซ็นทรัล รีเทล พร้อมผนึกกำลัง และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ผู้มีส่วนได้เสีย หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และภาคีเครือข่าย ในการดูแลชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต่อยอดโครงการ เพื่อความยั่งยืน พร้อมทั้งสานต่อเจตนารมณ์ไปยังผู้บริหารรุ่นถัดไป เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับทุกๆ เจเนอเรชั่น” นายญนน์ กล่าวปิดท้าย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองโมเทรา ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ว่า นอกเหนือจากประชาบดี ชาวบ้านประมาณ 6,500 ในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่างปั้นหม้อ, ช่างตัดเสื้อ, เกษตรกร และช่างทำรองเท้า อยู่ในชุมชนที่ได้รับการประกาศให้เป็นหมู่บ้านแห่งแรกของอินเดียที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดตลอดเวลา

อินเดีย ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันดับ 3 ของโลก ตั้งเป้าที่จะตอบสนองความต้องการพลังงานครึ่งหนึ่งจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ภายในปี 2573 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ 40% และรัฐบาลกล่าวว่า บรรลุผลสำเร็จไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. 2564

โครงการดังกล่าวในเมืองโมเทรา ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางและเทศบาลเกือบ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 378 ล้านบาท) เกี่ยวข้องกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มากกว่า 1,300 แผ่น บนหลังคาบ้านเรือนและอาคารสำนักงานของรัฐที่เชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้า

นอกจากนี้ ทางรัฐจะรับซื้อพลังงานส่วนเกินที่ชาวบ้านผลิตออกมา หากพวกเขาไม่ได้ใช้ความจุทั้งหมดที่จัดสรรให้กับครัวเรือน ซึ่งด้วยเงินจำนวนนี้ นายปราวีน บาย ช่างตัดเสื้อวัย 43 ปี วางแผนที่จะซื้อท่อเชื่อมต่อถังแก๊สและเตาแก๊ส เนื่องจากหลายครัวเรือนในหมู่บ้าน ใช้เตาฟืนในการทำอาหาร ส่งผลให้เกิดควันไฟปริมาณมากออกมา

สำหรับนางรีนา เบ็น แม่บ้านวัย 36 ปี ที่ทำงานเป็นช่างตัดเสื้อแบบพาร์ทไทม์ พลังงานแสงอาทิตย์มีส่วนช่วยในงานของเธออย่างมหาศาล

“เมื่อพวกเราเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ ฉันซื้อมอเตอร์ไฟฟ้าราคา 2,000 รูปีอินเดีย (ประมาณ 910 บาท) เพื่อติดเข้ากับจักรเย็บผ้า ทำให้ตอนนี้ฉันสามารถเย็บเสื้อผ้าเพิ่มได้อีก 1 หรือ 2 ตัวทุกวัน” เบ็น กล่าว.

เครดิตภาพ : REUTERS

Source : เดลินิวส์

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 พร้อมมอบโล่โครงการที่ปรึกษาพลังงาน และโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการลดการใช้ไฟฟ้า อนุรักษ์พลังงาน ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มุ่งสู่พลังงานสะอาด และความเป็นกลางทางคาร์บอน ตามเป้าหมายของประเทศ

ภายในงาน มีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่

การเปิดตัวและติดฉลากชุดนักเรียนเบอร์ 5 อย่างเป็นทางการ เนื่องจากชุดนักเรียนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณการผลิตและการซื้อจำนวนมากในแต่ละปี ทั้งยังมีการใช้ซ้ำ ซักรีดบ่อย กฟผ. จึงร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอพัฒนามาตรฐานชุดนักเรียน เบอร์ 5 โดยมีคุณสมบัติสวมใส่สบาย ยับยาก ลดการรีดผ้า ลดใช้พลังงาน เนื่องจากใช้เทคโนโลยี CoolMode ช่วยลดอุณหภูมิขณะสวมใส่ลง 1-5 องศาเซลเซียส ทำให้ใส่แล้วเย็นสบาย มีความคงทนของเนื้อผ้าและคืนตัวหลังการซัก จึงช่วยประหยัดเวลาในการรีดผ้าตัวละ 2 นาที คิดเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ถึงปีละ 7.75 ล้านหน่วย หรือประมาณปีละ 31 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3,709 ตัน/ปี

การลงนามความร่วมมือโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ระหว่าง กฟผ. กับบริษัทผู้ประกอบการ โดยได้ประกาศเชิญชวนผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้นำเข้า สมัครเข้าร่วมโครงการฯ พร้อมร่วมกันกำหนดมาตรฐานการทดสอบและเกณฑ์ประสิทธิภาพเบอร์ 5 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะดำเนินการทดสอบเพื่อติดฉลากเบอร์ 5 และเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 เป็นต้นไป รวม 43 ราย 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่

  • เครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า 2 ประเภท เครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสสลับ แบบชาร์จปกติ ที่ใช้ ในบ้านประชาชนทั่วไป และเครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสตรง หรือแบบชาร์จเร็ว ที่มีให้บริการตามสถานีชาร์จ และสถานที่ชุมชนต่าง ๆ
  • แบตเตอรี่จักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน สำหรับใช้ในการขับเคลื่อนโมเปดไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่ออกแบบให้สามารถถอดออกจากตัวรถได้
  • เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนหลายชุดระบบปรับน้ำยาแปรผัน เป็นเครื่องปรับอากาศที่มี ชุดคอยล์ร้อน 1 ชุด ต่อกับชุดคอยล์เย็นภายในห้องหลายชุด เหมาะสำหรับใช้ในอาคาร และสำนักงานทั่วไป

รวมทั้งการมอบโล่แสดงความขอบคุณ

  • องค์กรที่เข้าร่วมโครงการที่ปรึกษาพลังงาน จำนวน 19 ราย
  • องค์กรที่เข้าร่วมโครงการบ้านเบอร์ 5 และโครงการอาคารเบอร์ 5 จำนวน 5 ราย
  • ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ปี 2563 – 2565 ได้แก่ จักรยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องซักผ้าแบบถังนอน และเครื่องฟอกอากาศ รวม 31 ราย

ทั้งนี้ กฟผ. ได้ดำเนินงานจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า หรือ DSM ด้วยกลยุทธ์ 3 อ. ได้แก่ อ. ที่ 1 อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 อ. ที่ 2 อาคารและอุตสาหกรรมประสิทธิภาพพลังงานสูง และ อ. ที่ 3 อุปนิสัยการใช้พลังงานคุ้มค่าและปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคที่อยู่อาศัย ใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่เหมาะสมและคุ้มค่า ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้เกือบ 35,000 ล้านหน่วย คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ถึง 16.4 ล้านตัน

Source : RTY9

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมเสนอ บอร์ด พิจารณาร่างโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ปี 2565-2568 เร็วๆ นี้ หลังผ่านการรับฟังความเห็นประชาชนแล้ว คาดประกาศใช้ได้ภายในปี 2565 ระบุเนื่องจากเป็นการปรับโครงสร้างในช่วงสถานการณ์พลังงานไม่ปกติ ดังนั้นจะไม่ปรับค่า Ft เป็นศูนย์เพื่อไปรวมไว้กับค่าไฟฟ้าฐาน โดยยังคงใช้อัตราค่า Ft ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วยต่อไปก่อน