ปัญหาขยะล้นเมืองกำลังเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทยและทั่วโลก ในแต่ละวันประเทศไทยมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นมากกว่า 70,000 ตันต่อวัน ซึ่งการกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบแบบเดิมไม่เพียงพอ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน เทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงานได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งด้านการจัดการขยะและการผลิตพลังงานทดแทน

โดยภาครัฐได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น การแปรรูปขยะเป็นพลังงานไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างรายได้ให้กับชุมชน นอกจากนี้ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากหลุมฝังกลบ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน ซึ่งบทความนี้ทางทีมงานได้รวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงานที่สำคัญ 6 รูปแบบมาเรียบเรียงให้ทุกท่านได้อ่านกัน ซึ่งเทคโนโลยีทั้งหมดนี้กำลังถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาขยะและการผลิตพลังงานทดแทน เพื่อนำไปสู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืนในอนาคต

1.เทคโนโลยีการฝังกลบเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ

ขอบคุณภาพจาก https://www.energynewscenter.com/

เทคโนโลยีการฝังกลบเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ (Landfill Gas to Energy) เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการขยะที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เนื่องจากสามารถกำจัดขยะปริมาณมากและผลิตพลังงานได้ในเวลาเดียวกัน ระบบนี้อาศัยกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพของขยะอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศ ทำให้เกิดก๊าซชีวภาพที่มีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนการฝังกลบขยะเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมือง แต่ยังเป็นการเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย

หลักการทำงานของเทคโนโลยีการฝังกลบเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

การเตรียมพื้นที่ฝังกลบ และการออกแบบหลุมฝังกลบ

  • ต้องมีระบบกันซึมที่พื้นและผนังหลุม
  • ติดตั้งระบบระบายน้ำชะขยะ
  • วางระบบท่อรวบรวมก๊าซชีวภาพ
  • ความลึกของหลุมต้องมากกว่า 12 เมตร

กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ

ขั้นตอนที่ 1: การย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน

  • แบคทีเรียชนิดใช้ออกซิเจนย่อยสลายสารอินทรีย์
  • เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ
  • อุณหภูมิในกองขยะสูงขึ้น

ขั้นตอนที่ 2: การย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจน

  • แบคทีเรียกลุ่มผลิตกรด (Acid forming bacteria) ย่อยสลายสารอินทรีย์เป็นกรดอินทรีย์
  • แบคทีเรียกลุ่มผลิตมีเทน (Methane forming bacteria) เปลี่ยนกรดอินทรีย์เป็นก๊าซมีเทน

ข้อดี

  • สามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้ทุกประเภท
  • ไม่จำเป็นต้องมีระบบคัดแยกก่อน
  • ได้พลังงานจากก๊าซชีวภาพที่สามารถนำไปผลิตไฟฟ้า
  • ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ข้อควรระวัง

  • ต้องมีระบบรองพื้นที่ดีเพื่อป้องกันน้ำใต้ดินปนเปื้อน
  • ต้องมีระบบรวบรวมก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ
  • ต้องมีการติดตามตรวจสอบการรั่วไหลของก๊าซอย่างสม่ำเสมอ

2.เทคโนโลยีหมักไร้อากาศ

ขอบคุณภาพจาก https://erdi.cmu.ac.th/

เทคโนโลยีหมักไร้อากาศ (Anaerobic Digestion) เป็นนวัตกรรมการจัดการขยะอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยอาศัยกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งสามารถเปลี่ยนของเสียอินทรีย์ให้เป็นก๊าซชีวภาพที่มีมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ แต่ยังสร้างประโยชน์ด้านพลังงานทดแทนและผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง

ปัจจุบัน เทคโนโลยีหมักไร้อากาศได้รับการพัฒนาและประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นระบบที่มีต้นทุนดำเนินการต่ำ ใช้พื้นที่น้อย และสามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้ ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการจัดการขยะอย่างยั่งยืน

หลักการทำงานของ เทคโนโลยีหมักไร้อากาศ

กระบวนการย่อยสลาย แบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลักดังนี้

  1. Hydrolysis
  • สารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ถูกย่อยให้เล็กลง
  • โปรตีนเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน
  • คาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนเป็นน้ำตาล
  • ไขมันเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน
  1. Acidogenesis
  • น้ำตาลและกรดอะมิโนถูกเปลี่ยนเป็นกรดอินทรีย์
  • เกิดกรดอะซิติก กรดโพรพิโอนิก และกรดบิวทิริก
  • มีการผลิตก๊าซไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
  1. Acetogenesis
  • กรดอินทรีย์ถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะซิติก
  • เกิดก๊าซไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มเติม
  1. Methanogenesis
  • กรดอะซิติกถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซมีเทน
  • ก๊าซไฮโดรเจนรวมตัวกับคาร์บอนไดออกไซด์เกิดเป็นมีเทน

ข้อดี

  • ลดปริมาณขยะอินทรีย์
  • ผลิตพลังงานสะอาด
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำ

ข้อควรระวัง

  • ระวังก๊าซมีเทนและไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งติดไฟง่ายและเป็นอันตรายเมื่อสูดดม5
  • ต้องมีระบบระบายอากาศที่ดีและอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม

3.เทคโนโลยีเชื้อเพลิงขยะ

ขอบคุณภาพจาก https://www.energynewscenter.com/

เทคโนโลยีเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) เป็นกระบวนการแปรรูปขยะมูลฝอยให้เป็นเชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม โดยผ่านกระบวนการคัดแยก ลดขนาด และปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของขยะ เทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาการจัดการขยะและการขาดแคลนเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ เชื้อเพลิง RDF ยังมีค่าความร้อนสูง สามารถควบคุมคุณภาพได้ และสะดวกต่อการขนส่ง ทำให้เป็นที่นิยมในการใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานปูนซีเมนต์ โรงไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานความร้อนสูง

