ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคพลังงานสีเขียวอย่างมุ่งมั่น เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลกและข้อกำหนดการค้าระดับสากล พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนค่าไฟให้กับประชาชน ท่ามกลางการถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับนโยบายพลังงานสะอาด ล่าสุด สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวน 5,200 เมกะวัตต์ (MW) ว่าไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้ค่าไฟสูงขึ้น แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ

สนพ. ยืนยัน: รับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่เพิ่มค่าไฟ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เปิดเผยว่า การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือ RE Big Lot จำนวน 5,203 เมกะวัตต์ เป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วน และส่วนใหญ่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เรียบร้อยแล้ว บางโครงการเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วด้วย

การยกเลิกสัญญาที่ลงนามไปแล้วจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และหากยกเลิกเฉพาะโครงการที่ยังไม่ได้ลงนาม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการที่ลงนามแล้วและยังไม่ได้ลงนาม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของนโยบาย

ค่าไฟถูกลงด้วยพลังงานหมุนเวียน

นายวัฒนพงษ์ย้ำว่า การรับซื้อไฟฟ้าจาก RE Big Lot มีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 2.7 บาทต่อหน่วย ซึ่งถูกกว่าค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) โดยในเดือนมีนาคม 2568 ค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3.18 บาทต่อหน่วย

ต้นทุนการรับซื้อแบ่งเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ 2.18 บาทต่อหน่วย พลังงานลม 3.10 บาทต่อหน่วย และพลังงานแสงอาทิตย์ผสมระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 2.83 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าราคาขายส่ง ทำให้การรับซื้อไฟฟ้าชุดนี้ช่วยลดค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยลงได้ถึง 4,574 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาดที่มีราคาแข่งขันได้และไม่กระทบต่อค่าไฟในภาพรวม

ขับเคลื่อนเป้าหมายคาร์บอนต่ำ สู่พลังงานยั่งยืน

การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดในระบบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 30-40 ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 (ค.ศ. 2050) และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ในปี 2608 (ค.ศ. 2065)

นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนยังตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าสะอาดของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้า และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งจะเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

Source : Spring News

ประเด็นสำคัญ:

  • ญี่ปุ่นมุ่งสู่ “สังคมไฮโดรเจน” โดยบูรณาการไฮโดรเจนในภาคการขนส่ง การผลิตเหล็ก ก๊าซ และไฟฟ้า
  • ญี่ปุ่นส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้า การผสมก๊าซ และรถยนต์โดยสาร ซึ่งนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และความเป็นไปได้
  • การเดินทางของญี่ปุ่นเน้นย้ำถึงความสำคัญของกลยุทธ์ระดับชาติที่ปรับให้เข้ากับเทคโนโลยี การออกแบบตลาด และความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์

ในขณะที่โลกเร่งพัฒนาพลังงานยั่งยืน ญี่ปุ่นได้สร้างความโดดเด่นด้วยการมุ่งมั่นอย่างกล้าหาญในการใช้ไฮโดรเจนเป็นรากฐานของอนาคตพลังงาน

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการไฮโดรเจนทั่วโลกจะแตะ 130 ล้านตันภายในปี 2573 เพิ่มขึ้น 45% จากปี 2566 และพุ่งสูงถึง 430 ล้านตันภายในปี 2593 นับตั้งแต่ปี 2560 ญี่ปุ่นได้วาดภาพ “สังคมไฮโดรเจน” ที่นำไฮโดรเจนไปใช้ในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่การขนส่ง การผลิตเหล็ก ไปจนถึงก๊าซและไฟฟ้า ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เผยแพร่กลยุทธ์ไฮโดรเจนแห่งชาติ โดยวางไฮโดรเจนเป็นเสาหลักของความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมและความมั่นคงด้านพลังงาน

เกือบทศวรรษต่อมา ความพยายามอันทะเยอทะยานของญี่ปุ่นมอบทั้งแรงบันดาลใจและบทเรียนเตือนใจ ในยุคที่ถูกกำหนดโดยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และเป้าหมายด้านสภาพอากาศที่เร่งด่วน การทดลองที่มีเดิมพันสูงของญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นกรณีศึกษาที่ทันสมัยเกี่ยวกับความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

