ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหลายประเทศ เนื่องจากมุ่งเน้นการผลิตและบริโภคไฟฟ้าในท้องถิ่น ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานระหว่างการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานทดแทนในท้องถิ่นยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตขนาดเล็กเข้าร่วม ซึ่งเพิ่มการแข่งขันและความหลากหลายของแหล่งพลังงาน

นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น ในหลายประเทศกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น เทคโนโลยีสมาร์ทกริดและระบบการจัดการพลังงานที่ทันสมัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการการผลิตและบริโภคไฟฟ้า การใช้เทคโนโลยี Peer-to-Peer Trading ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง การพัฒนาตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นในประเทศไทยยังคงอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตในอนาคต การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น

แนวคิดของ ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น

แนวคิดของตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น (Local Electricity Market) มุ่งเน้นการสร้างระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น โดยเน้นการผลิตและบริโภคไฟฟ้าในท้องถิ่น ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานระหว่างการขนส่งและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน นอกจากนี้ยังสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แนวคิดหลัก

  1. การผลิตและบริโภคในท้องถิ่น เน้นการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน
  2. การซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer (P2P) ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้พลังงาน
  3. โครงสร้างตลาดที่ยืดหยุ่น ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นสามารถปรับตัวเข้ากับความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสมาร์ทกริดและระบบการจัดการพลังงานที่ทันสมัย
  4. การสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น การผลิตไฟฟ้าในท้องถิ่นสามารถสร้างรายได้และสร้างงานให้กับชุมชน ซึ่งช่วยเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจท้องถิ่น

โครงสร้างของ ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น

โครงสร้างของตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นประกอบด้วยผู้ผลิตและผู้บริโภคในท้องถิ่น ซึ่งสามารถซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer โครงสร้างนี้ยังรวมถึงระบบการจัดการพลังงานสมาร์ทกริดที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า การใช้เทคโนโลยีสมาร์ทกริดและระบบการจัดการพลังงานที่ทันสมัยเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถสรุปโครงสร้างได้ดังนี้

1. ผู้ผลิตไฟฟ้าในท้องถิ่น (Local Generators)

  • พลังงานทดแทน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์, ลม, น้ำ, และอื่นๆ
  • การผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก การผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่มีขนาดเล็ก เช่น โซลาร์รูฟท็อป

2. ผู้บริโภคไฟฟ้าในท้องถิ่น (Local Consumers)

  • ผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ บ้านเรือน, อาคารพาณิชย์, และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก
  • ผู้ผลิตและบริโภคไฟฟ้า (Prosumers) บุคคลหรือองค์กรที่ผลิตและบริโภคไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน

3. ระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System)

  • สมาร์ทกริด (Smart Grid) ระบบที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการการผลิตและบริโภคไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบควบคุมและตรวจสอบ (Monitoring and Control Systems) ช่วยติดตามและควบคุมการผลิตและบริโภคไฟฟ้าในท้องถิ่น

4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

  • สายส่งและสายจ่ายไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการส่งและจ่ายไฟฟ้า
  • สถานีแปลงกระแส (Substations) ใช้สำหรับการแปลงกระแสไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน

5. นโยบายและกฎระเบียบ (Policies and Regulations)

  • การสนับสนุนจากภาครัฐ นโยบายที่ช่วยส่งเสริมการผลิตและบริโภคไฟฟ้าในท้องถิ่น
  • การกำกับดูแลตลาด กฎระเบียบที่ควบคุมการซื้อขายไฟฟ้าในท้องถิ่นเพื่อรักษาความเป็นธรรมและความมั่นคงของระบบ

6. เทคโนโลยี (Technology)

  • การเก็บพลังงาน (Energy Storage) เทคโนโลยีที่ช่วยเก็บพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data Exchange) เทคโนโลยีที่ช่วยแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ

โครงสร้างเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อให้ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่น

