Stella Terra รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์คันแรกของโลกที่วิ่งไกลได้กว่า 1,000 กิโลเมตรโดยไม่ต้องแวะชาร์จแม้แต่ครั้งเดียว มาดูกันว่ารถคันนี้จะเจ๋งแค่ไหน และมีการใช้เทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

Stella Terra ถือเป็นรถพลังงานแสงอาทิตย์คันแรกที่วิ่งได้ระยะทางไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรโดยไม่ต้องแวะชาร์จ ซึ่งรถคันนี้มีชื่อว่า สเตลล่า เทอร์รา พัฒนาโดยกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งไอน์โฮเฟน (Technical University of Eindhoven) 

ภาพบรรยากาศการทดสอบ Stella Terraภาพบรรยากาศการทดสอบ Stella TerraStella Terra 

ได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้ด้านบนหลังคารถ พร้อมตัวแปลงกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ให้จ่ายพลังงานให้กับรถในการวิ่งระยะทางใกล้ๆ สเตลล่า เทอร์รา ยังมีการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบชาร์จไฟได้ สำหรับวิ่งใช้งานทางไกลในที่แสงน้อยหรือแดดไม่จัด ซึ่งทำให้เจ้ารถคันนี้สามารถวิ่งได้ทุกสถานการณ์เลยก็ว่าได้

ซึ่งในการวิ่งทดสอบของ Stella Terra ได้เลือกใช้เส้นทางในโมร็อกโกกว่า 1,000 กิโลเมตร ทั้งบริเวณก้นแม่น้ำที่แห้งแล้ง ป่าทึบ เส้นทางภูเขาสูงชัน และทะเลทราย โดยทั้งหมดนี้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดและไม่มีการแวะชาร์จแต่อย่างใด 

Stella Terra รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ คันแรกของโลกที่วิ่งได้ไกลถึง 1,000 กม.

หลังการทดสอบทีมวิจัยก็ได้ค้นพบว่า Stella Terra กลับใช้พลังงานน้อยกว่าที่คาดไว้ 30% และนั่นทำให้ใช้แค่พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ตลอดการทดสอบ ไม่ต้องแวะชาร์จหรือพักรถแม้แต่นิดเดียว

Stella Terra รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ คันแรกของโลกที่วิ่งได้ไกลถึง 1,000 กม.

Stella Terra ออกแบบมาเป็นรถยนต์ 2 ที่นั่ง น้ำหนักเพียง 1,200 กิโลกรัม วิ่งได้เร็วสูงสุดที่ 145 กม./ชม. ซึ่งรถคันนี้ยังไม่หยุดการพัฒนา พร้อมยังตั้งเป้า 5-10 ปีข้างหน้า จะมีการนำเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ไปใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อผลักดันการสร้างรถยนต์พลังงานสะอาดให้มากขึ้นกว่าเดิม 

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เราเห็นได้ว่า อนาคตเราอาจไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป และในปัจจุบันคนเริ่มหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถพลังงานทางเลือกกันมากยิ่งขึ้น ด้วยปัจจัยทั้งค่าใช้จ่าย แรงสนับสนุนจากรัฐบาล บวกกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่ทำให้คนสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : solarteameindhoven
Source : Spring News

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Boi) ระบุว่าเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนเชิงรุก4 ปี (พ.ศ. 2567 – 2570) ให้ความสำคัญกับ 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่

ได้แก่ อุตสาหกรรมกลุ่ม BCG (โดยเฉพาะเกษตร อาหาร การแพทย์ และพลังงานสะอาด) อุตสาหกรรมยานยนต์ (โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะต้นน้ำและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ) อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ และการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ บีโอไอจะมุ่งขับเคลื่อน 5 วาระสำคัญเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก ที่มุ่งตอบโจทย์กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ได้แก่

  1. การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Transformation)
  2. การพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี (Technology Development)
  3. การพัฒนาและดึงดูดบุคลากรทักษะสูง (Talent Development & Attraction)
  4. การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ (Cluster-based Investment)
  5. การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน (Ease of Investment) ทั้งนี้ บีโอไอจะทยอยออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเป็นฐานผลิตของอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก
ยุทธศาสตร์เชิงรุก 4 ปี“บีโอไอ”  ร่วมเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รัฐมนตรีพลังงาน เตรียมลงพื้นที่เกาะพะลวย จ.สุราษฎ์ธานี ติดตามปัญหากังหันลมผลิตไฟฟ้าโครงการ “Green Island” แห่งแรกของประเทศไทย หลังชาวบ้านร้องเรียนเครื่องชำรุด ใช้งานไม่ได้มานานและเสียงดังรบกวน จึงต้องการให้ถอดทิ้งเครื่องกังหันลมที่ติดตั้งมากว่า 10 ปี ด้วยงบเกือบ 10 ล้านบาท ด้านกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เตรียมส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเร่งด่วน ก่อนรายงานปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีพลังงานต่อไป  

