Highlight & Knowledge

ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิตได้ยังไง

เชื่อว่าตอนนี้หลายคนที่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ น่าจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องการขายคาร์บอนเครดิต หลังจากที่มีการเผยแพร่ข่าวสารเรื่องนี้ออกมาสักระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรที่ชัดเจนมากนัก วันนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย ได้ไปรวบรวมข้อมูลเรื่องนี้ พร้อมคำถามที่น่าสนใจมาให้ สามารถติดตามได้จากบทความนี้ได้เลย

รู้จักกับคาร์บอนเครดิตกันก่อน?

ก่อนจะไปปลูกต้นไม้ไว้ขายคาร์บอนเครดิต เราต้องรู้จักคาร์บอนเครดิตกันก่อนครับ คาร์บอนเครดิตคืออะไร? คาร์บอนเครดิตคึอ สิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก นั่นเอง โดยสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณ และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ หากในปีนั้นๆ องค์กรมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์จะถูกตีราคาเป็นเงิน ก่อนจะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นที่อาจจะไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ตามเกณฑ์ จึงเป็นที่มาของการมีตลาดซื้อขายคาร์บอนนั่นเอง สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องของคาร์บอนเครดิตแบบเต็มๆ ทางทีมงานได้เคยมีการเผยแพร่บทความนี้เอาไว้แล้ว สามารถกดที่นี่เพื่ออ่านเนื้อหาได้เลยครับ

มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิตได้ยังไง?

ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิต สำหรับเรื่องนี้ ทางองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เขามีระบุข้อมูลเอาไว้ดังนี้

  1. ต้องมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป
  2. ที่ดินที่ใช้ปลูกต้นไม้ต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฏหมาย หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฏหมาย
  3. มีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอน และจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ
  4. มีเงินจ้างผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบความใช้ได้ และทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก

ในขณะนี้มีผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยแล้ว 310 โครงการ สำหรับผู้ที่สนใจแนะนำให้เข้าไปศึกษาข้อมูลการขึ้นทะเบียนโครงการ และการรับรองคาร์บอนเครดิตได้ที่เว็บไซต์ https://ghgreduction.tgo.or.th ได้เลย

ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิต

คำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต

1.ค่าจ้างผู้ประเมิน คิดยังไง จะคุ้มค่ากับค่าคาร์บอนเครดิตที่ได้รับหรือไม่
ตอบ อบก. ได้รับทราบจากผู้พัฒนาโครงการที่เคยทำโครงการฯ โดยอัตราขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 20 ไร่ ราคาที่ประมาณ 80,000 บาท และในกรณีพื้นที่ประมาณ 80,000 ไร่ ราคาอยู่ที่ประมาณ 280,000 บาท ทั้งนี้ การประเมินราคาขึ้นอยู่กับที่ตั้งโครงการ ขนาดพื้นที่โครงการ ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่โครงการ จำนวนแปลงตัวอย่างที่จะต้องตรวจสอบ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นตกลงระหว่างผู้ประเมินภายนอกกับเจ้าของโครงการ ดังนั้น ราคาข้างต้นจึงไม่ใช่ราคาอ้างอิง

2.ถ้าเป็นที่ดิน สปก.ลงชื่อบุคคลไว้แล้ว ที่ปลูกพืชเกษตร ได้มั้ยคะ
ตอบ สามารถทำได้ครับ แต่ชื่อในเอกสารสิทธิ์นั้นต้องตรงกับชื่อของผู้ที่มาขึ้นทะเบียนครับ

3.10 ไร่รวมกันแปลงไม่ติดกันได้ไหม?
ตอบ ทำได้ครับ สามารถทำในรูปแบบแผนงานครับ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Link นี้ครับ
https://ghgreduction.tgo.or.th/th/about-tver/tver-model.html

4.หลายๆ รายรวมกันเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ไหมครับเพราะเกษตรกรบางรายมีที่ดินไม่ถึง10ไร่
ตอบ สามารถทำโครงการ T-VER ในรูปแบบของ โครงการแบบแผนงาน (Programme of Activities) โดยมีโครงการย่อยที่มีที่ตั้งหลายแห่งได้ แต่ประเภทโครงการต้องเหมือนกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน ระยะเวลาในการคิดเครดิตของโครงการย่อยเริ่มและจบไม่เหมือนกันก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องมีหน่วยงานกลางที่จัดทำข้อเสนอโครงการ T-VER แบบแผนงาน รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของโครงการย่อยเพื่อจัดทำข้อเสนอโครงการย่อยของแต่ละกลุ่มแยกกันค่ะ หรือจะทำแบบควบรวม (Bundled Projects) โดยเป็นโครงการที่มีที่ตั้งหลายแห่ง โดยทุกโครงการย่อยเป็นประเภทโครงการเดียวกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน แต่ในส่วนของระยะเวลาคิดเครดิตของทุกแห่งต้องเริ่มพร้อมกันและจบพร้อมกัน และมีหน่วยงานกลางที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอโครงการเล่มเดียวค่ะ

