หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า หนึ่งในสาเหตุของปัญหาหมอกควัน และมลพิเษทางอากาศ เป็นเพราะ อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) ซึ่งมักจะเกิดในช่วงหน้าหนาว ทำให้ในช่วงนั้นเราจะพบกับสภาพอากาศมีแต่ฝุ่นควัน และมลพิษต่างๆ มากมาย ในบทความนี้ทางทีมงานจะพาทุกท่านไปรู้จักกันว่ามันคืออะไร สาเหตุในการเกิด ผลกระทบที่เกิดขึ้น และวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้กัน

อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) คืออะไร

ในสภาวะปกติแล้ว อากาศบริเวณพื้นดินจะมีอุณหภูมิที่สูงกว่าอากาศที่อยู่ในระดับสูงๆ นั่นเป็นเพราะว่า ความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้แผ่ความร้อนไปยังพื้นผิวของโลกนั่นเอง ทำให้อากาศบริเวณพื้นดินจะมีอุณหภูมิที่สูงกว่า โดยหลักการแล้วอากาศที่มีความร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นไป และช่วยพาพวกฝุ่นและมลพิษต่างๆ ลอยตัวขึ้นไปด้วย จากนั้นก็จะมีลมช่วยพัดพาฝุ่นและมลพิษต่างๆ ให้กระจายตัวออกไป ซึ่งก็จะช่วยลดปัญหาเรื่องฝุ่นและมลพิษ

แต่ในสภาวะที่เกิด อุณหภูมิผกผัน จะเกิดสิ่งที่ตรงกันข้ามกันก็คือ อากาศบริเวณพื้นดินจะมีความเย็นกว่าอากาศในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งอากาศในระดับที่สูงขึ้นไป จะมีความร้อนที่สูงกว่า และถัดขึ้นไปอีกก็จะมีอากาศที่เย็นกว่า ดังนั้นมันจะเหมือนกับมีอากาศร้อนเข้ามาขั้นอยู่ตรงกลาง ระหว่างอากาศเย็นที่อยู่บริเวณพื้นผิวดินกับอากาศเย็นที่อยู่ในระดับสูงๆ ซึ่งจะทำให้อากาศเย็นที่อยู่บริเวณพื้นผิวดินไม่ลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน พวกฝุ่นและมลพิษต่างๆ ก็จะไม่ถูกพัดพาขึ้นไปด้วย ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศนั่นเอง ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เราเรียกว่า อุณหภูมิผกผัน

สาเหตุของการเกิดอุณหภูมิผกผัน

อุณหภูมิผกผันมักจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าหนาว นั่นเป็นเพราะว่าอากาศที่อยู่บริเวณพื้นดินในช่วงหน้าหนาวมันจะมีอากาศที่เย็น และในช่วงปลายปีก็มักจะมีพวกลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดมวลอากาศเย็นเข้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งเวลาเราดูพยากรณ์อากาศก็มักจะได้ยินเรื่องนี้เวลาช่วงหน้าหนาวกันทุกปี

อุณหภูมิผกผัน เป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิของอากาศเพิ่มขึ้นเมื่อความสูงจากพื้นโลกเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปแล้ว อุณหภูมิของอากาศจะลดลงตามประมาณ 6.4 องศาเซลเซียสในทุกๆ ความสูง 1,000 เมตร แต่ปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันกลับตรงกันข้าม โดยอุณหภูมิของอากาศจะสูงขึ้นเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น อุณหภูมิผกผันมักเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนและในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากอุณหภูมิของพื้นผิวโลกจะลดลงต่ำลงในช่วงกลางคืนและในช่วงฤดูหนาว

ผลกระทบ และวิธีแก้ไขปัญหา

สำหรับผลกระทบที่ชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของ การทำให้เกิดหมอกควันและมลพิษทางอากาศ ปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันทำให้มลพิษทางอากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้นไปด้านบนได้ ทำให้มลพิษทางอากาศถูกกักไว้อยู่ใกล้พื้นผิวโลก ส่งผลให้เกิดหมอกควันและมลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้น และเมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะส่งผลต่อเรื่องสุขภาพ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ มลพิษทางอากาศที่เกิดจากปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