หลักการทำงานของ เทคโนโลยีเชื้อเพลิงขยะ มีอยู่ด้วยกัน 3 หัวข้อหลักๆ ดังนี้

การคัดแยกขยะ

  • แยกวัสดุที่เผาไหม้ไม่ได้ออก เช่น แก้ว โลหะ
  • คัดแยกขยะอันตรายออก
  • แยกขยะอินทรีย์ที่มีความชื้นสูงออก

การปรับปรุงคุณภาพ

  • บดย่อยให้มีขนาดเล็กลง
  • ลดความชื้นให้ต่ำกว่า 15%
  • อัดเป็นแท่งหรือเม็ดเพื่อสะดวกในการขนส่ง

การควบคุมคุณภาพ

  • ตรวจสอบค่าความร้อน
  • วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี
  • ควบคุมขนาดและความหนาแน่น

ข้อดีของเทคโนโลยี RDF

  • ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • สร้างรายได้จากการขายเชื้อเพลิง
  • ลดต้นทุนการกำจัดขยะ
  • สร้างงานในท้องถิ่น

ข้อควรระวัง

  • ต้องควบคุมความชื้นอย่างเคร่งครัด
  • ระวังการปนเปื้อนของสารอันตราย
  • ต้องมีระบบป้องกันฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ
  • ต้องควบคุมการเผาไหม้ให้สมบูรณ์
  • ต้องมีระบบบำบัดมลพิษอากาศที่มีประสิทธิภาพ
  • ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องเก็บในที่แห้งและมีการระบายอากาศดี
  • ระวังการลุกติดไฟเองจากการสะสมความร้อน
  • ต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัยที่เหมาะสม

4.เทคโนโลยีผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ

ขอบคุณภาพจาก http://www.mechdesign.co.th/

เทคโนโลยีผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ (Waste Gasification) เป็นกระบวนการแปรรูปขยะให้เป็นก๊าซเชื้อเพลิงด้วยความร้อนสูงในสภาวะที่มีออกซิเจนจำกัด โดยก๊าซที่ได้เรียกว่า “Syngas” ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรเจน และมีเทนเป็นหลักเทคโนโลยีนี้ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการจัดการขยะและผลิตพลังงาน เนื่องจากสามารถกำจัดขยะได้หลากหลายประเภท ลดปริมาตรขยะได้มากถึง 95% และให้พลังงานสูงกว่าการเผาไหม้โดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมมลพิษได้ดีกว่าการเผาขยะแบบทั่วไป ทำให้เป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หลักการทำงานของเทคโนโลยีผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ

กระบวนการแก๊สซิฟิเคชัน

  • ให้ความร้อนสูง 800-1,200°C
  • ควบคุมปริมาณออกซิเจน 20-30% ของที่ต้องการในการเผาไหม้สมบูรณ์
  • เกิดปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอน

ขั้นตอนการเกิดปฏิกิริยา

  1. การอบแห้ง (Drying)
  2. การสลายตัวด้วยความร้อน (Pyrolysis)
  3. การเผาไหม้บางส่วน (Partial Oxidation)
  4. การรีดักชัน (Reduction)

การทำความสะอาดก๊าซ

  • กำจัดฝุ่นและเขม่า
  • กำจัดทาร์และน้ำมันดิน
  • ลดอุณหภูมิก๊าซ

ข้อดี

  • ปล่อยมลพิษน้อยกว่าการเผาไหม้โดยตรง
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • เหลือเถ้าน้อยกว่าการเผาไหม้ทั่วไป
  • ประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูง
  • ก๊าซที่ได้มีความบริสุทธิ์สูง
  • สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย
  • ต้นทุนดำเนินการต่ำในระยะยาว
  • สร้างรายได้จากการขายพลังงาน
  • ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ

ข้อควรระวัง

  • ต้องควบคุมอุณหภูมิและปริมาณออกซิเจนอย่างแม่นยำ
  • ต้องมีระบบทำความสะอาดก๊าซที่มีประสิทธิภาพ
  • ต้องมีการบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
  • ระวังการรั่วไหลของก๊าซ
  • ต้องมีระบบป้องกันการระเบิด
  • ต้องมีระบบระบายความร้อนฉุกเฉิน
  • ต้องคัดแยกขยะอันตรายออกก่อน
  • ควบคุมความชื้นของขยะให้เหมาะสม
  • ต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมระบบ

5.เทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก

ขอบคุณภาพจาก https://www.bestongroup.com/

เทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก (Plastic to Fuel) เป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกและการขาดแคลนเชื้อเพลิงไปพร้อมกัน โดยใช้กระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) ซึ่งเป็นการสลายตัวของพลาสติกด้วยความร้อนในสภาวะไร้ออกซิเจนเทคโนโลยีนี้สามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลับมาเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล โดยพลาสติก 1 กิโลกรัมสามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 0.7-0.8 ลิตร ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หลักการทำงานของเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก

การเตรียมวัตถุดิบ

  • คัดแยกพลาสติกตามประเภท
  • ทำความสะอาดและกำจัดสิ่งปนเปื้อน
  • บดย่อยให้มีขนาดเล็กลง

กระบวนการไพโรไลซิส

  • ให้ความร้อนที่ 300-500°C
  • ทำในสภาวะไร้ออกซิเจน
  • พลาสติกจะสลายตัวเป็นไอ
  • ไอระเหยผ่านการควบแน่นเป็นน้ำมัน

การปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน

  • กลั่นแยกส่วน
  • กำจัดสารปนเปื้อน
  • ปรับปรุงคุณสมบัติให้ได้มาตรฐาน

ข้อดี

  • ลดปริมาณขยะพลาสติก
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • สร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะ
  • ลดต้นทุนการกำจัดขยะ
  • ลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
  • สร้างงานในท้องถิ่น
  • ส่งเสริมการคัดแยกขยะ
  • พัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน

ข้อควรระวัง

  • ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ
  • ต้องป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ
  • ต้องมีระบบบำบัดไอเสียที่มีประสิทธิภาพ
  • ระวังการระเบิดจากก๊าซสะสม
  • ต้องมีระบบดับเพลิงที่เหมาะสม
  • ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
  • ต้องควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
  • ต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องปรับปรุงคุณภาพให้ได้มาตรฐาน
  • ต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
  • ต้องมีการบำรุงรักษาเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องมีระบบจัดการของเสียที่เหมาะสม

6.เทคโนโลยีการเผาในระบบเตาเผา

ขอบคุณภาพจาก https://www.greennetworkthailand.com/

เทคโนโลยีการเผาในระบบเตาเผา (Incineration) เป็นกระบวนการกำจัดขยะด้วยความร้อนสูงที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถลดปริมาตรขยะได้ถึง 90% และนำพลังงานความร้อนที่ได้ไปผลิตไฟฟ้าหรือไอน้ำระบบเตาเผาสมัยใหม่ได้รับการออกแบบให้มีระบบควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถกำจัดสารพิษและฝุ่นละอองได้มากกว่า 99% ทำให้เป็นที่ยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ฝังกลบ นอกจากนี้ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับการฝังกลบ และสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน

หลักการทำงานของเทคโนโลยีการเผาในระบบเตาเผา

ขั้นตอนการเผาไหม้

  1. การอบแห้งและระเหยน้ำ (100-200°C)
  2. การเผาไหม้สารระเหย (200-750°C)
  3. การเผาไหม้คาร์บอนคงตัว (750-1,100°C)
  4. การเผาไหม้สมบูรณ์ (>850°C)

ระบบควบคุมมลพิษ

  • ระบบดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต
  • ระบบบำบัดก๊าซกรด
  • ระบบกำจัดไดออกซินและฟูแรน
  • ระบบดักจับโลหะหนัก

การนำพลังงานกลับมาใช้

  • หม้อไอน้ำผลิตไฟฟ้า
  • ระบบผลิตน้ำร้อนและไอน้ำ
  • ระบบทำความเย็น

ข้อดี

  • ลดปริมาตรขยะได้มาก
  • กำจัดขยะได้หลายประเภท
  • ทำลายเชื้อโรคได้สมบูรณ์
  • ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง
  • มีประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูง
  • ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ควบคุมมลพิษได้ดี
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ใช้พื้นที่น้อยกว่าการฝังกลบ

ข้อควรระวัง

  • ต้องควบคุมอุณหภูมิให้สูงกว่า 850°C
  • ต้องควบคุมปริมาณอากาศให้เหมาะสม
  • ต้องควบคุมระยะเวลาเผาไหม้ให้เพียงพอ
  • ต้องตรวจสอบระบบบำบัดอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องมีการตรวจวัดมลพิษอย่างต่อเนื่อง
  • ต้องมีแผนรองรับกรณีระบบขัดข้อง
  • ต้องมีระบบป้องกันการระเบิด
  • ต้องมีระบบดับเพลิงฉุกเฉิน
  • ต้องมีแผนอพยพกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • ต้องมีผู้เชี่ยวชาญควบคุมระบบ
  • ต้องมีการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องมีการจัดการเถ้าที่เหมาะสม
  • ต้องมีระบบสำรองไฟฟ้า

บทสรุป

เทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงานเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยแต่ละเทคโนโลยีมีข้อดีและความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น เทคโนโลยีการฝังกลบเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่และต้องการระบบที่ดูแลง่าย เทคโนโลยีหมักไร้อากาศเหมาะกับขยะอินทรีย์และสามารถผลิตปุ๋ยได้ด้วยเทคโนโลยี RDF เหมาะสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพสูงและขนส่งสะดวก

ในขณะที่เทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชันให้ประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูงและควบคุมมลพิษได้ดี ส่วนเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากพลาสติกช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกและสร้างเชื้อเพลิงคุณภาพสูง และเทคโนโลยีเตาเผาสามารถกำจัดขยะได้ปริมาณมากและผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

การเลือกใช้เทคโนโลยีต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ทั้งประเภทและปริมาณขยะ งบประมาณ พื้นที่ติดตั้ง และความพร้อมของบุคลากร โดยอาจใช้หลายเทคโนโลยีร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขยะ ที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษและความปลอดภัยในการดำเนินงาน รวมถึงการบำรุงรักษาระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การจัดการขยะมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด ที่มีราคาต่ำกว่า 500,000 บาท ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือต้องการรถคันที่สองสำหรับเดินทางในเมือง รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มนี้แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน มาดูกัน 5 รุ่นที่น่าสนใจกัน

1.Pocco MM 299,000 บาท

Pocco MM เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความน่ารักและราคาที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในตลาด ด้วยดีไซน์ที่กะทัดรัดทำให้เหมาะกับการใช้งานในเมืองและการจอดในพื้นที่จำกัด แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็มาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบครัน ระบบขับเคลื่อนที่เงียบและนุ่มนวลช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 27 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 100 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 9.2 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 116 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 100 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 6-8 ชั่วโมง (AC Type 2)

จุดเด่น
Pocco MM โดดเด่นด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในตลาด พร้อมดีไซน์ที่กะทัดรัดเหมาะกับการใช้งานในเมือง มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ระบบขับเคลื่อนที่เงียบและนุ่มนวล ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างผ่อนคลาย

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://pocco-thailand.com

2.Wuling Binguo 419,000-449,000 บาท

Wuling Binguo นำเสนอความลงตัวระหว่างการออกแบบที่ทันสมัยและประสิทธิภาพการใช้งาน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นและภายในที่กว้างขวางกว่าที่คาด ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางระยะกลาง การตกแต่งภายในเน้นความเรียบง่ายแต่มีสไตล์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 67 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 150 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 31.9 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 333 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 120 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 5.5 ชั่วโมง (AC), 35 นาที (DC 30-80%)

จุดเด่น
Wuling Binguo นำเสนอความลงตัวระหว่างการออกแบบที่ทันสมัยและประสิทธิภาพการใช้งาน ภายในกว้างขวางกว่าที่คาด ระบบขับเคลื่อนให้กำลังที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางระยะกลาง การตกแต่งภายในเน้นความเรียบง่ายแต่มีสไตล์

