เหลือจะเชื่อ! การวิเคราะห์ใหม่เผยให้เห็นว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดในปี 2023 มาจากบริษัทเพียง 36 บริษัทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ รวมถึง Saudi Aramco, Shell, ExxonMobil, Coal India และบริษัทจีนหลายแห่ง มีส่วนเชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 20,000 ล้านตัน

InfluenceMap กลุ่มวิจัยด้านสภาพอากาศ เผยแพร่รายงาน Carbon Majors การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซที่ผลิตโดยบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ 169 แห่งในปี 2023 พบว่า 93 บริษัทปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2022

ในปี 2023 ถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดของการปล่อยมลพิษ 41% ของทั้งหมด ตามมาด้วยน้ำมัน 32% ก๊าซ 23% และซีเมนต์ 4% นอกจากนี้ รายงานยังรวมข้อมูลในอดีตตั้งแต่ปี 1854-2023 ไว้ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่า 66% นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมมาจากบริษัทเพียง 180 แห่งเท่านั้น (ในจำนวนมี 11 บริษัทที่ปิดตัวไปแล้ว) 

“การวิเคราะห์ล่าสุดของฐานข้อมูล Carbon Majors เผยให้เห็นว่า แม้ในตอนนี้บริษัทต่าง ๆ จะมีสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก แต่ผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ที่สุดของโลกกลับเพิ่มปริมาณการผลิตและการปล่อยมลพิษอย่างมีนัยสำคัญ” เอ็มเม็ตต์ คอนแนร์ นักวิเคราะห์อาวุโสของ InfluenceMap ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิจัยที่จัดทำข้อมูลกล่าว

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า 80% ของบริษัทปูนซีเมนต์มีการปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2023 ส่วนบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ Saudi Aramco ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่ปล่อยมลพิษสูงสุดในปี 2023 ด้วยอัตรา 4.38% ของทั้งโลก หากเปรียบเป็นประเทศ บริษัทแห่งนี้ก็จะปล่อยมลพิษมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน สหรัฐ และอินเดีย 

ส่วนอันดับ 2 คือ Coal India ผู้ผลิตถ่านหินที่รัฐบาลเป็นเจ้าของรายใหญ่ที่สุดในโลก ปล่อยมลพิษไป 3.68% ของทั้งโลก ตามมาติด ๆ ด้วย CHN Energy บริษัทเหมืองแร่และพลังงานของรัฐบาลจีน ในอันดับที่ 3 ด้วยสัดส่วน 3.65% ของทั้งโลก ส่วนอันดับ 4 คือ Jinneng Group ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของรัฐบาลจีนเช่นกัน ปล่อยมลพิษไป 2.92% ของทั้งโลก และอันดับที่ 5 National Iranian Oil Company ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัฐบาลอิหร่าน ในอัตรา 2.75%

จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 อันดับเป็นบริษัทของรัฐบาลทั้งสิ้น นับเป็นความย้อนแย้งของรัฐบาลแต่ละประเทศ เพราะ ลายประเทศตั้งใจจะเข้าสู่เน็ตซีโร่ แต่บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ 16 แห่ง ติดอันดับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20 อันดับแรกของรายงาน ซึ่งคิดเป็นปริมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด 

คริสเตียนน่า ฟิเกเรส สถาปนิกของข้อตกลงปารีสกล่าวว่า ผลการค้นพบของรายงานแสดงให้เห็นว่า “ประเทศต่าง ๆ ชะลอเป้าหมายในข้อตกลงปารีส บริษัทของรัฐกลับเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยเพิกเฉยต่อความต้องการอันเร่งด่วนของประชาชน”

ตามรายงานระบุว่า บริษัทจีนมีปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่าบริษัทจากประเทศอื่นอย่างมาก โดยในปี 2023 บริษัทจีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลและซีเมนต์ถึง 23% ของทั้งหมดโลก รักษาตำแหน่งประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลกอีกปี 

รายงาน Carbon Majors จัดทำขึ้นครั้งแรกในปี 2013 ถูกนำมาใช้ในเชิงกลยุทธ์เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ รับผิดชอบต่อการมีส่วนสนับสนุนต่อความเสียหายที่เกิดจากสภาพอากาศ และนักวิทยาศาสตร์นำไปใช้ เพื่อวัดบทบาทของบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีสในการจำกัดภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ภายในปี 2030 ทั่วโลกจะต้องลดการปล่อยคาร์บอนลง 45% สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศได้กล่าวไว้แล้วว่าโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลใด ๆ ที่เริ่มหลังปี 2021 จะไม่สอดคล้องกับการลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

