วันนี้เราจะมารู้จักกับ ไบโอชาร์ หรือเรียกกันว่าถ่านชีวภาพ ซึ่งเป็นถ่านรูปแบบหนึ่งที่มีประโยชน์มากกับภาคเกษตร และยังช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย แต่เดิมถ้าพูดถึงถ่าน เราก็อาจจะรู้จักว่า ถ่านก็คือถ่านที่เราใช้ในการก่อไฟ หรือถ่านทั่วไป ที่ได้จากการเผาโดยวิธีดั้งเดิม หรือจะเป็นถ่านที่มีการพัฒนามาใหม่ เรียกกันว่า ถ่านไร้ควัน ซึ่งก็มาจากการกำจัดสิ่งเจือปนในถ่านออก บางคนอาจจะรู้จัก ถ่านกัมมันต์ ที่ใช้เป็นยารักษาโรค วัสดุกรองและดูซับกลิ่น และหลายคนก็ยังไม่เคยรู้จักถ่านชีวภาพ วันนี้จะได้รู้จักกันแน่นอนครับ ไปติดตามกันได้เลย

ไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ คืออะไร?

ไบโอชาร์ หรือ ถ่านชีวภาพ คือ วัสดุที่มีคาร์บอนสูง ผลิตจากชีวมวล เช่น เศษไม้ กิ่งไม้ หรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูง โดยไม่มีออกซิเจน หรือใช้น้อยมาก ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า ไพโรไลซิส ผลลัพธ์ที่ได้คือถ่านที่มีรูพรุนสูง ซึ่งสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เป็นเวลานาน

ไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ มีความน่าสนใจอย่างไร?

ความน่าสนใจของถ่านชีวภาพนั้น สามารถสรุปได้ออกมา 5 ข้อหลักๆ ด้วยกันดังนี้

  1. กักเก็บคาร์บอน ไบโอชาร์สามารถกักเก็บคาร์บอนในดินได้เป็นเวลานานหลายร้อยปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
  2. ปรับปรุงคุณภาพดิน ไบโอชาร์ช่วยเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน ทำให้ดินร่วนซุย ช่วยให้รากพืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
  3. เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ไบโอชาร์เป็นแหล่งอาหารสำหรับจุลินทรีย์ในดิน และยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดิน เช่น แบคทีเรีย รา และไส้เดือน ซึ่งช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตสูงขึ้น
  4. ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ไบโอชาร์ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะไบโอชาร์สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชใช้ประโยชน์ได้อย่างช้าๆ
  5. จัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตไบโอชาร์ ช่วยลดปริมาณขยะและเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุเหล่านั้น

ถ่านชีวภาพ เปรียบเสมือนฟองน้ำธรรมชาติในดิน ที่ช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ เพราะถ่านมีรูพรุนมากมาย ทำหน้าที่เหมือนตัวเก็บน้ำและธาตุอาหารชั้นดี ช่วยให้พืชได้รับอาหารอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รูพรุนเหล่านี้ยังเป็นบ้านหลังใหม่ให้จุลินทรีย์ดีๆ ในดิน ได้อาศัยอยู่และทำงานช่วยให้ดินดีขึ้นอีกด้วย

ก่อนนำถ่านชีวภาพไปใช้ ควรเติมจุลินทรีย์และธาตุอาหารเสริมลงไปก่อน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยให้ถ่านทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เหตุผลที่ถ่านชีวภาพดีต่อดิน ก็เพราะว่า:

  • รูพรุนเยอะ: ทำให้เก็บน้ำและธาตุอาหารได้ดี
  • เป็นด่างเล็กน้อย: ช่วยปรับสภาพดินที่เป็นกรดให้ดีขึ้น
  • มีไนโตรเจน: ซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญสำหรับพืช
  • มีพื้นที่ผิวมาก: ทำให้ดูดซับธาตุอาหารได้ดี

สิ่งที่สำคัญคือ ถ่านแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาทำและวิธีการผลิต ดังนั้นการเลือกใช้ถ่านชีวภาพให้เหมาะสมกับดินของเรา จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ภาพประกอบ : Wikipedia

