โซลาร์เซลล์กลายเป็นหนึ่งในวิธีการผลิตไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะติดตั้งตามบ้านเรือนได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสร้างไฟฟ้าใช้งานได้จริง อย่างไรก็ตาม การติดตั้งโซลาร์เซลล์ยังมีข้อจำกัดทั้งในองศา, พื้นที่ และลักษณะการติดตั้ง ที่ต้องมีมุมที่เหมาะสม มีพื้นที่พอสมควร และไม่สามารถยืดหยุ่นกับพื้นที่พิเศษ เช่น ร่องหลังคา หรือกำแพงได้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้หลายบริษัทในยุโรปพัฒนาโซลาร์เซลล์ที่ยืดหยุ่น พับงอ หรือแม้แต่ติดตั้งในแนวตั้งได้ 

บริษัทแรกที่จะพาไปสำรวจนั้นได้แก่ เฮลิอาเทค (Heliatek) ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 ที่ประเทศเยอรมนี พัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ด้วยสารชีวภาพ (Organic Photovoltaic: OPV) เพื่อให้ตัวแผงโซลาร์เซลล์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดโดยในปี 2017 บริษัทได้เปิดตัวเฮลิอาโซล (HeliaSol) แผงโซลาร์เซลล์ที่มีความบางและยืดหยุ่นคล้ายแผ่นฟิล์มโดยมีความหนาเพียง 0.001 มิลลิเมตร ก่อนจะต่อยอดเป็นเฮลิอาฟิล์ม (HeliaFilm) ที่รองรับการติดตั้งได้ในหลากหลายสภาวะพื้นผิว เช่น คอนกรีต กระจก หรือแม้แต่โลหะ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 85 วัตต์ต่อตารางเมตร (Watt per square meter) 

โซลาร์โคล้ท (Solar Cloth) เป็นบริษัทโซลาร์เซลล์จากฝรั่งเศสที่มุ่งเน้นการทำแผ่นโซลาร์เซลล์ให้บางและพับหรือม้วนงอได้เช่นกัน โดยบริษัทได้เปิดตัว M170 โซลาร์เซลล์แบบม้วนงอได้ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 150 วัตต์ต่อตารางเมตร (Watt per square meter) และหนา 0.5 มิลลิเมตร ซึ่งหนากว่าโซลาร์เซลล์ของเฮลิอาเทค (Heliatek) ในขณะเดียวกันโซลาร์โคล้ท (Solar Cloth) เองก็พัฒนาแผงผลิตไฟฟ้า (PV) ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการนำวัสดุรีไซเคิล ได้แก่ ทองแดง, อินเดียม, แกลเลียม และเซเลเนียม (Copper, Indium, Gallium, and Selenium: CIGS) มาใช้งาน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตตัวแผง และทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงไปอีก 17.2% เมื่อเทียบกับโซลาร์เซลล์ทั่ว ๆ ไป

การพัฒนาโซลาร์ฟิล์ม (Solar Film) นั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้เข้าถึงหลังคาเรือนในยุโรปและทั่วโลกได้ง่ายมากขึ้น โดยเห็นได้ชัดจากวิสัยทัศน์ของบริษัท เฮลิอาเทค (Heliatek) ที่ระบุว่า “เกือบ 98% ของหลังคาทั่วโลกต่างถูกทิ้งโล่งเอาไว้โดยไม่มีแผงโซลาร์เซลล์บนนั้น นี่ถือเป็นศักยภาพที่โดนปิดกั้นเอาไว้ ซึ่งเราจะคลายล็อกนี้ด้วยแผงโซลาร์ฟิล์มของเรา”

Source : TNN Online
ที่มาข้อมูล Designboom ที่มารูปภาพ Solar Cloth

กสิกรไทย จับมือ ดราก้อนเอ็นเนอร์จีฯ เปิดตัวแคมเปญ “สินเชื่อบ้าน Green Zero” โดยจะมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้สนใจติดตั้งแผงโซลาร์กับ ดราก้อนเอ็นเนอร์จีฯ และมีความคิดรักษ์โลก Kee The World ชวนคนไทยใช้ในคอนเซปต์ชีวิตรักษ์โลก ภายใต้โครงการ GO GREEN Together ของธนาคาร

