สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) บรรจุหนี้สาธารณะให้กองทุนน้ำมันฯ เพิ่ม เริ่มกู้ได้อีก 8 หมื่นล้านบาท คาดจะทยอยกู้เงินในเดือน มี.ค. 2566 นี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนฯ ที่ปัจจุบันยังคงติดลบ   104,012 ล้านบาท ด้าน คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติให้คงราคาน้ำมันดีเซลในสัปดาห์แรกของเดือน มี.ค. 2566 ไว้ในกรอบ สาธารณะ 34 บาทต่อลิตรเช่นเดิม เนื่องจากราคาน้ำมันโลกยังผันผวน

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้พิจารณาข้อมูลต่างๆ ในเดือน ก.พ. 2566 แล้วเห็นว่า มีปัจจัยและสิ่งที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

1. ราคาน้ำมันดีเซล (Gas Oil) ในเดือน ก.พ. 2566 เฉลี่ยอยู่ที่ 107.69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 8.44 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดือน ม.ค. 2566

2. กบน.เห็นชอบลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 0.50 บาทจำนวน 2 ครั้ง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 34 บาทต่อลิตร

3. กบน.เห็นชอบเพิ่มค่าการตลาดในกลุ่มน้ำมันดีเซล 0.40 บาทต่อลิตร ทำให้ค่าตลาดกลุ่มน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 1.80 บาทต่อลิตร

สำหรับในเดือน มี.ค. 2566 สถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงผันผวนจากปัจจัยสำคัญ อาทิ การเปิดประเทศของจีนส่งผลให้การใช้น้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ตลอดจนสถานการณ์การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงของรัสเซีย ด้วยปัจจัยต่าง ๆ และสิ่งที่ดำเนินการมาแล้ว กบน. จึงเห็นว่าในสัปดาห์แรกของเดือน มี.ค. 2566 นี้ ให้คงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ประมาณ 34 บาทต่อลิตรต่อไป

นอกจากนี้ กบน.ยังได้พิจารณาปรับลดอัตราจัดเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลเข้ากองทุนฯ ลงมาอยู่ที่  3.94 บาทต่อลิตร จากเดิมเก็บอยู่ 4.14 บาทต่อลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น  ส่วนประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวันที่ 26 ก.พ. 2566 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิติดลบรวม 104,012 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 57,917 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 46,095 ล้านบาท โดยกองทุนฯ มีเงินไหลเข้า 9,500 ล้านบาทต่อเดือน จากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดเข้ากองทุนฯ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้บรรจุกรอบวงเงินกู้เพิ่มเติมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว และผ่านการอนุมัติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา โดย สบน.ได้บรรจุเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มเติมอีก 80,000 ล้านบาท เพื่อให้กองทุนน้ำมันฯ ไปขอกู้กับสถาบันการเงินได้ 80,000 ล้านบาท สำหรับบริหารสภาพคล่องและดูแลราคาพลังงานให้กับประเทศต่อไป  

เบื้องต้น สกนช. ได้ประกาศเชิญชวนสถาบันการเงินที่สนใจมาปล่อยเงินกู้แล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มกระบวนการกู้เงินได้ในเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2566 นี้ ซึ่งจะเป็นการทยอยกู้เงินในวงเงินที่แตกต่างกันไปตามความจำเป็นและพิจารณาจากสถานะเงินกองทุนฯ เป็นหลัก

อย่างไรก็ตามหลังจาก ครม. อนุมัติการกู้เงินอีก 8 หมื่นล้านบาท ( จากเดิมอนุมัติไว้ 3 หมื่นล้านบาท)  ส่งผลให้ปัจจุบันมีวงเงินกู้ที่ผ่านการอนุมัติจากครม. แล้ว รวม 1.1 แสนล้านบาท จากกรอบวงเงินกู้ทั้งสิ้น 1.5 แสนล้านบาท ดังนั้นหากวงเงิน 1.1 แสนล้านบาทไม่เพียงพอ ทาง สกนช. จะเสนอ สบน. บรรจุเงินกู้ส่วนที่เหลืออีก 4 หมื่นล้านบาท ภายในเดือน มิ.ย. 2566 ต่อไป  

Source : Energy News Center

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2566 เห็นชอบปรับเปลี่ยนกำหนดเวลาบังคับใช้มาตรฐานยูโร5 สำหรับรถยนต์ใหม่ ตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” เป็นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป จากเดิมภายในปี 2564

