“การลดปลดปล่อยคาร์บอน”เป็นวาระที่ทุกประเทศให้ความสำคัญสู่การประชุม Conference of the Parties ซึ่งเป็นการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP28

ที่มีความคาดหวังให้เกิดแรงผลักดันที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและต่อประเทศไทย ซึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ“ภาคการลงทุน” ในงานสัมมนาออนไลน์ “Thailand-Japan Sustainable Business Seminar (online) for Carbon Neutrality” จัดโดย 

องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร กรุงเทพฯ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO)

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า โอกาสในด้านการลงทุนแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มีความต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยบทบาทของ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก)ในการสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว) มีเป้าหมายยกระดับ ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเน้นสาขา Decarbonization ผ่านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ในการลงทุนในพื้นที่ EEC ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงเดือนส.ค.พบว่ามูลค่าการลงทุนที่ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ BCG แล้วกว่า 140,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนของภาคเอกชนจากประเทศญี่ปุ่นกว่า 11,200 ล้านบาท หรือ 8% ของการลงทุนในเศรษฐกิจ BCG  และมีแนวโน้ม เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาEECเห็นชอบแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ระหว่างปี 2566-2570 ว่าด้วยการสร้างปัจจัยการลงทุนสำหรับการลงทุนต่อเนื่อง และการลงทุนใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 1.ส่งสริมการวิจัยในเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้สอดรับกับความต้องการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 2.ขับเคลื่อนการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3.ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็ง 4.พัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

ในส่วนสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบกิจการในเขต พื้นที่ EEC นั้นมีปัจจัยที่จะใช้ในการพิจารณาสิทธิประโยชน์ นอกจาก ความสำคัญของการลงทุนต่อห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน (Sustainable) การลดหรือกักเก็บปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนเครดิต และการมีส่วนช่วยเหลือชุมชนโดยรอบ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการพิจารณาสิทธิประโยชน์ด้วย

รวมถึงผลักดันให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนในการลงทุนที่ยั่งยืน โดยกำหนดธุรกิจ เป้าหมาย ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านพลังงานเช่นพลังงานสะอาด Smart Grid จนถึงพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว 2.เทคโนโลยีด้านรีไซเคิล โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ End of life management 

3.เทคโนโลยีด้านการจัดการคาร์บอน เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon capture utilization and storage: CCUS) รวมถึง การส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

“สิทธิประโยชน์-พลังงานสะอาด”  ดึงการลงทุนเพื่อความยั่งยืน

นฤตม์ เทอดสถรีศักดิ์ เลขาธิการBOI กล่าวว่า  บริษัทญี่ปุ่นมีบทบาทอย่างมากในกลุ่ม BCG โดยเฉพาะในธุรกิจอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ที่มีการวิจัยและพัฒนาโดยใช้เซลล์จุลินทรีย์ เซลล์พืชและสัตว์ ในการผลิตสารชีวโมเลกุลและสารออกฤทธิ์ชีวภาพ ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับ อุตสาหกรรม BCG ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีศักยภาพด้านพลังงานสะอาด สามารถ ตอบโจทย์บริษัทชั้นนําที่มีความต้องการพลังงานสะอาดได้อย่างดี โดยกระทรวงพลังงานกําลัง พัฒนากลไกที่ชื่อว่า Utility Green Tariff ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการจัดหาพลังงานสะอาด ให้กับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต 12,000 GWh (กิกะวัตต์-ชั่วโมง)ภายในปี 2030

นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เริ่มตั้งแต่ EV3 ต่อเนื่อง มาถึง EV3.5 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและ BOI ให้ความสําคัญกับการสนับสนุน ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน(Internal Combustion Engine: ICE)ไปสู่เทคโนโลยีใหม่ ที่จะช่วยให้เกิดการประหยัด พลังงาน หรือใช้พลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นระบบ Hybrid, PHEV, BEV, Fuel Cell, หรือ Hydrogen 

ภาคการลงทุนเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ของความยั่งยืนแต่การจะดึงเม็ดเงินลงทุนมาสู่เป้าหมายนี้ต้องใช้เครื่องมือหลายอย่าง ทั้งสิทธิประโยชน์-เทคโนโลยี-พลังงานสะอาด ซึ่งประเทศไทยกำลังจัดวางทุกองค์ประกอบเพื่อบรรลุแผนดึงการลงทุนใหม่ที่มีความยั่งยืนเป็นโจทย์ใหญ่

