วิธีประหยัดไฟฟ้าก็มีการนำเสนอกันมามากมาย นั่นเป็นเพราะว่าค่าไฟฟ้านั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่แทบทุกคนจะต้องจ่าย เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในปัจจุบันค่าไฟก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงมาก รวมถึงช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา มีการใช้ไฟไปกับเครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ทำให้หลายคนจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวกันเลยทีเดียว

ในบทความนี้ทางทีมงานของคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย จึงได้รวบรวมเอาเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีประหยัดไฟฟ้าจากกระทรวงพลังงานที่ได้มีการเผยแพร่เอาไว้ ซึ่งจะเป็นเรื่องของการใช้เครื่องไฟฟ้า 10 อย่างยอดนิยมว่า เราควรจะใช้อย่างไร ถึงจะประหยัดไฟฟ้าได้อีกประมาณ 10% ไปชมกันได้เลยครับ

ก่อนจะไปดูวิธีการประหยัดไฟนั้น ก็ต้องบอกก่อนว่า ข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอนี้ ใช้พื้นฐานจากอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ดังนี้

  • เครื่องปรับอากาศ 3 เครื่อง (9,000 / 13,000 / 18,000 BTU)
  • ตู้เย็น 7.7 คิว
  • เครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ไฟฟ้า จำนวน 3 เครื่อง
  • กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า
  • พัดลมจำนวน 3 เครื่อง
  • หลอดไฟแบบ LED
  • หม้อหุงข้าว
  • ไมโครเวฟ
  • ทีวี
  • คอมพิวเตอร์
  • เครื่องซักผ้า
  • เตารีด
  • ปั๊มน้ำแบบอัตโนมัติ

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเราที่มีกันเป็นส่วนใหญ่ครับ ต่อไปเรามาดูคำแนะนำกันต่อว่า จะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้เพื่อให้ประหยัดไฟจากเดิมเพิ่มอีก 10% นั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

1.เครื่องปรับอากาศ

คำแนะนำ : เพิ่มอุณหภูมิจากปกติอีก 1 องศา เช่น เดิมเคยเปิดเครื่องปรับอากาศตามคำแนะนำที่ 25 องศา ก็ให้ปรับเพิ่มเป็น 26 องศา หรืออาจจะลองเปิดเพิ่มเป็น 27 องศาก็ได้ ถ้ายังเย็นอยู่ และควรตั้งเวลาปิดก่อนตื่นนอนสัก 15 – 20 นาที และควรจะมีการล้างเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ 2 ครั้งต่อปี

ช่วยประหยัดได้ : 290 บาท คิดเป็น 6%

2.เครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ไฟฟ้า

คำแนะนำ : อย่างแรกเลยก็ใช้เทคนิคการเปิดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น บางคนเปิดตั้งแต่เริ่มอาบน้ำ จนอาบน้ำเสร็จ แบบไม่ปิดเลย แนะนำว่าช่วงตอนฟอกสบู่ หรือกำลังสระผม อาจจะเปิดน้ำอุ่นไว้ก่อนก็ได้ และอาจจะปรับอุณหภูมิให้ลดจากเดิมลง เอาแค่อุ่นๆ ที่พอรับได้

ช่วยประหยัดได้ : 119 บาท คิดเป็น 2.5%

3.กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า

คำแนะนำ : หลายคนใช้กระติกน้ำร้อนไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กทิ้งไว้เลย ซึ่งบอกเลยว่าเปลืองไฟมาก ดังนั้นควรเสียบปลั๊กเฉพาะตอนที่เราจะใช้เท่านั้น เมื่อน้ำเดือดแล้วใช้น้ำเรียบร้อยก็ให้ถอดปลั๊กทันที

ช่วยประหยัดได้ : 25 บาท คิดเป็น 0.5%

วิธีประหยัดไฟฟ้า

4.หม้อหุงข้าว เตาไมโครเวฟ ทีวี คอมพิวเตอร์

คำแนะนำ : อันนี้ง่ายมากเลย ก็คือ ถอดปลั๊กหลังใช้งานทุกครั้ง โดยเฉพาะหม้อหุงข้าว ที่แม่บ้านหลายคนมักจะเสียบปลั๊กค้างไว้เพื่อให้ข่าวอุ่น บอกเลยว่าเปลืองไฟค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ช่วยประหยัดได้ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

5.ตู้เย็น

คำแนะนำ : อย่างแรกเลย ควรจัดระเบียบของต่างๆ ในตู้เย็นใหม่ อันไหนหมดอายุ หรือไม่ได้ใช้แล้วก็ควรนำไปทิ้งให้เรียบร้อย การมีของในตู้เย็นเป็นจำนวนมากๆ ตู้เย็นก็ต้องทำงานมากตามไปด้วย เพื่อให้ของภายในตู้มีความเย็นตามที่กำหนด และไม่ควรเปิดปิดตู้เย็นบ่อยจนเกินไป แนวๆ ว่ามาเปิดดูตู้เย็นว่ามีอะไรกินบ้าง เปิดแล้วก็ปิด เดี๋ยวก็มาเปิดอีกแบบนี้ก็ไม่เอานะ แล้วก็ใครที่ใช้ตู้เย็นเก่า ปิดแล้วมักจะไม่สนิท ก็แนะนำให้หาพวกตัวล็อคตู้เย็นมาติดเพิ่ม กันตู้เย็นปิดไม่สนิทด้วยนะ

ช่วยประหยัดไฟ : 19 บาท คิดเป็น 0.4%

6.พัดลม

คำแนะนำ : ควรปรับลดความแรงของพัดลมลงอีก 1 ระดับ เมื่อแรงลมน้อยลง วิธีแก้ไขก็คือ ขยับพัดลมให้มาใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้นแทน เราก็จะได้ความแรงของพัดลมเท่าๆ เดิม หากเราใช้คนเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดซ้าย ให้จ่อมาที่ตัวเราโดยตรงได้เลย เมื่อใช้เสร็จแล้วอย่าลืมถอดปลั๊กด้วยนะ