ไบโอชาร์ นำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

ไบโอชาร์ นับเป็นวัสดุที่มีประโยชน์หลากหลายด้าน ทั้งในด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม มาดูกันว่าไบโอชาร์สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

1. ด้านการเกษตร

  • ปรับปรุงคุณภาพดิน
    • เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน ทำให้ดินชุ่มชื้นยาวนานขึ้น
    • เพิ่มความพรุนของดิน ช่วยให้รากพืชเจริญเติบโตได้ดี
    • ปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย
  • เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
    • เป็นแหล่งอาหารสำหรับจุลินทรีย์ในดิน ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์
    • ช่วยให้พืชดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น
    • ลดการชะล้างของปุ๋ย
  • ลดการใช้ปุ๋ยเคมี
    • ไบโอชาร์สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชใช้ประโยชน์ได้อย่างช้าๆ ทำให้ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี
  • ลดความเป็นกรดของดิน
    • ช่วยปรับค่า pH ของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช

2. ด้านสิ่งแวดล้อม

  • กักเก็บคาร์บอน ไบโอชาร์สามารถกักเก็บคาร์บอนในดินได้เป็นเวลานานหลายร้อยปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
  • บำบัดน้ำเสีย ไบโอชาร์สามารถดูดซับสารปนเปื้อนในน้ำเสีย เช่น โลหะหนัก สารอินทรีย์ และสารเคมี
  • ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไบโอชาร์สามารถดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ดี
  • ลดการกัดเซาะดิน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับดิน

3. ด้านอุตสาหกรรม

  • ผลิตวัสดุก่อสร้าง ไบโอชาร์สามารถนำไปผสมกับวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดน้ำหนัก
  • ผลิตผลิตภัณฑ์ดูดซับ ไบโอชาร์สามารถนำไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ดูดซับ เช่น แผ่นกรองอากาศ แผ่นกรองน้ำ
  • ผลิตพลังงาน ไบโอชาร์สามารถนำไปใช้ผลิตพลังงานความร้อน

การนำไบโอชาร์ไปใช้ประโยชน์

  • ผสมกับดิน นำไบโอชาร์ผสมกับดินก่อนปลูกพืช เพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน
  • ใช้เป็นปุ๋ย ไบโอชาร์สามารถใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี
  • ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ไบโอชาร์สามารถดูดซับสารปนเปื้อนในน้ำเสีย
  • ใช้ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง ไบโอชาร์สามารถนำไปผสมกับวัสดุก่อสร้างเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดน้ำหนัก

วิธีการผลิต ไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ ทำอย่างไร

สำหรับการผลิตในปริมาณน้อย ซึ่งอาจจะนำไว้ใช้เอง หรือใช้กับพื้นที่ที่ไม่ใหญ่มากนัก สามารถผลิตได้ด้วยวิธีง่ายๆ และมีต้นทุนไม่สูงมากนัก สามารถหาวัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่การเกษตรมาใช้ได้เลย โดยมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

  1. เตรียมวัสดุ เลือกวัสดุที่ต้องการนำมาผลิตไบโอชาร์ เช่น เศษไม้ กิ่งไม้ หรือเปลือกผลไม้ ตัดให้มีขนาดพอเหมาะ
  2. สร้างเตาเผา สามารถใช้ภาชนะที่ทนความร้อนได้ เช่น ถังเหล็ก หรือหลุมดิน ปิดผนึกให้แน่นที่สุดเพื่อจำกัดปริมาณออกซิเจน
  3. ใส่เชื้อเพลิง เริ่มต้นด้วยการจุดไฟด้วยวัสดุไวไฟ เช่น ฟืนหรือกระดาษ แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณวัสดุที่ต้องการผลิตไบโอชาร์ลงไป
  4. ควบคุมอุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการผลิตไบโอชาร์อยู่ที่ประมาณ 300-500 องศาเซลเซียส ควรควบคุมอุณหภูมิให้คงที่
  5. รอจนเย็น เมื่อการเผาไหม้เสร็จสิ้น ให้ปล่อยให้เตาเย็นลงสนิทก่อนจึงเปิดออก
  6. คัดแยก คัดแยกไบโอชาร์ออกจากเถ้าและเศษวัสดุอื่นๆ