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รัฐมนตรีพลังงาน เร่งดำเนินทุกมาตรการลดค่าไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน ประชาชนทั่วไป และกลุ่มเปราะบาง หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะค่าไฟฟ้างวด ม.ค.- เม.ย. 2567 ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย ยืนยันเร่งเดินหน้าเต็มที่ พร้อมผลักดันให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ 2567

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นและความกังวลเกี่ยวกับค่าไฟฟ้างวดใหม่ (ม.ค.- เม.ย. 2567) หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศราคาค่าไฟฟ้าออกมาที่ 4.68 บาทต่อหน่วยนั้น  ตัวเองได้เร่งให้ทุกหน่วยงานหาทุกมาตรการเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงให้ได้

โดยที่ผ่านมาได้จัดประชุมสั่งการในเบื้องต้นให้ลดค่าไฟฟ้า ซึ่งค่าไฟฟ้าที่ลดได้จะเกิดจาก 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1) การขยายเวลาชำระหนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกไปอีก 1 งวด 2) การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ และ 3) การกำหนดราคาขายก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้แม้ว่าการดำเนินการทั้ง 3 มาตรการ จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากที่ กกพ. เสนอ แต่ทุกฝ่ายก็ยังจะพยายามหาช่องทางลดค่าไฟฟ้าให้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด

“หลังจากที่มีการประชุมในหลายๆ ครั้ง ทำให้เราได้เห็นตัวเลขและข้อมูลต่างๆ ที่จะนำมาประกอบการพิจารณาค่าไฟฟ้าได้มากขึ้น สิ่งที่ผมเพิ่งได้ดำเนินการซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ เป็นการปรับโครงสร้างที่จะมีความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย และไม่เป็นการสร้างภาระในอนาคต ส่วนมาตรการขยายภาระหนี้ กฟผ. ถือว่าเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น แต่ผมก็มีแผนที่จะเตรียมแก้ปัญหาให้ กฟผ. เพื่อปลดภาระหนี้ด้วย ส่วนการกำหนดราคาขายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดราคาค่าไฟฟ้าลงได้

ซึ่งทั้ง 3 มาตรการที่จะดำเนินการนี้ แม้จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากที่ทาง กกพ. เสนอ แต่ผมยังต้องการจะให้ลดลงมากกว่านี้ ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งประชาชนและเอกชน ผมเข้าใจถึงความเดือดร้อนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่จะใช้งบกลางเพื่อให้ค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ขอให้มั่นใจว่าทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ และทำอย่างเร็วที่สุดเพื่อให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ให้แก่คนไทยทุกคน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

Source : Energy News Center

นายชำนาญ กายประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากทะลายปาล์มเปล่าและตะกอนปาล์มในอุตสาหกรรมแปรรูปปาล์มน้ำมัน ของบริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.เขาซก อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ได้รับรางวัลดีเด่น Thailand Energy Awards 2023

และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ASEAN Energy Awards 2023 ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (Off-Grid : Thermal)โดยถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิต-การใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนได้อย่างคุ้มค่าและเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการนำของเสียของกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ในด้านการลดค่าใช้จ่ายของโรงงาน โดยผลิตเป็นก๊าซชีวภาพจากทะลายปาล์มและตะกอนปาล์ม ที่ได้ผ่านการวิจัย ค้นคว้า ทดลองจนสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้จริง 

“ไทยอีสเทิร์น ชลบุรี”ผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียแทนLPG-ไฟฟ้า มุ่ง"Net Zero"
“ไทยอีสเทิร์น ชลบุรี”ผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียแทนLPG-ไฟฟ้า มุ่ง”Net Zero”

จึงดำเนินการจัดตั้งระบบ และนำก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับ Burner ทดแทนการใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อใช้ประโยชน์ในกระบวนการอบยางแท่ง รวมถึงยังสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงงาน และส่งขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง 

นายก้องกิต โกกนุทาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการด้านพลังงาน บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว สามารถเพิ่มศักยภาพ และลดต้นทุนเชื้อเพลิง ลดต้นทุนของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซชีวภาพจากทะลายปาล์มเปล่าและตะกอนปาล์มได้สูงสุด 928,363 ลูกบาศก์เมตร/ปี ที่นำไปทดแทนการใช้ LPG ในกระบวนการอบยางได้ 427,052.5 kg.LPG/ปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1,304.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ใช้งบประมาณในการลงทุน 3.9 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนภายในของโครงการ 48.70% และระยะเวลาคืนทุนประมาณ 2.29 ปี 

“บริษัทตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2573 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนจากวัสดุหรือของเสียที่ไม่ใช้แล้วมาก่อให้เกิดประโยชน์ ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

Daikin เตรียมพัฒนาชิปเซ็ตประสิทธิภาพสูง หวังช่วยประหยัดพลังงาน รับเทรนด์ตลาดเครื่องปรับอากาศที่มีการเติบโต 3 เท่าในปี 2050

Daikin ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศจากประเทศญี่ปุ่น เตรียมเดินหน้าผลิตชิปเซ็ตประสิทธิภาพสูงของตัวเอง เพื่อใช้คำนวณการทำงานของระบบ Inverter ช่วยให้เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานมากขึ้น และรับมือกับตลาดเครื่องปรับอากาศทั่วโลกที่จะเติบโต 3 เท่าในปี 2050 เมื่อเทียบกับปัจจุบัน เป็นกว่า 5,600 ล้านตัว

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Daikin อยู่ระหว่างพัฒนาชิปเซ็ตของตัวเอง เพื่อใช้ควบคุม และคำนวณการทำงานของระบบ Inverter เพื่อให้เครื่องปรับอากาศมีประสิทธิภาพเรื่องการประหยัดพลังงานมากขึ้น

โดยชิปเซ็ตดังกล่าวจะเปิดตัวในปี 2025 พร้อมทยอยใช้งานในเครื่องปรับอากาศ 1 ใน 5 รุ่น ภายในปี 2030

การไปถึงเป้าหมายดังกล่าว Daikin มีการจ้างวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับชิปเซ็ตมาช่วยปรับแต่งชิปเซ็ตของตัวเอง รวมถึงลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตชิปเซ็ตในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน แม้การใช้ชิปเซ็ตที่ปรับแต่งพิเศษจะมีต้นทุนมากกว่าหลายเท่า แต่ชิปเซ็ตดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจผ่านการประหยัดพลังงานได้

ปัจจุบัน Daikin ใช้ชิปเซ็ตทั่วไปที่ผลิตจากบริษัทต่าง ๆ โดยชิปเซ็ตเหล่านั้น มีการใช้งานในสินค้าประเภทอื่นของหลากหลายแบรนด์ด้วย

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Daikin ครั้งนี้ จึงคล้ายกับ Apple, Google หรือบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เริ่มลงทุน และผลิตชิปเซ็ตเพื่อใช้งานกับสินค้าของตัวเองมากขึ้น

อ้างอิงข้อมูลจาก International Energy Agency จะพบว่า ในปี 2050 ทั่วโลกจะมีการใช้งานเครื่องปรับอากาศกว่า 5,600 ล้านตัว หรือมากกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับจำนวนในปัจจุบัน ส่วนในประเทศไทย เครื่องปรับอากาศที่จำหน่ายอยู่เกือบทุกรุ่นเป็นระบบ Inverter และมีมูลค่าตลาดราว 20,000 ล้านบาท

ที่มา : Reuters

ภาพ : Daikin

Source : Spring News

กระแสรักษ์โลกมาแรงแซงทางโค้ง ดันธุรกิจ EV Charger แรงต่อเนื่อง! เอกชนลุยสถานีชาร์จความเร็วสูง ชิงส่วนแบ่งตลาดฝุ่นตลบยึดหัวหาดทั่วประเทศ

ธุรกิจ EV Charger ในไทยแรงต่อเนื่อง! รับกระแสคนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และเทรนด์ในอนาคตจะมาในแนวนี้ พร้อมกันนี้รัฐบาลยังเดินหน้าสนับสนุนเรื่องรถ EV อย่างจริงจังมากขึ้น จึงไม่แปลกที่จะมีความเคลื่อนไหวธุรกิจ EV Charger ของภาคเอกชนไทยอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวขอ’ SHARGE เปลี่ยนชื่อสู่ RÊVERSHARGER ตอกย้ำเบอร์ 1 ธุรกิจ EV Charger ครบวงจร พร้อมลุยขยายสถานีชาร์จความเร็วสูงทั่วประเทศ รองรับผู้ใช้ 1.5 แสนราย ครองส่วนแบ่งตลาด 50%

