สำหรับสัปดาห์นี้ขอพาทุกท่านมารู้จักกับ “ไฮโดรเจนสีขาว” ว่าที่พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ล่าสุด ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ในขณะนี้ ด้วยข้อดีหลากหลายประการ ซึ่งดีกว่าไฮโดรเจนอย่างสีเขียว และสีน้ำเงินที่มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง และต้องผ่านการผลิตที่มีความซับซ้อนมากกว่า จึงส่งผลให้ไฮโดรเจนสีขาว ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ไฮโดรเจนสีขาวคืออะไร

ไฮโดรเจนสีขาวเป็น ไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ไม่ได้ผ่านการผลิตจากห้องปฏิบัติการแต่อย่างใด ซึ่งการเกิดของไฮโดรเจนสีขาวนั้นมาจาก การผ่านปฏิกิริยาเคมีระหว่างน้ำกับหิน กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างโมเลกุลของน้ำกับแร่ธาตุที่มีธาตุเหล็กสูง เกิดขึ้นตามธรรมชาติภายในเปลือกโลก ซึ่งกระบวนการเกิดนั้นก็จะเริ่มจาก น้ำซึมลงไปในชั้นหินที่มีแร่ธาตุบางชนิด เช่น โอลิวีน ซึ่งอยู่ในสภาวะความร้อนและมีความดันสูง ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่จะปล่อยก๊าซไฮโดรเจนออกมานั่นเอง มีความแตกต่างจากไฮโดรเจนสีอื่นๆ ที่มักจะต้องใช้เชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลมาเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต นอกจากนี้ด้วยกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ ทำให้ไฮโดรเจนสีขาว มักจะมีความบริสุทธิ์สูงอีกด้วย

และด้วยกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาตินี้ ทำให้นักวิจัยคาดการณ์กันว่าน่าจะมีไฮโดรเจนสีขาวเป็นจำนวนมากอยู่ภายใต้พื้นผิวโลก ซึ่งเกิดจากการซึมผ่านเปลือกโลกเข้าไปเก็บอยู่ในชั้นใต้ดินนั่นเอง และคาดว่าหากมีการค้นพบมากขึ้นเรื่อยๆ ไฮโดรเจนสีขาวจะกลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดของโลกในเชิงพาณิชย์ได้ทันที

ไฮโดรเจนสีขาวพบที่ไหนบ้าง

การค้นพบไฮโดรเจนสีขาวเกิดขึ้นในปี 1987 ที่หมู่บ้านบูราเกบูกู ในประเทศมาลี ซึ่งเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ จากการพยายามขุดเจาะบ่อน้ำของคนงาน เมื่อคนงานได้มีการขุดหลุมเพื่อเจาะหาน้ำ เจาะไปลึกราวๆ 112 เมตร ก็ไม่พบน้ำแต่หลุมนั้นได้มีการปล่อยก๊าซออกมาก และเมื่อมีคนงานได้มีการสูบบุหรี่ปรากฏว่า ก็เกิดไฟขึ้นจากก๊าซที่ปล่อยออกมา นี่ก็เป็นครั้งแรกของการค้นพบไฮโดรเจน โดยมีส่วนประกอบของก๊าซดังนี้ ไฮโดรเจน 98% ไนโตรเจน 1% และมีเทน 1%  หลังจากมีการค้นพบแล้ว ก็ได้มีกลุ่มนักวิจัยได้เข้ามาศึกษาไฮโดรเจนสีขาวนี้ (ในขณะนั้นยังเรียกว่าก๊าซ) เพื่อศึกษาว่าจะสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างไร และมีความเหมาะสมกับการนำมาใช้งานในด้านต่างๆ มากน้อยแค่ไหน

และในปีต่อๆ มา ก็ได้มีการค้นพบแหล่งไฮโดรเจนสีขาวอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นข่าวใหญ่ก็เป็นการค้นพบโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยลอร์แรน ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศส กับ บริษัทผลิตพลังงาน La Française de l’Energie ซึ่งเป็นการค้นพบในประเทศฝรั่งเศส และทางนักวิจัยคาดว่าจะมีไฮโดรเจนสีขาวนี้อยู่มากถึง 46 ล้านตันเลยทีเดียว