วิธีแก้ไขปัญหานั้น คงไม่สามารถแก้ไขปรากฏการณ์ของอุณหภูมิผกผันได้ แต่เราควรจะไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุของการเกิดฝุ่นควัน และมลพิษทางอากาศ นั่นก็คือ ต้องมีการควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไอเสียรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ควันไฟจากการไหม้ของป่า และการเผาจากมนุษย์ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ตัวปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันจริงๆ แล้วไม่ใช่เป็นต้นเหตุ แต่เป็นผลกระทบที่ทำให้พวกฝุ่นควัน และมลพิษในอากาศไม่สามารถลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้ และเกิดการสะสมตัวเป็นจำนวนมากนั่นเอง

อีกไม่กี่เดือนนี้ก็จะเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว เราอาจจะพบปัญหาฝุ่นควันมากขึ้นจากปรากฏการณ์นี้ ดังนั้นก็ควรเตรียมหน้ากากที่กัน PM2.5 ได้ เครื่องฟอกอากาศ และหลีกเหลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีฝุ่นควันเกิดค่ามาตรฐานกันนะครับ ที่เหลือก็คงต้องรอทางรัฐบาลที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้หมดไปเสียที จะได้ไม่เจอปัญหาพวกฝุ่นควันกันทุกปี

Photo : Freepik

จากปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้น และเป็นขยะอีก 1 ประเภทที่กำจัดได้ยาก หากปล่อยให้ย่อยสลายเองก็ใช้เวลานานมากราวๆ 500 ปี จึงจะสลายได้หมด และหากจะกำหนดด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น การเผาทิ้ง ก็จะก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง และไอกรดต่างๆ ที่ส่งผลทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้นอีกด้วย

แม้ว่าในปัจจุบันมีการลดใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น แต่ทว่าก็มีการใช้สินค้าที่มีการบรรจุในห่อพลาสติกเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารต่างๆ ที่คนนิยมซื้อแบบสำเร็จรูปมากยิ่งขึ้น ทำให้ปัญหาเรื่องขยะพลาสติกไม่ได้ลดน้อยลงเลย ซึ่งก็มีผู้เชี่ยวชาญพยายามคิดค้นหาวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำกลับมาใช้ใหม่ การกำจัดในหลายหลายรูปแบบ รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “การเอาขยะพลาสติกไปทำเป็นถนน” นั่นเอง

การนำขยะพลาสติกไปทำเป็นถนนนั้น จะใช้รูปแบบของการนำไปผสมกับยางมะตอยที่เราใช้ทำถนนกันปกติอยู่แล้ว ซึ่งพบว่าถนนมีความทนทานมากขึ้นกว่า 10 เท่า แถมยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการใช้ยางมะตอยเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญยังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อีกด้วย

ขยะพลาสติกประเภทไหนเอามาทำถนนได้บ้าง

ขยะพลาสติกที่จะนำมาทำถนนได้นั้น ต้องเป็นพลาสติกประเภทที่เรียกว่า เทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) เป็นพลาสติกที่หลอมเหลวเมื่อได้รับความร้อนและแข็งตัวเมื่อเย็นลง สามารถหลอมเหลวซ้ำได้หลายครั้งโดยไม่เสียคุณสมบัติเดิม พลาสติกประเภทนี้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ โดยยังสามารถแบ่งย่อยได้อีกหลายประเภทตามสัญลักษณ์การรีไซเคิล