5.พอชวนปลูกกันมากๆ มีเพดานปริมาณพื้นที่ที่รับเข้าโครงการหรือเปล่า ถ้าไม่ชัด ชวนใครต่อไม่ได้ หรือเหมือนไปหลอกเขาให้ปลูกแล้วไม่รับ
ตอบ ไม่มีเพดานของพื้นที่ในการทำโครงการปลูกป่าค่ะ ถ้าใกล้เคียงกับลักษณะการปลูกป่าของชาวบ้าน ไม่ซับซ้อนมาก แนะนำให้อ่านเอกสารของโครงการการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ณ วัดหนองจระเข้ ตําบลบ้านนา อําเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งดำเนินการปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 44 ไร่ และมีกิจกรรมการดูแล บริหารจัดการเป็นไปตามระเบียบวิธีการนะคะ

6.ในไทย มีผู้ดำเนินการสำเร็จบ้างแล้วหรือยังครับ อยากให้เป็นตัวอย่าง/กรณีศึกษา
ตอบ สามารถดูโครงการที่ขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER และโครงการที่ได้รับรองเครดิตแล้วได้ที่ Link ด้านล่างครับ มีโครงการภาคป่าไม้ที่รับรองเครดิตแล้วและขายได้แล้ว คือโครงการของวัดหนองจระเข้ ส่วนโครงการป่าไม้อื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นของเอกชนที่ทำเพื่อจะเก็บไว้ offset เองครับ

https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-database-and-statistics/t-ver-registered-project.html

7.บุคคลทั่วไปสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินได้หรือไม่ครับ
ตอบ ผู้ประเมินภายนอกของโครงการ T-VER ต้องขึ้นทะเบียนในกรณีนิติบุคคลได้เท่านั้นค่ะ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-external-evaluator/tver-external-appraisal-voluntary-projects.html

และทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลโดยสรุปสำหรับผู้ที่ปลูกต้นไม้ และต้องการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งโดยหลักการนั้น ต้องมีพื้นที่ในการปลูกไม่ต่ำกว่า 10 ไร่ สามารถรวมกันจากหลายๆ พื้นที่ได้ และต้องมีการดำเนินขั้นตอนเข้าร่วมโครงการ มีการตรวจสอบ และมีค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ประเมินครับ รายละเอียดอื่นๆ ก็สามารถสอบถามได้โดยตรงกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้เลยครับ

พลาสติก PCR พลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ขวดใส่น้ำใสๆ กล่องใส่อาหารที่เป็นพลาสติกใสๆ ที่เราใช้อยู่เป็นพลาสติกแบบรีไซเคิลระดับ Food Grade เพราะเข้าใจกันมาตลอดว่าพวกพลาสติกรีไซเคิลนั้น จะไม่สามารถนำมาใช้ใส่อาหารได้ ซึ่งบทความนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับ พลาสติก…

รู้จัก ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น (Local Electricity Market) แนวคิดการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ายุคใหม่

ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหลายประเทศ เนื่องจากมุ่งเน้นการผลิตและบริโภคไฟฟ้าในท้องถิ่น ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานระหว่างการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานทดแทนในท้องถิ่นยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตขนาดเล็กเข้าร่วม ซึ่งเพิ่มการแข่งขันและความหลากหลายของแหล่งพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น ในหลายประเทศกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น เทคโนโลยีสมาร์ทกริดและระบบการจัดการพลังงานที่ทันสมัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการการผลิตและบริโภคไฟฟ้า การใช้เทคโนโลยี…

เทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) คืออะไร? ดีต่อเรา ดีต่อโลกอย่างไรบ้าง

ทั่วโลกต่างก็มีแผนการปรับเปลี่ยนประเทศของตัวเองเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อค์ไซค์ให้เป็นศูนย์ ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการวางแผน และตั้งเป้าหมายเรื่องนี้เหมือนกัน และคาดว่าจะไปถึงเป้าหมายได้ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นความจำเป็นที่ต้องไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความร่วมมือในด้านต่างๆ กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งเรื่องของความสัมพันธ์…