ความน่าสนใจของไฮโดรเจนสีขาว

ไฮโดรเจนสีขาวมีความน่าสนใจในหลายๆ อย่าง ดังนี้

  • พลังงานสะอาด – ไฮโดรเจนสีขาวเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ จึงไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก
  • แหล่งพลังงานหมุนเวียน – นักวิจัยคาดว่าไฮโดรเจนสีขาวน่าจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากมีการผลิตเองตามธรรมชาติ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเรานำมาใช้ ก็มีการผลิตขึ้นได้เองอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้ในอนาคต
  • ต้นทุนต่ำ – มีต้นทุนที่ต่ำ หากนำไปเทียบกับไฮโดรเจนประเภทอื่นๆ ที่ต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนมากกว่า
  • ใช้ได้หลากหลาย – ไฮโดรเจนสีขาว สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ การนำไปใช้ในรถยนต์แทนน้ำมัน รวมถึงนำมาแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลต่างๆ

ข้อจำกัดต่างๆ ของไฮโดรเจนสีขาว

  • เทคโนโลยียังไม่พัฒนาเต็มที่ – การสกัดและนำไฮโดรเจนสีขาวมาใช้ในเชิงพาณิชย์ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังต้องพัฒนาอีกมาก
  • การสำรวจและประเมินปริมาณ – การสำรวจและประเมินปริมาณไฮโดรเจนสีขาวใต้ดินยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย
  • การกักเก็บและขนส่ง – ไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้การกักเก็บและขนส่งเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เทคโนโลยีพิเศษ

บทสรุป

ไฮโดรเจนสีขาวถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาและแก้ไขก่อนที่ไฮโดรเจนสีขาวจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักได้ในอนาคต “ไฮโดรเจนสีขาว แตกต่างจากไฮโดรเจนชนิดอื่นตรงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ทำให้มีต้นทุนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่ปริมาณสำรองและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้ไฮโดรเจนสีขาวกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักในอนาคต”

Photo : freepik / Google Map

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และนายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดและเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ระหว่างวันที่ 3 – 8 พฤศจิกายน 2567 ณ มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า มณฑลไห่หนานหรือเกาะไหหลำเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีนที่รัฐบาลกลางจีนตั้งเป้าหมายภายในปี 2568 พลังงานที่ใช้ในมณฑลไห่หนาน 50% ต้องมาจากพลังงานสะอาด สู่การเป็นเกาะพลังงานสะอาด (Clean Energy Island: CEI) ภายในปี 2573 โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็น 54% พลังงานแสงอาทิตย์ 20% และพลังงานลม 15%

โรงไฟฟ้า Hainan Changjiang NPP เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างก้าวกระโดดของมณฑลไห่หนาน เนื่องจากเป็นพื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีทั้งขนาดใหญ่ที่เดินเครื่องแล้วและขนาดเล็ก (SMR : Small Modular Reactor) ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยโรงไฟฟ้า SMR ที่เข้าชมในครั้งนี้มีชื่อว่า ACP100 หรือ Linglong One มีกำลังผลิต 125 เมกะวัตต์ (MWe) เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ออกแบบพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง มีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยลดความซับซ้อนของอุปกรณ์ ออกแบบให้ระบบเชื้อเพลิงและระบบผลิตไอน้ำอยู่ภายในโมดูลปฏิกรณ์แบบสำเร็จรูปจากโรงงาน

ซึ่งมีขนาดเล็กสูง 10.8 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตร หรือเทียบเท่ารถบัส 1 คัน หนักประมาณ 300 ตัน โดยใช้เทคโนโลยีน้ำอัดแรงดัน หรือ PWR (Pressurized Water Reactor) ซึ่งใช้น้ำเป็นตัวกลางระบายความร้อน สามารถหยุดการทำงานได้เองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบระบายความร้อนไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้า

ส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้คือ ยูเรเนียมออกไซด์ (ความเข้มข้นของ U-235 น้อยกว่า 5%) ปล่อยพลังงานความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนเชื้อเพลิงนานถึง 24 เดือน โดยคาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569 จะมีอายุการใช้งานถึง 60 ปี โดยใช้ขนาดพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเพียง 125 ไร่เท่านั้น 

โรงไฟฟ้า SMR เป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้เพราะแร่ยูเรเนียมเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีจำนวนมาก ราคาต่ำ ใช้ในปริมาณน้อย และไม่มีการผูกขาดเหมือนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงไม่มีความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง

สำหรับประเทศไทยอยู่ในสถานะรอความชัดเจน จากแผน PDP2024 ทั้งนี้ กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์และพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มานานกว่า 17 ปี และติดตามเทคโนโลยี SMR จากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อเมริกา รัสเซีย เกาหลีใต้ และจีน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทย 

นอกจากนี้ มณฑลไห่หนานยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Yinggehai กำลังผลิตสูงถึง 400 เมกะวัตต์ พร้อมติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานรวม 200 เมกะวัตต์–ชั่วโมง ซึ่งพัฒนาบนพื้นที่นาเกลือที่เลิกใช้ประโยชน์แล้ว และพื้นที่ชายฝั่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นเดียวกับการพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่ติดตั้งบนพื้นที่ผิวน้ำในเขื่อน

จึงไม่กระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรและไม่มีต้นทุนค่าที่่ดิน สามารถใช้อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันได้ ปัจจุบัน กฟผ. มีแผนจะเร่งดำเนินการโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน กฟผ. จำนวน 2,656 เมกะวัตต์ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2573 โดยโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ชุดที่ 1 กำลังผลิต 140 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการฯ ที่ 3 ของ กฟผ. และอยู่ระหว่างขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรี 

ด้านการพัฒนาเชื้อเพลิงไฮโดรเจน มณฑลไห่หนานได้พัฒนาสถานีไฮโดรเจนไห่โข่ว สำหรับผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากไฟฟ้าที่ได้จากโซลาร์เซลล์ กำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) แยกน้ำเป็นไฮโดรเจนด้วยไฟฟ้า ซึ่งสามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวได้ 100 กิโลกรัมต่อวัน จากนั้นนำไปกักเก็บไว้ในถังเก็บไฮโดรเจนสามารถเติมให้รถที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนได้ สำหรับประเทศไทย กฟผ. มีโครงการ Wind Hydrogen Hybrid ที่โรงไฟฟ้าลำตะคอง จ.นครราชสีมา

สามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากไฟฟ้าที่ได้จากกังหันลมด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส ทำงานร่วมกับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ เปลี่ยนไฮโดรเจนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง โดยเริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 2559

ปัจจุบัน กฟผ. มีโครงการที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา คือ โครงการผลิตไฮโดรเจนและแอมโมเนียสะอาดจากพลังงานหมุนเวียนบนพื้นที่ศักยภาพของ กฟผ. ซึ่งมีเป้าหมายเริ่มดำเนินโครงการต้นแบบในปี 2573 นอกจากนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างศึกษาศักยภาพและพัฒนาการนำไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติสัดส่วน 5% ในโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ที่มีอยู่เดิม โดยมีเป้าหมายทดสอบภายในปี 2573 

นอกจากนี้มณฑลไห่หนานยังได้จัดตั้ง Hainan Energy Data Center เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลและให้บริการด้านพลังงานของมณฑลไห่หนาน สำหรับกำหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาพลังงานรองรับและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ ข้อมูลการใช้พลังงานของประชากรและบริษัทอุตสาหกรรมทั้งในปัจจุบันและอดีต ข้อมูลสมดุลการผลิตและใช้พลังงานของมณฑลไห่หนาน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพลังงานที่ใช้ในพื้นที่ต่างๆ ได้

ในขณะที่ประเทศไทยได้นำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย ยืดหยุ่น (Grid Modernization) เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ จัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Forecast Center) โดยนำข้อมูลการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จำนวน 29 แห่ง ที่เชื่อมต่อกับระบบของ กฟผ. มาวิเคราะห์และประมวลผลพยากรณ์กำลังการผลิตไฟฟ้า

เพื่อนำไปใช้วางแผนการผลิตไฟฟ้าร่วมกับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงประเภทอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งมีทั้งรูปแบบการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าระยะสั้น (Day-ahead Forecast) แบบล่วงหน้า 10 วัน เพื่อใช้สำหรับวางแผนการผลิตไฟฟ้าระยะสั้น-กลาง และการพยากรณ์ภายในวัน (Intraday Forecast) ทุก 1 ชั่วโมง และ 6 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันเพื่อใช้สำหรับการวางแผนควบคุมระบบไฟฟ้าแบบเรียลไทม์

