คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เห็นชอบปรับแผนรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มอีก 3,668.5 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันเปิดรับซื้ออยู่ 5,203 เมกะวัตต์ใน “โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565”  โดยเปิดรับซื้อทั้งโซลาร์ฟาร์ม , ลม ,ก๊าซชีวภาพ และขยะอุตสาหกรรม ยกเว้นโซลาร์ฟาร์มที่รวมแบตเตอรี่ยังไม่เปิดรับซื้อ ยืนยันช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าประชาชนได้ 1 พันล้านบาท ในปี 2573 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center : ENC) รายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และ นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมแถลงข่าว โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ที่ประชุม กพช. เห็นชอบแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้ “แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม ครั้งที่ 2)” โดยให้เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้นเป็น 12,700 เมกะวัตต์ จากเดิมที่กำหนดให้มีไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพียง 9,996 เมกะวัตต์  

โดยการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนดังกล่าว จะเพิ่มจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม),พลังงานลม, ก๊าซชีวภาพ,ขยะอุตสาหกรรม ประกอบกับทาง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้รวบรวมโรงไฟฟ้าที่ไม่สามารถผลิตได้ตามแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 เช่น ไฟฟ้าจาก สปป. ลาว ที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ทันในปี 2571  โดยรวบรวมทั้งในส่วนที่ผลิตเข้าระบบไม่ทันตามแผน PDP และที่ กพช. เห็นชอบให้รับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นดังกล่าว เพื่อนำมาเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 3,668.5 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่เพิ่งเปิดรับซื้ออยู่ 5,203 เมกะวัตต์ใน “โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565”

ทั้งนี้การเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น 3,668.5 เมกะวัตต์ นั้น จะมาจาก โซลาร์ฟาร์ม 2,632 เมกะวัตต์ (เพิ่มขึ้นจากรอบแรกที่เปิดรับซื้อรวม 5,203 เมกะวัตต์ โดยโซลาร์ฟาร์มรับซื้อ 2,368 เมกะวัตต์ ), พลังงานลม 1,000 เมกะวัตต์ (จากเดิมรับซื้อ 1,500 เมกะวัตต์), ก๊าซชีวภาพ 6.5 เมกะวัตต์ (จากเดิมไม่มีรายใดเสนอขายไฟฟ้าเข้ามา), ไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 30 เมกะวัตต์ (จากปัจจุบันเปิดรับซื้อ 100 เมกะวัตต์)

ดังนั้นเมื่อรวมทั้งรอบที่เปิดรับซื้อ 5,203 เมกะวัตต์ ที่ผ่านมา และรอบใหม่ที่จะเปิดรับซื้ออีก 3,668.5 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้มีไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มรวมเป็น 5,000 เมกะวัตต์, พลังงานลม รวมเป็น 2,500 เมกะวัตต์ ,ก๊าซชีวภาพ เป็น 6.5 เมกะวัตต์ และขยะอุตสาหกรรม รวมเป็น 130 เมกะวัตต์  

ทั้งนี้การเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีก 3,668.5 เมกะวัตต์ ดังกล่าว จะเป็นการเปิดต่อเนื่องหลังจากเสร็จสิ้นการเปิดรับซื้อรอบแรกที่ 5,203 เมกะวัตต์ โดยใช้ระเบียบเดียวกันกับของ กกพ. ในการรับซื้อไฟฟ้า(ในรูปแบบสัญญา Non-Firm โดยมีอายุสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 20 -25 ปี)  ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานจะยังไม่มีการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทดสอบคาดว่าจะสามารถจัดหาได้ครบตามเป้าหมายแล้ว

การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนตามระเบียบเดิมของ กกพ. ดังกล่าวจะทำให้เกิดการรับซื้อไฟฟ้าได้ต่อเนื่องและรวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองเป้าหมายรัฐบาลที่จะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)ภายในปี พ.ศ. 2593 และการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emission) ภายในปี พ.ศ. 2608 รวมทั้งเพิ่มพลังงานทดแทนและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศด้วยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ  โดย กพช.มอบหมายให้ กกพ.ไปดำเนินการเปิดรับซื้อตามขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตามการรับซื้อไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงจากการต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (AP) ไฟฟ้าลงได้ ดังนั้นกระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นแน่นอน และยังช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้ 1 พันล้านบาทในปี 2573 ของแผน PDP 2018 ด้วย เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล    

นายกุลิศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดสนใจเสนอขายไฟฟ้าเข้ามากว่า 17,000 เมกะวัตต์ จากที่เปิดรับซื้อเพียง 5,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นเพื่อตอบโจทย์พลังงานสะอาดของประเทศ กพช.จึงได้เห็นชอบให้รับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น โดยจะไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าประชาชนแพงขึ้นแต่อย่างใด และยังช่วยให้ไทยก้าวไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี พ.ศ. 2593 ด้วย  

Source : Energy News Center

พพ.เดินหน้าพร้อมใช้กฎหมาย BEC คุมอาคารใหม่-ดัดแปลงขนาด 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป ย้ำกระทบต้นทุนน้อย คืนทุนเร็ว คุ้มค่าระยะยาว ชูเป็นกฎหมายสำคัญช่วยประหยัดพลังงานในภาคอาคารอย่างน้อยร้อยละ 10 ลดการใช้ไฟฟ้าได้รวม 13,700 ล้านหน่วย หรือกว่า 47,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 6,850 ตัน

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.ได้ริเริ่มพัฒนา และผลักดันกฎกระทรวงการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน หรือ Building Energy Code : BEC เพื่อเป็นมาตรฐานในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่หรืออาคารดัดแปลง ที่มีการใช้พลังงานสูง ด้วยการกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์และวิธีการออกแบบอาคาร เพื่อให้อาคารมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 กฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว

และคณะกรรมการควบคุมอาคารได้เห็นชอบการนำกฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคาร เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 มาใช้บังคับกับการควบคุมอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ซึ่งได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 โดยจะเริ่มใช้บังคับกับอาคารขนาด 5,000 ตร.ม. ขึ้นไปก่อน และจะบังคับใช้กับอาคารขนาด 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป

โดยจะเริ่มใช้กับอาคารขนาดใหญ่ใน 9 ประเภท ได้แก่ (1) สถานศึกษา (2) สำนักงาน (3) อาคารโรงมหรสพ (4) อาคารห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า (5) อาคารสถานบริการ (6) อาคารชุมนุมคน (7) อาคารโรงแรม (8) สถานพยาบาล และ (9) อาคารชุด ที่มีพื้นที่ใช้สอยในอาคารรวมกันในหลักเดียวกัน ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป ต้องออกแบบให้มีการใช้พลังงานในแต่ละส่วนที่กำหนดให้เป็นไปตามเกณฑ์การใช้พลังงานตามมาตรฐานขั้นต่ำ โดยให้มีผู้รับรองผลการประเมินด้านพลังงานที่ได้รับการรับรองจาก พพ. เป็นผู้รับรองข้อมูล เพื่อประกอบการยื่นตามขั้นตอนปกติในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ตามกฎหมายควบคุมอาคาร

นายประเสริฐได้กล่าวอีกว่า กฎหมาย BEC จะเป็นประโยชน์และเป็นกลไกสำคัญในการช่วยประหยัดพลังงานในภาคอาคาร โดยอาคารที่ออกแบบผ่านตามมาตรฐาน BEC จะประหยัดพลังงานได้ตั้งแต่ร้อยละ 10-20 ขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบอาคารและการเลือกใช้วัสดุที่ช่วยป้องกันความร้อนได้มากหรือน้อยเพียงใด จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเล็กน้อย เฉลี่ยประมาณ 3-5% และคืนทุนไม่เกิน 3 ปี แต่มีความคุ้มค่าในระยะยาว

เนื่องจากอาคารมีอายุการใช้งานนาน 20-30 ปี ช่วยลดปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานที่ลดลง สร้างภาพลักษณ์องค์กรหรือธุรกิจที่ให้ความสำคัญและใส่ใจด้านประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อม สร้างธุรกิจผู้ผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานในอาคารเพิ่มขึ้น สร้างโอกาสในการจ้างงานเพิ่มขึ้น ยกระดับมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในประเทศ ยกระดับมาตรฐานทางวิชาชีพ และช่วยประเทศลดการนำเข้าพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าได้รวม 13,700 ล้านหน่วย หรือกว่า 47,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 6,850 ตัน

ทั้งนี้ พพ.ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการใช้กฎกระทรวง ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยได้เปิดศูนย์ BEC Center เพื่อให้คําปรึกษาแนะนํา, ให้ความรู้แนวทางการออกแบบอาคารตามเกณฑ์มาตรฐาน BEC ให้กับเจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบ ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์ สถาปนิก วิศวกร และผู้ที่สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน รวมกว่า 5,000 คน, ฝึกอบรมผู้ตรวจรับรองแบบอาคารให้กับวิศวกรและสถาปนิก