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.wulingthai.com

3.Changan Lumin 379,000-399,000 บาท

Changan Lumin โดดเด่นด้วยการออกแบบที่น่ารักและเป็นเอกลักษณ์จนได้รับฉายา “น้องหน้าง่วง” รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพดีและมีพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัว ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ทันสมัยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ การขับขี่ที่คล่องตัวเหมาะกับการใช้งานในเมือง

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 48 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 83 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 27.98 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 301 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 101 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 10 ชั่วโมง (AC), 35 นาที (DC 30-80%)

จุดเด่น
Changan Lumin โดดเด่นด้วยการออกแบบที่น่ารักและเป็นเอกลักษณ์ ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพดีและมีพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัว ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ทันสมัยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ข้อมูลเพิ่มเติม :  https://www.changan.co.th

4.Neta V-II 449,000-469,000 บาท

Neta V-II เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย นำเสนอความคุ้มค่าด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน การออกแบบภายนอกที่ทันสมัยสะท้อนความเป็นยานยนต์แห่งอนาคต ห้องโดยสารกว้างขวางและตกแต่งอย่างประณีต ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ทันสมัยช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ การรับประกันที่ยาวนานสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ใช้งาน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 95 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 150 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 36.1 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 382 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 124 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 8 ชั่วโมง (AC), 30 นาที (DC 30-80%)

จุดเด่น
NETA V-II มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย หน้าจอขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay ระบบชาร์จมือถือไร้สาย และระบบความปลอดภัย ADAS 8 ระบบในรุ่น SMART

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.neta.co.th

5.Volt City EV 365,000-425,000 บาท

Volt City EV นำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ด้วยตัวเลือกทั้งแบบ 2 ที่นั่งและ 4 ที่นั่งที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย การออกแบบที่เรียบง่ายแต่ทันสมัยช่วยให้การใช้งานในเมืองเป็นเรื่องง่าย ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกพื้นฐานที่ครบครันตอบโจทย์การใช้งานประจำวัน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 46 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 102 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 28.5 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 200 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 100 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 5.5 ชั่วโมง (AC)

จุดเด่น
Volt City EV โดดเด่นด้วยการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีทางเลือกทั้งแบบ 2 ที่นั่งและ 4 ที่นั่ง ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 46 แรงม้า และแรงบิด 102 นิวตันเมตร ทำให้การขับขี่ในเมืองเป็นไปอย่างคล่องตัว การมีสองโหมดการขับขี่ทั้ง ECO และ SPORT ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานได้ตามต้องการ นอกจากนี้ การออกแบบภายในที่เน้นความโปร่งโล่งด้วยการตัดคอนโซลกลางออก ทำให้ห้องโดยสารดูกว้างขวางกว่าที่คาด ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ประหยัดมาก เพียง 0.3 บาทต่อกิโลเมตร ทำให้คุ้มค่าในระยะยาว

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://voltthailand.com

ตารางเปรียบเทียบรายละเอียดทางเทคนิค

รายละเอียดPocco MMWuling BinguoChangan LuminNETA V-IIVolt City EV
ราคา (บาท)299,000419,000-449,000379,000-399,000449,000-469,000365,000-425,000
กำลังสูงสุด (แรงม้า)2767489546
แรงบิดสูงสุด (Nm)10015083150102
แบตเตอรี่ (kWh)9.231.927.9836.128.5
ระยะทางวิ่ง (กม.)116333301382200
ความเร็วสูงสุด (กม./ชม.)100120101124100
เวลาชาร์จ AC (ชม.)6-85.51085.5
เวลาชาร์จ DC (30-80%)ไม่รองรับ35 นาที35 นาที30 นาทีไม่รองรับ
จำนวนที่นั่ง2+24452/4
ความจุห้องเก็บสัมภาระ (ลิตร)100210104-580380160

หมายเหตุ: ข้อมูลทางเทคนิครวมถึงราคาจำหน่ายอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามรุ่นย่อยและปีผลิต ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับตัวแทนจำหน่ายอีกครั้ง

รถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดทั้ง 5 รุ่นนี้ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้รถยนต์ไฟฟ้า แม้จะมีข้อจำกัดด้านระยะทางการวิ่งและขนาดตัวรถ แต่ก็เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองและการเดินทางระยะใกล้ ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟที่ถูกกว่าน้ำมัน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้คุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจควรพิจารณาการใช้งานและความต้องการของตนเองเป็นหลัก เพื่อเลือกรุ่นที่เหมาะสมที่สุด

วันนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับน้ำมันสำหรับเครื่องบินที่มีชื่อเรียกว่า SAF กันครับ ซึ่งย่อมาจากคำว่า Sustainable Aviation Fuel โดยน้ำมันประเภทนี้ต้องบอกก่อนว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพลังงานสะอาดให้กับเครื่องบินนั่นเอง เพราะในแต่ละปีสายการบินต่างๆ ทั่วโลกมีการใช้น้ำมันเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนให้เกิดมลพิษทางอากาศเป็นจำนวนมหาศาล หากมีการเปลี่ยนมาให้พลังงานสะอาด ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยรักษ์โลกได้นั่นเอง

น้ำมัน SAF คืออะไร?

SAF มาจากคำว่า Sustainable Aviation Fuel เป็นน้ำมันสำหรับเครื่องบิน ในไทยเราจะคำเรียกกันว่า น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน เป็นพลังงานทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ได้มากถึง 80% เมื่อเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงแบบเดิมๆ ที่มีการใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งน้ำมัน SAF นั้นสามารถนำมาใช้กับเครื่องบินได้ทันที โดยไม่มีผลกระทบใดๆ กับเครื่องยนต์

ขอบคุณภาพจาก บางจาก

น้ำมัน SAF ผลิตจากอะไร?