นอกจากวิธีการผลิตที่ไม่ได้ยุ่งยากแล้ว ก็ยังมีข้อควรระวังด้วย ตั้งแต่ในเรื่องของความปลอดภัย การเผาไหม้ต้องทำในพื้นที่โล่งและมีการระบายอากาศที่ดี ควรมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย เช่น ถุงมือและแว่นตา รวมถึงเรื่องของควัน กระบวนการเผาไหม้จะเกิดควัน ดังนั้นควรทำในพื้นที่ที่ไม่รบกวนผู้อื่น และสุดท้ายก็คือ เรื่องของปริมาณในการผลิต ซึ่งวิธีการนี้เหมาะสำหรับการผลิตไบโอชาร์ในปริมาณน้อย หากต้องการผลิตในปริมาณมาก ควรใช้เตาเผาที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ

การผลิตในภาคอุตสาหกรรม (ภาพจาก https://bestonmachinery.com )

ในส่วนของการผลิตปริมาณมากๆ ในระดับอุตสาหกรรมนั้น จำเป็นต้องใช้เตาเผาที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิและปริมาณออกซิเจนได้อย่างแม่นยำ ทำให้ได้ไบโอชาร์ที่มีคุณภาพสูงและเป็นไปตามมาตรฐาน

วิธีโอสาธิตการทำงานของเครื่องผลิต ไบโอชาร์ ระดับอุตสาหกรรม

บทสรุป

ไบโอชาร์ ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาการเสื่อมโทรมของดินและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการนำไบโอชาร์มาใช้ในภาคการเกษตรเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างระบบเกษตรที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและลดต้นทุนการผลิต ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยังช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่าอุจจาระของวาฬอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญต่อระบบนิเวศ เช่น ธาตุเหล็ก, ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส ที่สำคัญ เมื่อปล่อยให้มันสัมผัสกับแสงอาทิตย์ ของเสียวาฬจะกระตุ้นให้เกิดแพลงตอนพืชอาหารสำคัญของสัตว์ทะเลหลายชนิดลอยไกลหลายกิโลบนผิวน้ำ

แต่อุตสาหกรรมการล่าวาฬในศตวรรษที่ 20 ทำให้ประชากรวาฬกว่าสามล้านตัว หรือ 99% ของวาฬทั้งหมดลดลง ส่งผลให้ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารในท้องทะเลปั่นป่วน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมนักวิจัยจากมูลนิธิ WhaleX พยายามจำลอง ‘ขี้วาฬเทียม‘ ขึ้นมาทดแทนประชากรที่เสียไป 

โดยเมื่อเดือนธันวาคมปี 2021 ทีมนักวิจัยของ WhaleX ภายใต้การอนุญาตจากรัฐบาลออสเตรเลีย ได้ทดลองปล่อยขี้วาฬจำลองขนาดเท่าของจริงลงในทะเลแทสมัน ทางตะวันออกของออสเตรเลีย และวางแผนจะเพิ่มปริมาณการทดลองขึ้นเป็น 5 เท่าในปีหน้า

WhaleX ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่เชื่อในไอเดียนี้ โปรเจค Marine Biomass Regeneration ที่นำโดย เดวิด คิง นักเคมีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็กำลังทำการทดลองที่คล้ายกันนี้ ต่างกันก็แต่สถานที่ทดลองและเทคนิคที่ใช้ในการผสมขี้วาฬเทียมเท่านั้น

“เราเชื่อว่าถ้าสามารถจำลองการทำงานของอุจจาระวาฬได้ ในอีก 40 – 50 ปี บางทีเราอาจสามารถทำให้จำนวนประชากรปลา, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือสัตว์มีเปลือกทั้งหลายในทะเลกลับมาเหมือนเมื่อ 400 ปีก่อนได้” คิงกล่าว

