จากการที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP27) โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero greenhouse gas emissions) ในปี ค.ศ. 2065

มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า  ปตท.สผ. มีแนวคิด EP Net Zero 2050 โดยหนึ่งในแผนงานที่สำคัญคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียม ด้วยการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หลาย ๆ ประเทศวางแผนให้เป็นเทคโนโลยีหลักในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ในปริมาณมากกว่าเทคโนโลยีแบบอื่น

ปัจจุบันเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ไทยมีจำนวนการปล่อยคาร์บอนปี 2022 สูงถึง 250 ล้านตัน หากจะลดคาร์บอนทั้งหมดจะต้องปลูกป่าถึง 160 ล้านไร่ แต่ประเทศไทยทั้งประเทศมีป่า 321 ล้านไร่ ซึ่งต้องเปลี่ยนประเทศครึ่งประเทศเป็นป่า

'ปตท.สผ.' ลุย เทคโนโลยี CCS อาวุธลับ 'ดักจับ-กักเก็บคาร์บอน' สู่ Net Zero

ประเทศไทยมีการใช้พลังงานในภาคขนส่งและการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 75% แม้ภาครัฐจะใช้นโยบายที่จะขยับไปพลังงานหมุนเวียน แต่ต้นทุนการสร้างพลังงานที่ผลิตไฟฟ้ายังสูง ดังนั้น ระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น การใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในไทยยังสำคัญ แต่จะต้องทำให้สะอาดมากขึ้น ด้วยวิธีการแยกคาร์บอนไปจัดเก็บ” 

ทั้งนี้ 4 สาระสำคัญสำหรับเป้าหมายการกักเก็บคาร์บอนระยะยาวของไทย คือ

1. Technology & Cost ซึ่งปัจจุบันแเทคโนโลยี CCS ยังมีต้นทุนสูง 

2. Economic & Incentive หากจะส่งเสริมตลาดที่ยั่งยืน จะต้องสร้างเศรษฐกิจและแรงจูงใจที่มากพอ โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น นโยบายคาร์บอนเครดิต 

3. Environment & Public การลงทุน CCS สิ่งที่จะตามมาคือ สิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสังคม

4. Regulation & Liability ถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ยังไม่มีความชัดเจน

ทั้งนี้ ปตท.สผ. จะใช้ CCS เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญสำหรับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย โดยดำเนินการผ่านโครงการ Eastern CCS จะสามารถช่วย Decarbonize กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน เช่น โรงไฟฟ้า โรงแยกก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และ เหล็ก เป็นต้น โดยพื้นที่ที่มีศักยภาพอยู่ใกล้เคียงกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

อย่างไรก็ดี พื้นที่ดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการสำรวจทางธรณีวิทยาอย่างจริงจัง รวมถึงการเจาะหลุมสำรวจเพื่อศึกษาความเหมาะสมของชั้นหินปิดทับ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่มาก มีความเสี่ยงสูง และเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้ต้องมีกฎหมายเพื่อสนับสนุนการลงทุน และ ระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจน

ทั้งนี้ โครงสร้างทางธรณีวิทยาของประเทศไทย มีความสามารถในการอัดกลับและกักเก็บคาร์บอนแตกต่างจากประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นการกักเก็บใน depleted reservoir หรือ saline aquifer ดังนั้น ปตท.สผ. จะผลักดันโครงการนำร่องการกักเก็บคาร์บอนในแหล่งอาทิตย์ (Arthit CCS) โดยวางแผนในการกักเก็บคาร์บอนทั้งหมดจากกระบวนการผลิตต้นน้ำ (Zero-flaring) โดยต้องใช้หลุมอัดกลับอย่างน้อย 7 หลุมที่เบื้องต้นใช้เงินลงทุนสูงราวประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ 