  • PETE (Polyethylene Terephthalate) หรือ PET เป็นพลาสติกใส แข็ง ทนแรงกระแทกดี ไม่เปราะแตกง่าย และกันแก๊สซึมผ่านดี ใช้ทำขวดบรรจุน้ำดื่ม ขวดน้ำมันพืช เป็นต้น
  • HDPE (High Density Polyethylene) หรือ HDPE เป็นพลาสติกที่เหนียวและแตกยาก ค่อนข้างแข็งแต่ยืดได้มาก ทนทานต่อสารเคมีและสามารถขึ้นรูปทรงต่างๆ ได้ง่าย ใช้ทำขวดนม ขวดน้ำ และบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำยาทำความสะอาด ยาสระผม เป็นต้น
  • PVC (Polyvinylchloride) หรือ PVC เป็นพลาสติกที่ทนทานต่อสารเคมีและความร้อน ใช้ทำท่อ ฉนวนกันความร้อน อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
  • LDPE (Low Density Polyethylene) หรือ LDPE เป็นพลาสติกที่เหนียวและยืดหยุ่นสูง ใช้ทำถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์อาหาร ฟิล์มห่อหุ้ม เป็นต้น
  • PP (Polypropylene) หรือ PP เป็นพลาสติกที่แข็งแรงและทนทานต่อการเสียดสี ใช้ทำขวดพลาสติก ภาชนะบรรจุอาหาร ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น
  • PS (Polystyrene) หรือ PS เป็นพลาสติกที่น้ำหนักเบาและราคาถูก ใช้ทำถาดใส่อาหาร ถ้วย ช้อน กล่องโฟม เป็นต้น
  • Others (อื่นๆ) เป็นพลาสติกประเภทอื่น ๆ ที่ไม่สามารถจัดอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งได้ เช่น ABS, POM, PC, PETG เป็นต้น

สำหรับพลาสติกประเภท PVC นั้นทางผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำให้เอามาทำถนนเนื่องจากเมื่อถูกความร้อนเกิน 180 องศาเซลเซียส ตัวพลาสติก PVC จะระเหยกลายเป็นไอของกรดเกลือซึ่งเป็นอันตรายกับสิ่งมีชีวิตนั่นเอง

ขั้นตอนการนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนน

สำหรับขั้นตอนการนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนนนั้นก็มีหลายขั้นตอน ดังนี้

  1. คัดแยกขยะพลาสติก โดยแยกพลาสติกประเภทต่าง ๆ ออกจากกัน เช่น พลาสติกแข็ง พลาสติกอ่อน และพลาสติกผสม
  2. ล้างทำความสะอาดขยะพลาสติก เพื่อให้ไม่มีสิ่งปนเปื้อน
  3. บดขยะพลาสติกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาด 0.5-1 มิลลิเมตร
  4. ผสมขยะพลาสติกที่ถูกให้ความร้อนประมาณ 160 – 180 องศาเซลเซียส กับยางมะตอยที่อุณหภูมิเดียวกัน หรือวัสดุอื่น ๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยพลาสติกที่ถูกหลอมละลายจะเป็นตัวเชื่อมวัสดุต่างๆ เข้าด้วยกัน
  5. เทส่วนผสมลงบนพื้นผิวถนนและบดอัดให้แน่น

ในการใช้พลาสติกผสมกับยางมะตอยจะสามารถทดแทนยางมะตอยได้ราวๆ 10% ของน้ำหนัก และมีความแข็งแรงกว่าถนนที่ใช้ยางมะตอยแบบเดิมกว่า 60% เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งาน หรือความทนทานมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า และถนนที่ใช้ส่วนผสมของขยะพลาสติกก็มีน้ำหนักเบากว่าถนนปกติถึง 4 เท่าด้วยกัน

ปัจจุบันมีการนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนนในหลายประเทศทั่วโลก เช่น อินเดีย เนปาล สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศไทย

ในประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งเริ่มนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนน เช่น

  • บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง ทดลองสร้างถนนพลาสติกรีไซเคิลความยาว 220 เมตร ในปี พ.ศ. 2561
  • กรมทางหลวงชนบท ได้ทดลองสร้างถนนพลาสติกรีไซเคิลความยาว 100 เมตร ในจังหวัดกำแพงเพชร ในปี พ.ศ. 2562
  • กรุงเทพมหานคร ได้ประกาศแผนที่จะสร้างถนนพลาสติกรีไซเคิลบนพื้นที่ 100,000 ตารางเมตร ภายในปี พ.ศ. 2568

การนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนนเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาขยะพลาสติก ยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงถึง 1.7 – 2.6 ตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อตันของปริมาณพลาสติกที่ทดแทนยางมะตอย และช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

พลังงานชีวภาพจากสาหร่าย คือ พลังงานที่ได้จากการนำสาหร่ายมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล ไบโอแอลกอฮอล์ ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น พลังงานชีวภาพจากสาหร่ายเป็นพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากสาหร่ายสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้แหล่งน้ำและแสงแดดที่ไม่เหมาะสมสำหรับการเกษตร และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้ โดยในการทดลองปลูกสาหร่ายในพื้นที่ประมาณ 2.5 ไร่ จะให้ปริมาณน้ำมันมากถึงประมาณ 34,000 ลิตร

พลังงานชีวภาพจากสาหร่ายสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

  • ไบโอดีเซล เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพประเภทหนึ่งที่ผลิตได้จากไขมันหรือน้ำมันพืช โดยสาหร่ายบางชนิดมีปริมาณน้ำมันสูง เช่น สาหร่ายสไปรูลิน่า สาหร่ายคลอเรลลา และสาหร่ายทะเล สามารถนำมาใช้ผลิตไบโอดีเซลได้
  • ไบโอแอลกอฮอล์ เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพประเภทหนึ่งที่ผลิตได้จากคาร์โบไฮเดรต โดยสาหร่ายบางชนิดมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น สาหร่ายน้ำตาล สาหร่ายซูโครโลส และสาหร่ายแลคโตส สามารถนำมาใช้ผลิตไบโอแอลกอฮอล์ได้
  • ก๊าซชีวภาพ เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพประเภทหนึ่งที่ผลิตได้จากวัสดุอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ โดยสาหร่ายสามารถย่อยสลายได้ จึงสามารถนำมาใช้ผลิตก๊าซชีวภาพได้

ขั้นตอนการแปรรูปสาหร่ายเป็นไบโอดีเซล

สาหร่ายผลิตไบโอดีเซลมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สำคัญของโลก เนื่องจากสาหร่ายสามารถเจริญเติบโตได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยลดปัญหาการแย่งพื้นที่ในการเพาะปลูกพืชน้ำมัน และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้ การศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้ ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากสาหร่ายผลิตไบโอดีเซลอย่างแพร่หลายในอนาคต

กระบวนการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย ประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  1. การเพาะเลี้ยงสาหร่าย สาหร่ายสามารถเพาะเลี้ยงได้ในแหล่งน้ำต่างๆ เช่น ทะเล น้ำจืด และบ่อเลี้ยง การเพาะเลี้ยงสาหร่ายต้องควบคุมปัจจัยต่างๆ เช่น แสงแดด อุณหภูมิ และความเข้มข้นของสารอาหาร เพื่อให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดี
  2. การสกัดน้ำมันจากสาหร่าย น้ำมันจากสาหร่ายสามารถสกัดได้โดยใช้วิธีต่างๆ เช่น การบีบอัด การละลายด้วยตัวทำละลาย และการสกัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ
  3. การแปลงน้ำมันเป็นไบโอดีเซล น้ำมันจากสาหร่ายสามารถแปลงเป็นไบโอดีเซลได้โดยใช้กระบวนการไฮโดรลิซิสหรือกระบวนการไฮดรอเทรชัน

สำหรับการแปรรูปนั้นจะใช้กระบวนการไฮโดรลิซิสในการผลิตไบโอดีเซล ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายเพื่อสลายโมเลกุลของน้ำมันให้เป็นโมเลกุลของกรดไขมันอิสระและกลีเซอรอล กรดไขมันอิสระสามารถนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ โดยกระบวนการทรานส์เอสเตอริฟิเคชัน ต้องมีการเตรียมน้ำมันจากสาหร่ายโดยใช้วิธีต่างๆ เช่น การบีบอัด การละลายด้วยตัวทำละลาย และการสกัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ น้ำมันจากสาหร่ายจะถูกเติมน้ำลงไปในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นจะถูกนำไปต้มที่อุณหภูมิประมาณ 60-70 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดการแตกตัวของโมเลกุลของน้ำมัน กรดไขมันอิสระและกลีเซอรอลจะถูกแยกออกจากกันโดยใช้ตัวทำละลายที่เหมาะสม และจะถูกทำให้บริสุทธิ์โดยใช้กระบวนการต่างๆ เช่น การกลั่น การตกผลึก และการดูดซับ

