Highlight & Knowledge

ขายไฟให้กับ “การไฟฟ้า” ทำยังไง ขายได้กี่บาท?

ช่วงนี้ใครเจอค่าไฟเข้าไป คงตกใจกันมากมาย เพราะแทบทุกบ้านจ่ายค่าไฟเพิ่มกันทั้งนั้น หลายคนอาจจะหันมาหาวิธีประหยัดไฟด้วยการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์กัน แต่ก็ตกใจกับราคาค่าติดตั้งอีกเช่นกัน ซึ่งถ้าเราคำนวณกันดีดีแล้ว หากเรามีปริมาณการใช้ไฟที่ค่อนข้างมาก และมีงบประมาณพอสมควร ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว หากใช้ไฟมากก็อาจจะคืนทุนได้ภายใน 3 – 5 ปี แต่ถ้าใช้ไฟน้อยอาจจะขยับไปที่ 7 – 9 ปี ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละท่านว่าจะติดตั้งหรือไม่ และหลายคนยังไม่ทราบว่า หากเราติดตั้งโซล่าร์เซลล์แล้ว สามารถผลิตไฟได้มากกว่าที่ต้องใช้แล้ว เราสามารถขายไฟฟ้า คืนให้กับ การไฟฟ้าได้อีกด้วย ก็จะช่วยลดต้นทุนการติดตั้งไปได้พอสมควรครับ

วันนี้ทางผู้เขียนได้รวมข้อมูลในเรื่องของขั้นตอนต่างๆ ในการยื่นขอขายไฟให้กับการไฟฟ้ามาฝากกัน ขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย และมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 2,000 บาทเท่านั้นเอง สามารถทำเองได้เลย หรือหากผู้ที่มาติดตั้งโซล่าร์เซลล์เขามีบริการยื่นขอขายไฟให้ด้วย ก็แจ้งกับผู้ติดตั้งให้ดำเนินการแทนได้เลยครับ

ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ติดตั้งโซล่าร์เซลล์เท่านั้นที่สามารถยื่นขอขายไฟได้ แต่การไฟฟ้ายังเปิดโอกาสให้กับผู้ที่ผลิตไฟฟ้าในรูปแบบอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็น ชีวมวล , ก๊าซชีวภาพ , ขยะ , พลังงานลม , แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) , แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนดิน (Solar Farm) และ แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating)

คุณสมบัติของผู้ยื่นขายไฟ

ผู้ที่ต้องการจะยื่นขายไฟให้กับการไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1 เฉพาะบ้านอยู่อาศัย และต้องเป็นผู้ครอบครองเครื่องจ่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า และมีชื่อในทะเบียนผู้ใช้ไฟฟ้า เอาง่ายๆ ก็คือ เป็นเจ้าของบ้าน และเจ้าของมิเตอร์ที่เราไปยื่นขอไฟฟ้าตอนสร้างบ้านนั่นแหละครับ ซึ่งเราสามารถดำเนินเรื่องเอง หรือจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนก็ได้ โดยเมื่อทางการไฟฟ้าพิจารณาอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ถ้าผู้ยื่นขอขายไฟต้องมาติดต่อเพื่อขอเปลี่ยนเครื่องวัดหน่อยไฟฟ้าเป็นระบบดิจิตอล ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเชื่อมต่อไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าตรวจสอบระบบ ทั้งหมด

ขั้นตอนการยื่นขายไฟให้กับการไฟฟ้า

  1. ผู้ที่ต้องการขายไฟให้ดำเนินการสมัครบัญชีผู้ใช้งานในระบบ PPIM แล้วก็ลงทะเบียนเพื่อเข้าระบบให้เรียบร้อย
  2. เลือกหมายเลข CA พร้อมกรอกรายละเอียดต่างๆ ตามคำขอ และโอพโหลดเอกสารรายละเอียดต่างๆ ตามที่การไฟฟ้ากำหนดเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย
  3. การไฟฟ้าจะพิจารณาเอกสารต่างๆ แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้กับผู้ยื่นขอขายไฟผ่านทางอีเมล์
  4. การไฟฟ้าจะประกาศผลการคัดเลือกในระบบ PPIM ภายใน 45 วัน โดยจะประกาศในวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน
  5. ผู้ผ่านการคัดเลือกจะต้องชำระค่าเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และจัดส่งต้นฉบับแบบคำขอขายไฟฟ้าพร้อมเอกสารประกอบตามที่การไฟฟ้ากำหนด ที่การไฟฟ้าเขตพื้นที่รับผิดชอบภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดคำขอจะถูกยกเลิก
  6. ผู้ผ่านการคัดเลือกลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยมีกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายใน 270 วัน
  7. ผู้ยืนขอทำการตรวจสอบระบบ และติดตั้งระบบต่างๆ ให้ตรงกับรายละเอียดที่ยื่นไว้กับการไฟฟ้า และขอเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าในเขตพื้นที่ให้เรียบร้อย
  8. ทางการไฟฟ้าจะเข้าทำการตรวจสอบระบผลิตไฟฟ้า และเปลี่ยนมิเตอร์ให้ใหม่ พร้อมกับทดสอบการเชื่อมต่อเข้าระบบโครงค่ายไฟฟ้า