แม้ว่าจะเป็นโครงการนำร่องจะสามารถใช้ facility ที่มีอยู่แล้ว มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายก็ตาม ดังนั้น ความชัดเจนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง Incentivized mechanismต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เบื้องต้น ปตท.สผ. ตั้งเป้าโครงการนำร่องที่แหล่งอาทิตย์จะเริ่มจัดเก็บที่ 1 ล้านตันต่อปี จึงหวังว่าเมื่อภาครัฐเห็นความสำคัญถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ตามยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ ของสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรแห่งชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) กำหนดให้ CCS มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดปริมาณการปล่อยของประเทศไทย ปตท.สผ. จึงตั้งเป้าหมายให้โครงการ CCS ช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไคออกไซค์ ประมาณ 40 ล้านตันต่อปี ในปี ค.ศ. 2050 และเพิ่มเป็น 60 ล้านต้นต่อปี ในปี ค.ศ. 2065  ซึ่งปัจจัยที่จะส่งเสริมให้บรรลุเป้าหมายนั่นคือทุกองค์ประกอบของการลงทุนCCS ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันทุกฝ่าย 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ราคา LPG โลกเริ่มขยับขึ้นสูงกว่า 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน และมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีก เหตุเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวในต่างประเทศ กองทุนน้ำมันฯ เร่งเข้าชดเชยราคาจำหน่ายปลีก LPG แล้วกว่า 9 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาจำหน่ายไม่เกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ส่งผลเงินบัญชี LPG ไหลออก 13 ล้านบาทต่อวัน ยืนยันกรอบวงเงินชดเชย 48,000 ล้านบาท ยังเหลือเกือบ 3 พันล้านบาท เพียงพอดูแล LPG ถึงสิ้นปี 2566 ตามนโยบายรัฐแน่นอน

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ตลาดโลกเริ่มขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 400-500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน มาอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันแล้ว เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวในต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการซื้อ LPG ทั่วโลกสูงขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่น ดังนั้นต้องจับตาดูว่าจะขยับไปถึง 800 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เหมือนปี 2565 ที่ผ่านมาหรือไม่

ทั้งนี้เนื่องจากการปรับขึ้นราคา LPG ตลาดโลกส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในส่วนของบัญชี LPG จะต้องนำเงินเข้าไปพยุงราคาจำหน่ายปลีกมากขึ้น เพื่อไม่ให้ราคาจำหน่ายปลีก LPG ในประเทศเกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องตรึงราคาไว้จนกว่าจะสิ้นสุดมาตรการในเดือน ธ.ค. 2566 นี้

โดยราคา LPG ตลาดโลกที่ขยับขึ้นไปถึง 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ทำให้กองทุนฯ ต้องเข้าไปชดเชยราคา LPG ถึง 9 บาทต่อกิโลกรัม (หรือเท่ากับ 135 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม) ซึ่งหากไม่มีการชดเชยจะส่งผลให้ราคาขายจริงอยู่ที่ 35.07 บาทต่อกิโลกรัม (หรือเท่ากับ 526.05 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม) ซึ่งการชดเชยราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคา LPG มาอยู่ที่ 25.87 บาทต่อกิโลกรัม (หรือเท่ากับ 388.05 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม) เมื่อรวมกับค่าขนส่งแล้วราคาจะไม่เกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม   ตามที่รัฐกำหนดไว้

อย่างไรก็ตามการชดเชยราคาดังกล่าวส่งผลให้บัญชี LPG ประสบปัญหาเงินไหลออก 13 ล้านบาทต่อวัน หรือ 390 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้หากราคา LPG ตลาดโลกขยับขึ้นอีกช่วงปลายปี 2566 นี้ กองทุนฯ จำเป็นต้องเข้าไปชดเชยราคาเพิ่มขึ้นเพื่อพยุงราคาจำหน่ายปลีกในประเทศไม่ให้เกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตามนโยบายรัฐบาล

สำหรับบัญชี LPG นั้น ทางคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนดให้ใช้เงินบัญชี LPG ชดเชยราคาได้ไม่เกินกรอบวงเงิน 48,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันใช้ไปแล้ว 45,005 ล้านบาท เหลือเงินอยู่ 2,995 ล้านบาท ซึ่งทางสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เชื่อว่าจะสามารถดูแลราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ได้ครบตามกำหนดสิ้นปี 2566 แน่นอน   