ทุกวันนี้ เทรนด์รักษ์โลก และเทรนด์ Go Green เป็นสิ่งที่ต้องมีในทุกวงการ  ไม่เว้นแม้กระทั่ง วงการธนาคาร และ การปล่อยสินเชื่อ , โดย นายชัยยศ ตันพิสุทธิ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และนายอลงกต บุญมาสุข ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบุคคลแบบมีหลักประกัน ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับนายพลกฤต กล่ำเครือ  กรรมการผู้จัดการ และนายบรมวุฒิ  หิรัญยัษฐิติ  หุ้นส่วนบริหาร บริษัท ดราก้อนเอ็นเนอร์จี เทคโนโลยีแอนด์ ออแกไนท์เซอร์ จำกัด เปิดตัวแคมเปญ “สินเชื่อบ้าน Green Zero” มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้สนใจติดตั้งแผงโซลาร์กับ ดราก้อนเอ็นเนอร์จีฯ ชวนคนไทยใช้ชีวิตกรีน ภายใต้โครงการ GO GREEN Together ของธนาคาร

กสิกรไทย - ดราก้อนเอ็นเนอร์จีฯ ปล่อยกู้ ติดตั้งแผงโซลาร์ ดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน

 โดยมีโปรโมชันและส่วนลดพิเศษ ดังนี้

• สินเชื่อบ้าน Green Zero เพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟ อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน 
• สิทธิพิเศษในการใช้ คะแนน K Point เท่ายอดซื้อ แลกรับเครดิตเงินคืน 10% จากบัตรเครดิตกสิกรไทย   และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 7,000 บาท เมื่อแบ่งจ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนดจากบัตร Xpress Cash
• ส่วนลดแผงโซลาร์สูงสุด 53,450 บาท จากดรากอนเอ็นเนอร์จีฯ
• บริการทำความสะอาดล้างแผงโซลาร์ฟรี 2 ครั้ง มูลค่ารวม 7,900 บาท 
• รับฟรี Smart meter เครื่องตรวจเช็คปริมาณการใช้ไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านแบบเรียลไทม์  มูลค่า 6,600 บาท 
• รับประกันระบบการติดตั้งเพิ่มเป็น 3 ปี (ปกติ 2 ปี) มูลค่า 6,000 บาท 

ผู้สนใจสามารถนำบ้านปลอดภาระหรือรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัย มายื่นกู้เพื่อรับวงเงินสินเชื่อบ้านเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มกราคม 2566 ร่วมเป็นเจ้าของบ้านพลังงานสะอาดจากการแผงโซลาร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นสังคมสีเขียวครบวงจร 

กสิกรไทย - ดราก้อนเอ็นเนอร์จีฯ ปล่อยกู้ ติดตั้งแผงโซลาร์ ดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน

Source : Spring News

กฟผ.แจงไม่ได้ผูกขาดอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย ลั่นกำไรน้อยกว่าเอกชน ชี้เหลือกำลังผลิตเพียง 34% ระบุปี 64 ปี มีกำไรสุทธิเพียง 2.5 หมื่นล้านบาท

นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณีที่ กฟผ. ถูกมองว่าเป็นผู้ผูกขาดอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย โดยมีกำไรจากการขายไฟฟ้ามากกว่าผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ 12 รายรวมกัน ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่มีมูลความจริง เนื่องจากกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ณ เดือนตุลาคม 2565 มีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 16,920.32 เมกะวัตต์ (MW) คิดเป็น 34.44% ของกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาในระบบไฟฟ้า 

อีกทั้งตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ในปี 2580 กฟผ. จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาเหลือเพียง 18,614 MW คิดเป็น 24% 

อย่างไรก็ตาม กฟผ. มีภารกิจหลักสำคัญที่สุดคือ การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ เช่นที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ได้ทำหน้าที่สำคัญในการนำระบบไฟฟ้ากลับคืนสู่ภาวะปกติ (Blackout Restoration Plan) ดังเช่นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในปี 2561 จากการหยุดเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าหงสา เป็นต้น 

รวมถึงยังเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจพลังงานสำคัญเร่งด่วนเพื่อดูแลประชาชนให้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง ได้แก่ ช่วงวิกฤตพลังงานของประเทศใน 2 ปีนี้ กฟผ. ได้ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า กฟผ. มาใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน คือ น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาทดแทน LNG ที่มีราคาสูง 

การนำโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4 กลับมาผลิตไฟฟ้า และเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะใช้ถ่านหินในประเทศซึ่งเป็นเชื้อเพลิงราคาถูกเพื่อช่วยพยุงค่าไฟฟ้า ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

กำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งระบบ

ส่วนระบบส่งไฟฟ้า กฟผ. ยังจำเป็นต้องดูแลเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าได้ทั่วประเทศ ทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าของศูนย์ควบคุมระบบกำลังผลิตไฟฟ้าแห่งชาติซึ่งต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงานปี 2550 เพื่อให้เกิดการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ

ขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กฟผ. เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่ภาครัฐกำหนด โดยอัตราค่าไฟฟ้าที่ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

นายประเสริฐศักดิ์ กล่าวต่อไปถึงประเด็นที่ระบุว่า กฟผ. มีกำไรจากการขายไฟฟ้ามากกว่าผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ 12 รายรวมกันนั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 59,000 ล้านบาท ที่สื่อมวลชนหยิบยกมา เป็นกำไรขั้นต้นที่บวกรวมการขายสินค้าและบริการอื่นและยังหักต้นทุนไม่ครบ 

โดยในปี 2564 กฟผ. มีกำไรสุทธิเพียง 25,771 ล้านบาท และนำส่งเงินรายได้เข้ารัฐจำนวน 17,426 ล้านบาท หรือคิดเป็น 57% ของกำไร สำหรับกำไรส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงทางพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล

ด้านกำไรสะสมของ กฟผ. จำนวน 3.96 แสนล้านบาท ที่ปรากฎในงบแสดงฐานะทางการเงินนั้นมิใช่เงินสด เป็นเพียงการแสดงตัวเลขสะสมของมูลค่าสินทรัพย์ที่ กฟผ. นำกำไรส่วนที่เหลือจากการนำส่งกระทรวงการคลังในแต่ละปีไปลงทุนในรูปของสินทรัพย์ที่ใช้ผลิตและส่งไฟฟ้าให้แก่ประชาชน อาทิ โรงไฟฟ้า สถานีส่งไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการในปี 2512 – 2564 จึงไม่สามารถนำกำไรสะสมดังกล่าวมาใช้สำหรับการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าได้

“กฟผ. เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจจึงไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน โดยราคาค่าไฟฟ้าและกำไรของ กฟผ. ถูกกำกับโดย กกพ. ให้มีรายได้เพียงพอต่อการลงทุนและบริหารกิจการเท่านั้น รวมถึงต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่น สำหรับในช่วงวิกฤตพลังงานที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก กฟผ. ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างเต็มกำลังเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน”

Source : ฐานเศรษฐกิจ

จากการที่ “กกพ.” ได้ประกาศค่า Ft ตามมติ กพช. โดยให้สิทธิ์ประชาชนใช้ก๊าซในอ่าวไทยก่อน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอาศัยอยู่มีอัตราค่าไฟ 4.72 บาทต่อหน่วย และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ มีอัตราค่าไฟ 5.69 บาทต่อหน่วย ในรอบบิลค่าไฟฟ้า ม.ค. – เม.ย. 66 

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงวิกฤติราคาพลังงานเดือนม.ค. – เม.ย. 66 โดย ให้จัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหลังโรงแยกก๊าซฯ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยเป็นลำดับแรก ในปริมาณที่ไม่เพิ่มภาระอัตราค่าไฟฟ้าจากปัจจุบัน โดยมอบหมายให้ กกพ. ไปคำนวณอัตราค่าเอฟที (ค่าFt) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าประจำเดือนมกราคม – เมษายน 2566

และให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริหารจัดการผลกระทบราคาก๊าซธรรมชาติต่อค่าไฟฟ้า โดยให้ ปตท. คิดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ในระดับราคาเดียวกับที่ใช้ประมาณการค่าไฟฟ้าตามสูตรปรับอัตราค่า Ft ตั้งแต่เดือนที่ กพช. มีมติเป็นต้นไป และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมที่เรียกเก็บดังกล่าวไปทยอยเรียกเก็บคืนในการคำนวณค่า Ft รอบถัดไป” และได้รับแจ้งมติดังกล่าวมายังสำนักงาน กกพ. เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2565 แล้วนั้น

ทั้งนี้ กกพ. จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการคำนวณค่า Ft ประจำเดือนม.ค.–เม.ย. 2566 ที่ได้รับฟังความเห็นไปแล้วให้สอดคล้องกับมติดังกล่าว โดยมีการปรับปรุง คือ