จากวิสัยทัศน์สู่การปรับทิศทาง: กลยุทธ์ไฮโดรเจนที่พัฒนาขึ้น

กลยุทธ์ไฮโดรเจนขั้นพื้นฐานของญี่ปุ่นในปี 2560 ได้กำหนดเส้นทางที่มุ่งมั่น โดยตั้งเป้าสร้างห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนที่ปราศจากคาร์บอน ความหวังนี้ได้รับการหนุนจากนวัตกรรมในประเทศ เช่น เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงของโตโยต้า และการเปิดตัวเรือขนส่งไฮโดรเจนเหลวลำแรกของโลก Suiso Frontier

ภายในปี 2566 ความท้าทายในทางปฏิบัติทำให้ต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใช้กรอบ “ความปลอดภัย + 3E” ที่เน้นความปลอดภัย ความมั่นคงด้านพลังงาน ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยระบุแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชนมูลค่า 15 ล้านล้านเยน (100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศ การปรับปรุงนี้แสดงถึงการมุ่งสู่วิสัยทัศน์ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับคำมั่นสัญญาความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 ของญี่ปุ่นและแนวโน้มโลก IEA คาดว่าไฮโดรเจนที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียว จะครองสัดส่วน 98% ของการบริโภคทั้งหมดภายในปี 2593

ถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยน วิสัยทัศน์ไฮโดรเจนของญี่ปุ่นยังคงครอบคลุม แตกต่างจากแนวทางทั่วไปที่สงวนไฮโดรเจนไว้สำหรับภาคส่วนที่ลดคาร์บอนได้ยาก เช่น เหล็ก การขนส่ง และการบิน ญี่ปุ่นยังคงผลักดันการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้า การผสมก๊าซ และรถยนต์โดยสาร ขอบเขตที่กว้างขวางนี้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์และความเป็นไปได้

ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน: แรงผลักดันหลัก

ความไม่มั่นคงด้านพลังงานที่ฝังรากลึกของญี่ปุ่นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลยุทธ์ไฮโดรเจน ในฐานะชาติหมู่เกาะที่ขาดแคลนทรัพยากร ญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานถึง 87% โดยความสามารถในการพึ่งพาตนเองลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเปราะบาง และการขยายพลังงานหมุนเวียนถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และความท้าทายในการเชื่อมโยงระบบกริด

ด้วยโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน ญี่ปุ่นจำเป็นต้องนำเข้าไฮโดรเจนหมุนเวียน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเชิงกลยุทธ์ แม้ว่าไฮโดรเจนจะถูกยกย่องว่าเป็นทางออกสำหรับความมั่นคงด้านพลังงาน แต่การนำไปใช้จริงอาจสร้างรูปแบบใหม่ของการพึ่งพาผู้ส่งออกไฮโดรเจน

ความท้าทายในกลยุทธ์ไฮโดรเจนของญี่ปุ่น

  • ต้นทุนสูง: ไฮโดรเจนสีเขียวยังมีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงทั่วไปมาก แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าลดต้นทุนผ่านการขยายขนาดและนวัตกรรม แต่เส้นทางยังคงไม่แน่นอน การศึกษาล่าสุดระบุว่า แม้ต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนจะลดลงเหลือ 2 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ต้นทุนการลดคาร์บอนอาจยังสูงถึง 500-1,250 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายภาคส่วน นอกจากนี้ ต้นทุนการจัดเก็บและขนส่งก็เป็นอุปสรรคสำคัญ
  • การพึ่งพาการนำเข้าต่อเนื่อง: การเปลี่ยนจากการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นไฮโดรเจนอาจเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการพึ่งพา แต่ไม่แก้ปัญหาความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เนื่องจากความสามารถในการส่งออกไฮโดรเจนของประเทศคู่ค้ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ความเสี่ยงจากการจัดหาล่าช้าหรือราคาผันผวนจึงยังคงมีอยู่
  • ความไม่แน่นอนของอุปสงค์: แม้ว่าญี่ปุ่นจะให้คำมั่นจัดซื้อไฮโดรเจน 12 ล้านตันต่อปีภายในปี 2583 แต่รัฐบาลยังไม่ระบุชัดเจนว่าจะจัดสรรให้ภาคส่วนใดบ้าง ความคลุมเครือนี้ทำให้การวางแผนการลงทุนและปรับนโยบายเป็นเรื่องยาก

