คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) สั่งลดราคาดีเซล รอบที่ 3 อีก 50 สตางค์ต่อลิตร เหลือ 33.50 บาทต่อลิตร มีผล 24 มี.ค. 2566 นี้ หวังลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว เตรียมเดินหน้ากู้เงินเฟส 2 อีก 2 หมื่นล้านบาท กลางเดือน เม.ย. 2566 นี้ ด้านสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.) ระบุทิศทางราคาดีเซล จะทรงตัวระดับ 32-35 บาทต่อลิตร หากราคาน้ำมันดีเซลโลกยังแตะ 105 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล   

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2566 มีมติให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ลงเป็นครั้งที่ 3 อีก 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลวันที่ 24 มี.ค.2566 ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล หน้าสถานีบริการน้ำมัน จะอยู่ที่ 33.50 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ การปรับลดราคาดีเซลดังกล่าว เป็นไปตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในตลาดโลกเดือน มี.ค.ซึ่งอยู่ที่ 102 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลงจากราคาเฉลี่ยในเดือน ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา ประมาณกว่า 1 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ทาง สกนช.จึงเสนอบอร์ด กบน.ให้พิจารณาปรับลดราคาดีเซล เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ประกอบกับ ทางคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติขยายระยะเวลาลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซล 5 บาทต่อลิตร ออกไปถึง 20 ก.ค. 2566 ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีสภาพคล่องดีขึ้น

ล่าสุด สถานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 12 มี.ค. 2566 ติดลบต่ำกว่าระดับ 1 แสนล้านบาทแล้ว โดยอยู่ที่ 99,662 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมัน ติดลบ อยู่ที่ 53,290 ล้านบาทและบัญชี LPG ติดลบ อยู่ที่ 46,372 ล้านบาท นับเป็นการติดลบต่ำกว่า  1 แสนล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่ 3 ก.ค. 2565

ส่วนราคาดีเซลจะปรับลดลงมาจนถึงระดับเดิมที่ 30 บาทต่อลิตรหรือไม่นั้น ส่วนตัวเห็นว่า กรอบราคาดีเซลน่าจะอยู่ที่ 32-35 บาทต่อลิตร หากราคาน้ำมันดีเซลโลกอยู่ในระดับ 105 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่หากราคาลดลงต่ำกว่านี้ก็อาจเป็นไปได้ที่จะกลับมาอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อลิตร  โดยกรอบราคาดีเซลสูงสุด 35 บาทต่อลิตรนี้ดำเนินการมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เป็นต้นมา และมีการลดราคาลงมารวม 2 ครั้ง ครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร และครั้งที่ 3 อีก 50 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 24 มี.ค. 2566 ดังกล่าว  

สำหรับความคืบหน้าแผนการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ เดิม ครม.พิจารณาอนุมัติกรอบเงินกู้ อยู่ที่วงเงิน 150,000 ล้านบาท โดยจะต้องกู้ภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ 6 ต.ค.2565-5 ต.ค. 2566  โดยได้แบ่งการกู้เงินออกเป็น 2 เฟส เฟสแรก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) บรรจุไว้ 30,000 ล้านบาท ได้ดำเนินการกู้เงินเสร็จสิ้นแล้วในช่วงเดือน ธ.ค.2565 และเฟสที่สอง เหลือกรอบวงเงินอยู่ 120,000 ล้านบาท แต่สถานะหนี้กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด อยู่ที่ระดับ 99,662 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่ สบน.พิจารณากรอบเงินกู้นั้น ได้อนุมัติไว้ที่ 80,0000 ล้านบาท ฉะนั้นเมื่อรวมกับวงเงินกู้เดิม คาดว่าจะใช้เงินรวมทั้งหมด 110,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมกับยอดหนี้ที่เหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม ครม.ได้มอบหมายให้ กบน.ดำเนินการตามแผนการกู้เงินเพื่อบริหารจัดการกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอ บอร์ด กบน. อนุมัติให้สถาบันการเงินยื่นข้อเสนอการกู้เงินที่วงเงิน 20,000 ล้านบาท ในช่วงกลางเดือน เม.ย.2566 เพื่อนำเงินไปชำระคืนหนี้ผู้ค้ามาตรา 7 ต่อไป แต่ทั้งนี้ การกู้เงินในเฟสที่สอง วงเงิน 80,000 ล้านบาทนั้น จะต้องดำเนินการเซ็นสัญญากับสถาบันการเงินให้เสร็จตามกรอบ 1 ปีที่ ครม.กำหนดไว้ คือ ภายในเดือน ก.ย. 2566 นี้