กระบวนการไฮโดรลิซิสเป็นกระบวนการที่ใช้ในการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมัน กระบวนการนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น เป็นกระบวนการที่ง่ายและสะดวก มีต้นทุนการผลิตต่ำ และสามารถใช้น้ำมันจากพืชหรือน้ำมันจากสัตว์เป็นแหล่งวัตถุดิบได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการไฮโดรลิซิสยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น กระบวนการใช้เวลานาน ต้องใช้อุณหภูมิและความดันสูง และผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจมีความบริสุทธิ์ไม่สูง

ข้อดี

  • สาหร่ายสามารถเจริญเติบโตได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงเพียง 1-2 เดือน
  • สาหร่ายสามารถเพาะเลี้ยงได้ในแหล่งน้ำต่างๆ เช่น ทะเล น้ำจืด และบ่อเลี้ยง ทำให้สามารถลดปัญหาการแย่งพื้นที่ในการเพาะปลูกพืชน้ำมัน
  • สาหร่ายสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน

ข้อจำกัด

  • ต้นทุนการผลิตยังสูงอยู่ เนื่องจากสาหร่ายเป็นพืชทะเลที่มีราคาสูง
  • เทคโนโลยีการผลิตยังต้องพัฒนาอีกมาก เพื่อให้สามารถผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายได้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต
  • ยังมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายอยู่

โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย เป็นโครงการที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต

ในประเทศไทย มีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ กำลังศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย โดยมีโครงการนำร่องต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งมีการศึกษาและวิจัยกันมาหลายปีแล้ว เช่น

  • โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
  • โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายในประเทศไทย ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อผลิตไบโอดีเซล โดยมีแหล่งน้ำและแสงแดดเพียงพอสำหรับการเติบโตของสาหร่าย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีนโยบายส่งเสริมการผลิตพลังงานชีวภาพจากสาหร่าย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

นอกจากนี้ในประเทศไทยยังได้มีการจัดตั้ง ชมรมสาหร่ายและแพลงก์ตอนแห่งประเทศไทย โดยจะมีการจัดประชุมเพื่อนำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายและแพลงก์ตอนอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการหมุนเวียนการจัดงานไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เข้าร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีสำหรับการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับชีววิทยา นิเวศวิทยา การเพาะเลี้ยง และการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายและแพลงก์ตอน เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ นักวิจัยรุ่นใหม่ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจ อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการในอันที่จะใช้ประโยชน์จากสาหร่ายและแพลงก์ตอนอย่างยั่งยืน และเพื่อพัฒนาศักยภาพเชิงวิชาการของบุคลากรรุ่นใหม่ และนำไปสู่การพัฒนางานด้านสาหร่ายและแพลงก์ตอนให้ก้าวหน้าต่อไป

ปัจจุบันมีโครงการใหม่ๆ เกี่ยวกับการวิจัยเรื่องนี้เกิดขึ้นมากมาย คาดว่าในอนาคตหากได้รับความสนใจ ในการลงทุนแบบจริงจัง เราอาจจะเห็นการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายเพื่อใช้งานจริงๆ ได้ แบบเดียวกับการผลิตไบโอดีเซล จากปาล์มน้ำมันที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