ความท้าทายของห่วงโซ่อุปทานโลก

เพื่อความมั่นคงด้านอุปทาน ญี่ปุ่นได้สร้างความร่วมมือด้านไฮโดรเจนกับออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนหมุนเวียนทั่วโลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า แม้ออสเตรเลียและสหรัฐฯ จะมีโครงการไฮโดรเจนหมุนเวียนกว่า 300 โครงการ แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ดำเนินการได้จริง ตัวอย่างเช่น กำลังการผลิตของออสเตรเลียคิดเป็นเพียง 0.004% ของผลผลิตที่คาดการณ์ไว้ ความไม่สอดคล้องนี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และโลจิสติกส์ ญี่ปุ่นจึงต้องกระจายแหล่งไฮโดรเจนและสร้างสำรองเชิงยุทธศาสตร์

บทเรียนเชิงกลยุทธ์สำหรับอนาคตไฮโดรเจน

ความก้าวหน้าทางนโยบายทำให้ญี่ปุ่นเป็นผู้นำระดับโลก โดยครองสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจน 24% และบุกเบิกนวัตกรรมในการขนส่งไฮโดรเจนเหลวและการเผาไหม้ร่วมกับแอมโมเนีย อย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน การมุ่งเน้นไปยังภาคส่วนที่มีคุณค่าสูง เช่น การผลิตเหล็ก การสังเคราะห์แอมโมเนีย การขนส่งหนัก และการบิน จะช่วยเพิ่มผลกระทบสูงสุด การขยายไปสู่รถยนต์โดยสารหรือการใช้งานในครัวเรือนอาจกระจายทรัพยากรโดยไม่เกิดประโยชน์ตามสัดส่วน

สัญญาระยะยาวที่มีราคาคงที่กับประเทศผู้ส่งออกไฮโดรเจนที่หลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาและการจัดหา การร่วมมือกับภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ เช่น ละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กลยุทธ์ของญี่ปุ่น

ที่มา: Harvard University
Source : กรุงเทพธุรกิจ

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ประกาศปรับเพิ่มเงินชดเชยราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็น 2.3348 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 2.1472 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนจากโรงแยกก๊าซที่ผลิต LPG เป็น 6.1630 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 5.9754 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากราคา LPG ตลาดโลกพุ่งขึ้นเป็น 617 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีก LPG ยังคงอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2568 โดยรอการพิจารณาต่อไปจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)

นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงินและบัญชี และรักษาการผู้อำนวยการ สกนช. ลงนามในประกาศเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2568 เรื่อง “การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. 2568 เป็นต้นไป

การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุน

  • โรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ผลิต LPG เพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงในประเทศ ต้องส่งเงินเข้ากองทุนในอัตรา 6.1630 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มจากเดิม 5.9754 บาทต่อกิโลกรัม ยกเว้น LPG จากโรงแยกก๊าซของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และบริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย
  • บริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ ต้องส่งเงินเข้ากองทุนในอัตรา 4.6149 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มจากเดิม 4.4273 บาทต่อกิโลกรัม
  • LPG ที่ซื้อหรือได้จากโรงแยกก๊าซของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด คงอัตราเงินส่งเข้ากองทุนที่ 4.6671 บาทต่อกิโลกรัม

การชดเชยและคืนเงินกองทุน

  • เงินชดเชยราคา LPG ปรับเพิ่มเป็น 2.3348 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 2.1472 บาทต่อกิโลกรัม โดยไม่รวม LPG จากโรงแยกก๊าซที่ซื้อหรือได้จากรัฐ ผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) รวมถึงโรงแยกก๊าซของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด
  • LPG ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และได้รับเงินชดเชยจากกองทุนฯ ต้องคืนเงินชดเชยในอัตรา 2.3348 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มจากเดิม 2.1472 บาทต่อกิโลกรัม

สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ปัจจุบัน บัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังขาดดุลรวม -45,365 ล้านบาท โดยมีเงินไหลเข้า 19 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 570 ล้านบาทต่อเดือน) ลดลงจากเดิม 20 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 600 ล้านบาทต่อเดือน) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กำหนดวงเงินอุดหนุนราคา LPG ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและลดผลกระทบต่อผู้บริโภค