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงปัญหากังหันลมผลิตไฟฟ้าที่เกาะพะลวย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า ที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าชาวบ้านที่เกาะพะลวยเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานถอดกังหันลมผลิตไฟฟ้าออกจากเกาะพะลวย เนื่องจากกังหันลมหลายตัวชำรุดและใช้งานไม่ได้มานานแล้ว ประกอบกับเครื่องมีเสียงดังรบกวน ซึ่งใน 1-2 สัปดาห์นี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามข้อมูลข้อเท็จจริงว่ากังหันลมเกิดการชำรุดจากสาเหตุใด พร้อมหาแนวทางแก้ไข ก่อนจะรายงานปลัดกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต่อไป

อย่างไรก็ตามนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทราบถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว และระบุว่าจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบด้วยตัวเองในเร็วๆ นี้

สำหรับการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าที่เกาะพะลวยนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณปี 2554 เนื่องจากกระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมกันสร้างโครงการ “เกาะต้นแบบพลังงานสะอาด” หรือ “Green Island” แห่งแรกของประเทศไทยขึ้น ในพื้นที่เกาะพะลวย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีการติดตั้งทั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และกังหันลมผลิตไฟฟ้า ซึ่งกังหันลมมีการติดตั้งทั้งสิ้น 68-80 ตัว โดยใช้งบเกือบ 10 ล้านบาท

ทั้งนี้ภาครัฐดำเนินการติดตั้งและมอบให้เทศบาลในพื้นที่ดูแล ซึ่งติดตั้งมานานเกือบ 10 ปีแล้ว ดังนั้นเป็นไปได้ที่อุปกรณ์จะชำรุด ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้ชำรุดตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ พพ. ไปตรวจสอบหลังติดตั้งเสร็จแล้วและพบว่าใช้งานได้ตามปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านมานาน กังหันลมอาจจะชำรุดด้วยเหตุผลต่างๆ รวมถึงกรณีต้นยางพาราขึ้นบดบังทิศทางลมก็เป็นไปได้ ซึ่ง พพ.กำลังจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเร็วๆ นี้

สำหรับการติดตั้งกังหันลมภายใต้งบของกระทรวงพลังงานที่ผ่านมา นอกจากจะติดตั้งที่เกาะพะลวยแล้ว ยังมีในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปกติ พพ. จะมอบให้หน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลต่อ อย่างไรก็ตาม พพ. ก็มีงบสำหรับประเมินและติดตามโครงการต่างๆ ดังนั้น พพ. ได้ตรวจสอบการใช้งานกังหันลมในทุกพื้นที่ ที่ใช้งบ พพ. ดำเนินการเป็นประจำอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะนำเรียนอธิบดี พพ. ถึงผลการติดตามและประเมินผลกังหันลมผลิตไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ต่อไป     

Source : Energy News Center

สถานการณ์การความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ที่ส่อไปในทางรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนยิงจรวดโจมตีเข้าใส่ทางภาคเหนือของอิสราเอล และเตรียมเข้าสู่ภาวะสงคราม

ขณะที่สหรัฐอเมริกา ได้เสริมอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเรือรบหลายลำและเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด เข้าประจำการ โดยมีการประเมินว่าสถานการณ์สงครามครั้งนี้ จะทวีความรุนแรงยืดเยื้อและขยายวงกว้าง

สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น บวกการเข้าสู่ฤดูหนาว ที่ส่งผลต่อความต้องการใช้นํ้ามันเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการลดกำลังการผลิตนํ้ามันดิบของซาอุดิอาระเบีย 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และรัสเซียปรับลดการส่งออกลง 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จนถึงสิ้นปีนี้ จะส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นไประดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้ จากปัจจุบันนํ้ามันดิบเวสต์เท็กซัส เบรนท์ และดูไบ อยู่ที่ราว 86-88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สงครามยื้อ-เข้าฤดูหนาว จับตาน้ำมันดิบพุ่ง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสแม้ว่าจะยังไม่มีผลกระทบโดยตรงกับการจัดหานํ้ามันดิบในตลาด เนื่องจากอิสราเอลผลิตนํ้ามันดิบได้น้อย แต่หากความขัดแย้งขยายวงกว้างจากฉนวนกาซาไปสู่ภูมิภาคอื่น อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตนํ้ามันดิบในแถบตะวันออกกลาง