ส่วนภาพรวมสถานะกองทุนฯ ล่าสุดที่ สกนช. รายงาน ณ วันที่ 8 ต.ค. 2566 พบว่ากองทุนฯ ยังคงติดลบอยู่ 68,327 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบ 23,322 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบ 45,005 ล้านบาท โดยยังมีเงินไหลเข้าจากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ 141.22 ล้านบาทต่อวัน แต่มีเงินไหลออกจากการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและ LPG วันละ 364.66 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมเงินไหลออกจากกองทุนฯ  223.44 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็น 6,703 ล้านบาทต่อเดือน

Source : Energy News Center

TCP กระตุ้นทุกภาคส่วนเร่ง “ลงมือทำ” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ รับภาวะโลกเดือด งัด 4 แกนหลักขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี พ.ศ.2593 อัดงบความยั่งยืนกว่า 100 ล้านบาทต่อปี ผนึกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงบการลงทุนธุรกิจ

ปี 2565 กลุ่มธุรกิจ TCP ตั้งงบลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2565-2567) โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตในต่างประเทศโดยเฉพาะในจีน ควบคู่กับการทำ Action Plans ลงมือปฏิบัติลดปัญหาสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งจะผนึกงบเพื่อดำเนินการด้านความยั่งยืน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของงบการลงทุนธุรกิจ ที่แต่ละปีคาดว่าจะใช้กว่า 100 ล้านบาท ในการดำเนินงาน

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ได้กล่าวในงาน “TCP SUSTAINABILITY FORUM 2023” ที่ TCP จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อช่วยขยายองค์ความรู้ สร้างความตระหนักกับประชาชนและทุกภาคส่วน ถึงปัญหาภาวะโลกร้อนว่า ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ปัจจุบันทุกคนสามารถรับรู้ได้จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก ฉะนั้นทุกคนต้องเร่งลงมือปรับเปลี่ยนทันทีเพื่อรับมือกับสภาวะอากาศแบบสุดขั้ว

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP 

กลุ่ม TCP ดำเนินการปรับเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่ต้นนํ้า คือการผลิต ไปสู่ปลายนํ้าคือ สู่มือผู้บริโภค ภายใต้แผนงาน 4 แกนหลัก ได้แก่ Product Excellence นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นเลิศ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ถ้าผลิตออกมาขายไม่ได้ คือผิดตั้งแต่เริ่มต้น ผลิตภัณฑ์ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภค, Circular Economy ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน TCP มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งโปรดักส์ทั้งหมด ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี พ.ศ.2567, Water Sustainability ส่งเสริมการจัดการนํ้าอย่างยั่งยืน TCP วางเป้าหมายสู่นํ้าสุทธิเป็นบวก ภายในปี พ.ศ.2573 และ Low Carbon Economy ตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ.2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608

ปรับเปลี่ยนสู่พลังงานยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กลุ่ม TCP ได้ปรับเปลี่ยนสู่การใช้พลังงานยั่งยืน ทำให้สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4% หรือลดคาร์บอนได้ประมาณ 2,300 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากปี 2564 โดยในส่วนของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ได้มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่โรงงานผลิตไปแล้วราว 12 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 23 % ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมดของโรงงาน นอกจากนี้ ยังพัฒนาส่วนของโรงงานสู่ Smart Manufacturing พัฒนาระบบการผลิตให้สูญเสียน้อยที่สุด และต้องได้ผลลัพธ์มากขึ้น

รวมไปถึงการสร้างอาคารออฟฟิศใหม่ ด้วยงบราว 740 ล้านบาท ด้วยการออกแบบให้สอดรับกับการทำงานรูปแบบใหม่ กับแนวคิด Open Office พื้นที่ทำงานจึงเปิดโล่ง พร้อมจัดสรรพื้นที่กว่า 30% เป็นพื้นที่ส่วนกลางระหว่างแผนกเพื่อใช้เป็นที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิด รวมทั้งให้ความสำคัญกับการลดใช้พลังงานและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จนได้รับมาตรฐาน LEED แพลทตินั่ม