โดยจะมีผู้สำเร็จหลักสูตรและได้รับการรับรองจาก พพ.จำนวน 1,200 คน ในปี 2566, อบรมให้ความรู้ความเข้าใจแนวทางการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างอาคารตามเกณฑ์ BEC ให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ปัจจุบันอบรมไปแล้วจำนวนกว่า 3,300 คนทั่วประเทศ, สร้างเครือข่ายส่งเสริมและสนับสนุนการออกแบบอาคารตามเกณฑ์ BEC ร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐมากกว่า 30 แห่ง, และจะดำเนินการมอบฉลากแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน (BEC Awards) ให้แก่อาคารที่ผ่านการตรวจการประเมินแบบอาคาร และมีผลประหยัดสูงกว่าเกณฑ์ BEC (ร้อยละ 30 ขึ้นไป) ในปี 2566 รวมกว่า 140 อาคาร นายประเสริฐกล่าว

Source : ประชาชาติธุรกิจ

กลุ่ม ปตท. จัดงาน PTT Group Tech & Innovation Day ต่อยอดเทคโนโลยีสร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วย “นวัตกรรมนำอนาคต” ระหว่างวันที่ 28 ก.พ.–3 มี.ค. ณ ปตท. สำนักงานใหญ่

นายบุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. จัดงาน PTT Group Tech & Innovation Day ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2566   ณ ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต  ภายใต้แนวคิด “Beyond Tomorrow: นวัตกรรม นำอนาคต” เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทิศทางกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการลงทุนด้านนวัตกรรมของกลุ่ม ปตท. ตลอดจนสร้างการรับรู้ทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคต

และหาโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ พร้อมทั้งผลักดันการสร้างนวัตกรรมด้านพลังงานและเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตามวิสัยทัศน์ Powering Life with Future Energy and Beyond ของกลุ่ม ปตท.

“วันนี้โลกอยู่ใยช่วงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมธุรกิจให้นำนวัตกรรมมาใช้ โดย ปตท.ก็ได้มีการส่งเสริม Future Energy พลังงานอนาคต Future Mobility การขับเคลื่อน ยานยนต์แห่งอนาคต Health ผ่านธุรกิจLife Science ทั้งยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ เทคโนโลยีการรักษา และการป้องกันโรค AI และ Robotic โลจิสติกส์ และดีคาร์บอนและInnovation Ecosystem ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ไม่เพียงทำให้ ปตท. เข้มแข็งแต่ยังทำให้ประเทเราพัฒนามากขึ้น นำไปสู่การหลุดพ้นจากกับดักการมีรายได้ปานกลาง”

ทั้งนี้ ปตท. มีความเชี่ยวชาญ โดยมีแกนหลักคือ สถาบันนวัตกรรม ปตท. ผ่านความร่วมมือทั้งจากในกลุ่ม ปตท. และจากเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำภายนอก จนเกิดเป็นกลุ่มงานนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ 7 ด้านมาร่วมจัดแสดง ประกอบด้วย Future Energy, Future Mobility, Life Science, AI, Robotics & Digitalization, Logistics & Infrastructure, Decarbonization และ Innovation Ecosystem

นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของกลุ่ม ปตท. พร้อมรับทุกกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับประเทศไทยแล้ว ยังช่วยสนับสนุนให้กลุ่ม ปตท. บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ พร้อมจุดพลังจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยในทุกมิติได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับภายในงานนี้ แบ่งพื้นที่จัดแสดง 3 ส่วน ประกอบด้วย  1. นิทรรศการแสดงผลงานทางด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม จาก กลุ่ม ปตท. อาทิ E-Bus รุ่นใหม่จาก ARUN PLUS, Hydrogen Refueling Station พร้อมรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง 1 ใน 2 คันของประเทศไทย, นวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตด้วย Life Science จาก Innobic, Smart Farming Drone จาก Varuna, Virtual Art Exhibition ด้วยเทคโนโลยี AR / VR จาก Mekha V, โอกาสทางธุรกิจใหม่ด้านไฮโดรเจน และ เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ของ ปตท., เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ของ ปตท.สผ., การสร้างการเติบโตผ่าน Flagship Venture ของ Thaioil, นวัตกรรมผ้า Melt Blown ของ IRPC, Advanced Material Solutions (3D Printing Technology) จาก GC, Wind Energy Technology จาก GPSC, นวัตกรรม Mobility Lifestyle จาก OR, นำเสนอ Digital Industrial Solution ในบทบาทของ Enabler ให้กับกลุ่ม ปตท. โดย PTT Digital และสินค้านวัตกรรมที่พร้อมให้ช้อป ชิมจากกลุ่ม ปตท.