ข้อดีของ ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น

ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นมีข้อดีหลายประการ ดังนี้

  1. การลดการสูญเสียพลังงาน การผลิตและบริโภคไฟฟ้าในท้องถิ่นช่วยลดการสูญเสียพลังงานระหว่างการขนส่ง ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้
  2. การเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคง ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นสามารถช่วยลดความต้องการพลังงานจากแหล่งที่มาหลักและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานโดยรวม
  3. การสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น การผลิตไฟฟ้าในท้องถิ่นสามารถสร้างรายได้และสร้างงานให้กับชุมชน ซึ่งช่วยเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจท้องถิ่น
  4. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานทดแทนในท้องถิ่นช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  5. การแข่งขันและความหลากหลาย ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตขนาดเล็กเข้าร่วม ซึ่งเพิ่มการแข่งขันและความหลากหลายของแหล่งพลังงาน
  6. การควบคุมต้นทุน ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนต่ำกว่าและเลือกผู้ผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง
  7. การเพิ่มความสามารถในการปรับตัว ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นช่วยให้ผู้บริโภคสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของความต้องการพลังงานได้ดีขึ้น

เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีการนำมาใช้ในตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น

มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นและอุตสาหกรรมพลังงานที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น

  1. สมาร์ทกริด (Smart Grid) ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อจัดการการผลิตและบริโภคไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถติดตามและควบคุมการไหลของพลังงานได้แบบเรียลไทม์
  2. ระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management Systems) ช่วยในการจัดการการผลิตและบริโภคพลังงานโดยใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและลดการสูญเสียพลังงาน
  3. การเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) เทคโนโลยีการเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ ช่วยให้สามารถเก็บพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็น ซึ่งเพิ่มความมั่นคงและยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า
  4. เทคโนโลยี Peer-to-Peer (P2P) Trading ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและลดต้นทุน
  5. การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์ความต้องการพลังงาน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
  6. Internet of Thing (IoT) ใช้ในการติดตามและควบคุมการไหลของพลังงานในระบบสมาร์ทกริด
  7. โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) รวมถึงระบบการสื่อสารและเครือข่ายข้อมูลที่ช่วยให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นในประเทศไทย

ในประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินการตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบ แต่มีการพัฒนานโยบายและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในท้องถิ่นอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น

  1. โครงการ Peer-to-Peer (P2P) Electricity Trading มีการทดลองโครงการ P2P ในบางพื้นที่เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง แต่ยังไม่ได้ขยายไปทั่วประเทศ
  2. การสนับสนุนพลังงานทดแทน รัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน
  3. โครงสร้างตลาดไฟฟ้าแบบ Enhanced Single Buyer (ESB) ปัจจุบันประเทศไทยใช้โครงสร้างตลาดไฟฟ้าแบบ ESB โดย EGAT เป็นผู้ซื้อและจ่ายไฟฟ้าหลัก แต่ไม่อนุญาตให้ผู้บริโภคซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิต
  4. การเรียกร้องให้มีการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า มีการเรียกร้องจากภาคเอกชนให้รัฐบาลเร่งเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าเพื่อให้มีการซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี ซึ่งจะช่วยเพิ่มการแข่งขันและสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาด

ในประเทศไทย มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นในอนาคต เนื่องจากมีการสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาดและนโยบายที่มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนในระบบไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น โครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด และความไม่แน่นอนของราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคาไฟฟ้า

ความเป็นไปได้ในการพัฒนาตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นในประเทศไทยมีความหวังมากขึ้นเมื่อมีการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างชัดเจนจากภาครัฐ รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดให้ถึง 51% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2037 ซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของพลังงานสะอาดในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้มีการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าเพื่อให้มีการซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี ซึ่งจะช่วยเพิ่มการแข่งขันและสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาด การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริด ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทสรุป

ตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นเป็นแนวคิดที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยเน้นการผลิตและบริโภคไฟฟ้าในท้องถิ่น ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีสมาร์ทกริดเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น ในประเทศไทย มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาตลาดไฟฟ้าท้องถิ่น โดยมีการสนับสนุนจากภาครัฐในการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดและปรับปรุงโครงสร้างตลาดไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างตลาดไฟฟ้าท้องถิ่นที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