เนื่องจากการปล่อยคาร์บอนของบริษัทหลายแห่งยังคงเพิ่มขึ้น คูมี ไนดู ประธานของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เชื้อเพลิงฟอสซิลกล่าวว่าขณะนี้ “จำเป็น” ที่รัฐบาลจะต้องก้าวขึ้นมาและใช้สิทธิอำนาจของตนเพื่อยุติการขยายตัวของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ

“เราอยู่ในช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และความจริงที่น่าตกใจก็คือ บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ได้ปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนด้วย” ไนดูกล่าว

ซาวิโอ คาร์วัลโญ หัวหน้าภูมิภาคขององค์กรสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 350.org กล่าวว่าผลการวิจัยนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และเป็นสัญญาณเตือนสำหรับรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย และภาคประชาสังคม

“บริษัทและบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยมหาศาลยังคงแสวงหากำไรในระยะสั้นเพื่อตนเองและผู้ถือหุ้น โดยไม่สนใจแก้ไขวิกฤติสภาพอากาศ หรืออยากจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานหมุนเวียน” เขากล่าวอธิบาย

ที่มา: AxiosEuro NewsThe Guardian
Source : กรุงเทพธุรกิจ

กกพ.เปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff – UGT ประเภทไฟฟ้าสีเขียวสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้า (UGT1) เป็นครั้งแรก โดยกระแสไฟฟ้าที่ได้ ผลิตจากพลังน้ำในเขื่อน 7 แห่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

อัตราค่าบริการ UGT1 : อัตราค่าบริการไฟฟ้ารวม Ft + ค่า Premium (0.0594 บาท/หน่วย)
อายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี เปิดจองถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568

Source : Energy News Center

พลังงาน คาดโควตาโครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่ เปิดรับซื้อเพิ่มปีละประมาณ 400 เมกะวัตต์ แต่ต้องพิจารณาแบบปีต่อปีเพื่อความเหมาะสม ยอมรับขณะนี้ยังเปิดรับซื้อไฟฟ้าไม่ได้ ต้องรอความชัดเจนกรณีตรวจสอบการเปิดรับซื้อไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 ให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้การจัดทำแผน PDP ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนสมบูรณ์และทราบปริมาณรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนอย่างชัดเจน คาดปี 2568 น่าจะเปิดรับซื้อได้   

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานความคืบหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนว่า กระทรวงพลังงานมีแนวคิดที่จะขยายการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเพิ่มเติม หลังจากที่ได้หยุดรับซื้อไฟฟ้าไปตั้งแต่ประมาณเดือน ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา เนื่องจากในขณะนั้นมีผู้สนใจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) จำนวนมากเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน จนส่งผลให้ปริมาณไฟฟ้าเต็มโควตาที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดรับซื้อทั้งสิ้น 90 เมกะวัตต์

ดังนั้นกระทรวงพลังงานคาดว่าจะเปิดรับซื้อรอบใหม่ได้ไม่น้อยกว่า 400 เมกะวัตต์ต่อปี โดยอาจต้องพิจารณาในลักษณะปีต่อปีตามความเหมาะสมอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นปริมาณมากที่สุดเท่าที่เคยเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนมา เนื่องจากมีผู้ต้องการขายไฟฟ้าเข้าระบบจำนวนมากขึ้น และภาครัฐส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน แต่อย่างไรก็ตามจะต้องพิจารณาในส่วนของระบบสายส่งที่จะรองรับปริมาณไฟฟ้าดังกล่าวก่อนด้วย

สำหรับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่นั้น คงต้องรอให้การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของไทย หรือ แผน PDP ฉบับใหม่เสร็จสิ้นก่อน และอาจต้องเปลี่ยนชื่อจาก แผน PDP 2024 เป็นแผน PDP 2025 แทน เนื่องจากในปี 2567 ที่ผ่านมาไม่สามารถจัดทำแผนฯ ได้สำเร็จ และหากสำเร็จในปี 2568 จะต้องใช้ชื่อแผน PDP 2025 แทน ซึ่งจะครอบคลุมการใช้งานระหว่างปี 2568-2580