ช่วยประหยัดไฟ : 18 บาท คิดเป็น 0.4%

7.หลอดไฟฟ้า LED

คำแนะนำ : ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น หากบ้านไหนที่ช่างเขาทำสวิทซ์รวมประมาณว่า เปิดทีเดียว ติด 4 ดวง อันนี้ก็อาจจะต้องวางแผนระยะยาวก็คือ ให้ช่างมาแยกสวิทซ์ดูตามความเหมาะสมก็ได้ครับ หรือจะไปเลือกใช้พวกหลอดไฟอัจฉริยะแทนก็ได้ สามารถสั่งปิดไฟผ่านเสียง หรือกดปิดจากมือถือได้ รวมถึงสามารถปรับเพิ่มลดความสว่างได้ด้วย ซึ่งก็ช่วยประหยัดไฟได้อีกระดับหนึ่ง แต่เราก็จะมีค่าใช้จ่ายกับราคาหลอดไฟอัจฉริยะที่แพงกว่าหลอดปกตินะครับ อันนี้ลองพิจารณากันให้ดี

ช่วยประหยัดไฟ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

8.เตารีดไฟฟ้า

คำแนะนำ : ควรรีดผ้าพร้อมๆ กันทีละมากๆ เพื่อให้เราเปิดใช้งานเตารีดในครั้งเดียวไปเลย ใครที่มีการใช้น้ำผ้ารีดผ้า ควรฉีดผ้าทั้งหมดเตรียมเอาไว้ก่อน แล้วค่อยรีด และเมื่อรีดใกล้เสร็จ เช่น เหลืออีกแค่ 1 – 2 ตัว ก็อาจจะปิดเตารีดเลยก็ได้ และใช้ความร้อนที่เหลืออยู่ แนะนำว่าควรรีดพวกเสื้อผ้าที่รีดง่ายๆ ไว้ตอนท้ายๆ นะครับ

9.ปั๊มน้ำ

คำแนะนำ : ใช้น้ำแบบประหยัดขึ้นอย่างน้อย 10% เพื่อช่วยลดการทำงานของปั๊มน้ำ เช่น เคยล้างรถทุกวัน อาจจะล้างเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้งแทน รวมถึงรดน้ำต้นไม้ อาจจะเลือกรดน้ำในช่วงหัวค่ำวันเว้นวันแทน

10.เครื่องซักผ้า

คำแนะนำ : ควรซักผ้าพร้อมกันครั้งละมากๆ เท่าที่เครื่องรองรับได้ หากเสื้อผ้าตัวไหนมีรอยเปื้อนมาก แนะนำให้ทำความสะอาดคราบก่อนใส่เครื่องซักผ้าด้วย เพราะถ้าเราซักผ้าพร้อมๆ กันเยอะๆ ผ้าจะไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ และอย่าลืมแยกผ้าสีเข้ม กับอ่อนด้วยนะ

สำหรับข้อ 8 , 9 , 10 ช่วยประหยัดไฟ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

และทั้งหมดนี้ก็เป็นคำแนะนำการประหยัดไฟฟ้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งอ่านแล้วอาจจะไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง 100% เพราะแต่ละบ้าน และวิธีการใช้งานแต่ละคนก็แตกต่างกันไปครับ แต่อยากให้รับทราบเป็นแนวทาง เอาที่เราพอจะทำได้ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ติดขัดใดๆ ก็พอ ซึ่งทำแล้ว รับรองว่าประหยัดไฟขึ้นแน่นนอน จะได้เอาเงินที่ประหยัดได้ ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ กันต่อครับ

อ้างอิงข้อมูล : กระทรวงพลังงาน
ภาพประกอบ : freepik

จากปัญหาค่าไฟแพงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องปรับตัวเรื่องการใช้ไฟฟ้ากันอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก แม้จะใช้ไฟเท่าเดิมก็ตาม ซึ่งหลายๆ คน ก็เลือกแก้ไขปัญหานี้ด้วยการลดการใช้ไฟบ้าง หรือเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆ ที่กินไฟมาก เป็นเครื่องไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่กินไฟน้อยลง บางท่านก็มองหาทางเลือกใหม่จากการใช้พลังงานสะอาด อย่างเช่น โซล่าร์เซลล์ ซึ่งตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ปัญหาก็คือ ราคายังค่อนข้างสูงอยู่ และต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ทำให้หลายคนไม่สามารถจะติดตั้งโซล่าร์เซลล์ได้

ดังนั้นหลายธนาคารที่ได้รับทราบปัญหานี้ และมองเห็นโอกาสในเรื่องของธุรกิจ ก็ได้ออกโปรโมชั่นสินเชื่อโซล่าร์เซลล์ออกมาให้บริการกัน รวมถึงมีสินเชื่อสำหรับรถไฟฟ้าออกมาด้วยพร้อมๆ กัน วันนี้ทางทีมงานคณะทำงานด้านพลังงาน หอการค้าไทย ได้รวบรวมเอาสินเชื่อโซล่าร์เซลล์มาให้พิจารณากัน เผื่อว่าใครกำลังสนใจจะติดตั้งโซล่าร์เซลล์แต่ไม่มีกำลังทรัพย์ที่เพียงพอ จะได้มีทางเลือกและโอกาสในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ มีธนาคารไหนบ้าง ไปชมกันครับ

ธนาคารกรุงไทย สินเชื่อรักษ์โลก Home for Cash

มาเริ่มกันที่ธนาคารกรุงไทยกันก่อนครับ ซึ่งจะใช้ชื่อว่า “Home For Cash รักษ์โลก” สนับสนุนติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานสำหรับที่อยู่อาศัย ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทุกทางเลือก ลดใช้พลังงาน ดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 1.99% ในปีแรก