Photo : freepik

โลกจะเลิกพึ่งถ่านกินได้จริงหรือ? เมื่อความต้องการถ่านหินยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชีย แม้สหรัฐและยุโรปมีแนวโน้มใช้ลดลงแล้วก็ตาม

โลกจะควบคุมการใช้ถ่านหินได้ในเร็วๆ นี้หรือไม่ เมื่อการส่งออกถ่านหินของสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกที่สุดในโลก สวนทางการบริโภคภายในสหรัฐที่กำลังลดลง 

ข้อมูลจากโกลบอลเอ็นเนอร์จีมอนิเตอร์ (จีอีเอ็ม) เผยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของโลกแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 2,175 กิกะวัตต์ในปี 2024 

ด้านองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) คาดว่า ความต้องการถ่านหินของโลกอาจทำลายสถิติใหม่ในปี 2024 ทะลุ 8.77 พันล้านตัน และจะยังคงมีระดับใกล้เคียงกันจนถึงปี 2027

โดโรธี เมอี ผู้จัดการโครงการ Global Coal Mine Tracker ของจีอีเอ็ม เผยว่า การหลีกเลี่ยงใช้ถ่านหินทั่วโลกยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย แม้ยุโรปและสหรัฐบริโภคถ่านหินลดลงแล้วก็ตาม

เอเชียยังต้องพึ่งถ่านหินสูง

จีนนำเข้าถ่านหินเพิ่มขึ้น 14.4% สู่ระดับ 542.7 ล้านตัน สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 ขณะที่ในปีก่อนหน้านำเข้า 474.42 ล้านตัน และจีนยังเป็นประเทศที่บริโภคถ่านหินมากที่สุดในโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 56% ของความต้องการถ่านหินทั้งหมดในปี 2023

ด้านเมอีเผยว่า กลยุทธ์สำรองถ่านหินที่สูงเป็นประวัติการณ์ของจีนมีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมพร้อมรับการขาดแคลนพลังงานจากสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น ภัยแล้งที่จะกระทบการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ และยังมีอุปสรรคในด้านความยากลำบากของการส่งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมข้ามเมือง ถ่านหินจึงเป็นกระดูกสันหลังพลังงานที่สำคัญในจีน

ขณะที่อินเดีย มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นในช่วงสภาพอากาศร้อนจัด และแหล่งพลังงานสะอาดยังพัฒนาไม่เร็วพอที่จะตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศ

บริษัทที่ปรึกษา Crisil เผยว่าความต้องการพลังงานในอินเดียเพื่อการผลิตเหล็กมีแนวโน้มเติบโต 8-9% ในปี 2025 แซงหน้าเขตเศรษฐกิจอื่นๆ เนื่องจากการก่อสร้างที่ใช้เหล็กกล้าเข้มข้นในภาคโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

นอกจากประเทศจีนและอินเดีย ยังมีประเทศอื่นที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพิ่มขึ้น เช่น บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ซึ่งจีอีเอ็มคาดว่า เวียดนามอาจแซงหน้าไต้หวันเป็นผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่สุดอันดับที่ 5 ของโลก หลังจากเวียดนามนำเข้าถ่านหินในปี 2024 สูงเป็นประวัติการณ์ในรอบมากกว่าทศวรรษ

ส่วนการผลิตถ่านหินของอินโดนีเซียพุ่งสูงทำลายสถิติ 831 ล้านตันเมื่อปีก่อน ขณะที่แอมเบอร์เอ็นเนอร์จี รายงานว่าสัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตพลังงานไฟฟ้าของฟิลิปปินส์แซงหน้าจีนในปี 2023 ทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่พึ่งพาถ่านหินมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอียน โรเปอร์ นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ จากแอสทริส แอดไวเซอรี เจแปน เคเค บอกว่า ความต้องการถ่านหินในเอเชียที่เพิ่มขึ้นยังเป็นผลมาจากราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่ปรับลดแผนสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานก๊าซ