โดยขณะนี้แผน PDP ฉบับใหม่ ยังติดปัญหาในเรื่องของพลังงานทดแทน กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาและมีมติเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ให้หยุดการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 หรือ “โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรม ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2565 – 2573” ปริมาณรวม 3,668.5 เมกะวัตต์ เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง ในกรณีการแบ่งรับซื้อไฟฟ้าสีเขียว 2,180 เมกะวัตต์จากทั้งหมด 3,668.5 เมกะวัตต์ ให้เฉพาะกลุ่มผู้ที่เคยผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการไฟฟ้าสีเขียวในรอบแรก จะได้รับการพิจารณาก่อนนั้น จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อกฎหมายดังกล่าว

ดังนั้นเมื่อยังไม่มีความชัดเจน จึงทำให้แผน PDP ฉบับใหม่ ไม่สามารถบรรจุปริมาณไฟฟ้าพลังงานทดแทนเข้าไปในแผน PDP ได้อย่างแม่นยำ จึงต้องรอความชัดเจนให้เกิดขึ้นก่อน และในแผน PDP จะต้องพิจารณาพลังงานทดแทนอื่นๆ รวมทั้งการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชนให้สอดรับกันด้วย ดังนั้นขณะนี้กระทรวงพลังงานจึงยังไม่สามารถประกาศการรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนได้จนกว่าแผน PDP ฉบับใหม่จะเสร็จสิ้น เบื้องต้นคาดว่าแผน PDP ฉบับใหม่จะแล้วเสร็จในปี 2568 และเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนได้ต่อไป

สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชนนั้น ในช่วงเริ่มต้นโครงการฯ ปี 2562-2565 ที่เปิดรับซื้อไฟฟ้าแบบปีต่อปี พบว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการไม่ถึงเป้าหมายแม้แต่ปีเดียว โดยเปิดรับซื้อไฟฟ้ารวม 260 เมกะวัตต์ แต่มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพียง 9 เมกะวัตต์  ซึ่งแบ่งเป็นดังนี้

ในปี 2562 -2565 เปิดรับซื้อไฟฟ้าปีละ 100 เมกะวัตต์ แต่มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพียง 3-4 เมกะวัตต์เท่านั้น เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าที่ 1.68 บาทต่อหน่วย ไม่จูงใจ

ต่อมาในปี 2564 จึงปรับลดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าเหลือ 50 เมกะวัตต์ และปรับเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าเป็น 2.20 บาทต่อหน่วย แต่ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อขายไฟฟ้าเพียง 3 เมกะวัตต์ เท่านั้น และในปี 2565 ปรับลดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าลงอีกครั้งเหลือ 10 เมกะวัตต์ ในราคาเดิมที่ 2.20 บาทต่อหน่วย ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพียง 1.37 เมกะวัตต์ 

จากนั้นในเดือน มี.ค. 2566  กกพ. ปรับหลักเกณฑ์เป็นการรับซื้อระยะยาว 10 ปี (2564-2573) รวม 90 เมกะวัตต์ ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวก็เริ่มใช้ในปี 2566 นี้ และพบว่าประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมมากขึ้น มีการผลิตไฟฟ้าเข้าระบบรวมกว่า 10 เมกะวัตต์ จากเป้าหมาย 90 เมกะวัตต์ ใน 10 ปี และยังมีกลุ่มผู้ร่วมโครงการฯ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (รอ COD) จำนวน 2,795 ราย กำลังการผลิตติดตั้ง 15.501 เมกะวัตต์

และล่าสุดปี 2567 ณ เดือน มิ.ย. 2567 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคิดเป็นปริมาณ 100 เมกะวัตต์ แต่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติแล้ว 89.8 เมกะวัตต์  และสุดท้ายก็รับซื้อเต็มโควตาไปแล้ว และต้องหยุดรับซื้อไฟฟ้าไปจนกว่าจะมีการเพิ่มโควตาใหม่อีกครั้ง 