รวมถึงจัดตั้งศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center) เพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่สมัครใจในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเพื่อสร้างความสมดุลให้ระบบไฟฟ้า และลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ เตรียมพร้อมต่อยอดสู่โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) ในการบริหารจัดการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่อง

 “กฟผ. มุ่งมั่นเดินหน้าศึกษาพลังงานสะอาดทุกรูปแบบ แสวงหาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย พร้อมออกแบบระบบไฟฟ้าของประเทศเพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด หวังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกที่เข้าร่วมแก้ไขปัญหาโลกเดือด เพื่อจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ด้วยการกำหนดเป้าหมายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) สู่สังคมคาร์บอนต่ำในระดับประเทศ โดยให้คำมั่นในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ (COP) กำหนดการบรรลุถึงความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) และเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608)

ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group

ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวว่า EGCO Group ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องชั้นนำมากว่า 32 ปี ได้ขานรับและร่วมขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาโลกเดือดของประเทศไทย โดยการกำหนดเป้าหมายมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำขององค์กร 3 ระยะ ได้แก่ เป้าหมายระยะสั้น คือ การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) ผ่านการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นบันไดก้าวสู่เป้าหมายระยะกลางคือ การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2040 (พ.ศ.2583) และเป้าหมายระยะยาว คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ตามลำดับ

EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นในปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 6,993 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ตั้งอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังผลิตดังกล่าวมาจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,437 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 21% ของกำลังผลิตทั้งหมด ทั้งประเภทพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ ชีวมวล เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย กำลังผลิตรวม 213 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าและโครงการในต่างประเทศ (สปป.ลาว ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา) กำลังผลิตรวม 1,224 เมกะวัตต์

สำหรับการขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยนั้น EGCO Group พร้อมเข้าร่วมโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศที่ภาครัฐกำหนด โดยเฉพาะ “โครงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FIT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567” หรือ Re Big Lot ในรอบที่ 2 และรอบที่ 3 กำลังผลิตรวมประมาณ 3,600 เมกะวัตต์ (เพิ่มเติมจากโครงการก่อนหน้า หรือ RE Big Lot รอบที่ 1 กำลังผลิตรวม 5,200 เมกะวัตต์)

สำหรับ RE Big Lot รอบที่ 2 ได้ประกาศรับซื้อในกำลังผลิตรวม 2,180 เมกะวัตต์ก่อน (แบ่งเป็นโครงการพลังงานลม ไม่เกิน 600 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่เกิน 1,580 เมกะวัตต์) ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1,488 เมกะวัตต์ จะเปิดรับซื้อเป็นการทั่วไปในรอบที่ 3 ในอนาคต โดย EGCO Group ได้ยื่นความประสงค์นำโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินมากกว่า 10 โครงการ ที่ผ่านเกณฑ์คะแนนความพร้อมด้านเทคนิคขั้นต่ำ (Pass/Fail Basis) แล้วในรอบที่ 1 เข้าร่วมโครงการ RE Big Lot ในรอบที่ 2 เรียบร้อยแล้ว

ดร. จิราพร กล่าวว่า “EGCO Group เชื่อมั่นในศักยภาพของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ที่จะนำเข้าร่วมประมูล RE Big Lot รอบที่ 2 เนื่องจากเรามีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและการบริหารโครงการมาอย่างยาวนาน มีพันธมิตรที่แข็งแรงและมีประสบการณ์ รวมทั้งมีความคุ้นเคยกับพื้นที่ในการพัฒนาโครงการ ที่จะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสูงได้”

“หาก EGCO Group ประสบความสำเร็จและได้รับคัดเลือกใน RE Big Lot รอบที่ 2 จะช่วยให้ EGCO Group มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใน Portfolio เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2573”

การเข้าร่วมโครงการ RE Big Lot รอบที่ 2 และรอบที่ 3 ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อร่วมประมูลไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนครั้งใหม่ในอนาคตของ EGCO Group สอดคล้องกับแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ตามเป้าหมายของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2024 ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำ

นอกจากนั้น EGCO Group ยังพร้อมพัฒนาโรงไฟฟ้าและเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับแผน PDP 2024 ได้แก่ โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขายไฟฟ้ากลับมายังไทย ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมีแผนจะเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้า IPP ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักที่มีความสำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและสามารถช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่ง EGCO Group มีโรงไฟฟ้าขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ที่ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์และมีความพร้อมทั้งในด้านระบบสายส่งไฟฟ้าและแหล่งเชื้อเพลิงอยู่แล้ว รวมถึงมีความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