เอไอหนุนการใช้ถ่านหิน

ไออีเอคาดการณ์ว่า การบริโภคไฟฟ้าทั่วโลกอาจพุ่งสูงขึ้นในปี 2025 

ด้านร็อบ ธัมเมล ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนระดับอาวุโสของทอทัดซ์แคปิตอล กล่าวว่า โลกต้องการพลังงานมากขึ้น และต้องการแหล่งจ่ายพลังงานที่มีประสิทธิภาพ คุ้มทุน และเชื่อถือได้ อย่างเช่น ถ่านหิน

ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ก็ทำให้ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งความต้องการพลังงานที่ขับเคลื่อนมาจากศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลก จะทำให้ความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

รายงานของมูดีส์เรตติง เผยว่า ภายในปี 2023 ความต้องการพลังงานของดาต้าเซนเตอร์อาจเกินกว่า 35 กิกะวัตต์ มากกว่าความต้องพลังงานในปี 2022 ที่ระดับ 17 กิกะวัตต์ 5 เท่า

เปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยได้?

เนื่องจากความต้องการพลังงานไฟฟ้าของโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้สังเกตการณ์อุตสาหกรรมอื่นๆ เริ่มเห็นด้วยกับคาดการณ์ของไออีเอที่มองว่าความต้องการถ่านหินจะยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

อีริก นัททอลล์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนระดับอาวุโสของไนน์พอยต์พาร์ตเนอร์ บอกว่า จะไม่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานเมื่อความต้องการน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินยังคงเพิ่มสูงทำลายสถิติ

อย่างไรก็ตาม โรเปอร์มองว่า จากการที่ประเทศต่างๆ ให้คำมั่นสัญญาเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มขึ้นของอุปทานก๊าซแอลเอ็นจีทั่วโลก บ่งชี้ว่าอาจทำให้การนำเข้าถ่านหินในตลาดนำเข้าถ่านหินบางแห่งลดลงอย่างต่อเนื่อง และโรเปอร์ยังได้ย้ำถึงการบริโภคถ่านหินในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่ลดลงในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

ด้านเดฟ โจนส์ นักวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้าจากแอมเบอร์เอ็นเนอร์จี สถาบันวิจัยด้านพลังงาน มองว่า การที่หลายประเทศให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่าภายในปี 2030 อาจทำให้การใช้ถ่านหินลดลงในช่วงสิบปีต่อจากนี้

อ้างอิง: CNBC
Source : กรุงเทพธุรกิจ

“อินโนพาวเวอร์” เดินหน้ายึดตลาด RECs ผ่านกลยุทธ์ “พันธมิตรพิชิตคาร์บอน” ชี้ตลาดรับรองไฟฟ้าสะอาดโตต่อเนื่องตามเทรนด์โลก ตั้งเป้าปี 68 โตกว่า 38% พร้อมขยายการให้บริการจากภา Corporate สู่ SME และบุคคลทั่วไป

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด  เปิดเผยว่า การผลักดันแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economic & Society) ของกลุ่มประเทศผู้นำเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ตลาดของการรับรองพลังงานหมุนเวียนและไฟฟ้าสีเขียวภายในไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานปี 2567 เบื้องต้นบริษัทมีรายได้รวม 288.9 ล้านบาท ขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 92% และเริ่มมีกำไรสุทธิแล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ 1 ปี

ทั้งนี้ ผลประกอบการเติบโตมาจากผลิตภัณฑ์หลัก 3 โซลูชันที่มีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ ได้แก่ 1. การซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) 2. โซลูชันด้านเทคโนโลยีพลังงาน เช่น ธุรกิจให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar EPC) และ 3. โซลูชันด้าน Mobility เช่น ธุรกิจให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า (EV Fleet) และธุรกิจติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าครบวงจร

\'อินโนพาวเวอร์\' ชี้เทรนด์ไฟสะอาดโต เร่งดึงรายย่อยร่วมลดคาร์บอน

ที่ตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดและสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้เชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังก้าวเดินอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อรองรับโอกาสและความท้าทายในตลาดเทคโนโลยีพลังงานที่กำลังเติบโต