Source : Energy News Center

Lenovo เปิดตัว Yoga Solar PC โน้ตบุ๊กพลังงานแสงอาทิตย์ มีแผงโซลาร์เซลล์ที่แปลงพลังงานได้ 24% ตากแดด 20 นาที ใช้งานได้ 1 ชั่วโมง ยังเป็นเพียงคอนเซปต์ ไม่มีแผนวางขาย คนใช้โน้ตบุ๊กเรามองตากันเข้าใจดีว่าต้องเสียบปลั๊กไว้แทบจะตลอดเวลา แม้แบตเตอรี่ยังเต็มอยู่ก็ตาม เดี๋ยวเครื่องดับ งานไม่ได้เซฟมีคนซวยแน่ ๆ

ล่าสุด แบรนด์ Lenovo เผย โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ ที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างหมดจด คอนเซปต์ก็คือ โน้ตบุ๊กพลังงานแสงอาทิตย์ เพียงแค่ตากแดดทิ้งไว้ 20 นาที ดูคลิปวิดีโอได้ 1 ชม.

Lenovo เผย "Yoga Solar PC" โน๊ตบุ๊กชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
Lenovo เผย “Yoga Solar PC” โน๊ตบุ๊กชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

Yoga Solar PC โน้ตบุ๊กพลังงานแสงอาทิตย์

ในงาน Mobile World Congress 2025 แบรนด์ Lenovo เปิดตัว Yoga Solar PC เป็นโน้ตบุ๊กที่ชาร์จพลังงานได้ด้วยพลังแสงอาทิตย์ ที่ฝาหลังของเครื่องจะมาพร้อมกับแผงโซลาร์เซลล์ ที่มีอัตราการแปลงพลังงาน 24% เฉลี่ยแล้วสูงกว่าเจ้าอื่น ๆ แต่ยังไม่ใช่อันดับ 1

แม้ Yoga Solar PC จะมาพร้อมกับแผงโซลาร์เซลล์ หลายคนอาจคิดว่าตัวเครื่องต้องหนักแน่ ๆ ปรากฏว่าโน้ตบุ๊กโซลาร์เซลล์รุ่นนี้ มีน้ำหนักเพียง 1.22 กก. มีความหนา 15 มม. เรียกได้ว่าทั้งเบา และบาง ใครที่ชื่นชอบดีไซน์โน้ตบุ๊กยุคใหม่ต้องโดนใจแน่ ๆ

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Lenovo ระบุอีกว่า เพียงแค่ตั้งโน้ตบุ๊กรุ่นนี้ไว้กลางแดด ระยะเวลา 20 นาที สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานเล่นวิดีโอ ดูหนัง ฟังเพลง ได้ถึง 1 ชั่วโมง หมดปัญหาจิกจุกกับที่ชาร์จไปโดยปริยาย

Lenovo เผย "Yoga Solar PC" โน๊ตบุ๊กชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
Lenovo เผย “Yoga Solar PC” โน๊ตบุ๊กชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

ว่ากันเรื่องโซลาร์เซลล์ จากรูปจะเห็นว่า Lenovo ได้มีการปรับแผงโซลาร์เซลล์ให้สวยงาม บาง ไม่ได้เป็นแผงโซลาร์แบบกริดทั่วไป เช่นที่เราคุ้นตากันดี

ต้องบอกว่าการนำโซลาร์เซลล์มาเมิร์จรวมกับอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กอย่าง ‘โน้ตบุ๊ก’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีหลายแบรนด์ทำมาก่อนแล้ว อย่างที่บอกว่า เทคโนโลยีของ Lenovo สามารถแปลงพลังงาน 24% แต่สถิติที่มีการทำไว้คือ 47%

แบรนด์ Lenovo เปิดเผยว่า บริษัทกำลังปรับแต่งเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงอัตราการแปลง และเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น และสิ่งที่หลายคนน่าจะสงสัยคือ วางขายเมื่อไหร่ ราคาแรงไหม แบรนด์แจ้งว่านี่เป็นเพียงคอนเซปต์ ไม่ได้บอกว่ามีแผนจะวางขายในอนาคตหรือไม่

ที่มา: laptopmag
Source : Spring News

ในยุคที่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ากำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การมีแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้ก้าวหน้าขึ้น Farasis Energy บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำของจีน ได้ประกาศเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 6C ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 80% ในเวลาเพียง 8 นาที 55 วินาที เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดเวลาชาร์จเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งานอีกด้วย