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ส่งผลให้ภาคเอกชนไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดเวลาภายในปี 2564 ได้ จึงจำเป็นต้องเลื่อนกำหนดเวลาบังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 ออกไป พร้อมกันนี้ ครม.มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการกำหนดแผนเพื่อบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับผลิตภัณฑ์รถยนต์ใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะได้เตรียมความพร้อมและวางแผนการผลิตรถยนต์ได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดได้และไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ การบังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป จะทำให้ภาคเอกชนมีความพร้อมในทางปฏิบัติ 

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมบังคับใช้กฎหมายให้การผลิตรถยนต์ใหม่ต้องเทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5 และภาคเอกชนหลายรายสามารถผลิตรถยนต์ใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 แล้ว โดยบางส่วนอยู่ระหว่างลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต 

ส่วนมาตรการจูงใจนั้น กระทรวงการคลัง ได้กำหนดให้รถกระบะดีเซลที่มีค่า PM ไม่เกิน 0.005 กรัมต่อกิโลเมตร (เทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5) จะได้ลดภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกประกาศกำหนดคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่เทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5 รองรับไว้แล้ว 

“มาตรฐานยูโร เป็นมาตรฐานเพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษไอเสียของยานพาหนะในทวีปยุโรป ทั้งนี้ มาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 มีความแตกต่างจากมาตรฐานยูโร 4 หลายประการ อาทิ การเพิ่มมาตรฐานการวัดจำนวนอนุภาคฝุ่นขนาดเล็ก (PN) และกำหนดค่ามาตรฐานออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และสารไฮโดรคาร์บอน (HC) (เป็นหนึ่งในสารที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5) ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เป็นต้น”

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุว่า  มาตรฐานบังคับให้บริษัทรถยนต์ยกระดับมาตรฐานเครื่องยนต์จากยูโร 4 เป็นยูโร 5 ซึ่งจะลดฝุ่นละอองจากเครื่องยนต์ลงได้ถึง 5 เท่า และลดฝุ่นลงได้ถึง 37,000 ตันต่อปี หรือลดลงจากเดิม 80% ภายในปี 2564 ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ส่วนรถยนต์ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด จะกำหนดมาตรฐานระดับยูโร 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานน้ำมันสูงสุด จะลดไนโตรเจนออกไซด์ได้มากกว่ายูโร 5

ที่ผ่านมาไทยมีแผนจะยกระดับมาตรฐานน้ำมันห่างจากยุโรปไม่เกิน 2 ปี แต่เมื่อยุโรปใช้ยูโร 1 ปี 2535 ไทยใช้ปี 2539 และเมื่อยุโรปใช้ยูโร 2 ปี 2539 ไทยใช้ปี 2542 รวมทั้งเมื่อยุโรปใช้ยูโร 3 ปี 2543 ไทยใช้ปี 2548 และเมื่อยุโรปใช้ยูโร 4 ในปี 2548 ไทยใช้ ปี 2555 ตามหลัง 7 ปี และยุโรปใช้มาตรฐานยูโร 5 ปี 2552 ซึ่งค่ายรถในไทยจะใช้ปี 2567 จะตามยุโรปถึง 15 ปี

“ก่อนหน้าที่ จากการหารือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับบริษัทรถยนต์เรื่องการออกมาตรฐานบังคับรถยนต์ยูโร 5 สำหรับรถเก๋งและกระบะที่ใช้ดีเซลและเบนซิน ซึ่งค่ายรถยนต์ขอเวลาปรับตัว 4 ปี แต่จากสถานการณ์ฝุ่นที่รุนแรงขึ้นใช้กรอบเวลาเดิมไม่ได้ ส่วนรถบรรทุกจะยกระดับจากยูโร 3 เป็นยูโร 4 หลังจากบังคับรถยนต์เป็นยูโร 5 แล้ว เพราะเป็นรถเชิงพาณิชย์ที่ต้องให้เวลาปรับตัว”

สำหรับ ขั้นตอนออกมาตรฐานบังคับยูโร 5 กรณีดำเนินการได้ 2 แนวทางคือ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมฉบับปัจจุบัน ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา   และแนวทางที่2 ยกร่าง พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมฉบับใหม่ จะเปลี่ยนจากการตราพระราชกฤษฎีกา มาเป็นการออกกฎกระทรวงอุตสาหกรรมได้เลย 

สำหรับโรงกลั่นน้ำมันสามารถ ยกระดับการผลิตน้ำมันจากมาตรฐานยูโร 4 เป็นยูโร 5 ซึ่งจะ ลดปล่อยกำมะถันลงจาก 100 PPM ในมาตรฐานยูโร 4 เป็นให้เหลือ 10 PPM ในน้ำมันเบนซินและดีเซล และดีเซลจะลดปล่อยค่าสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนจาก 11% ในมาตรฐานยูโร 4 เป็นให้เหลือ 8%