สำหรับปี 2568 บริษัทได้วางเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 400 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 38% เมื่อเทียบกับปี 2567 และจะเพิ่มพันธมิตรธุรกิจได้มากกว่า 30% โดยจะขยายกลุ่มเป้าหมายสู่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเพิ่ม ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อรวมยอดสะสมตั้งแต่ปี 2565 จะรวมลดคาร์บอนได้ราว 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  

ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ ‘พันธมิตรพิชิตคาร์บอน’ ซึ่งเน้นการเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ลูกค้าลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร (End-to-End Solution)โซลูชันใหม่ที่บริษัทเปิดตัวในเดือนมกราคม คือ ธุรกิจที่ปรึกษาและบริการด้าน Decarbonization

\'อินโนพาวเวอร์\' ชี้เทรนด์ไฟสะอาดโต เร่งดึงรายย่อยร่วมลดคาร์บอน

ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสนับสนุนกลยุทธ์ โดยให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมตั้งแต่ การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การวางกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซ การทวน และการให้คำปรึกษาด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ในการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ในเดือนมีนาคมนี้ บริษัทจะเปิดตัวธุรกิจ REC Aggregator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการตรวจรับรอง REC เพื่อรองรับทั้งผู้ใช้ทั่วไปและธุรกิจที่ติดตั้ง Solar Rooftop โดยผู้เข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถแปลงปริมาณไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้เป็น REC ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้พลังงานสะอาดผ่านการซื้อขายในตลาดพลังงานหมุนเวียน โดยบริษัทได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขยายการรับรู้และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์ม พร้อมตั้งเป้าหมายเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้งานได้

\'อินโนพาวเวอร์\' ชี้เทรนด์ไฟสะอาดโต เร่งดึงรายย่อยร่วมลดคาร์บอน

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวธุรกิจการซื้อขายและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า โดยต่อยอดจากความเป็นผู้นำด้าน REC โดยคาดว่าในไตรมาสที่ 3 จะเปิดบริการ Carbon Credit Aggregator ซึ่งบริษัทจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมคาร์บอนเครดิตจากการชาร์จไฟฟ้าจากเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charger) และนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอน

ในเฟสต่อไปของโครงการ มีแผนที่จะต่อยอดสู่ผู้ใช้รถ EV โดยทุกระยะทางการขับขี่จะสามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิตและนำไปขายได้ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยทำให้การเข้าถึงพลังงานสะอาดเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในเชิงธุรกิจเท่านั้น 

“การขยายบริการด้าน Decarbonization ไปสู่รายย่อยจะช่วยเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และด้วยกลยุทธ์ ‘Decarbonization Partner’ บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในตลาดคาร์บอนต่ำและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน” นายอธิปกล่าวในท้ายที่สุด

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5 สมาคม ยื่นหนังสือถึงนายกฯ พร้อมกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรียกร้องให้ทบทวนและยกเลิกแนวคิดลดค่าไฟฟ้า 17 สตางค์จากผู้ผลิตไฟฟ้าตามสัญญา Adder และ FiT ชี้เหตุส่งผลเสียมากกว่า ทั้งขัดกับกฎหมาย ที่ไม่ได้ให้อำนาจรัฐยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาฝ่ายเดียวได้ และยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจนไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ อาจต้องปิดกิจการ ยืนยันผู้ผลิตไฟฟ้า Adder และ FiT ไม่ใช่ตัวแปรหลักที่ทำให้ค่าไฟฟ้าสูง เพราะการผลิตไฟฟ้ามีไม่ถึง 10% แนะรัฐหันไปใช้วิธีลดค่าความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า (AP) และพิจารณาแนวทางลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติเป็นหลักดีกว่า

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2568 ตัวแทนภาคเอกชน 5 แห่ง ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน, สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100), สมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย), สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย และสมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทย ได้ส่งหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พร้อมส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ปลัดกระทรวงพลังงาน, คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เพื่อแสดงความเห็นต่อข้อเสนอลดค่าไฟฟ้า 17 สตางค์จากพลังงานหมุนเวียนแบบ Adder และ Feed in Tariff (FiT)