1. ให้ ปตท. ทบทวนการประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติใหม่อีกครั้งให้สอดคล้องกับมติ กพช. และแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงาน เช่น เพิ่มการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเพื่อทดแทนการนำเข้า LNG, เพิ่มปริมาณก๊าซในอ่าวไทยในการผลิตไฟฟ้าโดยลดปริมาณก๊าซอ่าวไทยเข้าโรงแยกก๊าซ แล้วส่งมาผลิตไฟฟ้าเพื่อทดแทนการลดลงของก๊าซธรรมชาติในสหภาพพม่า, ปรับปรุงสมมุติฐานราคานำเข้า LNG Spot อ้างอิงตามแนวโน้มที่ดีขึ้น และเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 4 ที่ปลดแล้วตามความจำเป็น เป็นต้น

สำหรับการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ประมาณการราคา Pool Gas ลดลงจาก 552 บาทต่อล้านบีทียู เป็น 493 บาทต่อล้านบีทียู  ต่อมาจึงคำนวณโดยแบ่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยหลังโรงแยกฯ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าให้บ้านอยู่อาศัยก่อน ทำให้บ้านอยู่อาศัยสามารถใช้ก๊าซในราคา 238 บาทต่อล้านบีทียู และจัดสรรก๊าซธรรมชาติอ่าวไทยส่วนที่เหลือรวมกับก๊าซจากสหภาพพม่าและ LNG สำหรับผู้ใช้ก๊าซรายอื่นๆ (Pool Gas ส่วนเหลือ) ในราคา 542 บาทต่อล้านบีทียู   

2. ให้ กฟผ. ปรับสมมุติฐานราคาเชื้อเพลิงตามแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงานและมติ กพช. โดยปรับการคำนวณ Ft ใหม่โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในราคา 238 บาทต่อล้านบีทียูแทนทดแทนราคาก๊าซธรรมชาติเดิมสำหรับการคิดค่า Ft ในกลุ่มบ้านอยู่อาศัยและใช้ราคาก๊าซธรรมชาติส่วนที่เหลือ (Pool Gas ส่วนเหลือ) ในราคา 542 บาทต่อล้านบีทียูทดแทนราคาก๊าซธรรมชาติเดิมสำหรับสำหรับการคิดค่า Ft ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ 

3. กกพ. พิจารณาภาระการเงินและภาระหนี้สินสะสมของ กฟผ. ให้มีการทยอยจ่ายคืนหนี้ Ft คงค้างเพื่อไม่ให้เป็นภาระปัญหาสภาพคล่องของ กฟผ. และไม่เกิดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้ามากเกินไป โดย กฟผ. ขอเสนอให้เฉลี่ยยอดหนี้ ณ เดือนสิงหาคม 2565 จำนวน 122,257 ล้านบาท โดยเฉลี่ยการเรียกเก็บไปเป็นเวลา 2 ปี 

ดังนั้น ส่งผลให้ค่า Ft งวดเดือนม.ค.–เม.ย. 2566 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อัตรา 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟอยู่ในระดับเท่าเดิมที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นที่อัตรา 190.44 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 5.69 บาทต่อหน่วย

สมมุติฐานและการบริหารเชื้อเพลิที่ ปตท. และ กฟผ. ปรับปรุงตามแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงของกระทรวงพลังงานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงวิกฤติราคาพลังงานเดือนม.ค. – เม.ย. 2566 ตามมติ กพช. ดังนี้ 

เปิดเบื้องลึกค่าไฟกลุ่มอุตสาหกรรม ทำไมพุ่งแตะ 5.69 บาทต่อหน่วย

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เมื่อแก๊สในอ่าวไทยที่มีราคาต้นทุนถูกมีปริมาณไม่เพียงพอให้คนทั้งประเทศได้ใช้ กพช. ต้องการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้ไฟบ้านก่อน จึงได้นำแหล่งพลังงานก้อนนี้มาให้กับประชาชนทั่วไปได้ใช้ก่อน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟกลุ่มอุตสาหกรรมจะต้องจ่ายค่าไฟในต้นทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการลดต้นทุน ประหยัดพลังงานจะช่วยให้กลุ่มธุรกิจอยู่รอดได้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ใครกำลังมองหาจุดทิ้งขยะง่าย ๆ ใกล้ตัวมาทางนี้ AIS เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ E-Waste+ เช็กจุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ใกล้บ้านง่าย ๆ พร้อมนำส่งไปกำจัดให้อย่างถูกวิธี ใช้ยังไง ไปดู