 ปัจจุบันมีโรงกลั่น 6 แห่ง คือ ไทยออยล์ บางจาก พีทีทีจีซี เอสโซ่ ไออาร์พีซี และเอสพีอาร์ซี ซึ่งจะเร่งผลิตตามมาตรฐานยูโร 5 ให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งมีต้นทุนปรับปรุงโรงกลั่น 35,000 ล้านบาท

Source : กรุงเทพธุรกิจ

วันศุกร์ (17 ก.พ.) บริษัท หย่งอันซิ่ง เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิตจักรยานซึ่งมีฐานในเมืองฉางโจว มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน เปิดเผยว่า ต้นแบบจักรยานพลังงานไฮโดรเจนแบบพับได้รุ่นใหม่ออกจากสายการผลิตในฉางโจวอย่างเป็นทางการแล้ว

จักรยานรุ่นใหม่นี้มีรูปร่างคล้ายจักรยานทั่วไป แต่มีการติดตั้งเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนและอุปกรณ์กักเก็บไฮโดรเจนแรงดันต่ำ โดยเซลล์เชื้อเพลิงจะทำหน้าที่สร้างพลังงานขับเคลื่อนจักรยานเมื่อเยื่อแลกเปลี่ยนโปรตอน (proton exchange membrane) ได้รับไฮโดรเจนจากอุปกรณ์กักเก็บ

เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนมีข้อได้เปรียบหลายประการเมื่อเทียบกับจักรยานไฟฟ้าทั่วไปที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม เช่น อายุการใช้งานยาวนานกว่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เนื่องจากจะสร้างแค่น้ำเท่านั้นขณะทำงาน

บริษัทฯ ระบุว่าจักรยานพลังงานไฮโดรเจนรุ่นใหม่นี้จ่ายพลังงานตามความเร็วในการปั่นของผู้ขี่ โดยจะหยุดจ่ายพลังงานเพิ่มเมื่อความเร็วแตะที่ 24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อนึ่ง จักรยานรุ่นใหม่ชุดแรกจะเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตจำนวนมากช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยคาดว่าจะมีกำลังการผลิตแตะ 200,000 คันต่อปี ภายในปี 2025

ที่มา/ภาพสำนักข่าวซินหัว

Source : MGR Online

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าปี 2565 จำนวน 9,515 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 100% 

ส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าปี 2565 จำนวน 92,746 คัน เพิ่มขึ้น 34.93% ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าผสม(HEV)  84,685 คันเพิ่มขึ้น 44.93% ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก(PHEV) 8,061 คัน ลดลง21.21% ด้านยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปี 2565 จำนวน 72,158 คันเพิ่มขึ้น 86.58% 

สอดคล้องกับเดือนม.ค. 2566 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 4,707 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีก่อน 649.52%  โดยแบ่งเป็น รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 2,945 คัน เพิ่มขึ้น 1,019.77% 

ด้านยานยนต์ประเภทไฟฟ้า(HEV)จดทะเบียนใหม่ข้อมูลในเดือน ม.ค.2566  มีจำนวน 7,687 คันเพิ่มขึ้น 76.51% โดยแบ่งเป็น

รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 7,653 คันเพิ่มขึ้น 76.54% 

สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภทPHEV มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า(PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 961 คันเพิ่มขึ้น 33.10% โดยแบ่งเป็นรถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 961 คันเพิ่มขึ้น 33.10 %

ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งปี 2565 จำนวน 72,158 คันเพิ่มขึ้น 86.58% การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(BEV) 11,162 คัน เพิ่มขึ้น 371.37% 

เก๋งอีวีสุดฮิตในตลาดในประเทศ  ม.ค.66 ยอดจดป้ายแดงเพิ่ม 1,000%

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงพลังงาน เร่งเปิดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) 7 มี.ค. 2566 และการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) 10 มี.ค. 2566 ก่อนรัฐบาลประกาศยุบสภาฯ เพื่อให้มาตรการต่างๆ ที่จะสิ้นสุดอายุในเดือน มี.ค. 2566 เดินหน้าได้ต่อเนื่อง ทั้งราคา LPG สำหรับประชาชนทั่วไปและ LPG สำหรับผู้มีรายได้น้อย, ราคาก๊าซ NGV ,ส่วนลดค่าไฟฟ้า รวมถึงเรื่องที่ยังค้างอยู่ เช่น อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว, เปิดเสรีธุรกิจก๊าซระยะที่ 2 ,แผนพลังงานแห่งชาติและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ (PDP)  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า หลังจากรัฐบาลประกาศเตรียมยุบสภาผู้แทนราษฎรในเดือน มี.ค. 2566 นี้ ส่งผลให้กระทรวงพลังงานต้องเร่งจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน

โดยการจัดประชุมทั้ง กพช.และ กบง.ดังกล่าวจะเกิดขึ้นก่อนการยุบสภาฯ เบื้องต้นได้กำหนดจัดการประชุม กบง. ในวันที่ 7 มี.ค. 2566 และประชุม กพช. ในวันที่ 10 มี.ค. 2566 ทั้งนี้เนื่องจากมีวาระด้านพลังงานที่ต้องเร่งตัดสินใจเพราะหลายมาตรการจะสิ้นสุดอายุในสิ้นเดือน มี.ค. 2566

ทั้งนี้วาระที่สำคัญคือ 1. มาตรการด้านราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) โดยในส่วนของที่ประชุม กบง. จะต้องพิจารณาในเรื่องราคา LPG สำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากมติ กบง. เดิมเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2566 กำหนดให้ราคาจำหน่าย LPG สำหรับประชาชนทั่วไปอยู่ที่ 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ระหว่างวันที่ 1-28 ก.พ. 2566 และจากนั้นในวันที่ 1-31 มี.ค. 2566 ให้ปรับขึ้นกิโลกรัมละ 1 บาท หรือเท่ากับปรับขึ้น 15 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทำให้ราคา LPG จะมาอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ดังนั้นมติดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2566 นี้ จึงต้องมีการพิจารณาถึงทิศทางราคา LPG ของเดือน เม.ย. 2566 ต่อไปล่วงหน้า

นอกจากนี้ยังต้องรอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาตามมติ กบง. ที่เสนอเรื่องการต่ออายุส่วนลดราคา LPG สำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มหาบเร่แผงลอย ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากมาตรการส่วนลดราคา LPG 100 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ที่เริ่มมาตั้งแต่ 1 ม.ค.2566 จะสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 31 มี.ค. 2566 โดยที่ประชุม กบง. เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2566 ได้พิจารณาให้ต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปอีก 3 เดือน ระหว่าง เม.ย.-มิ.ย. 2566 ซึ่งขณะนี้รอเพียง ครม.พิจารณาเห็นชอบเท่านั้น

2.มาตรการด้านราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) โดยที่ผ่านมา กบง. ได้ขอความร่วมมือกับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ให้คงราคาจำหน่าย NGV สำหรับรถแท็กซี่ในโครงการเอ็นจีวีเพื่อลมหายใจเดียวกัน ไว้ที่ 13.62 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2565 และจะสิ้นสุดในวันที่ 15 มี.ค. 2566 นี้ ดังนั้น กบง.จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวว่าจะประสานการทำงานร่วมกับ ปตท.ด้านราคา NGV อย่างไรต่อไปหลังสิ้นสุดมาตรการ

3.มาตรการด้านราคาค่าไฟฟ้าประชาชน โดยที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาเห็นชอบอัตราส่วนลดค่าไฟฟ้าตามมติ กบง.งวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566   โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 1-150 หน่วย จะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้า 92.04 สตางค์ต่อหน่วย และ 2. กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 151-300 หน่วยจะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้า 67.04 สตางค์ต่อหน่วย   ดังนั้นต้องรอดูว่า ที่ประชุม กพช.ในวันที่ 10 มี.ค. 2566 นี้จะมีการหารือเรื่องส่วนลดค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนงวดต่อไปในเดือน พ.ค.-ส.ค. 2566 หรือไม่ เนื่องจากการเลือกตั้งใหม่และกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลอาจใช้เวลานาน ดังนั้นหาก กพช. ไม่มีการพิจารณาไว้ก่อนจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าประชาชนงวดต่อไปต้องเท่ากับที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ประกาศไว้โดยไม่มีส่วนลดค่าไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่กระทรวงพลังงานต้องส่งให้ กพช. และ ครม.พิจารณา เช่น แผนพลังงานแห่งชาติ, แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ หรือ PDP, การขออนุมัติวงเงินกู้เพิ่มเติมสำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงกรณีค่าไฟฟ้าสีเขียว 2 แนวทาง ที่ กกพ.อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 7 มี.ค. 2566  และเรื่องการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซธรรมชาติระยะที่ 2 ที่ต้องนำกลับมารายงาน กพช. ด้วย

Source : Energy News Center