น้ำมัน SAF ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil หรือ UCO) เป็นหลัก โดยในบ้านเราจะมีการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว มาสำหรับผลิตน้ำมัน SAF ด้วย แต่ในหลายๆ ประเภทนั้นมีการเปิดเผยข้อมูลว่า นอกจากจะใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ตัวน้ำมัน SAF ก็ยังสามารถใช้ไขมันสัตว์ เศษอาหารจากครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงพวกกากน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นของเสียทางการเกษตร มาใช้ผลิตเป็นน้ำมัน SAF ได้ด้วย ซึ่งต้นทุนในการผลิตก็จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่สิ่งที่นำมาใช้ รวมถึงจำนวนน้ำมัน SAF ที่ได้ออกมาด้วย

และด้วยการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาผลิตเป็นน้ำมัน SAF นั้น ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาการเหลือทิ้งของน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วด้วย เพราะส่วนใหญ่จะนำมาใช้ซ้ำ ทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพ หรือไม่ก็นำมาเททิ้งตามที่ต่างๆ ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก จากข้อมูลพบว่าคนไทยนั้นใช้น้ำมันมากถึง 1,000 ล้านลิตรต่อปี และมีน้ำมันปรุงอาหารที่เหลือทิ้งอยู่ราวๆ 1 ใน 4 ก็อยู่ที่ประมาณ 200 – 300 ล้านลิตรต่อปี ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่มากจนน่าตกใจกันเลยทีเดียว เมื่อมีการรับซื้อมาเพื่อใช้ผลิตเป็นน้ำมัน SAF แล้ว ก็ช่วยลดการใช้น้ำมันซ้ำได้ ลดผลเสียต่างๆ ที่เกิดกับแหล่งน้ำ ท่อระบายน้ำได้ เพราะการเทน้ำมันใช้แล้วลงท่อระบายน้ำ จะทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย และเกิดการหมักหมมในท่อ ทำให้เกิดเชื้อโรคต่างๆ ตามมา นอกจากนี้น้ำมันที่เราใช้แล้ว ยังจะไปเคลือบผิวของจุลินทรีย์ส่งผลให้จุลินซีย์ไม่สามารถรับออกซิเจน สารอาหาร และน้ำได้เลย ส่งผลให้เกิดน้ำเน่าเสียได้อีก

ประโยชน์ของน้ำมัน SAF

น้ำมัน SAF หรือเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมการบิน มาทำความเข้าใจกันว่าทำไมน้ำมัน SAF จึงสำคัญ และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

  • ลดมลพิษทางอากาศ น้ำมัน SAF ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องบินทั่วไป
  • ชะลอภาวะโลกร้อน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีส่วนช่วยชะลอภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2. ยั่งยืน

  • ใช้ประโยชน์จากของเสีย น้ำมัน SAF ผลิตจากวัตถุดิบทางเลือก เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว ไขมันสัตว์ หรือเศษอาหาร ช่วยลดปริมาณขยะและนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่
  • ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การใช้ น้ำมัน SAF ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถทดแทนได้

3. อนาคตของการบิน

  • เป็นทางเลือกที่ยั่งยืน น้ำมัน SAF เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมการบินที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การใช้ น้ำมัน SAF สอดคล้องกับเป้าหมายของหลายประเทศในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน

4. ประโยชน์อื่นๆ

  • เพิ่มความหลากหลายของพลังงาน การใช้ น้ำมัน SAF ช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งพลังงาน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานเดียว
  • สร้างโอกาสทางธุรกิจ การผลิตและการใช้ น้ำมัน SAF สร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนใหม่ๆ

น้ำมัน SAF ในประเทศไทย

น้ำมัน SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการบิน และการตอบสนองต่อแนวโน้มของการบินที่ยั่งยืนในระดับโลก

ความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

  1. การพัฒนาและการผลิต
    • บริษัท ปตท. และ บางจาก เป็นผู้เล่นสำคัญในด้านการพัฒนาน้ำมัน SAF ในประเทศไทย ทั้งสองบริษัทมีการลงทุนและการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต SAF จากวัตถุดิบที่หลากหลาย เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว ไขมันสัตว์ และชีวมวล
    • บางจากมีโรงงานที่สามารถผลิต SAF ในระดับต้นแบบ และมีแผนจะขยายกำลังการผลิตในอนาคต
  2. นโยบายและการสนับสนุน
    • รัฐบาลไทยได้สนับสนุนการพัฒนา SAF ผ่านนโยบายพลังงานทดแทน และโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบชีวภาพที่ผลิตในประเทศ
    • การขับเคลื่อนตามเป้าหมายของ ICAO (International Civil Aviation Organization) ที่ส่งเสริมการใช้ SAF ในการลดการปล่อยคาร์บอน
  3. สายการบิน
    • สายการบินไทย เช่น การบินไทย และ บางกอกแอร์เวย์ส ได้มีการทดลองใช้ SAF ในบางเที่ยวบิน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเครื่องยนต์และการลดคาร์บอน
    • การบินไทยร่วมมือกับองค์กรในประเทศและต่างประเทศเพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของ SAF
  4. วัตถุดิบในประเทศไทย
    • วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต SAF ในประเทศไทย ได้แก่ น้ำมันปาล์ม ไขมันสัตว์ น้ำมันพืชใช้แล้ว และขยะชีวมวล
    • การวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้วัตถุดิบและลดต้นทุนยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทาย

  1. ต้นทุนการผลิต SAF มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงปกติ (Jet A-1) อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การใช้งานในวงกว้างยังคงจำกัด
  2. โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานในการผลิตและจัดจำหน่ายยังต้องการการพัฒนาเพิ่มเติม
  3. นโยบายระหว่างประเทศ การแข่งขันในระดับโลกและข้อกำหนดจากองค์กรระหว่างประเทศมีผลต่อการพัฒนาตลาด SAF ในประเทศไทย