ทั้งนี้คาดว่าคงต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี กว่าสถานะกองทุนฯ จะกลับสู่ภาวะปกติ ที่มีเงินในบัญชีไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท และเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ดีเซลประมาณ 50 สตางค์ ถึง 1 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันเรียกเก็บอยู่ถึง 5.05 บาทต่อลิตร

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวว่า สถานการณ์ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) ล่าสุด ยังเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่ให้ตรึงราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2566 ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2566 ขณะที่ราคา LPG ตลาดโลกเฉลี่ยเดือน มี.ค. 2566 นี้ อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ระดับกว่า 500 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน โดยกองทุนน้ำมันฯ ยังใช้เงินเข้าไปชดเชยอยู่ที่ประมาณกว่า 8.88 บาทต่อกิโลกรัม หรือ ราคาที่แท้จริงควรอยู่ที่ประมาณ 453 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม กรอบวงเงินในการชดเชยราคา LPG ที่อนุมัติไว้ที่ 48,000 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะเพียงพอในการตรึงราคา LPG ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ตามมติ กบง.

Source : Energy News Center

รมว.พลังงานแย้มข่าวดีค่าไฟบ้านงวด พ.ค.-ส.ค.66 ไม่เพิ่มขึ้น กกพ.ส่งสัญญาณค่าไฟประเภทบ้านที่อยู่อาศัยที่ขณะนี้ค่าไฟเฉลี่ย 4.72 บาทต่อหน่วยต้องไม่ปรับขึ้น พร้อมเกาะติดราคาดีเซลตลาดโลกย้ำหากลดลงต่อเนื่องจะพิจารณาลดลงทันที

 เมื่อวันที่ 9 มี.ค.66 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) งวดพ.ค.-ส.ค.66 มีสัญญาณที่ดีที่จะมีการปรับตัวลดลงโดยได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ได้พิจารณาที่จะไม่ให้กระทบต่อต้นทุนภาพรวมโดยดูแลทุกภาคส่วนโดยเฉพาะบ้านที่อยู่อาศัยที่จะไม่สูงขึ้นจากปัจจุบันโดยอย่างน้อยจะอยู่ในระดับเดิมคือ 4.72 บาทต่อหน่วย

 อย่างไรก็ตาม ค่าไฟฟ้าในงวดนี้จะเป็นอัตราเดียวเนื่องจากในงวดม.ค.-เม.ย.66 ที่ต้องแยกเป็น 2 อัตราคือ ประเภทบ้านอยู่อาศัยอยู่ที่ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น (ธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการฯลฯ) ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย เป็นกรณีพิเศษที่เกิดจากการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อลดผลกระทบให้กับบ้านที่อยู่อาศัย

 ค่าไฟในงวดแรกม.ค.-เม.ย.66 ถือว่าพีคสุดแล้วและเวลานี้หลายปัจจัยต่างๆที่เป็นต้นทุนดีขึ้น โดยค่าไฟในส่วนของภาคอุตสาหกรรมจะลดลงจากเดิมแน่นอน และกกพ.เองก็เตรียมประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นก็ต้องไปดูว่าเป็นอย่างไร ซึ่งกกพ.ก็น่าจะพิจารณาที่จะไม่ทำให้สูงขึ้นด้วยต้นทุนต่างๆที่ลดลงเพราะที่ผ่านมาทุกภาคส่วนเองก็รับภาระมาพอสมควรแล้วซึ่งรัฐเองก็เข้าใจและพยายามดูแลมาโดยตลอด นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว

 สำหรับราคาดีเซลขายปลีกที่ขณะนี้อยู่ระดับประมาณ 34 บาทต่อลิตร ได้มีการติดตามราคาตลาดโลกใกล้ชิดซึ่งยอมรับว่าขณะนี้ราคามีความผันผวนมากจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาสูง แต่ขณะนี้เริ่มอ่อนตัวลง ดังนั้นหากแนวโน้มการปรับตัวลดลงต่อเนื่องทางคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมที่จะพิจารณาในกาปรับลดราคาขายปลีกทันทีเพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน

สำหรับแต่งตั้งผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) คนใหม่ แทน นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าฯ กฟผ.ปัจจุบันที่จะครบวาระในวันที่ 21 ส.ค.66 ซึ่งล่าสุดบอร์ดกฟผ.ที่มี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้ประชุมเมื่อ 8 มี.ค.และเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสรรรหาเสนอชื่อ นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าฯกฟผ. ปฏิบัติงานที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้ว่าฯกฟผ.คนต่อไปนั้น นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีรายงานมาถึงตน ดังนั้นหากจะถามว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้เมื่อใดจึงยังตอบไม่ได้และจะทันการยุบสภาหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจเช่นกัน

Source : สยามรัฐ

บอร์ดอีวี เตรียมชง ครม.สัปดาห์หน้า เคาะแพคเกจฉบับปรับปรุง เร่งเสนอก่อนยุบสภา รองรับค่ายรถทุกค่ายในโลกลงทุนไทย เล็งยืดเวลาผลิตรถทดแทนการนำเข้าจาก 2 ปี เป็น 3 ปี ค่ายรถกลุ่มเดิมไม่เสียเปรียบ เปลี่ยนมาเข้ามาตรการใหม่ได้ พร้อมซอยประเภทรถที่รับเงินอุดหนุนให้ละเอียดขึ้น

มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ (EV) ได้รับผลตอบรับที่ดี โดยเฉพาะมาตรการรอบแรก หรือ EV1 ที่เป็นการอุดหนุนเงินให้ผู้บริโภคผ่านค่ายรถ โดยอุดหนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันละ 18,000 บาท รวมทั้งอุดหนุนรถยนต์และรถกระบะไม่เกินคันละ 150,000 บาท ในระหว่างปี 2565-2568 และล่าสุดได้มีมาตรการ EV2 เพื่อสนับสนุนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่วงเงิน 24,000 ล้านบาท

ขณะนี้ได้มีการจัดทำมาตรการ EV3 ที่จะเป็นใช้ในปี 2567 โดยคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ได้ประชุมเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2566 เห็นชอบมาตรการส่งเสริม EV ชุดที่ 3 หรือ EV3 โดยเป็นการปรับรายละเอียดจากมาตรการ EV2 ดังนี้

1.ปรับวงเงินสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า จากเดิมที่กำหนดสูงสุดไม่เกินคันละ 150,000 บาท รวมทั้งจะมีการปรับประเภทรถที่รับการอุดหนุนเงินให้ละเอียดมากขึ้น โดยเทียบกับมาตรการปัจจุบันที่รถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ต่ำกว่า 30 kWh ได้รับอุดหนุน 70,000 บาท และรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดเกิน 30 kWh ได้รับการสนับสนุนคันนะ 150,000 บาท ซึ่จะปรับรายละเอียดประเภทรถที่รับการอุดหนุน

2.การปรับเงื่อนไขการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งมาตรการปัจจุบันกำหนดให้บริษัทรถนำเข้าที่ขอรับเงินอุดหนุนต้องเริ่มผลิตรถชดเชยใน 2 ปี เท่ากับจำนวนการนำเข้า CBU ในอัตราการนำเข้าต่อการผลิตในประเทศที่ 1.0 ต่อ 1.5 คัน 

ทั้งนี้ จะปรับให้การผลิตทดแทนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยจากเดิมกำหนดให้มีการผลิตทดแทนภายใน 2 ปี ปรับเป็นภายใน 3 ปี แต่มีเงื่อนไขอัตราส่วนการผลิตทดแทนที่สูงขึ้น

3.ปรับมาตรการสนับสนุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่กำหนดวงเงินไว้ 24,000 ล้านบาท โดยจะลงรายละเอียดงบประมาณที่สนับสนุนในแต่ละปี และกำหนดวงเงินที่สนับสนุนตั้งแต่ระดับ 1-8 กิกะวัตต์