สินเชื่อ Home For Cash  รักษ์โลก ให้สิทธิสำหรับลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารเท่านั้น โดยยื่นขอสินเชื่อภายใต้หลักประกันเดิม  ส่วนลูกค้ารายใหม่ สามารถยื่นขอสินเชื่อ Home For Cash  รักษ์โลก พร้อมกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารได้ โดยเปิดกว้างสำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายในบริเวณที่อยู่อาศัย  เช่น การติดตั้งแผงโซลาเซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) การติดตั้งเครื่องชาร์จ (EV Charger) สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นต้น ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์ 

  • สำหรับติดตั้ง Solar Rooftop
  • สำหรับติดตั้ง EV Charger สำหรับรถไฟฟ้า
  • สำหรับซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ช่วยประหยัดพลังงานฯ

ดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 1.99% ต่อปี ฟรีค่าธรรมเนียม 3 รายการ

  • ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคา
  • ฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง
  • ฟรีค่าธรรมเนียมยื่นกู้

อัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อน 

ประเภทสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราที่กำหนด (%)อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี (%)EIR*(%)
ปีที่ 1หลังจากนั้น
เงินกู้แบบกำหนดระยะเวลา
(Term Loan)
1.99MRR5.416.42

ภายใต้แคมเปญนี้ ลูกค้าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ปีแรก 1.99% ต่อปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปีตลอดอายุสัญญา วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายจริง ระยะเวลากู้นานสูงสุด 30 ปี สำหรับลูกค้าที่สนใจ ติดต่อธนาคารกรุงไทยทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111   

ธนาคารออมสิน GSB Go Green

สำหรับธนาคารออมสินได้ออกโปรโมชั่นสินเชื่อในชื่อว่า GSB Go Green เป็นสินเชื่อสำหรับการซื้อรถไฟฟ้า EV หรือสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซล่าร์เซลล์ ซึ่งสรุปรายละเอียดได้ดังนี้

  • เพื่อติดตั้ง Solar Cell หรือ Solar Rooftop ติดตั้ง  EV Charger สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
  • เพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
  • เพื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ช่วยประหยัดพลังงาน
  • ดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 1.99% นาน 3 เดือนแรก
  • ผ่อนต่ำแสนละ 199 บาท/เดือน นาน 3 เดือนแรก

จำนวนเงินให้กู้

  • กรณีใช้หลักทรัพย์เป็นประกันเงินกู้ระยาว (L/T) จำนวนเงินให้กู้สูงสุดไม่เกินรายละ 5,000,000 บาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักทรัพย์* ทั้งนี้ เป็นไปตามเกณฑ์การพิจารณาที่ธนาคารกำหนด
  • กรณีไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) ให้กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 10 เท่าของรายได้รวม และไม่เกินรายละ 500,000 บาท

ระยะเวลาชำระเงินกู้

  • กรณีใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน ไม่เกิน 30 ปี โดยเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ ต้องไม่เกิน 70 ปี (ยกเว้นกรณีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไม่เกิน 15 ปี) ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการกู้ร่วมกับบุคคลอื่นให้นับระยะเวลาชำระเงินกู้ตามอายุของผู้กู้ที่มีอายุน้อยที่สุดเพียงคนเดียว
  • กรณีไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) สูงสุดไม่เกิน 7 ปี โดยเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี ยกเว้น กรณีเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเจ้าของกิจการ ระยะเวลาชำระเงินกู้สูงสุด ไม่เกิน 5 ปี

อัตราดอกเบี้ย

รายละเอียดกรณีใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน
ทำประกันฯไม่ทำประกันฯ
เดือนที่ 1-31.990%2.490%
เดือนที่ 4-12MRR-3.185%MRR-2.685%
ปีที่ 2 เป็นต้นไปMRR-0.500%
เฉลี่ย 3 ปี5.219%5.386%
EIR5.831%5.900%
รายละเอียดกรณีไม่มีหลักประกัน (Clean Loan)   
ทำประกันฯไม่ทำประกันฯ
เดือนที่ 1-37.990%8.490%
เดือนที่ 4-12MRR+1.495%MRR+1.995%
ปีที่ 2 เป็นต้นไปMRR+3.254%
เฉลี่ย 3 ปี9.392%9.559%
EIR9.445%9.598%

ยื่นกู้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2566 อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2567

ธนาคารยูโอบี U-Solar โครงการยู-โซลาร์

ธนาคารยูโอบี จะเป็นสินเชื่อในชื่อโปรแกรมว่า U-Solar โปรโมชั่นสำหรับการช่วยให้ กลุ่มบริษัท  ผู้ประกอบการ บุคคลทั่วไป ที่สนใจเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นเรื่องง่ายและครอบคลุมถึงการเริ่มต้นลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวด้านพลังงานโดยธนาคาร UOB จะเป็นเสมือนตัวกลางที่เข้าไปเชื่อมต่อทุกภาคส่วน ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานแสงอาทิตย์ และช่วยในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาด สำหรับรายละเอียดของสินเชื่อมีดังนี้

  • รายการผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือน สำหรับบัตรเครดิตธนาคารยูโอบี ที่ออกในประเทศไทยเท่านั้น (ยกเว้นบัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ) หรือสูงสุด 24 เดือนสำหรับบัตรยูโอบี แคชพลัส เมื่อซื้อสินค้า/บริการ ผ่านบริการผ่อนชำระ UOB I-Plan ณ ร้านค้าที่เป็นพันธมิตรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของธนาคารยูโอบี ภายใต้โครงการยู-โซลาร์ (U-Solar)
  • บริการผ่อนชำระ UOB I-Plan ผ่านบัตรเครดิตธนาคารยูโอบี /บัตรยูโอบี แคชพลัส เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุใน คู่มือผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบี / คุ่มือการใช้วงเงินยุโอบี แคชพลัส
  • ระยะเวลาและจำนวนเงินผ่อนชำระเป็นไปตามที่ร้านค้ากำหนด โปรดตรวจสอบรายละเอียด ณ จุดขายก่อนชำระค่าสินค้า/บริการ
  • ธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้า/บริการ กรณีเกิดความเสียหาย หรือ ข้อบกพร่องใดๆ กรุณาติดต่อร้านค้าโดยตรง
  • ตรวจสอบร้านค้าที่เป็นพันธมิตรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของธนาคารยูโอบี ภายใต้โครงการยู-โซลาร์ (U-Solar) ที่ https://www.uob.co.th/personal/promotions/creditcard/others.page

ธนาคารกสิกรไทย สินเชื่อบ้านสีเขียว

สินเชื่อของธนาคารกสิกรไทยนั้น จะเป็นการทำโปรโมชั่นร่วมกับโครงการบ้านชื่อดังต่างๆ ราวๆ 15 บริษัท ซึ่งจะมีเรื่องของดอกเบี้ยพิเศษ กู้ได้สูงสุด 110% ฟรีค่าประเมิน และมีโปรโมชั่นร่วมกับทาง SCG ในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์เป็นส่วนลดอีกด้วย

รายละเอียดและเงื่อนไข

สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้สินเชื่อบ้านแคมเปญ “สินเชื่อบ้านสีเขียว” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 – 30 มิถุนายน 2566 และจดจำนอง ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2566

รายละเอียดและเงื่อนไข

  • ลูกค้าที่ได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากแคมเปญ “สินเชื่อบ้านสีเขียว” จะต้องมีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
  • ลูกค้าต้องทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อบ้าน โดยมีทุนประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อขั้นต่ำ 70% ขึ้นไปของวงเงินสินเชื่อรวมและเลือกระยะเวลาคุ้มครองเต็มระยะเวลากู้ หรือ ทุนประกันคุ้มครองเต็มวงเงินสินเชื่อรวม และเลือกระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำ 70% ของระยะเวลากู้
  • วงเงินกู้ :
    • สำหรับบ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท จะได้รับวงเงินกู้สูงสุด 110% ของราคาซื้อขายหรือ 100% ของราคาประเมิน
      หลักประกัน
      • วงเงินกู้ 110% ของราคาซื้อขาย แบ่งเป็น สินเชื่อบ้าน 100% และสินเชื่อตกแต่งบ้าน 10%
    • สำหรับบ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับวงเงินกู้สูงสุด 90% ของราคาซื้อขายหรือ 90% ของราคาประเมิน
      หลักประกัน 
  • ค่าประเมินราคาหลักประกัน : ฟรี ค่าประเมินราคาหลักประกัน (3,000 บาท)
  • ระยะเวลากู้ : ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี รวมอายุผู้กู้สูงสุดไม่เกิน 70 ปี

สิทธิพิเศษจาก SCG

  • ติดตั้งหลังคาโซลาร์กับ SCG Solar Roof Solution รับส่วนลดสูงสุด 73,840 บาท ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขการติดตั้งหลังคาโซลาร์แพตเกจต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ SCG คลิก
  • ซื้อสินค้าประหยัดพลังงานอื่นๆ กับ SCG ในราคาพิเศษ พร้อมรับคะแนน SCG Family x2 ทุกสินค้าที่ร่วมรายการ
    1. บ้านไม่อบอ้าว อยู่สบาย ถ่ายเทอากาศ แม้ไม่เปิดแอร์ ดัวย Active AIRflow System 
    2. อากาศดียิ่งกว่าเครื่องฟอกอากาศ ด้วยเครื่องเติมอากาศดี SCG Active AIR Quality 
  • ซื้อสินค้าบล็อกปูพื้น SCG รุ่น Modern Block ครบ 10,000 บาท รับส่วนลด 300 บาท / เซลล์สลิป
  • ซื้อสินค้าฉนวนกันความร้อน รุ่น Stay Cool หนา 3 นิ้ว หรือ 6 นิ้ว ครบ 7,500 บาท รับส่วนลด 400 บาท / เซลล์สลิป
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

สิทธิพิเศษจาก บุญถาวร

รับสิทธิพิเศษ ส่วนลด จากบุญถาวร สูงสุด 16,500 บาท เมื่อซื้อสินค้าจากบุญถาวรที่ร่วมรายการ

  • ลด 1,500 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป
  • ลด 5,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 70,000 บาทขึ้นไป
  • ลด 10,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป

ระยะเวลา : 15 ก.พ. 2566 – 28 เม.ย. 2566
เงื่อนไข : เมื่อสมัครสินเชื่อบ้านสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. 2566 – 28 เม.ย. 2566 และจดจำนองภายในวันที่ 31 พค. 2566 
ระยะเวลาการใช้ส่วนลด 31 ส.ค. 2566

ไฮโดรเจนสีเขียว หรือเรียกสั้นๆว่า กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) กำลังจะกลายเป็นพลังงานทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาดที่ดีสำหรับโลกเราในตอนนี้ เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยให้โลกสามารถลดมลพิษเป็นศูนย์ได้ เรียกง่ายๆ ว่า เป็นกุญแจสำหรับสู่ Net Zero แม้ว่าไฮโดรเจนสีเขียวยังมีต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานทางเลือกอื่นๆ ก็ตาม ซึ่งเชื่อว่าหากได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ว่าสูงนี้ก็จะค่อยๆ ลดลงได้เช่นกัน ในบทความนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทยได้รวบรวมเอาเรื่องราวของไฮโดรเจนสีเขียวมาฝากกัน ไปติดตามอ่านกันได้เลย

ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) คืออะไร

ไฮโดรเจนสีเขียว

ไฮโดรเจนสีเขียวเป็นพลังงานสะอาดชนิดหนึ่ง ซึ่งผลิตขึ้นโดยใช้กระแสไฟฟ้า เพื่อแยกโมเลกุลไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลของออกซิเจนในน้ำ ทำให้เกิดผลพลอยได้ในกระบวนการผลิตที่เกิดจากการเผาไหม้ไฮโดรเจนที่ไม่ใช้คาร์บอนไดออกไซค์แต่เป็นน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เราทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำ หรือก๊าซ ก็สามารถเป็นแหล่งสกักไฮโดรเจนออกมาได้ แต่ว่าจะออกมาเป็นไฮโดรเจนประเภทไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบเชื้อเพลิงที่ใช้ รวมถึงการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต โดยสามารถแบ่งประเภทของไฮโดรเจนออกมาได้อีกหลายประเภทดังนี้

  • บราวน์ไฮโดรเจน (Brown Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีน้ำตาล เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตโดยใช้ถ่านหินผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Coal Gasification ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนประมาณ 16 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตออกมาได้ ส่วนใหญ่จะมีการผลิตในประเทศจีนซึ่งถ่านหินเป็นจำนวนมาก
  • เกรย์ไฮโดรเจน (Grey Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีเทา เป็นไฮโดรเจนที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ หรือนำมัน โดยผ่านกระบวนการ Steam Reforming ซึ่งกระบวนการนี้จะก่อให้เกิดก๊าชคาร์บอนประมาณ 9 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตได้
  • เทอร์ควอยไฮโดรเจน (Turquoise Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีฟ้าคราม เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตได้จากการแยกมีเทนออกมาเป็นคาร์บอนและไฮโดรเจน ผ่านกระบวนการ Methane Pyrolysis ซึ่งคาร์บอนที่ผลิตออกมาได้นั้นสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบเชิงพาณิชย์ได้ แต่ว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา และยังไม่มีการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ใดๆ เลย
  • บลูไฮโดรเจน (Blue Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีฟ้า เป็นไฮโดรเจนที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเดียวกับเกรย์ไฮโดรเจน ซึ่งใช้กระบวนการ Steam Reforming แต่จะมีการเพิ่มเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage : CCUS) เข้ามาเพื่อช่วยในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยกระบวนการผลิตบลูไฮโดรเจน จะปล่อยคาร์บอนประมาณ 3 – 6 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตออกมาได้
ไฮโดรเจนสีเขียว

ดังนั้นหากเทียบประเภทของไฮโดรเจนทั้งหมดแล้ว จะพบว่ากรีนไฮโดรเจน จะมีกระบวนการผลิตที่สะอาดมากที่สุด เพราะไม่มีการปล่อยคาร์บอนออกมาเลย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ยังค่อนข้างสูงอยู่นั่นเอง ซึ่งในอนาคตหากมีการนำมาใช้อย่างจริงจังและแพร่หลายมากขั้น ก็น่าจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนได้อีกมาก

ข้อดีและข้อเสียงของกรีนไฮโดรเจน

สำหรับกรีนไฮโดรเจนนั้นแม้จะมีข้อดีที่เห็นอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่เช่นเดียวกัน หากเรานำมาใช้เป็นพลังงานแล้วมาดูกันว่าข้อดีและข้อเสียมีอะไรกันบ้าง

ข้อดี

  • ไม่มีอันตรายใดๆ ไม่เหมือนถังแก๊ส NGV, LPG
  • วัสดุหาง่าย ใช้น้ำเปล่า 100%
  • เครื่องยนต์เผาไหม้ดีขึ้น ช่วยลดควันดำ
  • สามารประหยัดน้ำมันได้ถึง 40 – 60%
  • มีระบบระบายความร้อนที่ควบคุมทางอิเลคทรอนิคส์
  • ปรับการผลิตก๊าซได้ตามรอบเครื่องยนต์

ข้อเสีย

  • มีราคาแพง
  • ประสิทธิภาพเชิงความร้อนต่ำ มีปัญหาเรื่องการจุดระเบิดย้อนกลับ (BACKFIRE)
  • ต้องใช้เงินลงทุนในการผลิตเป็นจำนวนมหาศาล
  • ยากต่อการจัดเก็บ การขนส่งและการบรรทุก
  • ประสิทธิภาพยังทำได้แค่เพียง 1 ใน 4 ของก๊าซธรรมชาติ

แม้ว่ากรีนไฮโดรเจนจะมีข้อเสียต่างๆ ตามที่นำเสนอไปนั้น แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อแก้ไขข้อเสียต่างๆ นั้นได้จนหมด และปัจจุบันมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนทั่วโลกกว่า 200 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไฮโดรเจนสีเขียว

โดยซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีการตั้งเป้าหมายในการผลิตไฮโดรเจนให้ได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ราว 4 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2030 นี้ และ กำลังสร้างโรงงานพลังงานสีเขียวและแอมโมเนียที่ใหญ่ที่สุดในนีโอม ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองแห่งอนาคต” นอกจากนี้ ACWA Power บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Air Products บริษัทอุตสาหกรรมเคมีของสหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงงาน ซึ่งจะใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วทั้งทะเลทราย และคาดว่าจะขับเคลื่อนซาอุดิอาระเบียสู่การปลอดคาร์บอนในอนาคต

ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็มีการจัดตั้งโรงงานกรีนไฮโดรเจนอยู่ใกล้กับฟุกุชิมะ โดยจะเน้นผลิตเพื่อนำไปใช้งานเป็นหลักเนื่องจากไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะผลิตเพื่อใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอ สภาพยุโรปได้ประกาศการขยายลงทุนในกรีนไฮโดรเจนขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญ

และในเยอรมันนีก็เป็นอีกประเทศที่มีการผลิตไฮโดรเจนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลในเรื่องของการผลิต และยังมีการสนับสนุนภาพอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนสีเขียวอีกด้วย โดยมีโครงการ “National Hydrogen Strategy” เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไฮโดรเจน ซึ่งทำเงินได้ถึง 7 พันล้านยูโรสำหรับการเปิดตัวไฮโดรเจนสีเขียวในเยอรมนี และอีก 2 พันล้านยูโรสำหรับพันธมิตรระหว่างประเทศ

ไฮโดรเจนสีเขียว

นอกจากนี้ยังมีประเทศออสเตรเลีย และชิลีที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นประเทศผู้ส่งออกไฮโดรเจนรายใหญ่ของโลก เพราะทั้งสองประเทศนี้มีทรัพยากรทางธรรมชาติและโครงสร้างต่างๆ ที่เอื้อต่อการผลิตและการส่งออกไฮโดรเจนนั่นเอง โดยชิลีได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนเนื่องจากทรัพยากรลมที่เหมาะสมที่สุด

แหล่งข้อมูล
Green Network Thailand
ฐานเศรษฐกิจ
ภาพประกอบ
Freepik

เชื่อว่าตอนนี้หลายคนที่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ น่าจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องการขายคาร์บอนเครดิต หลังจากที่มีการเผยแพร่ข่าวสารเรื่องนี้ออกมาสักระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรที่ชัดเจนมากนัก วันนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย ได้ไปรวบรวมข้อมูลเรื่องนี้ พร้อมคำถามที่น่าสนใจมาให้ สามารถติดตามได้จากบทความนี้ได้เลย

รู้จักกับคาร์บอนเครดิตกันก่อน?

ก่อนจะไปปลูกต้นไม้ไว้ขายคาร์บอนเครดิต เราต้องรู้จักคาร์บอนเครดิตกันก่อนครับ คาร์บอนเครดิตคืออะไร? คาร์บอนเครดิตคึอ สิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก นั่นเอง โดยสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณ และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ หากในปีนั้นๆ องค์กรมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์จะถูกตีราคาเป็นเงิน ก่อนจะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นที่อาจจะไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ตามเกณฑ์ จึงเป็นที่มาของการมีตลาดซื้อขายคาร์บอนนั่นเอง สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องของคาร์บอนเครดิตแบบเต็มๆ ทางทีมงานได้เคยมีการเผยแพร่บทความนี้เอาไว้แล้ว สามารถกดที่นี่เพื่ออ่านเนื้อหาได้เลยครับ

มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิตได้ยังไง?

ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิต สำหรับเรื่องนี้ ทางองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เขามีระบุข้อมูลเอาไว้ดังนี้

  1. ต้องมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป
  2. ที่ดินที่ใช้ปลูกต้นไม้ต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฏหมาย หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฏหมาย
  3. มีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอน และจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ
  4. มีเงินจ้างผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบความใช้ได้ และทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก

ในขณะนี้มีผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยแล้ว 310 โครงการ สำหรับผู้ที่สนใจแนะนำให้เข้าไปศึกษาข้อมูลการขึ้นทะเบียนโครงการ และการรับรองคาร์บอนเครดิตได้ที่เว็บไซต์ https://ghgreduction.tgo.or.th ได้เลย

ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิต

คำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต

1.ค่าจ้างผู้ประเมิน คิดยังไง จะคุ้มค่ากับค่าคาร์บอนเครดิตที่ได้รับหรือไม่
ตอบ อบก. ได้รับทราบจากผู้พัฒนาโครงการที่เคยทำโครงการฯ โดยอัตราขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 20 ไร่ ราคาที่ประมาณ 80,000 บาท และในกรณีพื้นที่ประมาณ 80,000 ไร่ ราคาอยู่ที่ประมาณ 280,000 บาท ทั้งนี้ การประเมินราคาขึ้นอยู่กับที่ตั้งโครงการ ขนาดพื้นที่โครงการ ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่โครงการ จำนวนแปลงตัวอย่างที่จะต้องตรวจสอบ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นตกลงระหว่างผู้ประเมินภายนอกกับเจ้าของโครงการ ดังนั้น ราคาข้างต้นจึงไม่ใช่ราคาอ้างอิง

2.ถ้าเป็นที่ดิน สปก.ลงชื่อบุคคลไว้แล้ว ที่ปลูกพืชเกษตร ได้มั้ยคะ
ตอบ สามารถทำได้ครับ แต่ชื่อในเอกสารสิทธิ์นั้นต้องตรงกับชื่อของผู้ที่มาขึ้นทะเบียนครับ

3.10 ไร่รวมกันแปลงไม่ติดกันได้ไหม?
ตอบ ทำได้ครับ สามารถทำในรูปแบบแผนงานครับ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Link นี้ครับ
https://ghgreduction.tgo.or.th/th/about-tver/tver-model.html

4.หลายๆ รายรวมกันเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ไหมครับเพราะเกษตรกรบางรายมีที่ดินไม่ถึง10ไร่
ตอบ สามารถทำโครงการ T-VER ในรูปแบบของ โครงการแบบแผนงาน (Programme of Activities) โดยมีโครงการย่อยที่มีที่ตั้งหลายแห่งได้ แต่ประเภทโครงการต้องเหมือนกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน ระยะเวลาในการคิดเครดิตของโครงการย่อยเริ่มและจบไม่เหมือนกันก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องมีหน่วยงานกลางที่จัดทำข้อเสนอโครงการ T-VER แบบแผนงาน รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของโครงการย่อยเพื่อจัดทำข้อเสนอโครงการย่อยของแต่ละกลุ่มแยกกันค่ะ หรือจะทำแบบควบรวม (Bundled Projects) โดยเป็นโครงการที่มีที่ตั้งหลายแห่ง โดยทุกโครงการย่อยเป็นประเภทโครงการเดียวกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน แต่ในส่วนของระยะเวลาคิดเครดิตของทุกแห่งต้องเริ่มพร้อมกันและจบพร้อมกัน และมีหน่วยงานกลางที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอโครงการเล่มเดียวค่ะ