ในขณะเดียวกัน EGCO Group ยังได้ศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขายไฟฟ้าตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ในอนาคตด้วย รวมถึงการศึกษาโอกาสในการต่ออายุโรงไฟฟ้าเดิมออกไปอีกด้วย

นอกเหนือจากการขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ EGCO Group ยังมีแผนจะปรับปรุงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักที่ดำเนินการอยู่แล้ว ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การศึกษาความเป็นไปได้เชิงเทคนิคในการนำแอมโมเนียมาเป็นเชื้อเพลิงผสม (Ammonia co-firing) ในโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จ.ระยอง ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage – CCUS) ที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จ.ระยอง และโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีรรมราช รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อศึกษาและแสวงหาโอกาสการลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ EGCO Group มีการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญและอยู่ระหว่างการก่อสร้างในต่างประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Yunlin ในไต้หวัน ที่ EGCO Group ถือหุ้น 26.56% และการลงทุนใน APEX หรือ บริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง แอลแอลซี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา โดย EGCO Group ถือหุ้น 17.46%

สำหรับโครงการ Yunlin กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ล่าสุดได้ติดตั้งเสากังหันลม (Monopiles) และกังหันลมผลิตไฟฟ้า (Wind Turbine Generators – WTGs) เสร็จครบ 80 ต้นแล้ว  รวมทั้งได้วางสายเคเบิลเพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 78 เส้น จาก 81 เส้น ความก้าวหน้าดังกล่าวตอกย้ำความมั่นใจว่า โครงการฯ จะสามารถก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบทั้ง 640 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ เมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์คาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดให้ EGCO Group เฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินโครงการ

สำหรับการลงทุนใน APEX ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ที่มีทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ไฮโดรเจน และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบตั้งเดี่ยว ใน Pipeline รวมกว่า 200 โครงการ กำลังผลิตรวมกว่า 56,000 เมกะวัตต์นั้น จะช่วยผลักดันให้ EGCO Group สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ถึง 30% ในปี 2030 ตามเป้าหมายของบริษัท โดย APEX มีโมเดลธุรกิจแบบไฮบริด คือ พัฒนาโครงการเพื่อเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เองบางส่วน และจำหน่ายโครงการออกไปบางส่วนเพื่อพัฒนาโครงการอื่นต่อไป ทำให้แนวทางการดำเนินธุรกิจของ EGCO Group เปลี่ยนจาก “ผลิตไฟฟ้า และขายไฟฟ้า” เพียงอย่างเดียว เป็น “พัฒนาโรงไฟฟ้า ขายไฟฟ้า และขายโรงไฟฟ้า” ด้วย

ดร.จิราพรกล่าวว่า “การลงทุนใน APEX จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ EGCO Group ในระยะยาว เนื่องจากการพัฒนาโครงการของ APEX สามารถทดแทนโรงไฟฟ้าที่กำลังจะทยอยหมดอายุสัญญา จึงสร้างการเติบโตในรูปแบบใหม่ให้ EGCO Group ไปพร้อมกัน และยังสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้ EGCO Group อย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก APEX เป็นทั้งผู้พัฒนาโครงการ (Developer) ผู้บริหารโครงการ และเจ้าของโครงการ”

นอกจากนี้ EGCO Group ยังได้ลงทุนใน บริษัท พีที จันทรา ดายา อินเวสตาสิ (PT Chandra Daya Investasi – CDI) บริษัทผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท พีที จันทรา อศรี แปซิฟิก ทีบีเค (PT Chandra Asri Pacific Tbk – CAP) ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านเคมีและสาธารณูปโภคครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 30% EGCO Group ทำงานร่วมกับ CAP ซึ่งถือหุ้น 70% ใน CDI อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนา CDI ให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งเน้นการขยายและการพัฒนาโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันของ CDI ควบคู่กับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ทั้งในรูปแบบการร่วมทุนกับพันธมิตร การควบรวมกิจการ และความร่วมมือทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนการขยายฐานลูกค้าและรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