อีกทั้ง ความขัดแย้งอาจส่งผลต่อการส่งออกนํ้ามันของอิหร่าน โดยนักวิเคราะห์จาก CBA มองว่าหากสหรัฐอเมริกาพบว่าอิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีของกลุ่มฮามาส อิหร่านอาจต้องเผชิญกับมาตรการควํ่าบาตรที่รุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยคาดการณ์ว่าราคานํ้ามันดิบเบรนท์จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 90-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงรุนแรงต่อเนื่อง ราคานํ้ามันดิบเบรนท์อาจพุ่งสูงเกินกว่านั้น

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวว่า ราคานํ้ามันโลกว่ายังคงมีความผันผวนจากหลายเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดของวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ การขยายระยะเวลาลดกำลังการผลิตนํ้ามันจนถึงสิ้นปีของซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก จากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางอีกหลายแห่งในโลก ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุน สภาพเศรษฐกิจ และต้นทุนพลังงานทั่วโลกได้รับผลกระทบ ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับทั่วโลก ดังนั้น ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงาน จำเป็นต้องวางแผนและปรับตัวอย่างมาก

ขณะที่คณะกรรมการบริหารกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง (กบน.) ชี้ให้เห็นว่า ราคานํ้ามันโลกยังอยู่ในกรอบที่กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงรับมือได้ หากราคานํ้ามันดีเซลในตลาดโลกไม่เกิน 115-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ยังสามารถดูแลราคานํ้ามันดีเซลในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรต่อไปได้ โดยกองทุนนํ้ามันฯ ชดเชยราคาดีเซลไว้ที่ 4.48 บาทต่อลิตร

สำหรับฐานะกองทุนนํ้ามันฯ ยังคงติดลบ 68,327 ล้านบาท จากบัญชีนํ้ามันติดลบ 23,322 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบ 45,005 ล้านบาท โดยมีรายรับอยู่ที่ 141.22 ล้านบาทต่อวัน แต่มีรายจ่ายรวมถึง 364.66 ล้านบาทต่อวัน เป็นการชดเชยราคานํ้ามัน 210 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อเดือน ส่งผลให้ภาพรวมกองทุนฯ อยู่ในสภาวะเงินไหลออก 223.44 ล้านบาทต่อวัน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

Proton ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย และ Geely ค่ายรถจีน กำลังพิจารณาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน ได้เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

Proton หนึ่งในค่ายรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย กำลังพิจารณาในการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในประเทศไทย ซึ่งเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า แบรนด์ Proton มีที่มาที่ไปอย่างไร และน่าสนใจแค่ไหนถ้าหากจะเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยจริง

Proton เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1983 ถือเป็นแรงขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันบริษัทกำลังหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยภายใต้การเป็นเจ้าของบางส่วนของ Zhejiang Geely Holding Group ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหญ่ หรือเรียกสั้นๆว่า Geely นั่นเอง 

Proton จับมือ Geely ตั้งโรงงานผลิตรถ EV ในประเทศไทย อนาคตไทย EV Hub ของอาเซียน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ Geely Holding Group ยังเป็นเจ้าของ Volvo และ Lotus และมีหุ้นใน Mercedes Benz ด้วย ทำให้การตั้งโรงงานในครั้งนี้เราอาจได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่คนเฝ้ารอคอยอย่าง Smart#1 ในประเทศไทยด้วย

Proton จับมือ Geely ตั้งโรงงานผลิตรถ EV ในประเทศไทย อนาคตไทย EV Hub ของอาเซียน

อย่างไรก็ตาม เพื่อดึงดูดผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาในประเทศไทย รัฐบาลไทยยังได้เสนอเงินอุดหนุนให้สูงถึง 150,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยภายใต้โปรแกรมนี้ ผู้ผลิตรถยนต์จะต้องเริ่มผลิตรถ EV ในประเทศตั้งแต่ปี 2024 เชื่อว่าข้อเสนอนี้จะทำให้หลากหลายค่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอาจทยอยเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

ค่ายรถยนต์จีนอย่าง BYD ในปัจจุบันมีสัดส่วน 30% ของยอดขายรถ EV ในประเทศไทย และก็มีแผนที่จะสร้างโรงงานรถ EV ในจังหวัดระยองด้วย ส่วน GWM และ SAIC Motor Group อีกสองบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหญ่ต่างก็ต้องการจะผลิตรถ EV ในประเทศไทยเช่นกัน 

อนาคตประเทศไทยอาจกำลังกลายเป็น Regional EV hub หรือศูนย์กลางผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคแถบอาเซียน เนื่องจากมีอัตราการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้น และนโยบายส่วนลดจากรัฐบาลที่จะช่วยให้ทั้งผู้ผลิตและลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสามารถซื้อและจำหน่ายได้ง่ายขึ้น ซึ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะมีค่ายรถยนต์ต่างๆเข้ามาพิจารณาในการตั้งโรงงานผลิต EV เพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน 

ที่มา : nikkei-asia

Source : Spring News