แพลงตอนพืชทำหน้าที่สำคัญมากอีกประการ หลังจากทีพวกมันเสียชีวิต มันจะซึมซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากให้จมลงไปใต้ทะเล และกักเก็บไว้ไม่ให้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเป็นเวลานาน โดยมีการประมาณว่าไพโตรแพลงตอนในทะเลช่วยกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 22 ตัน/ ปี หรือเท่ากับก๊าซเรือนกระจกที่รถยนต์ 4.8 ล้านคันปล่อยออกมาในแต่ละปี 

สอดรับกับเป้าหมายสูงสุดของ WhaleX คือการปล่อยขี้วาฬปลอมลงสู่พื้นที่ทางทะเล 300 จุดที่ถูกเรียกว่า ‘พื้นที่แห่งความตาย (Dead Zones)’ หรือบริเวณในท้องทะเลที่มีสารอาหารต่ำรอบโลก เพื่อกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 1.5 พันล้านตัน/ ปี 

อย่างไรก็ตาม หากจะนำการทดลองนี้ไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น ทีมนักวิจัยยังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสารที่พวกเขาจะไม่ทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ควบคุมการปล่อยสารลงในทะเล ซึ่งเป็นหน้าที่ของทั้งสองทีมที่ต้องพิสูจน์ว่านวัตรกรรมของพวกเขาจะไม่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศทางทะเล

แต่ถ้าพวกเขาทำได้สำเร็จ นี่จะเป็นอีกเทคนิคที่อาจช่วยให้ท้องทะเลฟื้นตัวจากการถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ก็เป็นไปได้

อ้างอิง: smithsonianmag/ hakaimagazine
Source : Spring News

ในขณะที่การแก้ปัญหาสิ่งแววดล้อมกำลังได้รับความสนใจ แต่ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกกลับยังคงเพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกอย่างน่าแปลกใจ ล่าสุดในการประชุม COP29 จึงมีการเปิดรายชื่อเมืองที่มีมลพิษมากที่สุด หวังทุกฝ่ายเร่งแก้ไข

รายงานจากการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP29 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2566 จีน อินเดีย อิหร่าน อินโดนีเซีย และรัสเซีย คือประเทศที่พบการปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นสูงที่สุด ขณะที่เวเนซุเอลา ญี่ปุ่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา มีระดับมลพิษลดลงมากที่สุด

เมืองที่มีการปล่อยมลพิษมากที่สุดตามข้อมูลการสังเกตและประเมินโดยปัญญาประดิษฐ์ คือนครเซี่ยงไฮ้ของจีน ส่วนอีกหลายเมืองในเอเชียและสหรัฐอเมริกาก็ถูกระบุว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน

โดยเซี่ยงไฮ้มีก๊าซเรือนกระจก 256 ล้านตัน ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาเมืองทั้งหมด และสูงกว่าตัวเลขของโคลอมเบียหรือนอร์เวย์ทั้งประเทศรวมกัน ส่วนกรุงโตเกียวของญี่ปุ่นมีก๊าซเรือนกระจก 250 ล้านตัน นิวยอร์กซิตี้มีก๊าซเรือนกระจก 160 ล้านตัน และกรุงโซลของเกาหลีใต้ มีก๊าซเรือนกระจก 142 ล้านตัน

ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับบรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมองว่านานาชาติยังไร้ความสามารถที่จะปราบปรามการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำให้โลกร้อน รวมถึงการควบคุมบริษัทหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

COP29 เปิดรายชื่อ \'เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก\'

นอกจากนี้ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า จีนได้กลายเป็นจุดร้อนของก๊าซเรือนกระจกของโลก เมื่อตรวจสอบรายชื่อเมืองที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่า 1 พันล้านตัน พบว่ามีมากถึง 7 เมืองที่อยู่ในประเทศจีน 