ด้วยการเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ Farasis Energy กำลังเดินหน้าสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดการอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจของรถยนต์ไฟฟ้าให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง การปรับปรุงแบตเตอรี่ให้มีความสามารถในการชาร์จเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้นเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถแข่งขันกับรถยนต์แบบดั้งเดิมได้อย่างเต็มที่ และช่วยให้ผู้ใช้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ด้วยความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Farasis Energy จึงเป็นหนึ่งในผู้นำที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

Photo : arenaev.com

เทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่จาก Farasis Energy

ในด้านเทคโนโลยีของแบตเตอรี่รุ่นใหม่จาก Farasis Energy มีการนำเสนอระบบชาร์จเร็วที่ล้ำสมัย โดยใช้เทคโนโลยี 6C ที่ช่วยให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการใช้โครงสร้างแบบใหม่ “Super Pouch Solution” (SPS) เพื่อปรับปรุงการกระจายความร้อนของแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยระหว่างการชาร์จเร็ว เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ด้วยการลดเวลาชาร์จและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ซึ่งรายละเอียดของเทคโนโลยีต่างๆ มีดังนี้

เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 6C

เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 6C ของ Farasis Energy เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้แบตเตอรี่สามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 80% ในเวลาเพียง 8 นาที 55 วินาที เทคโนโลยีนี้ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) ซึ่งเป็นที่นิยมเนื่องจากมีราคาถูกกว่าและปลอดภัยกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ

การชาร์จเร็ว 6C นี้ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาชาร์จ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และช่วยให้การเดินทางระยะไกลมีความสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจของรถยนต์ไฟฟ้าให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ด้วยความสามารถในการชาร์จเร็วและปลอดภัย เทคโนโลยีนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าให้ก้าวหน้าขึ้นในอนาคต

Photo : Farasis Energy

โครงสร้าง Super Pouch Solution (SPS)

โครงสร้าง Super Pouch Solution (SPS) ของ Farasis Energy เป็นนวัตกรรมแบตเตอรี่ที่ใช้เซลล์แบบ Pouch ขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานและลดน้ำหนักของแบตเตอรี่ SPS นี้มีคุณสมบัติเด่นดังนี้

  1. ความหนาแน่นของพลังงานสูง SPS มีความหนาแน่นของพลังงานมากกว่า 220 Wh/kg ซึ่งช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินทางได้ระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มครั้งหนึ่ง
  2. การชาร์จเร็ว SPS รองรับการชาร์จเร็ว โดยสามารถชาร์จได้ถึง 400 กิโลเมตรในเวลาเพียง 10 นาที ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน
  3. การกระจายความร้อน SPS ใช้ระบบการกระจายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้แผ่นกระจายความร้อนและระบบทำความเย็นแบบเหลว ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิและเพิ่มความปลอดภัยระหว่างการชาร์จเร็ว
  4. การผลิตที่มีประสิทธิภาพ SPS ใช้กระบวนการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตแบตเตอรี่
  5. ความปลอดภัยและอายุการใช้งาน SPS ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ โดยสามารถรักษาความจุได้มากกว่า 90% ในสภาพอากาศหนาวเย็น
Photo : arenaev.com

Reduced Order Modelling (ROM)

Reduced Order Modelling (ROM) เป็นเทคนิคการจำลองแบบที่ Farasis Energy ใช้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาแบตเตอรี่อย่างรวดเร็ว ROM ช่วยให้สามารถทดสอบและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยมีคุณสมบัติเด่นดังนี้

  1. การจำลองแบบเร็ว ROM สามารถสรุปการจำลองได้ภายใน 10 วินาที ซึ่งเร็วกว่าซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง นี่ช่วยให้สามารถทดสอบและปรับปรุงการออกแบบแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็ว
  2. ความแม่นยำสูง ROM มีความแม่นยำสูงในการจำลองพฤติกรรมของแบตเตอรี่ ทำให้สามารถคาดการณ์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้อย่างแม่นยำ
  3. การปรับปรุงการออกแบบ ด้วยความสามารถในการจำลองแบบที่รวดเร็วและแม่นยำ ROM ช่วยให้สามารถปรับปรุงการออกแบบแบตเตอรี่ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
  4. การประหยัดเวลาและต้นทุน การใช้ ROM ช่วยลดเวลาและต้นทุนในการทดสอบและพัฒนาแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการผลิตแบตเตอรี่ในปริมาณมาก
  5. การรองรับเทคโนโลยีต่างๆ ROM สามารถใช้ได้กับแบตเตอรี่หลายประเภท เช่น LFP, NMC และโซเดียม ซึ่งช่วยให้สามารถพัฒนาและปรับปรุงแบตเตอรี่สำหรับเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

แบตเตอรี่รุ่นใหม่ของ Farasis Energy ส่งผลต่อตลาดรถ EV อย่างไร?