ส่วนเรื่องของโลจิสติกส์ จะเริ่มนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาใช้ภายในปีหน้า (พ.ศ. 2567) ประมาณ 23% และปี พ.ศ.2573 จะเพิ่มสัดส่วนการใช้เป็น 30%

TCP อัดงบความยั่งยืน ปีละ 100 ล้าน กู้ภาวะโลกเดือด

ขับเคลื่อนแพ็กเกจจิ้งรักษ์โลก

นายสราวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน จะให้ความสำคัญกับการลดนํ้าหนักของบรรจุภัณฑ์ โดยลดนํ้าหนักกระป๋องอลูมิเนียมลง 10% ฝากระป๋องอะลูมิเนียม 7% ขวดแก้ว 21% ขวดพลาสติก 9% โดยตั้งเป้าพัฒนาแพ็กเกจจิ้งในกลุ่ม ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี พ.ศ.2567 และสนับสนุนการเก็บกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล

ส่วนของฉลาก หันมาใช้ฉลากพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต หรือ PET แทนการใช้ฉลากพลาสติกชนิดโพลีไวนิลคลอไรด์ หรือ PVC ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และมีความปลอดภัยกับผู้บริโภค

รวมถึงการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ ขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตสร้างความรับผิดชอบไปยังช่วงต่างๆ ของวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ สามารถช่วยให้ผู้ผลิตได้คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเริ่มต้นคิด การออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติก การจัดส่งกระจายสินค้า การรับคืน การเก็บรวบรวม การใช้ซํ้า จนนำมาสู่การนำกลับมาใช้ใหม่

ปัจจุบัน TCP ใช้กระป๋องที่จำหน่ายทั้งหมดในประเทศไทย เป็นกระป๋องที่ผลิตจากรีไซเคิลอะลูมิเนียม มีการนำกระป๋องเข้าสู่การรีไซเคิลได้มากกว่า 63 ล้านใบ หรือราว 803 ตัน และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 7,339 ตันคาร์บอนเทียบเท่า ในขณะที่กล่องกระดาษที่ใช้ 99% เป็นกระดาษที่ได้มาตรฐาน FSC

นายสราวุฒิ กล่าวอีกว่า แผนต่อไปของ TCP คือ การตั้งเป้าสู่ 1, Zero Carbon Beverage แม้จะรู้ว่ายาก แต่ TCP ต้องทำ 2. Supply Chain Transparency 3. Water-Stress Mitigation เรื่องนํ้าเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง และ 4. Health and Nutrition Focus การสร้างสรรค์โปรดักส์ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ และตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ก็ยังต้องเดินหน้าต่อเนื่องเช่นกัน

“การทำเรื่องความยั่งยืน ส่วนที่ยากที่สุด คือ สโคป 2 และ 3 เพราะเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกับพาร์ทเนอร์และซัพพลายเออร์ ส่วนปัญหาใหญ่ คือเรื่องของเวลา เพราะทุกอย่างต้องทำแข่งกับเวลา ในขณะที่โลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เชื่อว่า ทุกคนยินดีที่จะลงมือทำ แต่ภาครัฐควรสนับสนุน เพราะมันมีความยากในทางปฏิบัติหลายอย่าง ที่ต้องปลดล็อกไปเรื่อย ๆ”

Source : ฐานเศรษฐกิจ

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (ปตท.สผ.) เผย ทางออกแก้โลกร้อน อาจเป็นไปได้ด้วยเทคโนโลยีการดักจับและการจัดเก็บคาร์บอน พร้อมวาดเป้าจัดหาแหล่งกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเลให้ได้ เสริมกับการปลูกป่าดูดซับคาร์บอน

ทางเลือกใหม่สู้โลกร้อน

จากปัญหาภัยธรรมชาติ สภาพอากาศที่แปรปรวนเอาแน่เอาเอานอนไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดมีต้นเหตุมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้เป็นที่ชัดเจนว่าโลกกำลังต้องทางออกสำหรับแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. จึงได้นำเสนอหนทางออกหนี่งที่ทางบริษัทเลือกใช้ในการช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อน นั่นก็คือเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage

มนตรี กล่าวว่า เนื่องด้วยขณะนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการขุดเจาะใช้แก๊ซธรรมชาติจากอ่าวไทย เพื่อนำมาเป็นพลังงานจำนวนมาก โดยกว่า 70% ของพลังงานที่ใช้ในประเทศก็มาจากแก๊ซธรรมชาติ ดังนั้น ทาง ปตท.สผ. จึงพยายามหาหนทางที่จะปรับใช้การขุดเจาะแก๊ซธรรมชาติตรงนี้ มาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขโลกร้อน

เผยไม้ตาย ปตท.สผ. เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน อีกหนึ่งทางเลือกกู้โลก

“ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นที่จะต้องกักเก็บคาร์บอนให้ออกจากชั้นบรรยากาศให้ได้ราว 4,000 ล้านตัน/ปี ซึ่งขณะนี้เรากำลังดำเนินการปลูกป่าให้ได้ 1 ล้านไร่ ซึ่งสามารถดูดซับคาร์บอนได้ราว 1-2 ล้านตัน/ปี อย่างไรก็ตาม การปลูกป่าอาจไม่ใช่การกักเก็บคาร์บอนที่ยั่งยืน เพราะอาจจะมีความเสี่ยงจากการเกิดไฟป่าได้” มนตรี กล่าว

ดังนั้น เขาจึงเสนอว่า การกักเก็บคาร์บอนที่เป็นผลพลอยได้ของการสกัดเอาแก๊ซธรรมชาติกลับไปกักเก็บในหลุมแก๊ซใต้อ่าวไทย จึงอาจเป็นหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เราสามารถดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกจากชั้นบรรยากาศได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึงราว 1 ล้านตัน/ปี

รู้จักข้อดีและข้อเสียของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน

ข้อดี:

  • ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ: เทคโนโลยีนี้สามารถดักจับและกักเก็บการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าได้มากถึง 90% ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
  • ความมั่นคงด้านพลังงาน: ในเมื่อเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีความสำคัญ เมื่อไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยปรับปรุงความมั่นคงด้านพลังงานโดยการทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีความยั่งยืนมากขึ้น
  • การสร้างงาน: การใช้เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปสู่การสร้างงานในด้านต่างๆ เช่น การก่อสร้าง วิศวกรรม และการบำรุงรักษา สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น
เผยไม้ตาย ปตท.สผ. เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน อีกหนึ่งทางเลือกกู้โลก

ข้อเสีย:

  • ต้นทุนสูง: เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอนยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับนวัตกรรมสู้โลกร้อนอื่นๆ
  • ความเสี่ยงของการรั่วไหล: ขณะนี้เทคโนโลยีนี้ยังคงมีความเสี่ยงที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อาจรั่วไหลออกจากสถานที่จัดเก็บ ซึ่งจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ
  • การรับรู้ของสาธารณชน: เนื่องจากยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ และมีความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการกักเก็บคาร์บอน

โดยรวมแล้ว การกักเก็บคาร์บอนเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องจัดการกับความท้าทายของ การกักเก็บคาร์บอนเช่น ต้นทุนที่สูงและความเสี่ยงของการรั่วไหล ก่อนที่จะนำไปใช้งานในวงกว้างได้

นอกจากข้อดีและข้อเสียที่ระบุไว้ข้างต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การกักเก็บคาร์บอนไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งสำคัญคือต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยสิ้นเชิงและเปลี่ยนไปสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม การกักเก็บคาร์บอนสามารถมีบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้

Source : Spring News

“หมัดน้ำ” อาจเป็นฮีโร่กู้วิกฤติมลพิษแหล่งน้ำ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า พวกมันสามารถ “บำบัดน้ำเสีย” ได้ดี โดยเฉพาะการกรองได้ทั้งสารเคมี-ยาฆ่าแมลง แถมมีประสิทธิภาพสูงเหมือนใช้เครื่องดูดฝุ่นในน้ำเลยทีเดียว