นโยบายบริหารกองทุน
การปรับอัตรานี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดให้ กบน. บริหารกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน 4 กรณี ดังนี้

  1. ต้นทุนการจัดหา LPG จากโรงแยกก๊าซในประเทศ (รวมถึงของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ) สูงกว่านำเข้า
  2. ราคา LPG ตลาดโลกเปลี่ยนแปลงเกิน 35 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันภายใน 2 สัปดาห์
  3. ราคา LPG ในประเทศเปลี่ยนแปลงเกิน 1 บาทต่อกิโลกรัมภายใน 2 สัปดาห์
  4. ราคาขายปลีก LPG ในประเทศสูงเกิน 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม

มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ชะลอการขาดแคลนเชื้อเพลิง และรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคา LPG ตลาดโลกเดือนเมษายน 2568 อยู่ที่ระดับ 617 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

Source : Enery News Center

Huawei เขย่าวงการ EV เปิดตัวสถานีชาร์จกำลังสูงสุด 1.5 MW ครั้งแรกของโลกที่ระบายความร้อนด้วยของเหลวเต็มระบบ ตั้งเป้าปฏิวัติการชาร์จรถบรรทุกไฟฟ้า

Huawei สร้างความฮือฮาให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวสถานีชาร์จกำลังสูงระดับเมกะวัตต์  รุ่นล่าสุดในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมาพร้อมกำลังการชาร์จสูงสุดถึง 1.5 เมกะวัตต์ (MW)

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

Huawei อ้างว่านี่คือโซลูชันการชาร์จระดับเมกะวัตต์รุ่นแรกของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบเต็มระบบ (Fully Liquid-Cooled)

โดยใช้เทคโนโลยีการหล่อเย็นแบบแช่ (Immersion Liquid-Cooling Technology) ซึ่งช่วยให้สถานีชาร์จมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 10 ปี และทำงานได้อย่างเสถียรในสภาพแวดล้อมสุดขั้วตั้งแต่อุณหภูมิ -30°C ถึง 60°C

สถานีชาร์จรุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบมาโดยเน้นที่กลุ่มรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่ Huawei ยืนยันว่าสามารถใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปได้เช่นกัน โดยรองรับรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดปัจจุบันได้ถึง 99%

ในด้านประสิทธิภาพ เมื่อใช้งานพร้อมกันสองหัวชาร์จ (Dual Charging Guns) จะสามารถจ่ายกระแสไฟได้สูงสุดถึง 2,400 แอมแปร์ (A) ทำให้รถบรรทุกไฟฟ้าสามารถชาร์จจาก 10% ถึง 90% ได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที

โดยเติมพลังงานได้ประมาณ 300 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ซึ่งเร็วกว่าเครื่องชาร์จ DC แบบดั้งเดิมเกือบ 4 เท่า นอกจากนี้ จากการทดสอบใช้งานจริงยังพบว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จได้ถึง 30% และลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 20%

Huawei ได้จับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง SF Express และ JD.com เพื่อนำร่องใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้า 5,000 คันแรกที่รองรับการชาร์จระดับเมกะวัตต์นี้

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์อีก 11 ราย พัฒนารถบรรทุกไฟฟ้ากว่า 30 รุ่นที่รองรับการชาร์จเร็วพิเศษ 4C เพื่อใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ท่าเรือ และเหมืองแร่  

การเปิดตัวครั้งนี้ตอกย้ำการแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรม EV ของจีน ที่ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จกำลังสูงพิเศษเพื่อลดระยะเวลาในการชาร์จ

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เปิดตัวแบตเตอรี่ Shenxing Superfast Charging Battery เจเนอเรชันที่ 2 ที่มีกำลังการชาร์จสูงสุด 1.3 MW

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

ขณะที่ Zeekr ก็ประกาศเปิดตัวสถานีชาร์จระบายความร้อนด้วยของเหลว กำลังไฟ 1.2 MW ต่อหัวชาร์จในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

และ BYD ก็ได้เปิดตัวสถานีชาร์จ Megawatt Flash Charger กำลังไฟ 1 MW ที่สามารถเพิ่มระยะทางวิ่ง 400 กม. ใน 5 นาทีไปแล้วก่อนหน้านี้