“สรรพสามิต-อุตฯ”หารือเพิ่ม

แหล่งข่าวจากบอร์ด EV กล่าวว่า กรมสรรพสามิตและกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังหารือรายละเอียดในการปรับมาตรการดังกล่าวให้เป็นมาตรการ EV3 เพื่อเสนอนายสุพัฒนพงษ์ ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 14 มี.ค.2566 โดยที่ประชุมบอร์ด EV เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบในหลักการ แต่ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ยังเห็นไม่ตรงกันจึงให้กรมสรรพสามิตและกระทรวงอุตสาหกรรมหารือกันอีกครั้ง

มั่นใจยอดยอดจองรถปีนี้พุ่ง

แหล่งข่าว กล่าวว่า เหตุผลสำคัญของการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าครั้งนี้ เพราะบอร์ด EV พิจารณาเห็นว่าหลังจากที่ออกมาตรการอุดหนุนการซื้อรถไฟเมื่อปี 2565 ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และความต้องการภายในประเทศยังมีอีกมาก 

ทั้งนี้ ในปี 2565 มียอดจองรถ EV มากกว่า 20,000 คัน และในเดือน ก.พ.2566 มียอดจดทะเบียนรถ EV มากถึง 5,000 คัน ซึ่งฝ่ายนโยบายมั่นใจว่าปีนี้ยอดจองรถรถยนต์ไฟฟ้าจะมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณจากงานมอเตอร์โชว์ที่จะถึงในเดือน เม.ย.นี้

สำหรับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ทำให้หลายค่ายรถเริ่มเห็นโอกาสในการลงทุนผลิตรถรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการส่งเสริมของภาครัฐ 

รวมทั้งรัฐบาลได้ประเมินว่าผลจากนโยบายที่สนับสนุนมีส่วนสำคัญ เช่น การให้เงินอุดหนุนกับค่ายรถที่จำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าคันละ 70,000-150,000 บาท รวมทั้งมาตรการทางด้านภาษีที่สนับสนุนเว้นอากรนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ และมาตรการสนับสนุนอื่นถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ค่ายรถตัดสินใจใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ทั้งนี้ หากมีการเปิดส่งเสริมรอบใหม่ก็ควรมีการปรับเงื่อนไขและรายละเอียดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้ามีการพัฒนามากขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกำหนดการส่งเสริมในแพคเกจการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าชุดใหม่จะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มาจากค่ายรถยนต์ทั่วโลก

ชี้ค่ายรถกลุ่มแรกไม่เสียเปรียบ

ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทย ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 มี.ค.2566 บอร์ด EV จะนำมติที่ประชุมเรื่องมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพราะเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายจึงต้องนำเสนอก่อนการยุบสภา เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำได้

ทั้งนี้ การปรับมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าครั้งนี้จะปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีการผลิตรถเพื่อทดทนการนำเข้า เช่น ขยายเวลาให้ผู้ผลิตรายใหม่ที่เข้ามาจะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใน 3 ปี จากเดิมภายใน 2 ปี ซึ่งเป็นการยืดเวลาให้แต่ต้องผลิตเพิ่มขึ้น โดยจะไม่ทำให้บริษัทที่เข้าร่วมรอบแรกได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และอยู่บนหลักการที่แต่ละบริษัทมีความพร้อมไม่เหมือนกัน แต่รายเดิมปรับมาขอเข้าโครงการรอบใหม่ได้

นอกจากนี้จะเสนอขอให้ ครม.อนุมัติในหลักการที่รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนเงินสำหรับการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยขอเป็นหลักการเพื่อให้สามารถไปเจรจาต่อได้ โดยมั่นใจว่าไทยจะสามารถดึงผู้ผลิตรายใหญ่มาได้

สำหรับมาตรการที่นำเสนอเพื่อดึงบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานผลิต เพื่อไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ภายหลังช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย แล้วจุดติดเร็วมาก ปัจจุบันมีวิ่งในท้องถนนแล้วกว่า 10,000 คัน และที่จองแล้วรอรับรถอีก 36,000-37,000 คัน