ชุดข้อมูลนี้ได้รับการดูแลโดยนักวิทยาศาสตร์และนักวิเคราะห์จากทั่วโลก ซึ่งประเมินด้วยการพิจารณาถึงมลพิษแบบดั้งเดิม เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ สารอินทรีย์ระเหยง่าย แอมโมเนีย ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และสารเคมีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอากาศที่สกปรก โดยระบุว่า ‘การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล’ จะก่อให้เกิดมลพิษทั้งสองประเภท ซึ่งถือเป็น “ภัยคุกคามต่อสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญ”

Source : Spring News

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกในปี 2024 มีแนวโน้มจะแตะระดับ 37,400 ล้านตัน ซึ่งจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 0.8% จากระดับในปี 2023 ตามข้อมูลใหม่จากโครงการคาร์บอนโลก ซึ่งจะทำให้ประเทศต่าง ๆ ห่างไกลจากเป้าหมายในการหยุดยั้งภาวะโลกร้อนไปเรื่อยๆ

แม้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสหรัฐ และยุโรป และการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในจีนจะลดลง แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอินเดีย และส่วนอื่นๆ ของโลก ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลการวิจัยดังกล่าวเผยแพร่ต่อสาธารณะ ในวันที่ 13 พ.ย.2024 ที่การประชุม COP29 ณ กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ซึ่งผู้นำทั่วโลกได้รวมตัวกันเพื่อหารือถึงวิธีการระดมเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น 

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเคยระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกอาจถึงจุดสูงสุดในช่วงทศวรรษนี้ เพราะหลังจากนี้ระบบไฟฟ้า และพลังงานทดแทน เช่น แผงโซลาร์เซลล์ กังหันลม และยานยนต์ไฟฟ้า จะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แต่จนถึงขณะนี้ เทคโนโลยีเหล่านี้ยังตอบสนองความต้องการพลังงานได้เพียงบางส่วนเท่านั้น นั่นหมายความว่าประเทศต่างๆ ยังคงต้องพึ่งพาพลังงานเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

“พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมกำลังเข้ามาแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลในบางประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเทศอื่นๆ ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่พลังงานหมุนเวียนจะตามทันได้ เมื่อรวมผลรวมทั้งหมดทั่วโลกเข้าด้วยกัน เชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังคงได้รับความนิยม ซึ่งเราจะไปสู่จุดสูงสุดของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเร็ววันนี้” เกล็น ปีเตอร์  นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์วิจัยสภาพอากาศระหว่างประเทศ CICERO ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนรายงานกล่าว

หากโลกยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับปัจจุบัน ก็มีเวลาอีก 6 ปีก่อนที่อุณหภูมิจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ตกลงกันไว้ในความตกลงปารีส เมื่อปี 2015

ในการประชุม COP28 เมื่อปี 2023 ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้แทนจากเกือบทุกประเทศได้ให้ความเห็นชอบข้อตกลงที่เรียกร้องให้เปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่พลังงานสะอาด และเร่งดำเนินการให้ทันภายในทศวรรษนี้ แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ชัดเจนว่า แต่ละประเทศจะต้องดำเนินการอย่างไร แม้ทุกคนจะรู้ว่าการหยุดภาวะโลกร้อนที่ดีที่สุดคือ ทุกประเทศต้องหยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโดยสิ้นเชิง

สำหรับประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก คือ จีนที่ปล่อยสูงถึง 32% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดในโลก ตามมาด้วยสหรัฐในอันดับ 2 ที่ 13% ส่วนอันดับ 3 คือ อินเดีย ด้วยระดับ 8% ขณะที่อันดับ 4 เป็นของสหภาพยุโรป ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 6%

รายงานคาดว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในยุโรปในปี 2024 จะลดลงประมาณ 3.8% เป็นผลมาจากประเทศต่างๆ หันมาใช้พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ แทนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมาก เช่น เหล็กและปุ๋ย ลดการผลิตลงหลังจากที่รัสเซียบุกยูเครน ส่งผลให้ราคาแก๊สธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น