โดยสาระสำคัญของหนังสือดังกล่าวระบุว่า จากกรณีที่เลขาธิการ สำนักงาน กกพ. และ กกพ. บางท่าน ได้เสนอแนวคิดมาตรการลดค่าไฟฟ้าจาก 4.15 บาทต่อหน่วย ให้ลดลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย โดยใช้วิธีตัดค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ (Policy Expense) ซึ่งประกอบด้วยการจ่ายค่าไฟฟ้าในรูปแบบ “การให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder” และ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง ( Feed in Tariff หรือ FiT) ซึ่งผู้ผลิตไฟฟ้าจะได้รับตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยค่าใช้จ่ายนี้ที่เป็นส่วนประกอบของต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าเพียง 17 สตางค์ต่อหน่วย

ดังนั้นตัวแทนภาคเอกชนทั้ง 5 แห่ง จึงต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ภาคนโยบายทบทวนและยกเลิกการดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากการยกเลิกหรือแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ FiT ทั้งหมด เพื่อลดค่าไฟฟ้า 17 สตางค์ต่อหน่วยทันที จะมีผลกระทบดังต่อไปนี้

1. กระทบต่อผู้ประกอบการและสถาบันการเงิน ผู้ผลิตไฟฟ้าหลายรายอาจจะต้องยุติการประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาที่ได้รับจากภาครัฐแล้ว เนื่องจากไม่มีความสามารถในการชำระหนี้คืนแก่สถาบันการเงิน เพราะการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจะได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงินที่คำนวณจากต้นทุนของโครงการในขณะนั้นและไม่ได้ลดลงตามต้นทุนของเทคโนโลยีในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการกู้เงินในอดีต ดังนั้นเงินกู้จึงต้องจ่ายเท่าเดิม ซึ่งการกล่าวว่าผู้ประกอบการผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว จึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้การนำราคาอุปกรณ์ในปัจจุบันมาเป็นเหตุให้ราคารับซื้อลดลง ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง รวมทั้งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของไทยไม่สามารถเติบโตต่อได้ เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถประมาณการต้นทุนและรายรับของโครงการได้ ทำให้สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศไม่สนับสนุนเงินทุน ผู้ประกอบการจึงต้องไปลงทุนในธุรกิจอื่นแทน

2.สถาบันการเงินไม่มั่นใจที่จะให้สินเชื่อ เนื่องจากความเสี่ยงด้านโยบายที่เพิ่มขึ้น ทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของไทยลดลงจากการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ทำไว้กับการไฟฟ้า รวมทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนในไทย โดยเฉพาะการลงทุนด้านพลังงานสะอาดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐ

3.ผลกระทบด้านกฎหมาย ได้แก่ 1). สัญญาซื้อขายไฟฟ้าไม่มีข้อสัญญาใดที่ให้อำนาจรัฐแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงราคารับซื้อไฟฟ้าได้ฝ่ายเดียว การใช้อำนาจฝ่ายเดียวจึงอาจเป็นการกระทำที่ปราศจากฐานทางกฎหมายรองรับ 2).ขัดต่อวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เนื่องจากการแก้ไขราคาหรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ได้ลงนามไปแล้วโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ก่อให้เกิดภาระทางการเงินและความเสียหายในการชำระเงินกู้ ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงหรือคาดหมายไว้ในวันลงนามสัญญา ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า

3) ขัดแย้งต่ออำนาจทางกฎหมาย มาตรา 7(7) และ (8) ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 กรณีภาครัฐเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสัญญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจนไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ย่อมขัดต่ออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว ที่จะส่งเสริมการประกอบกิจการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตและผู้ใช้พลังงาน