“แผนการดำเนินงานทั้งหมดของ EGCO Group ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งไม่เพียงเป็นโอกาสทางธุรกิจของภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่เป็นฐานการลงทุนของ EGCO Group ให้ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคง เพื่อบรรลุเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งมีส่วนช่วยลดวิกฤติโลกเดือด พร้อมกับการดูแลความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืน” ดร. จิราพร กล่าวสรุป

Source : Energy News Center

กบง. ปรับสูตรดีเซล หลังราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ปรับตัวสูงขึ้นมากจนกระทบต้นทุนไบโอดีเซล โดยกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 เพื่อช่วยเหลือประชาชน ป้องกันราคาพุ่ง เริ่ม 21 พฤศจิกายน นี้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณาแนวทางการกำหนดสัดส่วนของน้ำมันไบโอดีเซล B100 ในช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) พุ่งสูงขึ้นมาก โดยภายหลังจากการประชุม นายพีระพันธุ์ฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคา CPO ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาไบโอดีเซลอยู่ที่ประมาณ 48 บาทต่อลิตร หรือ 2 เท่าของราคาเนื้อน้ำมัน ทำให้ต้นทุนน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลที่ขายให้ประชาชนมีราคาสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและเพื่อให้การจัดการราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลดังนี้ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 และไม่สูงกว่าร้อยละ 7 โดยปริมาตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19 และไม่สูงกว่าร้อยละ 20 โดยปริมาตร ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป จนกว่า กบง. จะมีมติเปลี่ยนแปลง โดยมอบหมายให้ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ออกประกาศ ธพ. เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. 2567 ให้สอดคล้องกับการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล และ มอบหมายให้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นำเสนอการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล ต่อคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เพื่อทราบต่อไป

Source : Energy News Center

Toyota และ Suzuki ร่วมพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นแรกในอินเดีย ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของ Toyota ในการเร่งขยายตลาด EV ทั่วโลก แม้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ แต่นี่เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

Toyota ร่วมมือกับ Suzuki ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์อินเดีย ช่วยให้โตโยต้าเข้าถึงฐานลูกค้าและเครือข่ายการผลิตในตลาดที่มีศักยภาพสูง นอกจากนี้ การผนึกกำลังกับ Daihatsu ในการพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกัน ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าได้ดีขึ้น

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

การเลือกประเทศอินเดียเป็นฐานการผลิตรถ EV รุ่นแรกของ Suzuki เน้นย้ำถึงความสำคัญของตลาดอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว Toyota มองเห็นโอกาสในการใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำในอินเดีย เพื่อส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังตลาดอื่นๆ ในอนาคต

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

การเข้าสู่ตลาด EV ของ Toyota จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นในการแข่งขัน โดยเฉพาะในอินเดีย ผู้ผลิตรายอื่นๆ เช่น Tata Motors และ Hyundai ต่างก็มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆเช่นกัน Toyota จำเป็นต้องนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง, ราคาที่แข่งขันได้และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด

ซึ่งอย่างไรก็ตาม ตลาด EV ในอินเดียยังคงเผชิญกับความท้าทาย เช่น โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้าที่ยังไม่ครอบคลุม และราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังสูง Toyota จำเป็นต้องร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของรถยนต์ไฟฟ้า

CREDIT : CarTrade
CREDIT : CarTrade

Toyota ตั้งเป้าหมายที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 10 รุ่นภายในปี 2026 การร่วมมือกับ Suzuki เป็นเพียงจุดเริ่มต้น Toyota จะเดินหน้าพัฒนาและเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเมนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย

ปัจจุบันโตโยต้ามียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ทั่วโลกมากกว่า 108,000 คันในช่วง 9 เดือนแรกของปี คิดเป็น 1.5% ของยอดขายทั่วโลก ซึ่งรวมถึงยอดขายของแบรนด์ Lexus ด้วย

Toyota ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มระยะทางวิ่ง ลดเวลาในการชาร์จ และยืดอายุการใช้งาน การวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตต เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Toyota ในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

การร่วมมือระหว่าง Toyota และ Suzuki ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอินเดีย เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Toyota ในการเป็นผู้นำด้าน EV การผนึกกำลังกับพันธมิตร การลงทุนในเทคโนโลยี และการโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพ จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ Toyota บรรลุเป้าหมายในการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

ที่มา : REUTERS
Source : Spring News