“ขณะนี้มีความต้องการใช้แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 300 กิโลวัตต์ สูงในระดับที่ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงได้ ขณะที่อินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศคู่แข่งเพิ่งมีรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งในท้องถนนเพียง 600 คันเท่านั้น”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เดือนมิถุนายนในปี 1991 ภูเขาไฟในฟิลิปปินส์ระเบิด Mount Pinatubo ส่งเมฆเถ้าถ่านขึ้นสู่บรรยากาศ 35 กิโลเมตร คร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคนและส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน ก่อนที่ฝุ่นจะตกลงมาอย่างสมบูรณ์ มีอย่างอื่นเกิดขึ้น พื้นผิวโลกเย็นลงอย่างวัดผลได้เป็นเวลาสองสามปี

เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นักวิจัยในสหราชอาณาจักรได้ยกบอลลูนที่เต็มไปด้วยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบทั่วไปในการปะทุของภูเขาไฟ เกือบ 25 กิโลเมตรขึ้นไปในอากาศก่อนที่จะระเบิด การทดลองแบบ no-frills ได้รับการอธิบายว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปได้เป็นครั้งแรกในด้าน “วิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์” การกระเจิงของอนุภาคสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อเบี่ยงเบนรังสีของดวงอาทิตย์ และสร้างเอฟเฟกต์การระบายความร้อนที่คล้ายกับผลที่ตามมาของ Mount Pinatubo

ไม่น่าจะเป็นการทดสอบครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับศักยภาพของวิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ข้อมูลจาก World Economic Forum ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าภาวะโลกร้อนเกิน 1.5 °C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมจะเพิ่มความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความมั่นคงด้านอาหาร และน้ําประปา ภาวะโลกร้อนสูงถึง 1.21 °C ณ เดือนมกราคม คาดว่าจะแตะ 1.5 °C ภายในปี 2035

การยอมแพ้ต่อเป้าหมาย 1.5 °C และมุ่งความสนใจไปที่วิธีการทําให้สภาพอากาศอ่อนลง เช่น วิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์ อาจเป็นความผิดพลาดร้ายแรง นั่นไม่ได้หยุดผู้คนจากการเสกสรรแผนสํารองอื่นๆ ข้อเสนอหนึ่งจะใช้ฟองอากาศอวกาศ ที่ลอยอยู่เหนือโลกเพื่อเบี่ยงเบนแสงแดด อีกประการหนึ่งมีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่าการวางเหล็กลงในมหาสมุทรจะช่วยวางไข่แพลงก์ตอนพืชที่กินคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อเดือนที่แล้ว นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แนะนําให้ยิงฝุ่นจากพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อสร้าง “โล่แสงอาทิตย์” สําหรับโลก

วิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์ก็เป็นส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการอภิปรายเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากหลายปีของการเฉยเมยของสภาพอากาศ

ความพยายามในการวิจัย Geoengineering พลังงานแสงอาทิตย์ครั้งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมีเป้าหมายเพื่อปล่อยบอลลูนจากชานชาลาในสวีเดน 20 กิโลเมตรขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อปล่อยฝุ่นแร่และวัดเคมีในชั้นบรรยากาศและการกระเจิงของแสงที่เกิดขึ้น มีการตอบโต้อย่างมีนัยสําคัญ และในปี 2021 การทดสอบถูกระงับระหว่างรอ“กระบวนการมีส่วนร่วมทางสังคมที่ละเอียดยิ่งขึ้น”

การตั้งคําถามเกี่ยวกับวิธีนําอนุภาคที่จําเป็นขึ้นไปในอากาศให้ดีที่สุด เช่น และต้องสูงเพียงใดจึงจะไม่เป็นอันตรายและมีประสิทธิภาพและหากอนุภาคต้องถูกปล่อยออกมาที่ระดับความสูงประมาณสองเท่าของเส้นทางการบินทั่วไปสําหรับสายการบินและเครื่องบินไอพ่นทางทหาร นั่นอาจชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคด้านต้นทุนและความปลอดภัยที่ร้ายแรง

การวัดประสิทธิภาพของ Geoengineering พลังงานแสงอาทิตย์อาจน้อยกว่าตรงไปตรงมา

บางทีการวางสายที่ใหญ่ที่สุดจนถึงปัจจุบัน “การยุติความตกใจ” หากประเทศต่างๆ สามารถเร่งความพยายามด้านวิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกันได้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การหยุดชะงักอย่างกะทันหันเนื่องจากสงคราม หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงเจตจํานงทางการเมืองภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง อาจทําให้เกิดภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ตัวแทนภาครัฐและเอกชนประสานเสียงบนเวที Blue Carbon Conference 2022 ชี้ “ชุมชน” คือพลังสำคัญของการปลูกป่าชายเลนอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้คนในชุมชน 

เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ร่วมกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)  และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN)  จัดเสวนาร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ภายใต้โครงการ Dow & Thailand Mangrove Alliance ในงาน Blue Carbon Conference 2022 “คาร์บอนทะเล: หนุนธุรกิจสู่ Net Zero เสริมระบบนิเวศและชุมชน” โดยมีตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จในการฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ป่าชายเลนในประเทศไทย

นายขยาย ทองหนูนุ้ย ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 

นายขยาย ทองหนูนุ้ย ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การปลูกป่าชายเลนที่จังหวัดระนองใน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการปลูกป่าชายเลนเชื่อมมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น เพิ่มศักยภาพชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลน และโครงการพัฒนาชุมชนชายฝั่งจังหวัดระนองให้เข้มแข็งรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่า ปัจจุบัน จังหวัดระนองมีพื้นที่ป่าชายเลนสมบูรณ์ 171,737 ไร่ และกำลังเสนอให้ป่าชายเลนระนองเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ สำหรับโครงการแรก ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 ร่วมกับ OISCA (Thailand) และองค์กรภาคเอกชนและอาสาสมัครปลูกป่าชาวญี่ปุ่นได้จัดทำโครงการปลูกป่าชายเลน ด้วยการคัดเลือกพื้นที่เข้าโครงการ ซึ่งเป็นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมหลังสิ้นสุดสัมปทาน เหมืองแร่เก่า บ่อกุ้งเก่า และพื้นที่พิเศษหรือพื้นที่เสื่อมโทรมขั้นวิกฤต มีอาสาสมัครมาทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อปลูกป่าเชิงคุณภาพ สามารถฟื้นฟูป่าชายเลนกว่า 9,000 ไร่ โครงการนี้มีแคมเปญปลูกป่าชายเลนที่น่าสนใจคือ แคมเปญ “Homerun Mangrove หนึ่งโฮมรันปลูกพันต้นโกงกาง” โดยนับยอดโฮมรันที่นาย Nobuhiko Mutsunaka นักเบสบอลชื่อดังทำได้ใน 1 ปี ซึ่งตอนนั้นมีการปลูกป่าโกงกางกว่า 4,000 ต้น 

การมีส่วนร่วมของชุมชนคือวิธีที่ได้ผลดีและยั่งยืนในการปลูกป่าชายเลน เจ้าหน้าที่ภาครัฐต้องเป็นสะพานเชื่อมกับชุมชน โดยปลูกป่าเชิงคุณภาพบนพื้นฐานวิชาการและข้อมูลที่เป็นจริงว่าพื้นที่ใดปลูกได้ พื้นที่ใดปลูกแล้วจะไม่รอด ยิ่งไปกว่านั้นต้องเปลี่ยนการปลูกป่าให้เป็นการสร้างงานและรายได้ให้คนในชุมชน

ส่วนโครงการพัฒนาชุมชนชายฝั่งจังหวัดระนองให้เข้มแข็งรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้นั้น เน้นทำให้ชุมชนมีองค์ความรู้ สามารถปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด และมีอาชีพมีรายได้ที่มั่นคง โดยมีเป้าหมาย คือ ชุมชนบ้านเกาะคณฑี ชุมชนบ้านเกาะเหลา ชุมชนบ้านเกาะสินไห และชุมชนบ้านฉาง-ท่าต้นสน

“ปัจจุบัน มีทุนที่จะลงไปพัฒนาชุมชนมาก ควรเตรียมความพร้อมชุมชนอย่างเข้มข้น ทำให้เห็นว่าการรวมกลุ่มจะทำให้มีโอกาสมากขึ้น  ต้องลดช่องว่างระหว่างภาคนโยบายกับการปฏิบัติให้ได้” นายขยายกล่าวสรุป

นายชัยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำประแส จังหวัดระนอง กล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศชายฝั่งและความมั่นคงทางอาหาร ว่า หลังจากทุกภาคส่วนได้ช่วยกันปลูกป่าอย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมที่เกิดจากการทำบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว ทำให้ตอนนี้พื้นที่ปากน้ำประแสมีพื้นที่ป่าสมบูรณ์ประมาณ 600 ไร่ โดยมีคนในชุมชนช่วยกันดูแลอย่างเข้มแข็ง เพราะได้รับประโยชน์จากป่าสมบูรณ์ ทั้งการเป็นแหล่งอาหาร มีสัตว์น้ำเยอะกว่าเดิม นำมาเป็นอาหารและขายสร้างรายได้ให้ครอบครัว นอกจากนี้ป่าชายเลนยังเป็นแหล่งพักอาศัยของนกอพยพหายาก มีความหลากหลายทางชีวภาพ และดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ ทำให้คนในชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

นายชัยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำประแส จังหวัดระนอง

นายชัยรัตน์ยังกล่าวถึงปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการอนุรักษ์ป่าชายเลน คือ การสนับสนุนจากภาคเอกชน ซึ่งชุมชนปากน้ำประแสเองได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทเอกชนหลายแห่งมาโดยตลอด และที่สำคัญคือ “ความต่อเนื่อง” ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ที่ได้เข้ามาปลูกป่าและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนปากน้ำประแสอย่างต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว รวมทั้ง Dow ยังช่วยสร้างแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ และทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น พาสื่อมวลชนมารีวิว และจัดประกวดภาพถ่ายซึ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ความต่อเนื่องจึงเป็นหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จเพื่อสร้างให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนในการอนุรักษ์

นางสาวมณีวรรณ สันหลี กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอันดามัน กล่าวถึง ภัยคุกคามต่อระบบนิเวศและท้องทะเลอันดามัน ความท้าทายของระบบนิเวศและชุมชน กรณีศึกษาการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนมีส่วนร่วม จังหวัดตรัง ว่าที่ผ่านมาชุมชนชายฝั่งได้รับผลกระทบจากการที่มีปริมาณสัตว์น้ำลดลง เพราะการทำประมงที่ไม่เหมาะสม คนในชุมชนจึงรวมตัวกันจัดทำข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหา มีการแบ่งประเภทป่าชายเลนเป็นประเภทต่างๆ แบ่งพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม และเพื่อใช้กันคลื่นลม

ในจังหวัดตรัง มีการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ 4 หมู่บ้าน เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ห้ามใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำวัยอ่อนและพะยูน ห้ามตัดไม้โกงกาง และมีการอนุรักษ์พื้นที่หญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำ นอกจากนี้ เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรังยังมีการประชุมเพื่อติดตามเฝ้าระวังปัญหาในพื้นที่ชายฝั่ง มีการพิจารณาข้อเสนอต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินการเหล่านี้ทำให้จำนวนพะยูนและพื้นที่หญ้าทะเลในจังหวัดตรังเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังเกิดกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนบ้านน้ำราบ ช่วยสร้างงาน และกระจายรายได้ให้คนในชุมชนอีกด้วย

นางสาวมณีวรรณ สันหลี กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอันดามัน

ชุมชนชายฝั่งยังคงเผชิญกับภัยคุกคามหลายอย่าง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น ภาวะน้ำทะเลหนุนสูง คลื่นลมแปรปรวนส่งผลกระทบต่อประมงชายฝั่ง ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาขยะทะเลบริเวณชายฝั่ง นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหาพื้นที่หญ้าทะเลในเกาะลิบงได้รับความเสียหายจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อการทำประมงชายฝั่ง การท่องเที่ยว และการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ขณะเดียวกัน กฎหมายและนโยบายบางอย่างก็ส่งผลกระทบต่อชุมชน เช่น พรบ.สิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำกระทบต่อชาวบ้านรายได้น้อย พรบ.อุทยานแห่งชาติทำให้ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถทำประมงนอกพื้นที่ได้ นโยบายทวงคืนผืนป่าได้ยึดพื้นที่คืนจากชาวประมงพื้นบ้าน เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่หญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ และต้องการให้ภาครัฐออกนโยบายที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ

ด้านนายรวี ถาวร นักวิจัยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) กล่าวถึง การมีส่วนร่วมและผลประโยชน์ของชุมชนจากการฟื้นฟูป่าชายเลน กรณีศึกษาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด ว่า ชุมชนบ้านเปร็ดในมีป่าชายเลน 10,557 ไร่ มีการฟื้นฟูมาตั้งแต่ปี 2530 คนในชุมชนทำสวนผลไม้ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามระบบธรรมชาติ และทำประมงจับหาสัตว์น้ำ ทั้งนี้ ช่วงแรกของการฟื้นฟูป่าชายเลนเป็นการฟื้นฟูตามธรรมชาติ และต่อมาชุมชนเข้าไปช่วยฟื้นฟูโดยได้รับการสนับสนุนจาก RECOFTC และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน มีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์แบ่งพื้นที่ดูแลฟื้นฟูระบบนิเวศ บริหารจัดการเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำ เช่น ธนาคารปูดำ และบ้านปลา ปลูกป่าชายเลนเพิ่ม วางแผนการจัดการป่า และร่วมมือกับพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อดูแลปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ให้พื้นที่ป่าชายเลนมีความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น มีปริมาณสัตว์น้ำ พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น อัตราการพังของชายฝั่งลดลง ช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้คนในชุมชน ลดความยากจน และเมื่อคนในชุมชนตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้รับก็กลายเป็น Forest Watch คอยดูแลป่าและคอยแจ้งเตือนเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติในพื้นที่ป่าเพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

นายรวี ถาวร นักวิจัยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC)

ในปี 2554-2556 โครงการ Mangroves for the Future ได้ช่วยขยายพื้นที่ฟื้นฟูสู่เครือข่ายอีก 6 ตำบล ผ่านการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ในอ่าวตราด การทำวิจัยเรื่องการฟื้นฟูป่าชายเลนจากนากุ้งร้างทำให้เกิดองค์ความรู้ในการฟื้นฟูป่าชายเลนที่ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาชาวบ้าน มีการจัดทำคู่มือการสำรวจ ประเมินผลและติดตามการฟื้นฟูป่าชายเลนโดยชุมชน เพื่อขยายผลองค์ความรู้สู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ ความสำเร็จด้านการฟื้นฟูป่าชายเลนทำให้ชุมชนบ้านเปร็ดในได้รับรางวัล Equator ของ UNDP เมื่อปี 2555

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของชุมชนนี้คือ การตั้งกองทุนป่าชุมชน…เพื่อความยั่งยืน โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูจัดการป่าอย่างต่อเนื่อง มีการใช้เงินทุนซื้อนากุ้งร้างเพื่อปลูกป่าชายเลนเพิ่ม ใช้เป็นเงินสวัสดิการของคนทำงาน รวมทั้งซื้อน้ำมันและซ่อมเรือรวมถึงอุปกรณ์ดูแลจัดการป่า และพัฒนาบุคลากร

นายรวี เล่าถึง การฟื้นฟูนากุ้งขนาด 45 ไร่ ตั้งแต่ปี 2554  ว่า เป็นการฟื้นฟูป่าควบคู่การทำวิจัย ที่ผสมผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความรู้ของชาวบ้านที่ร่วมกันวิเคราะห์เลือกรูปแบบการปลูกฟื้นฟูพื้นที่ เช่น วิเคราะห์ชนิดดิน การจัดการระบบน้ำ วิธีการปลูกป่าโกงกางแบบใช้ฝัก และได้ร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ มีการเรียนรู้และติดตามผลการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้อมูลต้นไม้ สัตว์หน้าดิน สัตว์น้ำที่ใช้ประโยชน์จากแปลงฟื้นฟู ซึ่งผลการฟื้นฟูพบว่า ต้นไม้รอดตาย 80% มีสัตว์หน้าดินอย่างน้อย 10 ชนิด พบสัตว์น้ำอย่างน้อย 25 ชนิด โดย 5 ชนิดเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ขณะที่เดียวกัน คนในชุมชนได้เรียนรู้การฟื้นฟูป่าชายเลน มีการวิจัยชุมชน ซึ่งขยายผลไปยังชุมชนชายฝั่งอื่นได้

  • ผู้ที่สนใจสามารถรับฟังการสัมมนา 1 ชั่วโมงเต็มได้ที่ https://youtu.be/DuAOJvUfq-U

Source : Energy News Center