4) กกพ. มีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 65 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 โดยต้องกำกับดูแลค่าบริการที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและคำนึงถึงผลตอบแทนที่เหมาะสมของการลงทุน ดังนั้นการยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาโดยไม่มีกฎหมายรองรับ จะส่งผลให้ กกพ. ไม่อาจใช้อำนาจกำกับดูแลการประกอบกิจการไฟฟ้าได้ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เห็นด้วยกับภาครัฐในการหาแนวทางปรับปรุงค่าไฟฟ้าไม่ให้เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป ตราบเท่าที่เป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งการดำเนินการควรเป็นธรรมและไม่สร้างภาระให้กับประเทศในอนาคต ทั้งนี้ราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT  ไม่ใช่ตัวแปรหลักที่ทำให้ค่าไฟฟ้าเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้า เนื่องจากปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากลุ่มนี้มีไม่ถึง 10% ของการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมด

ฉะนั้นการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้า ควรมุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพและแนวทางอื่นที่ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าที่ลดลงมากกว่านี้ เช่น การพิจารณาแนวทางลดค่าความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า (AP) ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าของประเทศและพิจารณาแนวทางลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นส่วนประมาณ 60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เป็นต้น

Source : Energy News Center

ยักษ์ใหญ่ยานยนต์เยอรมัน Volkswagen ผนึกกำลัง CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่เบอร์หนึ่งของโลก หวังชิงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีน พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอนาคต แต่เส้นทางนี้จะโรยด้วยกลีบกุหลาบจริงหรือ

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่การแข่งขันก็ดุเดือดไม่แพ้กัน Volkswagen (VW) หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่จากฝั่งตะวันตก กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรงในตลาดยานยนต์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

ท่ามกลางยอดขายที่ลดลงโดยรวม อย่างไรก็ตาม VW ยังคงเดินหน้าลงทุนในจีนอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ “In China, For China” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาและผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดจีนโดยเฉพาะ

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

ล่าสุด Volkswagen Group (China) Technology Co., Ltd. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ

  • แบตเตอรี่ราคาประหยัด : ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันพัฒนาแบตเตอรี่ที่มี “ต้นทุนที่แข่งขันได้” เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
  • เทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ : พัฒนาระบบสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่หมดแล้วเป็นแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาการรอชาร์จ
  • การรีไซเคิลแบตเตอรี่ : สร้างระบบการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน

Alfonso Sancha รองประธานบริหารของ Volkswagen Group China กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ “In China, For China”

นอกจากนี้ ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในด้านความโปร่งใสของแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ซึ่งจะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้าได้

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

แม้ว่ายอดขายรถยนต์โดยรวมของ Volkswagen ในจีนจะลดลง 10% ในปี 2024 เหลือ 2.9 ล้านคัน แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในซีรีส์ ID. (ID.3, ID.4, และ ID.6) กลับเติบโตขึ้นอย่างน่าประทับใจถึง 23.8% มียอดส่งมอบมากกว่า 130,000 คัน และเป็นซีรีส์รถยนต์ไฟฟ้าร่วมทุนที่ขายดีที่สุดในจีน 

เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาดจีน Volkswagen ได้ทุ่มเงินลงทุนจำนวนมหาศาล รวมถึงการลงทุน 2.5 พันล้านยูโรที่ประกาศเมื่อปีที่แล้ว

CREDIT : XPENG
CREDIT : XPENG

และยังเข้าถือหุ้น 631 ล้านยูโรใน Xpeng สตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้าของจีน นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวแบรนด์ Audi ใหม่ในจีน ซึ่งจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเฉพาะสำหรับตลาดจีนโดยใช้แพลตฟอร์ม IM ของ SAIC

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

ด้าน CATL ในฐานะผู้นำตลาดแบตเตอรี่ระดับโลก กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

ด้วยฐานลูกค้าที่ครอบคลุมผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลก เช่น Tesla, BMW, Nio, Xpeng, Geely, Mercedes-Benz และ Volkswagen ในปี 2024

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

CATL มีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ที่ติดตั้งในจีนเพิ่มขึ้น 47.2% เป็น 246 GWh ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 45.5%

ที่มา : Carnewschina
Source : Spring News