สำหรับสหรัฐเอง ก็คาดว่าจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลงเล็กน้อยประมาณ 0.6% ในปี 2024 โดยเป็นผลมาจากการยกเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินของสหรัฐอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่า 120 ปี 

แต่ขณะเดียวกันความต้องการไฟฟ้าของสหรัฐกลับพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องมาจากคลื่นความร้อนในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา รวมถึงการสร้างดาต้าเซนเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่จีน ประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลก มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2024 ที่ประมาณ 0.2% ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากที่จีนเร่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายร้อยแห่ง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรวดเร็ว และทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการปล่อยมลพิษของจีนอาจใกล้ถึงจุดสูงสุดหรือยัง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้สร้างแผงโซลาร์เซลล์ ฟาร์มกังหันลม และรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าประเทศอื่นๆ ขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนกลับชะลอตัวลงในหลายอุตสาหกรรม เช่น การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมหนักเริ่มชะลอตัวลง หลังจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วมาหลายทศวรรษ

ยอน อิวาร์ คอร์สบัคเกน นักวิจัยอาวุโสของ CICERO ผู้ศึกษาการปล่อยมลพิษของจีน กล่าวว่า หากแนวโน้มเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป และพลังงานหมุนเวียนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็เป็นไปได้ที่การปล่อยมลพิษจะลดลงหรืออย่างน้อยก็คงที่หลังจากปี 2024 แต่เขายังได้เตือนด้วยว่านักพยากรณ์บางคนคาดว่าการปล่อยมลพิษของจีนจะลดลงในปีนี้ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้น

ด้านอินเดีย คาดว่าจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจะเพิ่มขึ้น 4.6% ซึ่งทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อินเดียแซงหน้าสหภาพยุโรป และกลายเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกเมื่อไม่นานนี้ แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวแล้ว จะพบว่าอินเดียปล่อยก๊าซเพียง 1 ใน 3 ของยุโรป

ในส่วนอื่นๆ  ของโลก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นประมาณ 1.1% เป็นผลจาก การเดินทางทางอากาศ และการขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าทั้งจะยังคงต่ำกว่าระดับในปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19 ก็ตาม


ที่มา: IndependentThe ConversationThe New York Times
Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมาธิการด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรป ยังคงยืนกรานจะออกกฎห้ามขายรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน แม้ผู้ผลิตรถยนต์จะโต้แย้งก็ตาม

คณะกรรมาธิการด้านสภาพอากาศยืนยันแผนของสหภาพยุโรป ที่จะ ‘ยุติการขายรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์’ ภายในปี 2035 ซึ่งจะมีผลทำให้เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินรุ่นใหม่ๆ ผิดกฎหมาย นอกจากนี้จะมีการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดด้านขีดจำกัดการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์ภายในปีหน้า ท่ามกลางกระแสกดดันจากรัฐบาลและผู้ผลิตรถยนต์บางรายให้พิจารณานโยบายดังกล่าวอีกครั้ง

โดยอิตาลีและสาธารณรัฐเช็ก โต้แย้งว่า ปัจจุบันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ายังคงตกต่ำ ซึ่งหมายความว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์คงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามนโยบายดังกล่าวได้ และขอให้สหภาพยุโรปทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง

สหภาพยุโรปยืนยันกฎใหม่ ห้ามขายรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน เริ่มปี 2035

ขณะที่คณะกรรมาธิการด้านสภาพอากาศยืนยันว่า มีการพูดคุยกับภาคอุตสาหกรรมรถยนต์บางส่วนแล้ว ว่าพวกเขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ และมองว่าภาคอุตสาหกรรมต้องการการลงทุนสาธารณะที่มากขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนการจะผลักดันให้เชื้อเพลิงชีวภาพเข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วยหรือไม่ ยังต้องระพิจารณากันภายหลัง

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปต่างออกมายอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์ที่กำหนดโดยสหภาพยุโรปภายในปีหน้าได้ และเตรียมรับมือกับค่าปรับที่อาจสูงถึงหลายพันล้านยูโร

Source : Spring News