สัญลักษณ์รีไซเคิลมีมากมายหลายแบบ ซึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี ก็จะเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมที่มีตัวเลขและตัวอักษรอยู่ด้านใน สัญลักษณ์รูปเกลียวพลาสติก สัญลักษณ์รูปกระป๋อง สัญลักษณ์รูปกระดาษ ซึ่งจะเป็นการบอกความหมายต่างๆ ให้เราทราบ ว่าผลิตภัณพ์ที่มีสัญลักษณ์รีไซเคิลตัวนั้นๆ ทำมาจากอะไร เพื่อที่เราจะสามารถแยกขยะได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ล่าสุดได้มีสัญลักษณ์รีไซเคิลตัวใหม่ ที่มีชื่อว่า The Green Dot เกิดขึ้นแล้ว และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดกันว่าน่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์รีไซเคิลที่จะมีการนำไปใช้กันทั่วโลก สำหรับสัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot นี้ ได้รับการดีไซน์ใหม่จากสตูดิโอที่มีชื่อว่า Goods ตั้งอยู่ในเมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งแต่เดิมนั้น สัญลักษณ์นี้ถูกคิดค้นขึ้นโดย Gary Anderson นักศึกษาชาวอเมริกัน ในปี 1970 และได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าในหลายประเทศทั่วโลก

ในช่วงปี 1990 ได้มีการริเริ่มนำมาใช้ ซึ่งความหมายดั้งเดิม The Green Dot หมายถึง บรรจุภัณฑ์ที่ผู้ผลิตได้จ่ายเงินให้กับองค์กรกลางเพื่อการฟื้นฟูและสนับสนุนการรีไซเคิลหลังการใช้งาน องค์กรกลางเหล่านี้จะมีหน้าที่ในการรวบรวมและคัดแยกขยะรีไซเคิลจากผู้บริโภค และนำไปส่งต่อให้กับโรงงานรีไซเคิล

และล่าสุดก็ได้มีการรีดีไซน์ใหม่ โดยเน้นให้มีความเรียบง่ายมากที่สุด ในขณะที่สามารถสื่อสารข้อมูลให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะสามารถบอกถึงชนิดของวัสดุได้ และยังบอกได้อีกว่า องค์ประกอบของวัสดุนั้นทำมาจากวัสดุรีไซเคิลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้ตั้งแต่ก่อนการซื้อสินค้านั้นๆ ว่าสินค้าตัวไหนรักษ์โลกมากแค่ไหน และหลังจากใช้งานสินค้านั้นเรียบร้อยแล้ว หรือสินค้ามีความเสียหายต้องการทิ้ง ก็จะช่วยให้รู้ว่าจะแยกขยะแบบไหน หรือถ้าต้องทำลายจะต้องทำลายอย่างไร

สัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot จะประกอบไปด้วยจุดสีเขียว 2 จุด โดยจุดสีเขียวทึบอันแรกจะบอกถึง ชนิดของวัสดุที่ใช้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น ขวดพลาสติก กระป๋องอลูมีเนียม เป็นต้น โดยจะมีภาษาอังกฤษกำกับเอาไว้ด้วย สำหรับจุดที่สอง จะบอกถึงองค์ประกอบของวัสดุนั้นทำมาจากวัสดุรีไซเคิลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะมีตัวเลขกำกับเอาไว้ พร้อมคำว่า “recycled material” โดยตัวเลขจะแสดงในลักษณะ % เช่น 25% , 50% โดยจะแสดงไว้ในรูปแบบนี้ 25% recycled material ลองดูภาพตัวอย่างได้ด้านล่างนี้เลย

สรุปสุดท้าย สัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot ในปัจจุบันถึอว่าเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ซึ่งจากเดิมที่เป็นเพียงสัญญลักษณ์ในการแสดงการสนับสนุนเรื่องการรีไซเคิลจากบริษัทต่างๆ กลายเป็น สัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot ที่เป็นสัญลักษณ์รีไซเคิลจริงๆ ที่การนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนในประเทศไทยนั้น ยังไม่ได้มีการนำมาใช้อย่างเป็นทางการ คาดว่าเร็วๆ นี้น่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สัญลักษณ์ The Green Dot มากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยให้คนรักษ์โลกในไทยแยกขยะได้อย่างมีสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณรูปภาพจาก Printmag