คุณทุกคนที่กำลังอ่านเนื้อหานี้ คุณกำลังอ่านผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทใดกันอยู่เหรอ? โทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์ หรือหูฟังที่คุณอาจกำลังฟังเพลงโปรดไปด้วย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมานานหลายสิบปี เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในการให้ความบันเทิง และการสื่อสารทางไกล

แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็มีวันหมดอายุใช้งาน มีพังบ้าง มีหายไปบ้าง ในอดีตเวลาเราจะทิ้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ เรามักจะเอาไปขายให้ซาเล้งหรือรถรับซื้อใช่ไหม แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าปลายทางจริง ๆ ของมันเป็นอย่างไร แค่ไปให้พ้นตัวเราก็พอ ปกติ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แม้จะถูกทิ้งแต่มันก็ยังมีค่าเสมอสำหรับคนรับซื้อของเก่า เพราะภายในยังมีของมีค่า เช่น ทอง ทองแดง ที่ยังคงมีมูลค่าในตัวของมันอยู่

จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก
จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก

แต่ความมีค่าของมันก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน จากการปนเปื้อนของสารพิษที่ออกมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งได้สำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับอุปกรณ์เหล่านี้มาก ๆ

อีกทั้ง ในปัจจุบัน แน่นอนว่าเทคโนโลยีได้รังสรรค์ความทันสมัยมาเสิร์ฟถึงมือผู้บริโภคอยู่บ่อยครั้งและต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าเป็น Fast Fashion ของวงการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ว่าได้ มือถือค่ายนั้น ค่ายนี้เปิดตัวใหม่ต้องรีบพุ่ง ของมันต้องมี ทำให้ปริมาณของมือถือที่ใช้งานประเดี๋ยวประด๋าวถูกทิ้งเยอะมากขึ้น

จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก

จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลกรวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ทนทาน ราคาถูกก็เป็นที่นิยมเช่นเดียวกัน จนทำให้ทุกวันนี้เราก่อปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้นแบบไม่รู้ตัว แต่ไม่เป็นไร เราเข้าใจถึงกลไกทางตลาดดี แต่จะดีกว่าถ้าเราสามารถทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกเยอะเลย

บทความนี้ Springnews มีวิธีกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์เจ๋ง ๆ มานำเสนอ AIS ได้ออกแบบระบบนิเวศการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ด้วย Blockchain บนแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า E-Waste+ รายแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ร่วมกับ 6 องค์กรพาร์ทเนอร์ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนไปพร้อมกัน

E-Waste+ By AIS

E-Waste+ By AISE-Waste+ คืออะไร

E-Waste+ คือแพลตฟอร์มการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์บนเทคโนโลยี Blockchain ที่จะทำให้เห็นกระบวนการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่ ผู้ทิ้งขยะ (Customers) ผู้รับขยะ (Drop Point Agents) การขนส่ง ไปจนถึงปลายทางโรงงานจัดการขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ตามมาตรฐานแบบ Zero Landfill หรือก็คือ เมื่อเราส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ของเราออกไปสู่โรงรับขยะ เราสามารถตรวจสอบได้ด้วยว่าสถานะตอนนี้ของของชิ้นนั้นถึงไหนแล้ว

จากนั้นระบบจะคำนวณการทิ้งขยะแต่ละชิ้นออกมาเป็น Carbon Score เพื่อแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจากการนำ E-Waste เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องตามมาตรฐาน

ได้ Carbon Score หรือเราทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์เราก็สามารถช่วยลดก๊าซคาร์บอนได้ด้วย
ได้ Carbon Score หรือเราทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์เราก็สามารถช่วยลดก๊าซคาร์บอนได้ด้วย

