ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ โดยคลิ้กที่แต่ละหัวข้อ

  1. หนังสือนำ (PDF File)
  2. กฏกระทรวง (PDF File)
  3. ประกาศคณะกรรมการควบคุมอาคาร (PDF File)

หรือ ดูเอกสารจากหน้าเว็บตามรายละเอียดด้านล่างนี้

1.หนังสือนำ

2.กฏกระทรวง

3.ประกาศคณะกรรมการควบคุมอาคาร

ในสถานการณ์ที่ทั่วโลกเผชิญวิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน ทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดถูกกระชับพื้นที่เข้ามาเร็วยิ่งขึ้นเพื่อแสวงหาพลังงานทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความผันผวน ทิศทางของโลกจึงมุ่งสู่สังคมไร้คาร์บอน โดยประเทศไทยได้วางเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2065

ในปี 2566 คาดการณ์ว่าสถานการณ์พลังงานจะยังคงผันผวนต่อเนื่องจากปีที่แล้ว กระทรวงพลังงานต้องปรับบทบาทองค์กรก้าวสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานดังกล่าว โดยนอกจากจะต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว ยังต้องเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและการดำเนินการหลายด้านเพื่อขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งการส่งเสริมการผลิตพลังงานสะอาดให้เป็นไปตามเป้าหมาย การปรับตัวเพื่อรองรับและส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมๆ ไปกับติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์ราคาพลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งสร้างพันธมิตรและร่วมมือกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการพัฒนา เพื่อให้เกิดการลงทุนธุรกิจพลังงานใหม่ๆ ตามเป้าหมาย

           ทั้งนี้ แผนงานสำคัญด้านพลังงานเพื่อตอบโจทย์สังคมยุคไร้คาร์บอน ได้ถูกจัดวางผ่าน 4 มิติ ดังนี้

มิติที่ 1 พลังงานสร้างความมั่นคงสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

–> แผนพลังงานชาติและแผนพลังงานรายสาขาใหม่ (แผน PDP 2022/EEP2022/AEDP2022/Oil Plan 2022/Gas Plan 2022) เน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด ตามเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050

–> แผนการลงทุน Grid Modernization ของประเทศฉบับแรก เร่งกำหนดแผนบูรณาการการลงทุนและการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) ของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง

–> ปลดล็อค ปรับปรุงกฎ กติกา เพื่อส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดเชิงพื้นที่

–> ส่งเสริมการลงทุนรถ EV และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EV Charging Station

–> ศึกษาศักยภาพ กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) 

มิติที่ 2 พลังงานเสริมสร้างเศรษฐกิจ

–> กำหนดแนวทางจัดหาเชื้อเพลิงพลังงานที่ต้นทุนไม่สูง โดยการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการนำเข้า Spot LNG

–> เร่งพัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน

–> ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน อาทิ โรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ

–> การบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code : BEC)  

–> การใช้กลไกบริษัทจัดการพลังงาน (Energy service company : ESCO) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พลังงานในภาครัฐ

–> คาดว่ามิติด้านเศรษฐกิจจะเกิดเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 240,000 ล้านบาท

มิติที่ 3 พลังงานลดความเหลื่อมล้ำและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

–> ส่งเสริมการลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล/ก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานเพื่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก โดยเร่งการลงทุน 200 เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 20 ปีประมาณ 37,700 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 630,737 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

–> พัฒนาระบบไฟฟ้าสำหรับพื้นที่เกาะและพื้นที่ห่างไกล

–> มาตรการการช่วยเหลือด้านพลังงานแบบเฉพาะให้กับกลุ่มเปราะบาง

  • ตรึงราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2566
  • ให้ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 100 บาทต่อคน
    ต่อ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566
  • ปตท.ยังคงให้ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มแก่ร้านค้าหาบเร่ แผงลอยอาหารที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 100 บาทต่อคนต่อเดือน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าครองชีพ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566

มิติที่ 4 พลังงานกับการพัฒนาองค์กรเพื่อให้บริการ 

–> เผยแพร่ข้อมูลด้านพลังงานรูปแบบ Interactive Dashboard แสดงข้อมูลเชิงลึกด้านพลังงานผ่านการประมวลผลรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อใช้สื่อสารให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก

–> เพิ่มประสิทธิภาพด้านดิจิทัลในการดำเนินงานด้านพลังงาน

–> ให้บริการศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ

–> พัฒนาระบบการขออนุญาตประกอบกิจการพลังงาน

ขณะที่เรายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านพลังงาน และกระแสการลดโลกร้อนกำลังทวีความสำคัญ ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนต่อเนื่องให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

Source : Energy News Center

งานเสวนาออนไลน์ “สร้างธุรกิจใหม่ ที่จริงใจ จากกรีนคาร์บอน”
วันเสาร์ที่ 17 ธ.ค. 65 ณ ร้านเขียวไข่กา ตลาดจริงใจ จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ร่วมเสวนา

คุณพิชัย จิราธิวัฒน์
ประธานคณะทำงานด้านพลังงาน หอการค้าไทย (กล่าวเปิด)

ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช
เลขาธิการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน

คุณภัทร์ ศาสตร์ขำ
ผู้จัดการอาวุโส ส่วนงานพัฒนาอย่างยั่งยืน
ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์
สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ

คุณธเนศ วรศรัณย์
กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย
และประธานคณะกรรมการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

คุณรองเพชร บุญช่วยดี
คณะทำงานย่อยกลุ่มสนับสนุนการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต
เพื่อรองรับกติกาพลังงานโลก หอการค้าไทย

คุณจุลนิตย์ วังวิวัฒน์
ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์
เลขานุการคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ด้านพลังงาน

หัวข้อเสวนา

  • ธุรกิจท่องเที่ยว Green Tourism จะ GO! ต้องปรับตัวอย่างไรให้กันกระแสกติกาโลกใหม่
  • ธุรกิจท่องเที่ยว จะถึง Carbon Neutrality ปี 2050 ภาครัฐควรสนับสนุนอะไร ภาคเอกชนควรปรับตัวอย่างไร
  • การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนแบบรักษ์โลก ตลาดนี้ใหญ่แค่ไหน มีแนวโน้มอย่างไร ต้องจ่ายค่าคาร์บอนเท่าไหร่ จ่ายยังไง
  • Carbon Credit เป็นกับดักหรือโอกาส ทางธุรกิจท่องเที่ยวสีเขียว ถ้าจะเดินไปสู่จุดนี้ต้องทำอย่างไร

เนื้อหาที่น่าสนใจ

  • 12 คำถามเกี่ยวกับภาษี Carbon ใครต้องจ่าย จ่ายเมื่อไร?
  • เหตุผลที่ควรทิ้ง E-Waste ให้ถูกที่
  • ผู้นำโลกกับมุมมองของพลังงานสะอาด
  • ตลาดคาร์บอนเครดิตกับภาระกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม
  • ทำไม ESG ถึงได้รับความนิยมในกลุ่มนักลงทุน
  • ไทย-สหรัฐฯ ถกความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด มุ่งเปลี่ยนผ่านสู้เป้า Net Zero
  • แคลิฟอร์เนียยกเลิก รถติดแก๊ส พร้อมใช้พลังงานสะอาด 100%
  • เที่ยวแบบวิถี Low Carbon ก็ชิลกับการสร้างสุขที่ยั่งยืนได้

คลิ้กที่นี่ หรือภาพปกหนังสือเพื่ออ่านบทความได้เลยค่ะ

คาร์บอนเครดิต เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เห็นว่า ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศได้กำหนดให้มีการใช้กลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขาย และการใช้คาร์บอนเครดิตในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและการตอบสนองต่อการบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC)

การทำความเข้าใจถึงที่มาและกลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงรูปแบบของตลาดคาร์บอนเครดิต จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในที่นี้ จะเป็น 10 ข้อควรรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับที่มาและตลาดคาร์บอนเครดิต

  • อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ถูกริเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1992 เพื่อวางเป้าหมายการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในภาพรวม โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นผู้นำร่องในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมให้มีการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา
  • พิธีสารเกียวโต ภายใต้กรอบ UNFCCC ถูกจัดทำขึ้นในปี ค.ศ.1997 เพื่อกำหนดกลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายอันเป็นข้อผูกพันตามกฎหมายสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีพันธกรณีช่วงแรก ในระหว่างปี ค.ศ.2008-2012 และขยายเป็นพันธกรณีช่วงที่สอง ในระหว่างปี ค.ศ.2013-2020 โดยการแก้ไขเพิ่มเติมโดฮา
  • ความตกลงปารีส ภายใต้กรอบ UNFCCC ถูกจัดทำขึ้นในปี ค.ศ.2015 ให้มีผลบังคับแทนที่กลไกพิธีสารเกียวโต เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการกำหนดพันธกรณี จากเดิมที่ผูกพันเฉพาะสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว มาเป็นการกำหนดเป้าหมายร่วมกันของรัฐภาคีทั้งหมด ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
  • ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้ง UNFCCC (ในปี ค.ศ.1994) พิธีสารเกียวโต (ในปี ค.ศ.2002) การแก้ไขเพิ่มเติมโดฮา (ในปี ค.ศ.2015) และความตกลงปารีส (ในปี ค.ศ.2016)
  • โดยที่ประเทศไทยไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในภาคผนวก 1 ของ UNFCCC อันเป็นผลให้ไม่เป็นประเทศที่มีข้อผูกพันในภาคผนวก B ตามพิธีสารเกียวโต จึงไม่มีเป้าหมายในการดำเนินการที่เป็นข้อผูกพันตามกฎหมาย
  • จนกระทั่งการบังคับใช้ความตกลงปารีส ซึ่งกำหนดให้ทุกประเทศต้องเสนอแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ประเทศไทยจึงได้แถลงว่า จะมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี ค.ศ.2030 (หากได้รับการสนับสนุนระหว่างประเทศ) และวางเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 รวมทั้งการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ.2065
  • ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ภายใต้ความตกลงปารีส โดยยังมิได้มีการนำระบบตลาดคาร์บอนในรูปแบบ “ภาคบังคับ” มาใช้สำหรับการบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดหรือใช้เพื่อถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ
  • ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยปัจจุบัน ยังเป็นรูปแบบ “ภาคสมัครใจ” ที่เป็นการซื้อขาย และการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ภายในประเทศ
  • แนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต ที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ต้องเป็นคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากประเภทโครงการพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานที่ใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและการผลิตความร้อน การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและโรงงาน และในครัวเรือน การปรับเปลี่ยนสารทำความเย็นธรรมชาติ การใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ด การจัดการขยะมูลฝอย การจัดการน้ำเสียชุมชน การนำก๊าซมีเทนกลับมาใช้ประโยชน์ การจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรม การลด ดูดซับ และกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร การดักจับ กักเก็บ และ/หรือใช้ประโยชน์จากก๊าซเรือนกระจก หรือโครงการอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
  • โครงการที่พัฒนาขึ้นสำหรับใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ต้องเป็นโครงการที่ส่งผลให้เกิดการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดหรือเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ในส่วนเพิ่มเติมจากการดำเนินงานตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และมีกำหนดระยะเวลาการรับรองคาร์บอนเครดิต ไม่เกินระยะเวลาการดำเนินงานตามเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งต้องเป็นโครงการที่มีการส่งเสริมการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมขั้นสูงและใช้เงินลงทุนสูง และการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินเพื่อการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการลดก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดหรือเป็นการเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก

ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นกลไกทางตลาด ตามความตกลงปารีส (และการเปลี่ยนผ่านจากพิธีสารเกียวโต) สามารถศึกษาได้จาก A Guide to UN Market-based Mechanisms ที่ลิงก์ https://unfccc.int/blog/a-guide-to-un-market-based-mechanisms

บทความ : ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์ ประธานสถาบันไทยพัฒน์

Source : MGROnline
เครดิตภาพ : https://www.klean.world/post/what-makes-a-good-carbon-credit