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ในสหราชอาณาจักร ได้ค้นพบความสามารถใหม่ของ “ไรน้ำ” หรือ “หมัดน้ำ” ในการบำบัดน้ำเสีย โดยพวกมันสามารถบำบัดน้ำเสีย โดยเฉพาะการกรองสารตกค้างจากยา ยาฆ่าแมลง และสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมออกจากน้ำได้ ทำให้แหล่งน้ำมีความปลอดภัยมากขึ้น

ไรน้ำ = เครื่องดูดฝุ่นชีวภาพทำความสะอาดแหล่งน้ำ

งานวิจัยดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในวารสาร Science of the Total Environment ซึ่ง คาร์ล เดิร์น (Karl Dearn) หนึ่งในทีมวิจัยเปิดเผยว่า มันเหมือนกับว่าพวกเขาได้ค้นพบเครื่องดูดฝุ่นชีวภาพสำหรับทำความสะอาดในน้ำได้ ซึ่งมันน่าตื่นเต้นมาก 

เขาบอกอีกว่า ที่ผ่านมาโรงบำบัดน้ำเสียตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่สามารถกำจัดมลพิษออกได้ทั้งหมด น้ำที่ถูกบำบัดเหล่านั้นจึงยังมีสารเคมีตกค้างอยู่ และมักถูกปล่อยลงตามแม่น้ำ ลำธาร และระบบชลประทานทันทีหลังบำบัด ซึ่งน้ำเหล่านั้นยังคงมีความอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศธรรมชาติ และสร้างมลพิษให้กับอาหารและน้ำดื่มของมนุษย์ 

ทั้งนี้ แม้จะมีโรงบำบัดทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถกรองน้ำเสียให้สะอาดบริสุทธิ์มากกว่านี้ได้ แต่ส่วนใหญ่มีราคาแพงมาก ทำให้หลายๆ โรงงานไม่ลงทุนในเรื่องนี้มากนัก อีกทั้งยังมีต้นทุนคาร์บอนสูง และอาจก่อให้เกิดมลพิษในตัวเองได้ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้จึงอยากหาคำตอบว่า จะมีวิธีบำบัดน้ำเสียแบบอื่นๆ อีกไหม ที่สามารถบำบัดน้ำได้สะอาดมากที่สุด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีต้นทุนต่ำ ในที่สุด.. พวกเขาก็ค้นพบว่า “ไรน้ำ” คือคำตอบ

ไรน้ำ หรือ หมัดน้ำ พวกมันไม่ใช่ตัวหมัดจริงๆ แต่เป็นแพลงก์ตอนสัตว์ในสกุล Daphnia ซึ่งเป็นกลุ่มของสัตว์จำพวกครัสเตเชียน มีขนาดเล็กมากประมาณ 0.4 – 1.8 มิลลิเมตร ในธรรมชาติพบหมัดน้ำได้มากกว่า 450 สายพันธุ์ พวกมันกินอนุภาคเล็กๆ จากเศษซากสาหร่าย หรือแบคทีเรียต่างๆ ในแหล่งน้ำ จึงมีส่วนในการปรับสภาพน้ำให้สะอาดขึ้น

วิจัยพบ 'หมัดน้ำ' กรอง 'น้ำเสีย' ให้สะอาด ได้ผลดีเทียบเท่าเครื่องดูดฝุ่น

คัดเลือกหมัดน้ำ 4 สายพันธุ์มาทดลอง ซึ่งทุกสายพันธุ์ทำงานได้ดี

ด้านศาสตราจารย์ ลุยซา ออร์ซินี (Luisa Orsini) อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม และผู้ร่วมเขียนผลงานวิจัยชิ้นนี้ บอกว่า การศึกษาครั้งนี้ค้นพบสิ่งสำคัญคือ ไรน้ำสามารถดูดซับสารเคมีในน้ำได้ โดยมีขั้นตอนการวิจัยคือ ทีมวิจัยเลือกไรน้ำมา 4 ชนิดที่คาดว่าสามารถดูดซับสารเคมีจากแหล่งน้ำได้ นำมาทดลองในการดูดซับสารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ เช่น สารประกอบทางเภสัชกรรมไดโคลฟีแนค, ยาฆ่าแมลงอะทราซีน, สารหนูโลหะหนัก และสารเคมีอุตสาหกรรม PFOS ซึ่งมักใช้เพื่อทำให้เสื้อผ้ากันน้ำได้