กระบวนการทำงาน

  • E-Waste+ สามารถดาวน์โหลดรองรับทุกเครือข่ายและทั้งระบบ Android และ IOS โดยกดค้นหาคำว่า “E-Waste+” เพื่อดาวน์โหลด หลังจากนั้นลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกผู้รักษ์โลก โดยกรอกชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์มือถือ และตั้งรหัสผ่าน หลังจากนั้นเข้าสู่ระบบ (โดยสามารถลงทะเบียนได้ทุกเครือข่าย) สามารถโหลดแอป E-Waste+ ได้ทาง https://m.ais.co.th/ApH8dgAi8
  • การทำงานของทั้งระบบจะใช้เพียง Application เดียว ลงทะเบียนและนำขยะ E-Waste มาทิ้งที่จุดรับ E-Waste+ โดยมีเจ้าหน้าที่ในการรับขยะ E-Waste ถ่ายภาพและใส่ข้อมูล ระบบก็จะบันทึกการทิ้งขยะ โดยผู้ใช้งานก็จะเห็นได้ว่าขณะนี้ E-Waste ของคุณอยู่ในขั้นตอนไหน
  • เมื่อขยะ E-Waste ที่ถูกรวบรวมถึงโรงงานแยกขยะ จะทำการตรวจสอบเมื่อพบว่ามีขยะดังกล่าวจริงก็จะยืนยัน และแสดงผลลัพธ์การส่งขยะเสร็จสมบูรณ์ถึงโรงงานที่ได้มาตราฐานเพื่อทำการจัดการอย่างถูกวิธีแก่ผู้ทิ้งขยะ จนออกมาเป็น Carbon Score
จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก
จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิ้งที่ไหนดี E-Waste+ จัดให้ ง่าย สะดวกแถมช่วยโลก

ประเภทของที่รับในการทิ้งผ่านแอปพลิเคชัน E-Waste+

  • โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต 
  • อุปกรณ์เสริมมือถือ และแท็บเล็ต เช่น  หูฟัง, ลำโพง, สายชาร์จ, อะแดปเตอร์
  • ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก,  เมาส์, คีย์บอร์ด, ฮาร์ดดิส, ลำโพง
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่นๆ เช่น กล้องถ่ายรูป, เครื่องเล่นดีวีดี, จอยเกมส์, วิทยุสื่อสาร, เครื่องคิดเลข, โทรศัพท์บ้าน, รีโมทคอนโทรล, เครื่องเล่น MP3 เป็นต้น

ยกเว้น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่, พาวเวอร์แบงค์, ถ่านไฟฉายทุกประเภท

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า

“จากสถานการณ์โลกที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในทุกภาคส่วน สิ่งที่ตามมาคือ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานดิจิทัลก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ดังนั้นเราจึงทำหน้าที่ 2 ส่วนคือ สร้างการรับรู้และตระหนักถึงโทษภัยของขยะ E-Waste ในขณะเดียวกันก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการจัดเก็บและทำลาย E-Waste อย่างถูกวิธี ทั้งการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ตั้งจุดรับทิ้งและนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

“โดยเบื้องต้น เราได้ร่วมทำงานกับพันธมิตรเครือข่าย Green Partnership ทั้ง 6 องค์กรที่จะเดินหน้าสร้างมาตรฐานการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสามารถสร้างการมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสผ่าน Blockchain  ประกอบไปด้วย บริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, บริษัท เงินติดล้อ จำกัด, ธนาคารออมสิน และธนาคารกสิกรไทย ที่จะเข้ามาเริ่มใช้แพลตฟอร์ม E-Waste+ เพื่อส่งต่อการดูแลสิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังบุคลากรในองค์กรและสังคมในวงกว้างต่อไป”

พันธมิตรเครือข่าย Green Partnership ทั้ง 6 องค์กร

พันธมิตรเครือข่าย Green Partnership ทั้ง 6 องค์กรนางสายชล กล่าวในช่วงท้ายว่า “จากความมุ่งมั่นตั้งใจของ AIS ที่ลุกขึ้นมาเป็นแกนกลางด้านองค์ความรู้และจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2019 ทำให้วันนี้เราได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการใช้ความสามารถของดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการสร้างระบบการจัดการ E-Waste ใหม่ด้วย Blockchain ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายเพื่อจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสิ่งแวดล้อมและโลกนี้ให้ดีขึ้น”

นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง แถมสะดวกและง่ายต่อผู้ใช้งานด้วย และก็สามารถทำให้เราเห็นได้ว่า กลุ่มธุรกิจไทยเริ่มเปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินกิจการไปสู่ความยั่งยืนและสร้างความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศทั้งตัวของธุรกิจเองและกับผู้บริโภคด้วย

สำหรับองค์กรใดสนใจใช้งาน แพลตฟอร์ม E-Waste+ เข้าร่วมเป็นเครือข่าย Green Partnership สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: aissustainability@ais.co.th หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://ewastethailand.com/ewasteplus

Source : Spring News