5.พอชวนปลูกกันมากๆ มีเพดานปริมาณพื้นที่ที่รับเข้าโครงการหรือเปล่า ถ้าไม่ชัด ชวนใครต่อไม่ได้ หรือเหมือนไปหลอกเขาให้ปลูกแล้วไม่รับ
ตอบ ไม่มีเพดานของพื้นที่ในการทำโครงการปลูกป่าค่ะ ถ้าใกล้เคียงกับลักษณะการปลูกป่าของชาวบ้าน ไม่ซับซ้อนมาก แนะนำให้อ่านเอกสารของโครงการการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ณ วัดหนองจระเข้ ตําบลบ้านนา อําเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งดำเนินการปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 44 ไร่ และมีกิจกรรมการดูแล บริหารจัดการเป็นไปตามระเบียบวิธีการนะคะ

6.ในไทย มีผู้ดำเนินการสำเร็จบ้างแล้วหรือยังครับ อยากให้เป็นตัวอย่าง/กรณีศึกษา
ตอบ สามารถดูโครงการที่ขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER และโครงการที่ได้รับรองเครดิตแล้วได้ที่ Link ด้านล่างครับ มีโครงการภาคป่าไม้ที่รับรองเครดิตแล้วและขายได้แล้ว คือโครงการของวัดหนองจระเข้ ส่วนโครงการป่าไม้อื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นของเอกชนที่ทำเพื่อจะเก็บไว้ offset เองครับ

https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-database-and-statistics/t-ver-registered-project.html

7.บุคคลทั่วไปสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินได้หรือไม่ครับ
ตอบ ผู้ประเมินภายนอกของโครงการ T-VER ต้องขึ้นทะเบียนในกรณีนิติบุคคลได้เท่านั้นค่ะ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-external-evaluator/tver-external-appraisal-voluntary-projects.html

และทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลโดยสรุปสำหรับผู้ที่ปลูกต้นไม้ และต้องการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งโดยหลักการนั้น ต้องมีพื้นที่ในการปลูกไม่ต่ำกว่า 10 ไร่ สามารถรวมกันจากหลายๆ พื้นที่ได้ และต้องมีการดำเนินขั้นตอนเข้าร่วมโครงการ มีการตรวจสอบ และมีค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ประเมินครับ รายละเอียดอื่นๆ ก็สามารถสอบถามได้โดยตรงกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้เลยครับ

ช่วงนี้ใครเจอค่าไฟเข้าไป คงตกใจกันมากมาย เพราะแทบทุกบ้านจ่ายค่าไฟเพิ่มกันทั้งนั้น หลายคนอาจจะหันมาหาวิธีประหยัดไฟด้วยการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์กัน แต่ก็ตกใจกับราคาค่าติดตั้งอีกเช่นกัน ซึ่งถ้าเราคำนวณกันดีดีแล้ว หากเรามีปริมาณการใช้ไฟที่ค่อนข้างมาก และมีงบประมาณพอสมควร ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว หากใช้ไฟมากก็อาจจะคืนทุนได้ภายใน 3 – 5 ปี แต่ถ้าใช้ไฟน้อยอาจจะขยับไปที่ 7 – 9 ปี ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละท่านว่าจะติดตั้งหรือไม่ และหลายคนยังไม่ทราบว่า หากเราติดตั้งโซล่าร์เซลล์แล้ว สามารถผลิตไฟได้มากกว่าที่ต้องใช้แล้ว เราสามารถขายไฟฟ้า คืนให้กับ การไฟฟ้าได้อีกด้วย ก็จะช่วยลดต้นทุนการติดตั้งไปได้พอสมควรครับ

วันนี้ทางผู้เขียนได้รวมข้อมูลในเรื่องของขั้นตอนต่างๆ ในการยื่นขอขายไฟให้กับการไฟฟ้ามาฝากกัน ขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย และมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 2,000 บาทเท่านั้นเอง สามารถทำเองได้เลย หรือหากผู้ที่มาติดตั้งโซล่าร์เซลล์เขามีบริการยื่นขอขายไฟให้ด้วย ก็แจ้งกับผู้ติดตั้งให้ดำเนินการแทนได้เลยครับ

ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ติดตั้งโซล่าร์เซลล์เท่านั้นที่สามารถยื่นขอขายไฟได้ แต่การไฟฟ้ายังเปิดโอกาสให้กับผู้ที่ผลิตไฟฟ้าในรูปแบบอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็น ชีวมวล , ก๊าซชีวภาพ , ขยะ , พลังงานลม , แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) , แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนดิน (Solar Farm) และ แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating)

คุณสมบัติของผู้ยื่นขายไฟ

ผู้ที่ต้องการจะยื่นขายไฟให้กับการไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1 เฉพาะบ้านอยู่อาศัย และต้องเป็นผู้ครอบครองเครื่องจ่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า และมีชื่อในทะเบียนผู้ใช้ไฟฟ้า เอาง่ายๆ ก็คือ เป็นเจ้าของบ้าน และเจ้าของมิเตอร์ที่เราไปยื่นขอไฟฟ้าตอนสร้างบ้านนั่นแหละครับ ซึ่งเราสามารถดำเนินเรื่องเอง หรือจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนก็ได้ โดยเมื่อทางการไฟฟ้าพิจารณาอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ถ้าผู้ยื่นขอขายไฟต้องมาติดต่อเพื่อขอเปลี่ยนเครื่องวัดหน่อยไฟฟ้าเป็นระบบดิจิตอล ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเชื่อมต่อไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าตรวจสอบระบบ ทั้งหมด