ขั้นตอนโดยสรุปก็จะมีประมาณนี้ หากจะสรุปให้ง่ายขึ้นก็คือ ลงทะเบียนระบบระบบ PPIM จากนั้นกรอกรายละเอียดและอัพโหลดเอกสารเข้าระบบ รอการพิจารณา เมื่อผ่านแล้วก็ชำระเงิน ตรวจสอบระบบการผลิตไฟฟ้าของเราให้เรียบร้อย รอการไฟฟ้ามาตรวจสอบอุปกรณ์​ เปลี่ยนมิเตอร์ และเชื่อมต่อระบบเข้ากับของการไฟฟ้า

สำหรับค่าใช้จ่ายในการยื่นขอจะอยู่ที่ 2,000 บาทเท่านั้น (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และเราสามารถขายไฟให้กับการไฟฟ้าได้หน่วยละ 2.20 บาท

ข้อมูลจากการไฟฟ้าที่ได้ประกาศเอาไว้

ตามประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง ประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัย พ.ศ. 2565 ประกาศ ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) รับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาประเภทบ้านอยู่อาศัย ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ (kWp) ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า 5 MWp ต่อปี  ดังน้ัน PEA จึงขอเปิดรับคำขอขายไฟฟ้าโครงการฯ ผ่านระบบ PPIM ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป 

ข้อควรทราบก่อนเข้าร่วมโครงการ (สำคัญโปรดอ่านทำความเข้าใจ !!!)

  • ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเป้น ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1 บ้านอยู่อาศัยกับ PEA เท่านั้น
  • เน้นให้ติดตั้ง Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Self Consumption) และไฟฟ้าที่เหลือสามารถขายไฟฟ้าได้
  • กำลังผลิตติดตั้งแผงโซลาร์ (PV) ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ (kWp) ต่อรายสำหรับ เชื่อมต่อแบบ 3 เฟส (220/380 V) และ ไม่เกิน 5 kWp ต่อราย สำหรับเชื่อมต่อแบบ 1 เฟส (220 V)
  • ผู้ยื่นขอขายไฟฟ้าเป็นผู้ลงทุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เองทั้งหมด
  • PEA จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบการเชื่อมต่อระบบ ภายหลังได้รับการพิจารณา ในราคา 2,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • ราคาที่ PEA รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 2.2 บาท/หน่วย (kWh) ระยะเวลา 10 ปี
  • ปริมาณรับซื้อรวมในพื้นที่ PEA ปริมาณ 5 เมกะวัตต์ (MW) ต่อปี
  • รับข้อเสนอแบบ First come First served ผ่านเว็บไซด์นี้ https://ppim.pea.co.th
  • ตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณา และประกาศผล ภายใน 45 วันนับจากวันที่ยื่นคำขอฯ ได้ที่ https://ppim.pea.co.th/project/solar/list 
  • โปรดแนบบิลค่าไฟฟ้าหรือหลักฐานการเป็นผู้ใช้ไฟฟ้า ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน (บิลค่าไฟฟ้าไม่ควรเกิน 3 เดือน) สอดคล้องกับข้อมูลผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการและผู้ใช้ไฟฟ้า ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล , เลขที่บ้านที่ติดตั้ง, ประเภทใช้ไฟฟ้าโดยหากข้อมูลดังกล่าวยังไม่ถูกต้องเป็นปัจจุบัน ให้ติดต่อ สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่ใช้ไฟฟ้า (ตามบิลค่าไฟฟ้า) เพื่อขอแก้ไขข้อมูลให้แล้วเสร็จ ก่อนยื่นเข้าร่วมโครงการ

คู่มือการดำเนินการโครงการ สามารถศึกษา ดูรายละเอียดได้ตาม Link ด้านล่าง

https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1HuTylJ2BUFsBOk8CoAgua8_-4igOXkpA

เนื้อหาน่าสนใจ :  รู้ยัง? “แผงโซลาร์เซลล์” ทำงานดีสุด! 10.00-14.00 น. หากเมฆบังจะผลิตไฟลดลง

ถ้าจะติดโซลาร์ รูฟท็อปของ PEA ต้องใช้เงินกี่บาท?

สำหรับท่านที่กำลังหาวิธีการประหยัดค่าไฟฟ้าด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ต้องเจอปัญหาอย่างหนึ่งเลยก็คือ จะเลือกใช้บริการกับบริษัท หรือผู้ให้บริการรายไหนดี เพราะในตลาดตอนนี้มีเยอะมาก แค่กดค้นหาใน Google ก็ขึ้นมาจนเลือกไม่ถูกเลย ซึ่งเราไม่รู้เลยว่า เจ้าไหนให้บริการดีหรือไม่ดี…

ถังขยะเปียกลดโลกร้อน เปลี่ยนขยะเป็นคาร์บอนเครดิต

โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน เป็นโครงการของกระทรวงมหาดไทย โดยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งขับเคลื่อนโครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน ตามแนวทางและแผนปฏิบัติการที่กำหนด โดยให้มีการจัดทำแผนการดำเนินงานในพื้นที่ และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการคัดแยกขยะเศษอาหารหรือขยะเปียกในครัวเรือน เพื่อช่วยลดขยะที่ต้นทาง ลดภาระทางงบประมาณของท้องถิ่นในการจัดการขยะ และยังช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก…

Leave a Reply