2. Tech Talk เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด มุมมอง และเทรนด์เทคโนโลยี นวัตกรรมที่น่าจับตาจากภาครัฐที่ขับเคลื่อนนโยบายและผู้นำด้านนวัตกรรมกว่า 38 ท่าน ใน 23 หัวข้อ อาทิ Technology Foresight to the Edge of Tomorrow, Trend in Pharmaceutical Industry, Role of Intellectual Property for Innovation Ecosystem, Hydrogen Technology, Nuclear Fusion Technology, Opportunity to Enhance the Future by Life Science ฯ

3. Pitching Desk พื้นที่นำเสนอนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ของกลุ่ม ปตท. กว่า 30 แบรนด์ อาทิ ARUN PLUS, HORIZON PLUS, EVme, Swap & Go, MEKHA V, T-ECOSYS, GML, NRPT, ORZON, VARUNA, InnoSpace, MORE ฯ ที่พร้อมให้นักลงทุนและผู้สนใจได้ร่วมพูดคุย ต่อยอดและขยายโอกาสการเติบโตสู่ธุรกิจที่ไกลกว่าพลังงานไปด้วยกัน งานนี้ ปตท. เปิดกว้างให้พันธมิตรและร่วมงาน PTT Group Tech & Innovation Day  เข้าชมงานได้ครบทุกกิจกรรม

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ข้อมูลจากโฆษกรัฐบาล ระบุว่า ตามนโยบายของรัฐบาล สำหรับรถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ต้นแบบคันนี้ ประเทศไทยประกอบ และติดตั้งระบบแบตเตอรี่สำหรับรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเสร็จเมื่อปี 2565

ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของโลก โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ซึ่งจุดเด่นของรถไฟ EV ได้รับการออกแบบ และผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ใช้นวัตกรรมระบบชาร์จ Ultra Fast Charge ในเวลา 1 ชั่วโมงในระยะแรก และ Battery Swapping Station เพื่อสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ลดเวลาการรอชาร์จ และนำมาขยายผลใช้งานในระบบขนส่งได้จริง ประหยัดต้นทุนพลังงานได้กว่า 40 – 60% เมื่อเปรียบเทียบกับหัวรถจักรดีเซลทั่วไป โดยจุดชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าดำเนินติดตั้งที่บริเวณย่านบางซื่อ และในอนาคตมีแผนจะติดตั้งจุดชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่สถานีอื่นๆ เพิ่ม เพื่อรองรับการใช้หัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่จะพ่วงไปกับขบวนรถโดยสาร จึงถือเป็นอีกนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดมลพิษ และบรรเทาภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) เพื่อให้ประเทศไทย สามารถลดก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% ภายในปี 2573

รถไฟ EV อีก 50 คัน เตรียม ให้บริการเพิ่มปี 2566

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อวันพุธ (1 มี.ค.) บริษัทน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งชาติจีน (CNOOC) ประกาศการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซในทะเลโป๋ไห่ โดยคาดการณ์ว่ามีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสูงเกิน 100 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน

บ่อน้ำมันโป๋จง 26-6 (Bozhong 26-6) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณน่านน้ำตอนใต้ของทะเลโป๋ไห่ ณ ความลึกเฉลี่ย 22.1 เมตร อยู่ห่างจากเทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีนราว 170 กิโลเมตร

บ่อน้ำมันแห่งใหม่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้วสูงเกิน 130 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน ซึ่งจะสามารถผลิตน้ำมันดิบมากกว่า 20 ล้านตัน และก๊าซธรรมชาติมากกว่า 9 พันล้านลูกบาศก์เมตร หากอ้างอิงอัตราการนำมาใช้ตามปกติ

โจวซินหวย ซีอีโอของบริษัทฯ ระบุว่า การค้นพบบ่อน้ำมันโป๋จง 26-6 ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการค้นพบเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ของแหล่งน้ำมันและก๊าซสำรองแบบภูเขาใต้ดินทางตอนใต้ของทะเลโป๋ไห่ ทั้งยังเผยโอกาสอันสดใสของการสำรวจน้ำมันและก๊าซในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

ภาพ : ภาพจากบริษัทน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งประเทศจีน สาขาเทียนจิน : แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโป๋จง 13-2 ในทะเลโป๋ไห่ ห่างจากเทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีนราว 140 กิโลเมตร วันที่ 21 ก.พ. 2021
Source: MGR Online