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ “หมัดน้ำ” ที่แข็งแรงที่สุดสำหรับการทำวิจัย ทีมวิจัยจึงเพาะเลี้ยงหมัดน้ำขึ้นมาใหม่ ไม่ได้จับเอาจากธรรมชาติ และมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุด โดยคัดเลือกทั้งหมัดน้ำสายพันธุ์เก่าแก่และหมัดน้ำสายพันธุ์ใหม่ (หมัดน้ำแต่ละสายพันธุ์มีช่วงเวลาการเกิดในปีที่ต่างกัน เช่น หมัดน้ำสายพันธุ์ของปี 1900, 1960, 1980 และ 2015)

เมื่อได้หมัดน้ำที่แข็งแรงหลากหลายสายพันธุ์มาแล้ว ทีมวิจัยก็เริ่มทดลองความสามารถของพวกมันครั้งแรก ด้วยการนำลงใส่น้ำเสียในปริมาณ 100 ลิตร ผลการทดลองในห้องทดลองพบว่า พวกมันทุกสายพันธุ์ต่างก็ทำงานได้ดีในการกรองสารเคมี โดยหมัดน้ำดูดสารพิษไดโคลฟีแนคได้ 90%, สารหนู 60%, อะทราซีน 59% และ PFOS 50%

วิจัยพบ 'หมัดน้ำ' กรอง 'น้ำเสีย' ให้สะอาด ได้ผลดีเทียบเท่าเครื่องดูดฝุ่น

ไรน้ำอาจเป็น Gamechanger ของระบบโรงบำบัดน้ำเสียในอนาคต

หลังจากได้ผลการทดลองครั้งแรกแล้ว ทีมวิจัยก็ได้ขยับไปทดลองในโรงบำบัดจริงที่มีน้ำเสียมากกว่า 2,000 ลิตร และขั้นต่อไปก็ขยับสู่การทดลองบำบัดน้ำเสียจำนวน 21 ล้านลิตร ซึ่งผลการทดลองในพื้นที่กลางแจ้ง ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับห้องทดลอง นั่นคือ พวกมันทำงานได้ดีมาก เพราะการกำจัดสาร PFOS ได้มากถึง 50% นั้น ถือว่ายอดเยี่ยมมากเมื่อเทียบกับระบบบำบัดน้ำแบบเดิมที่หลายโรงงานใช้กันอยู่ตอนนี้

“ระบบบำบัดน้ำเสียด้วยไรน้ำ อาจเป็น Gamechanger ของระบบโรงบำบัดในอนาคต ต่อไปอาจมีการวิจัยเพื่อตัดต่อยีนของพวกมันให้สามารถดูดซับสารพิษที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นได้ ส่วนตัวมองว่าความสามารถของพวกมันไร้ขีดจำกัด” โจเซฟ อาร์ ชอว์ (Joseph R Shaw) นักพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา สหรัฐอเมริกา กล่าวแสดงความคิดเห็น (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้)

เขาบอกอีกว่า มีความเป็นไปได้ที่หมัดน้ำจะเข้ามาปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากพวกมันมีความสามารถในการปรับตัว และมีชีวิตรอดในน้ำเสียได้ ทั้งยังควบคุมจำนวนประชากรของพวกมันเองได้ตามสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำ อีกทั้งยังมีราคาถูก มีความเป็นกลางทางคาร์บอน พวกมันจะมีประโยชน์กับระบบบำบัดน้ำเสียในอนาคตแน่นอน

——————————————
อ้างอิง : The GuardianScienceDirect

Source : กรุงเทพธุรกิจ