ขั้นตอนการยื่นขายไฟให้กับการไฟฟ้า

  1. ผู้ที่ต้องการขายไฟให้ดำเนินการสมัครบัญชีผู้ใช้งานในระบบ PPIM แล้วก็ลงทะเบียนเพื่อเข้าระบบให้เรียบร้อย
  2. เลือกหมายเลข CA พร้อมกรอกรายละเอียดต่างๆ ตามคำขอ และโอพโหลดเอกสารรายละเอียดต่างๆ ตามที่การไฟฟ้ากำหนดเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย
  3. การไฟฟ้าจะพิจารณาเอกสารต่างๆ แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้กับผู้ยื่นขอขายไฟผ่านทางอีเมล์
  4. การไฟฟ้าจะประกาศผลการคัดเลือกในระบบ PPIM ภายใน 45 วัน โดยจะประกาศในวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน
  5. ผู้ผ่านการคัดเลือกจะต้องชำระค่าเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และจัดส่งต้นฉบับแบบคำขอขายไฟฟ้าพร้อมเอกสารประกอบตามที่การไฟฟ้ากำหนด ที่การไฟฟ้าเขตพื้นที่รับผิดชอบภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดคำขอจะถูกยกเลิก
  6. ผู้ผ่านการคัดเลือกลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยมีกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายใน 270 วัน
  7. ผู้ยืนขอทำการตรวจสอบระบบ และติดตั้งระบบต่างๆ ให้ตรงกับรายละเอียดที่ยื่นไว้กับการไฟฟ้า และขอเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าในเขตพื้นที่ให้เรียบร้อย
  8. ทางการไฟฟ้าจะเข้าทำการตรวจสอบระบผลิตไฟฟ้า และเปลี่ยนมิเตอร์ให้ใหม่ พร้อมกับทดสอบการเชื่อมต่อเข้าระบบโครงค่ายไฟฟ้า

ขั้นตอนโดยสรุปก็จะมีประมาณนี้ หากจะสรุปให้ง่ายขึ้นก็คือ ลงทะเบียนระบบระบบ PPIM จากนั้นกรอกรายละเอียดและอัพโหลดเอกสารเข้าระบบ รอการพิจารณา เมื่อผ่านแล้วก็ชำระเงิน ตรวจสอบระบบการผลิตไฟฟ้าของเราให้เรียบร้อย รอการไฟฟ้ามาตรวจสอบอุปกรณ์​ เปลี่ยนมิเตอร์ และเชื่อมต่อระบบเข้ากับของการไฟฟ้า

สำหรับค่าใช้จ่ายในการยื่นขอจะอยู่ที่ 2,000 บาทเท่านั้น (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และเราสามารถขายไฟให้กับการไฟฟ้าได้หน่วยละ 2.20 บาท

ข้อมูลจากการไฟฟ้าที่ได้ประกาศเอาไว้

ตามประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง ประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัย พ.ศ. 2565 ประกาศ ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) รับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาประเภทบ้านอยู่อาศัย ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ (kWp) ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า 5 MWp ต่อปี  ดังน้ัน PEA จึงขอเปิดรับคำขอขายไฟฟ้าโครงการฯ ผ่านระบบ PPIM ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป 

ข้อควรทราบก่อนเข้าร่วมโครงการ (สำคัญโปรดอ่านทำความเข้าใจ !!!)

  • ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเป้น ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1 บ้านอยู่อาศัยกับ PEA เท่านั้น
  • เน้นให้ติดตั้ง Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Self Consumption) และไฟฟ้าที่เหลือสามารถขายไฟฟ้าได้
  • กำลังผลิตติดตั้งแผงโซลาร์ (PV) ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ (kWp) ต่อรายสำหรับ เชื่อมต่อแบบ 3 เฟส (220/380 V) และ ไม่เกิน 5 kWp ต่อราย สำหรับเชื่อมต่อแบบ 1 เฟส (220 V)
  • ผู้ยื่นขอขายไฟฟ้าเป็นผู้ลงทุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เองทั้งหมด
  • PEA จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบการเชื่อมต่อระบบ ภายหลังได้รับการพิจารณา ในราคา 2,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • ราคาที่ PEA รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 2.2 บาท/หน่วย (kWh) ระยะเวลา 10 ปี
  • ปริมาณรับซื้อรวมในพื้นที่ PEA ปริมาณ 5 เมกะวัตต์ (MW) ต่อปี
  • รับข้อเสนอแบบ First come First served ผ่านเว็บไซด์นี้ https://ppim.pea.co.th
  • ตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณา และประกาศผล ภายใน 45 วันนับจากวันที่ยื่นคำขอฯ ได้ที่ https://ppim.pea.co.th/project/solar/list 
  • โปรดแนบบิลค่าไฟฟ้าหรือหลักฐานการเป็นผู้ใช้ไฟฟ้า ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน (บิลค่าไฟฟ้าไม่ควรเกิน 3 เดือน) สอดคล้องกับข้อมูลผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการและผู้ใช้ไฟฟ้า ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล , เลขที่บ้านที่ติดตั้ง, ประเภทใช้ไฟฟ้าโดยหากข้อมูลดังกล่าวยังไม่ถูกต้องเป็นปัจจุบัน ให้ติดต่อ สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่ใช้ไฟฟ้า (ตามบิลค่าไฟฟ้า) เพื่อขอแก้ไขข้อมูลให้แล้วเสร็จ ก่อนยื่นเข้าร่วมโครงการ

คู่มือการดำเนินการโครงการ สามารถศึกษา ดูรายละเอียดได้ตาม Link ด้านล่าง

https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1HuTylJ2BUFsBOk8CoAgua8_-4igOXkpA