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

ที่มา : CNEVPOSTArenaEV
Source : Spring News

ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EVs) กลายเป็นอนาคตของการคมนาคม จีน ผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50% ของยอดขายทั่วโลก ได้เปิดตัว GB 38031-2025 มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้มงวดที่สุดในโลก มาตรฐานนี้ไม่เพียงปกป้องผู้ใช้งานจากความเสี่ยง แต่ยังมีเป้าหมายสร้างมาตรฐานสากลที่อาจเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจรายละเอียดของ GB 38031-2025 ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภค ที่มาและเหตุผลของการพัฒนา ผลกระทบในมิติต่าง ๆ รวมถึงข้อจำกัดและข้อสังเกตที่ควรพิจารณา

ที่มาของ GB 38031-2025

มาตรฐาน GB 38031-2025 ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) และจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ส่วนรถยนต์รุ่นเดิมที่ได้รับการรับรองก่อนหน้านี้ต้องปฏิบัติตามภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2027 มาตรฐานนี้มาแทนที่ GB 38031-2020 ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ปี 2020 และได้รับการปรับปรุงเพื่อตอบสนองต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความท้าทายด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

GB 38031-2025 ครอบคลุมแบตเตอรี่ทุกประเภทที่ใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ลิเธียมไอออน, นิกเกิล-เมทัลไฮไดรด์, และ โซเดียมไอออน ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของเทคโนโลยีในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานนี้ไม่ครอบคลุมแบตเตอรี่ที่ไม่ได้ใช้เพื่อการขับเคลื่อน เช่น แบตเตอรี่เสริม 12V

จุดเด่นของมาตรฐานใหม่

GB 38031-2025 ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งาน โดยมีข้อกำหนดที่เข้มงวดและครอบคลุม ดังนี้

  1. การป้องกัน Thermal Runaway อย่างสมบูรณ์
    การทดสอบ Thermal Propagation กำหนดว่าแบตเตอรี่ต้องไม่เกิดไฟไหม้หรือระเบิด แม้เกิด Thermal Runaway (การร้อนเกินควบคุมภายในเซลล์) และควันที่เกิดขึ้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร ต่างจากมาตรฐานเดิมที่กำหนดเพียงการแจ้งเตือนล่วงหน้า 5 นาที
  2. การทดสอบการกระแทกด้านล่าง (Bottom Impact Test)
    เพิ่มการทดสอบเพื่อประเมินความแข็งแกร่งของแบตเตอรี่เมื่อเกิดการกระแทกที่ด้านล่างของรถ ซึ่งสอดคล้องกับการออกแบบแบตเตอรี่แบบ Cell-to-Body (CTB) และ Cell-to-Chassis (CTC)
  3. การทดสอบหลังการชาร์จเร็ว (Fast Charging Cycle Test)
    แบตเตอรี่ต้องผ่านการชาร์จเร็ว 300 รอบ ตามด้วยการทดสอบการลัดวงจร โดยต้องไม่เกิดไฟไหม้หรือระเบิด การทดสอบนี้สะท้อนถึงการใช้งานจริงในยุคที่การชาร์จเร็วเป็นมาตรฐาน
  4. การทดสอบที่ครอบคลุม
    รวมการทดสอบด้านความร้อน, การกระแทกเชิงกล, ความชื้น, การสั่นสะเทือน, การลัดวงจร, ความต้านทานฉนวน, และการทนต่อสภาพแวดล้อม เช่น การแช่น้ำ, การทนต่อเกลือ, และการทนต่ออุณหภูมิสูง บางการทดสอบเข้มงวดกว่ามาตรฐานสากล เช่น UNECE R100 Rev.2 และ UN GTR 20

การเปลี่ยนแปลงจาก GB 38031-2020

เมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิม การเปลี่ยนแปลงสำคัญของ GB 38031-2025 มีดังนี้

  • ยกเลิกการทดสอบบางส่วน เช่น การทดสอบการตกหล่น, การเจาะด้วยตะปู, และการแช่น้ำทะเลสำหรับเซลล์แบตเตอรี่ เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
  • ขยายขอบเขต ครอบคลุมแบตเตอรี่ประเภทใหม่ เช่น โซเดียมไอออน
  • เพิ่มความเข้มงวด การทดสอบ เช่น การทดสอบความชื้น, การสั่นสะเทือน, และการทนต่อเกลือ มีเกณฑ์ที่สูงขึ้น