แนวโน้มในอนาคต

  • ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้นำการผลิต SAF ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากสามารถพัฒนานโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม
  • การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น Power-to-Liquid (PtL) และ การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) จะช่วยเพิ่มศักยภาพในระยะยาว

มีน้ำมันใช้แล้ว ขายได้ที่ไหนบ้าง

ขอบคุณรูปภาพจาก บางจาก

ตอนนี้ทางบางจากเขามีโครงการที่ชื่อว่า “ทอดไม่ทิ้ง” ซึ่งจะรับซื้อน้ำมันใช้แล้ว ที่ที่สถานีบริการบางจาก จำนวน 162 สถานี โดยรับซื้อ ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท (ราคาอาจมีการปรับขึ้นลงตามกลไกตลาดน้ำมันพืช) เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนมีร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมโดยไม่ทิ้งน้ำมันที่ใช้แล้วสู่พื้นที่สาธารณะ นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว มาจำหน่ายในโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง“ นำไปผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานีบริการบางจากที่ร่วมโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” ได้ที่ https://www.bangchak.co.th/en/newsroom/bangchak-news/1151/

และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” ราคาขายน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ได้ที่ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด โทร. 0 2335 8008, 08 3829 5431 หรือ Add Line: 08 3829 5431

ขอบคุณรูปภาพจาก บางจาก

บทสรุป

น้ำมัน SAF (Sustainable Aviation Fuel) เป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสอดรับกับนโยบายพลังงานระดับโลก แม้จะยังเผชิญกับความท้าทายในด้านต้นทุนการผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนา SAF ด้วยทรัพยากรชีวมวลที่อุดมสมบูรณ์และการสนับสนุนจากภาครัฐ

อนาคตของ SAF ในประเทศไทยขึ้นอยู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัย การพัฒนานโยบายที่ชัดเจน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หากสามารถก้าวข้ามอุปสรรคได้ ประเทศไทยอาจกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก SAF ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคตอันใกล้

Photo Cover : Freepik

การผลิตน้ำมัน จากแสงแดง น้ำ และ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิตเชื้อเพลิงเป็นอย่างมาก ซึ่งแนวคิดการผลิต “น้ำมัน” จากแสงแดด น้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นแนวคิดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเลียนแบบกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ซึ่งเป็นการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานเคมีสะสมอยู่ในรูปของน้ำตาล นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถจำลองกระบวนการนี้ในระดับอุตสาหกรรม เพื่อผลิตเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นพลังงานหลักในอนาคต การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนี้ จะช่วยให้เราสามารถสร้างโลกที่สะอาดและยั่งยืนได้

หลักการของกระบวนการผลิต น้ำมัน จากแสงแดง น้ำ และ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)

สำหรับกระบวนการผลิตนั้น เราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ ได้ดังนี้ครับ

1.การใช้แสงอาทิตย์ ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ที่มีประสิทธิภาพสูงในการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าที่ได้จะถูกนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไป

2.การแยกน้ำ นำพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้ในการแยกโมเลกุลของน้ำ (H₂O) ออกเป็นไฮโดรเจน (H₂) และออกซิเจน (O₂) กระบวนการนี้เรียกว่าอิเล็กโทรไลซิส (กระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า โดยน้ำจะถูกนำไปวางระหว่างขั้วไฟฟ้าทั้งสอง เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน น้ำจะแตกตัวเป็นไฮโดรเจนที่ขั้วแคโทด และออกซิเจนที่ขั้วแอโนด)

3.การสังเคราะห์ นำไฮโดรเจนที่ได้ไปรวมกับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อสร้างโมเลกุลของไฮโดรคาร์บอน กระบวนการนี้จำเป็นต้องใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อช่วยให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และในกระบวนการผลิตนั้นส่วนที่มีความสำคัญมากๆ นั่นก็คือ ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของกระบวนการผลิตเลยก็ว่าได้ ตัวเร่งปฏิกิริยาเปรียบเสมือน “ผู้ช่วย” ที่สำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์ เพราะมันช่วยให้ปฏิกิริยาเคมีที่ซับซ้อนเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์เป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ ตัวเร่งปฏิกิริยาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิกิริยาเคมี แต่ตัวมันเองจะไม่ถูกใช้สิ้นไป ทำหน้าที่ลดพลังงานกระตุ้นที่จำเป็นในการเริ่มต้นปฏิกิริยา ทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และยังช่วยควบคุมทิศทางของปฏิกิริยาให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ

ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์

ตัวเร่งปฏิกิริยาเปรียบเสมือน “ผู้ช่วย” ที่สำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์ เพราะมันช่วยให้ปฏิกิริยาเคมีที่ซับซ้อนเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์เป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์

ตัวเร่งปฏิกิริยาทำงานอย่างไร?

ตัวเร่งปฏิกิริยาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิกิริยาเคมี แต่ตัวมันเองจะไม่ถูกใช้สิ้นไป ทำหน้าที่ลดพลังงานกระตุ้นที่จำเป็นในการเริ่มต้นปฏิกิริยา ทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และยังช่วยควบคุมทิศทางของปฏิกิริยาให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ

ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์

มีตัวเร่งปฏิกิริยาหลายชนิดที่ถูกนำมาศึกษาและพัฒนาเพื่อใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์ โดยแบ่งออกได้เป็นหลักๆ ดังนี้

  • โลหะมีค่า เช่น ทองคำ, แพลทินัม, และรูทีเนียม โลหะเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการเร่งปฏิกิริยาสูง แต่มีราคาแพง ทำให้การนำไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรมยังมีข้อจำกัด
  • โลหะทรานซิชัน เช่น โคบอลต์, นิเกิล, และเหล็ก โลหะเหล่านี้มีราคาถูกกว่าโลหะมีค่า แต่ประสิทธิภาพอาจจะต่ำกว่า
  • เซมิคอนดักเตอร์ เช่น ไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2), ซิงค์ออกไซด์ (ZnO), และแคดเมียมซัลไฟด์ (CdS) เซมิคอนดักเตอร์สามารถดูดซับพลังงานแสง รวมถึงการสร้างอิเล็กตรอนและโฮล (ตำแหน่งว่างของอิเล็กตรอนในโครงสร้างผลึกของเซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการเร่งปฏิกิริยาได้
Image Source : https://labinsights.nl