แบตเตอรี่รุ่นใหม่ของ Farasis Energy มีผลกระทบอย่างมากต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในด้านการชาร์จเร็วและความปลอดภัย เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 6C ช่วยลดเวลาชาร์จลงอย่างมาก โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 80% ในเวลาเพียง 8 นาที 55 วินาที นี่ช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้คล้ายกับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม ซึ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้บริโภค

การปรับปรุงความปลอดภัยของแบตเตอรี่ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยใช้ “Super Pouch Solution” (SPS) เพื่อปรับปรุงการกระจายความร้อน ทำให้สามารถรักษาอุณหภูมิไว้ต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียสระหว่างการชาร์จเร็ว ซึ่งเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการชาร์จ. การพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีความสามารถในการชาร์จเร็วและปลอดภัยจะช่วยขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เคยลังเลเนื่องจากเวลาชาร์จที่นาน

การเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่นี้แสดงถึงการก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านนวัตกรรม ซึ่งอาจช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ Farasis Energy ในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันจะมีส่วนแบ่งตลาดเพียงเล็กน้อย แต่การลงทุนในเทคโนโลยีชาร์จเร็วและความปลอดภัยจะช่วยให้บริษัทสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนการพัฒนาของ Farasis Energy

Farasis Energy มีแผนการในอนาคตที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางบริษัทได้มีแผนในเรื่องของการพัฒนาแบตเตอรี่เอาไว้ดังนี้

  1. การพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State Farasis Energy กำลังพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State ซึ่งมีพลังงานสูงถึง 400 Wh/kg และกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่ใช้ลิเธียมเมทัลแอนโอดและมีคาโธดไนเกิลสูง โดยมีพลังงานสูงถึง 500 Wh/kg
  2. การขยายการผลิตแบตเตอรี่แบบ Semi-Solid-State Farasis Energy มีแบตเตอรี่แบบ Semi-Solid-State สามรุ่น โดยรุ่นแรกมีพลังงานสูงถึง 280-300 Wh/kg และได้เริ่มการผลิตจำนวนมากในปี 2022 รุ่นที่สองมีพลังงานสูงถึง 330 Wh/kg และสามารถชาร์จเร็วได้ถึง 3C ส่วนรุ่นที่สามมีพลังงานสูงถึง 400 Wh/kg และกำลังอยู่ในขั้นตอนการรับรองมาตรฐานสำหรับรถยนต์
  3. การร่วมมือเชิงกลยุทธ์ Farasis Energy ได้ลงนามข้อตกลงเชิงกลยุทธ์กับ JMEV เพื่อพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State โดยมีเป้าหมายที่จะเสร็จสิ้นการเปลี่ยนจากแบตเตอรี่แบบ Semi-Solid-State ไปเป็น Solid-State ภายในห้าปี
  4. การพัฒนาแบตเตอรี่ไอออนโซเดียม Farasis Energy ยังกำลังพัฒนาแบตเตอรี่ไอออนโซเดียม โดยได้เริ่มการผลิตแบตเตอรี่ไอออนโซเดียมรุ่นแรกและกำลังวางแผนเปิดตัวรุ่นที่สองในปี 2024 โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานให้ถึง 180-200 Wh/kg ภายในปี 2026

โดยรวมแล้ว Farasis Energy มีแผนการในอนาคตที่เน้นการปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ารถยนต์รุ่นใดจะใช้แบตเตอรี่รุ่นใหม่ของ Farasis Energy โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบตเตอรี่ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 6C ก็ต้องมาติดตามกันว่า ในเร็วๆ นี้จะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นไหน ใช้แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ ซึ่งจะช่วยปลดล็อคข้อจำกัดในเรื่องของระยะเวลาการชาร์จไฟได้ทันที

Cover Photo : freepik