โดย SHARGE เปลี่ยนชื่อสู่ “RÊVERSHARGER” ต่อยอดแผน RÊVERLUTION ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ จับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่ เรเว่ ออโตโมทีฟ-บางจาก-ผู้ให้บริการสถานีพลังงาน ขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถ EV สาธารณะความเร็วสูง เพิ่มอีก 370 แห่ง 1,320 หัวชาร์จ ครอบคลุม 68 จังหวัดทั่วประเทศ กระจายตัวโชว์รูมรถ BYD-ปั๊มในเมือง-ปั๊มบนทางหลวง เติมเต็ม EV Ecosystem เพิ่มความมั่นใจการซื้อรถ EV เพื่อเดินทางไกล ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มากขึ้น

ธุรกิจสถานีชาร์จEV มาแรง
ธุรกิจสถานีชาร์จEV มาแรง

ทั้งนี้เพื่อรองรับการแลกใช้คาร์บอนเครดิต หนุนปี 67 มีหัวชาร์จสาธารณะทะลุ 2,012 หัวชาร์จ ขึ้นแท่นเบอร์ 1 EV Charging Solution ที่สมบูรณ์ที่สุด พร้อมพัฒนาหลากฟังก์ชันในแอป ตอบโจทย์คนเดินทาง อาทิ Trip Planning แนะนำสถานีชาร์จระหว่างเส้นทางเดินทาง, Customer Onboarding System และ Plug and Charge ลงทะเบียนรถใหม่ให้ล่วงหน้า เสียบชาร์จง่ายได้ทันที คาดจำนวนผู้ใช้แอปโตแตะ 150,000 ราย ครองส่วนแบ่งตลาดทะลุ 50% พร้อมเปิดกว้างรับพันธมิตรและผู้สนใจ ร่วมขับเคลื่อนสถานี EV Charger สำหรับแท็กซี่-รถเมล์และอีกหลายธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

นายพีระภัทร ศิริจันทโรภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ SHARGE ผู้นำด้านการสร้าง EV Charging Ecosystem เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้สร้างความร่วมมือกับบริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า BYD ในประเทศไทย เปลี่ยนชื่อแบรนด์สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) สาธารณะทุกแห่ง และชื่อแอปพลิเคชัน SHARGE สู่แบรนด์ใหม่ “RÊVERSHARGER” พร้อมทั้งเดินหน้าเต็มกำลังกับพันธกิจ RÊVERLUTION ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านการเพิ่มเครือข่าย EV Charger รองรับการเติบโตของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าแบบก้าวกระโดด และตอกย้ำสถานะอันดับ 1 ผู้ให้บริการ EV Charger ครบวงจรที่มีโซลูชั่นครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทุกกลุ่ม

ล่าสุด บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ทั้งด้านรถยนต์ไฟฟ้าและด้านพลังงาน จำนวน 3 ราย ได้แก่ 1.บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด 2.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ผู้ให้บริการสถานีบริการพลังงาน

แบรนด์บางจาก 3.บริษัทผู้ให้บริการสถานีพลังงานที่กำลังเจรจาปิดดีลอีก 1 ราย ขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 370 แห่ง 1,320 หัวชาร์จ ครอบคลุม 68 จังหวัดทั้งเมืองหลักและเมืองรองทั่วประเทศ เช่น ภาคกลาง กรุงเทพฯและปริมณฑลทุกจังหวัด พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี ภาคเหนือ เชียงใหม่ ลำปาง กำแพงเพชร พิษณุโลก ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง และภาคใต้ ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช ชุมพร เป็นต้น

สำหรับหัวชาร์จในสถานีทั้ง 370 แห่ง จะเป็นหัวชาร์จกระแสตรง (DC) ความเร็วสูงสุดถึง 360kW ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงที่สุดในโลกในขณะนี้ กระจายอยู่ตามสถานที่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เครือข่ายทางหลวง รองรับการเดินทางไกลในปั๊มบางจาก 50 แห่งด้วยหัวชาร์จความเร็วสูงสุดในระยะแรก 120kW  2.เครือข่ายในเมือง รองรับการใช้งานบริเวณใกล้เคียงจุดที่มีกิจกรรมเชิงพาณิชย์ เช่น ใกล้อาคารสำนักงาน แบ่งเป็นสถานีในปั๊มบางจาก 60 แห่ง ปั๊มของผู้ให้บริการสถานีพลังงานอีกรายจำนวน 60 แห่ง 3.ในโชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้า BYD แบ่งเป็น หัวชาร์จ 120kW ตามโชว์รูมทั่วไป 150 แห่ง และหัวชาร์จ 360kW ตามโชว์รูมพิเศษ 50 แห่ง โดยจุดชาร์จตามโชว์รูม BYD นั้น สามารถชาร์จรถยนต์ได้ทุกยี่ห้อ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นรถยนต์ BYD

“ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งของคนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถ EV คือ ถ้าต้องเดินทางไกลๆ โดยเฉพาะเดินทางข้ามจังหวัด จะไปชาร์จที่ไหน คิวยาวไหม ต้องรอระหว่างชาร์จนานหรือไม่ วันนี้เราและพันธมิตรจึงมาผนึกกำลัง ภายใต้พันธกิจ RÊVERLUTION ขยายสถานีให้ครอบคลุมเส้นทางการเดินทางสำคัญทั่วประเทศ ที่เราเรียกว่าเส้นทาง On-The-Go พร้อมทั้งเป็นหัวชาร์จความเร็วสูงทั้งหมด เพิ่มความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง เติมเต็ม EV Ecosystem สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งานรถ EV ในปัจจุบัน รวมถึงผู้ที่มีแผนจะซื้อรถ EV ในอนาคต” นายพีระภัทร กล่าว

ขณะเดียวกัน การขยายจำนวน EV Charging Station อย่างต่อเนื่อง ยังถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ BYD และรองรับการเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตที่ทางเรเว่ ออโตโมทีฟ ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ ว่าจะมีสถานี RÊVERSHARGER อย่างทั่วถึง รองรับการนำคาร์บอนเครดิตไปใช้เป็นส่วนลดในการชาร์จรถยนต์ EV ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ของโครงการฯ คาดว่า ณ สิ้นปี 2567 บริษัทจะมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะสะสมทั้งสิ้น 582 แห่ง มีหัวชาร์จรวมมากกว่า 2,012 หัวชาร์จ และกลายเป็นผู้ให้บริการ EV Charging Solution อันดับ 1 ที่มีบริการครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด พร้อมทั้งมีเครือข่ายการบริการทั่วประเทศ

นายพีระภัทร กล่าวอีกว่า นอกจากการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องแล้ว บริษัทฯยังมุ่งมั่นพัฒนาแอปพลิเคชัน RÊVERSHARGER เพื่ออำนวยความสะดวกในการชาร์จและการเดินทางของผู้บริโภคอีกด้วย ล่าสุด ได้มีฟีเจอร์ใหม่ๆ อาทิ Trip Planning ใช้แผนที่จาก Google Maps เชื่อมโยงเข้าสู่แอป RÊVERSHARGER เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาเส้นทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทาง พร้อมทั้งได้รับการแนะนำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม On-The-Go ที่อยู่บนเส้นทางหรือบริเวณใกล้เคียงการเดินทางไปยังจุดหมาย อำนวยความสะดวกและช่วยให้เดินทางได้อย่างมั่นใจ Customer Onboarding System ลงทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ทุกคัน เข้ากับฐานข้อมูลของ SHARGE ล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภคในการใช้งาน เช่น สามารถลงทะเบียนผูกช่องทางชำระเงิน แล้วสามารถเสียบหัวชาร์จเข้ากับตัวรถได้เลย โดยที่หัวชาร์จจะรับรู้อัตโนมัติ ว่าเป็นรถยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร

ปัจจุบัน แอป RÊVERSHARGER มีสมาชิกผู้ใช้งานอยู่ทั้งสิ้นกว่า 40,000 ราย โดยเป็นผู้ใช้งานเป็นประจำ (Active User) กว่า 4,000 ราย คาดว่าด้วยความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขยายเครือข่ายสถานีให้พร้อมบริการทั่วประเทศในอนาคต จะส่งผลให้มีผู้ใช้งานแอปเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 ราย หรือมากกว่า 50% ของส่วนแบ่งตลาด ภายในสิ้นปี 2567 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ https://sharge.page.link/ib87

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะในสถานที่ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกการเปลี่ยนผ่านรถยนต์โดยสารส่วนบุคคล (Passenger Vehicle) ไปสู่รถ EV แล้ว SHARGE ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านรถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Vehicle) ไปสู่รถ EV ด้วย โดยยังคงเปิดกว้างรับพันธมิตรทั้งกลุ่มเจ้าของอู่รถแท็กซี่ รถเมล์ รถเช่า ตลอดจนนักลงทุนมาร่วมขับเคลื่อนEV Ecosystem

Source : Spring News