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต

  • ประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ ยิ่งเซลล์แสงอาทิตย์มีประสิทธิภาพสูงเท่าไหร่ ก็จะได้พลังงานไฟฟ้ามาใช้ในการแยกน้ำมากขึ้นเท่านั้น
  • ประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยา ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ดีจะช่วยให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และเลือกผลิตภัณฑ์ได้ตามต้องการ
  • สภาวะการทำงาน อุณหภูมิ ความดัน และค่า pH ของระบบมีผลต่อประสิทธิภาพของกระบวนการ
  • ต้นทุน ต้นทุนของวัสดุ อุปกรณ์ และพลังงานที่ใช้ในการผลิตมีผลต่อราคาของเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์

Synhelion ผู้นำในการผลิตเชื้อเพลิงจากพลังงานแสงอาทิตย์

Synhelion เป็นบริษัทเทคโนโลยีสะอาดจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาและผลิตเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนจากพลังงานแสงอาทิตย์ ประกาศเปิดตัวโรงงานผลิต “Solar Fuels” ระดับอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก ที่เมือง Jülich ประเทศเยอรมนี ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ใช้เพียง “แสงแดด น้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)” ในการผลิตเชื้อเพลิงเหลว เช่น น้ำมันเครื่องบิน (e-Kerosene) น้ำมันดีเซล (e-Diesel) และน้ำมันเบนซิน (e-Gasoline) โดยไม่ต้องใช้น้ำมันดิบเลย

เทคโนโลยี Sun-to-Liquid ของ Synhelion

เทคโนโลยีหลักของ Synhelion คือ Sun-to-Liquid ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Concentrated Solar Power หรือ CSP) ที่รวมพลังแสงแดดจากกระจกสะท้อนกว่า 10,000 แผ่น เพื่อสร้างความร้อนสูงถึง 1,500°C ซึ่งเพียงพอต่อการแยกโมเลกุลของน้ำและ CO₂ ให้กลายเป็น Syngas (ก๊าซสังเคราะห์) ก่อนจะนำไปเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงเหลว เช่น e-Kerosene น้ำมันเครื่องบิน ซึ่งสามารถนำไปใช้กับเครื่องบินได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมี e-Diesel และ e-Gasoline ที่สามารถใช้ได้กับรถยนต์และเครื่องจักรดีเซลและเบนซินทั่วไป โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์

Image Source : https://synhelion.com

เทคโนโลยีของ Synhelion สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงด้วยแสงอาทิตย์

Synhelion ได้ร่วมมือกับสายการบิน SWISS เพื่อนำเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้กับเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในวงการการบินที่มุ่งสู่ความยั่งยืน และมีเป้าหมายที่จะขยายการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ในเชิงพาณิชย์ และสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ทั่วโลก เทคโนโลยีของ Synhelion มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมพลังงาน และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ทาง Synhelion ได้เตรียมทดลองใช้น้ำมัน e-Kerosene กับเครื่องบินพาณิชย์ในปี 2025 นี่จะเป็นครั้งแรกในโลกที่เครื่องบินเดินทางด้วยน้ำมันที่ผลิตจากดวงอาทิตย์

ระยะแรกของโรงงานสามารถผลิตน้ำมันได้ 10,000 ลิตรต่อปี ซึ่งทาง Synhelion ก็ได้วางแผนในการขยายกำลังการผลิตให้ถึง 100 ล้านลิตรต่อปีในอนาคตอีกด้วย

อนาคตของเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์

แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่เชื้อเพลิงแสงอาทิตย์ก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในการแก้ไขปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อมในอนาคต การวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เราสามารถผลิตเชื้อเพลิงแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนที่ต่ำลง ในอนาคตเราอาจได้เห็นการนำเชื้อเพลิงสังเคราะห์ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น เช่น การผลิตไฟฟ้า หรือการผลิตเคมีภัณฑ์ต่างๆ

CATL บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ แบตเตอรี่ Chocolate ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในเรื่องของการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่รวดเร็วและสะดวกสบาย

แบตเตอรี่ Chocolate คืออะไร?

แบตเตอรี่ Chocolate หรือ Choco-SEB (Swapping Electric Blocks) เป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบโมดูลาร์ที่มีรูปร่างคล้ายแท่งช็อกโกแลตนั่นเอง ซึ่งออกแบบมาให้สามารถสลับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วในรถยนต์ไฟฟ้า โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่เข้าไปแทนที่ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ที่ยาวนานของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน

รูปแบบและขนาด

  • รูปร่างคล้ายแท่งช็อกโกแลต จึงเป็นที่มาของชื่อแบตเตอรี่ Chocolate
  • มีหลากหลายขนาด เพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง
  • สามารถประกอบเข้าด้วยกันเป็นชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ได้
Source : catl.com

เทคโนโลยี

  • เคมีแบตเตอรี่ รองรับทั้งแบบลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) และลิเธียมนิกเกิลแมงกานีสโคบอลต์ (NMC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน
  • ระบบระบายความร้อน มีระบบระบายความร้อนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้แบตเตอรี่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งาน
  • ระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System) ควบคุมการทำงานของแบตเตอรี่แต่ละโมดูล เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่ทั้งหมดทำงานสอดคล้องกัน

สำหรับท่านที่สงสัยว่าทำไมต้องพัฒนาแบตเตอรี่ Chocolate ออกมาด้วย ก็อธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ความรวดเร็ว การเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้สามารถเติมพลังงานให้กับรถยนต์ได้รวดเร็วเทียบเท่ากับการเติมน้ำมัน
  • ความสะดวก สถานีสลับแบตเตอรี่จะถูกติดตั้งตามจุดต่างๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบาย
  • ยืดอายุการใช้งาน การสลับแบตเตอรี่ชุดใหม่เข้าไปแทนที่ จะช่วยให้แบตเตอรี่ชุดเดิมได้รับการดูแลและบำรุงรักษาได้อย่างเหมาะสม ทำให้ยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น
  • ลดต้นทุน ในระยะยาว การสลับแบตเตอรี่อาจเป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่าการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่

ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นข้อดีของแบตเตอรี่ Chocolate ที่ทุกอย่างจะเน้นไปที่เรื่องของความรวดเร็ว เพื่อให้เกิดความสะดวกเทียบเท่ากับรถที่ใช้น้ำมันได้เลย หากมีการใช้งานแพร่หลายแล้ว ปัญหาต่างๆ ในเรื่องของระยะเวลาการชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เวลานานนั้นจะหมดไปเลยทันที และไม่จำเป็นต้องสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ๆ ที่ใช้งบประมาณที่สูงอีกต่อไป ส่งผลให้รถหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากยิ่งขึ้น เพราะสะดวกสบายไม่ต่างจากรถที่ใช้น้ำมันเลย

สถานีสลับแบตเตอรี่ Chocolate ของ CATL

CATL ไม่เพียงแต่ผลิตแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ยังมีแผนที่จะสร้างเครือข่ายสถานีสลับแบตเตอรี่ (battery swapping station) ทั่วประเทศจีน และขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในอนาคต โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในการเติมพลังงานให้กับรถยนต์ไฟฟ้าที่รวดเร็วและสะดวกสบายกว่าการชาร์จแบบเดิม ทาง CATL มีแผนการสร้างสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่มากถึง 1,000 แห่งในปีหน้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่ 30,000 แห่งทั่วประเทศจีนกันเลยทีเดียว

Source : Catl.com

สถานีสลับแบตเตอรี่ของ CATL ออกแบบมาเพื่อให้สามารถสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ขั้นตอนการทำงานโดยสรุปคือ

  1. จอดรถ ผู้ขับขี่นำรถยนต์ไฟฟ้ามาจอดที่ตำแหน่งที่กำหนดในสถานี
  2. ยกตัวรถ ตัวรถจะถูกยกขึ้นเพื่อให้สามารถเข้าถึงส่วนใต้ท้องรถที่ติดตั้งแบตเตอรี่
  3. สลับแบตเตอรี่ ระบบอัตโนมัติจะทำการสลับแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพออก และนำแบตเตอรี่ใหม่เข้าไปแทนที่
  4. ตรวจสอบ ระบบจะทำการตรวจสอบความเรียบร้อยของการสลับแบตเตอรี่ และแจ้งผลให้ผู้ขับขี่ทราบ
  5. ขับออก ผู้ขับขี่สามารถขับรถออกจากสถานีได้ทันที

สถานีสลับแบตเตอรี่ CATL เป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามองและมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง ด้วยความรวดเร็ว สะดวกสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สถานีสลับแบตเตอรี่จะช่วยให้การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

Source : Catl.com

จากข้อมูลที่มีการแถลงข่าวออกมาตอนนี้จากทาง CATL จะมีแบตเตอรี่ Chocolate ออกมา 2 ขนาดด้วยกัน พร้อมด้วยแผนการสมัครสมาชิกพร้อมราคาออกมาด้วย ดังนี้

แบบแรก สำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก (20#) ที่รองรับการวิ่งได้สูงสุดที่ 500 กิโลเมตร จะมีอยู่ 2 แผนให้เลือกสมัคร

  • แผน Travel (52 kWh NMC) ราคา 469 หยวน/เดือน คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 2,300 บาท/เดือน และไม่จำกัดระยะทาง
  • ผน Family (42 kWh LFP) ราคา 369 หยวน/เดือน คิดไปเงินไทยอยู่ที่ 1,800 บาท/เดือน มีการจำกัดระยะทาง ที่ 3,000 กม./เดือน

แบบสอง สำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่ (25#) ที่รองรับการวิ่งได้สูงสุดที่ 600 กิโลเมตร จะมีด้วยกัน 2 แผน

  • แผน Travel (70 kWh NMC) ราคา 599 หยวน/เดือน คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 2,935 บาท/เดือน และไม่จำกัดระยะทาง
  • แผน Family (56 kWh LFP) ราคา 499 หยวน/เดือน คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 2,445 บาท/เดือน มีการจำกัดระยะทางที่ 3,000 กม./เดือน
Source : carnewschina.com

รถยนต์ไฟฟ้าที่รองรับแบตเตอรี่ Chocolate ที่มีการเปิดเผยออกมามีดังนี้ (คาดว่าจะขายในปี 2025)

  • Changan Oshan 520
  • GAC Aion S
  • Hongqi E-QM5
  • SAIC Roewe D7
  • BAIC C66
  • Wuling Bingo
  • Wuling Starlight
  • SAIC Rising F7
  • SAIC Maxus Mifa 9
  • SAIC Maxus Dana
Source : carnewschina.com

บทสรุป

แบตเตอรี่ Chocolate ของ CATL เป็นนวัตกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบโมดูลาร์ที่ออกแบบมาให้สามารถสลับเปลี่ยนได้รวดเร็ว คล้ายกับการเติมน้ำมันรถยนต์ทั่วไป โดยแบตเตอรี่มีรูปร่างคล้ายแท่งช็อกโกแลต และสามารถรองรับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ได้หลากหลายชนิด เช่น LFP และ NMC ข้อดีของแบตเตอรี่ Chocolate คือ ช่วยให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวดเร็วขึ้น เพิ่มระยะทางในการขับขี่ และยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนในการบำรุงรักษาและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การเปิดตัวแบตเตอรี่ Chocolate ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

หากในประเทศจีนมีการพัฒนาและใช้งานกันอย่างแพร่หลายแล้ว คาดว่าในประเทศไทยก็จะมีการนำโมเดลนี้มาใช้เช่นกัน และจากข้อดีต่างๆ น่าจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน

Photo : CATL