ที่มาและเหตุผลของการพัฒนามาตรฐาน

การพัฒนา GB 38031-2025 เกิดจากหลายปัจจัยที่ผลักดันให้จีนต้องยกระดับความปลอดภัยของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ดังนี้

  1. การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
    ในปี 2024 จีนครองส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50% ของยอดขายทั่วโลก และเป็นผู้นำด้านการผลิตแบตเตอรี่ โดยบริษัทอย่าง CATL และ BYD ครองส่วนแบ่งการตลาดโลกถึง 60% ความสำเร็จนี้มาพร้อมกับความคาดหวังจากผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรม
  2. ความกังวลด้านความปลอดภัย
    เหตุการณ์ไฟไหม้จาก Thermal Runaway หรืออุบัติเหตุจากการกระแทกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น กรณีไฟไหม้รถยนต์ไฟฟ้าในที่จอดรถหรือระหว่างการชาร์จ ได้จุดกระแสความกังวลในหมู่ผู้บริโภค รัฐบาลจีนจึงต้องออกมาตรฐานที่เข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้งาน
  3. การแข่งขันในระดับสากล
    จีนมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากยุโรปและสหรัฐฯ มาตรฐาน GB 38031-2025 ถูกออกแบบให้เข้มงวดกว่ามาตรฐานสากล เช่น ISO 6469 และ UN GTR 20 เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในด้านนวัตกรรมและความปลอดภัย ซึ่งอาจช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าจีนได้รับการยอมรับในตลาดโลกมากขึ้น
  4. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
    การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เช่น การใช้ โซเดียมไอออน ซึ่งมีต้นทุนต่ำและยั่งยืนกว่า หรือการออกแบบแบตเตอรี่แบบ CTB และ CTC ทำให้จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่ครอบคลุมและทันสมัย เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้จะปลอดภัยสำหรับการใช้งานจริง
  5. นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
    รัฐบาลจีนมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แผน Carbon Neutrality 2060 การยกระดับความปลอดภัยของแบตเตอรี่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภค

1. ความปลอดภัยที่เหนือชั้น

GB 38031-2025 ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อาจเกิดอันตราย เช่น การชน, การชาร์จเร็ว หรือการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง การที่แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบที่ครอบคลุมทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจีนมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เทียบชั้นหรือเหนือกว่ามาตรฐานสากล ซึ่งอาจเพิ่มความนิยมในตลาดโลก

2. ความท้าทายของผู้ผลิต

  • ต้นทุนที่สูงขึ้น การออกแบบแบตเตอรี่ใหม่, การพัฒนาระบบจัดการความร้อน (BMS), และการทดสอบที่เข้มงวดอาจเพิ่มต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อราคารถยนต์ไฟฟ้า
  • ข้อได้เปรียบของผู้นำ บริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า เช่น CATL และ BYD อาจได้เปรียบ เนื่องจากสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานได้ง่ายกว่า
  • การควบรวมในอุตสาหกรรม ผู้ผลิตรายเล็กอาจเผชิญความยากลำบาก ซึ่งอาจนำไปสู่การควบรวมหรือการออกจากตลาด

3. อิทธิพลระดับโลก

ด้วยความเป็นผู้นำของจีนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า GB 38031-2025 มีศักยภาพในการเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ นำไปปรับใช้ ผู้ผลิตที่ต้องการส่งออกแบตเตอรี่ไปจีนต้องปฏิบัติตามมาตรฐานนี้ ซึ่งอาจผลักดันให้มาตรฐานความปลอดภัยทั่วโลกสูงขึ้น

ข้อจำกัดและข้อสังเกต

แม้ว่า GB 38031-2025 จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็มีข้อจำกัดและข้อสังเกตที่ควรพิจารณา ดังนี้

  1. ความซับซ้อนและต้นทุนของการทดสอบ
    การทดสอบที่ครอบคลุม เช่น การชาร์จเร็ว 300 รอบ หรือการทดสอบการกระแทกด้านล่าง ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและความเชี่ยวชาญสูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ผลิตรายเล็กหรือบริษัทจากประเทศที่กำลังพัฒนา สิ่งนี้อาจจำกัดการเข้าถึงตลาดจีนและเพิ่มราคาแบตเตอรี่
  2. ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่จำกัด
    ผู้ผลิตมีเวลาเพียง 12 เดือน (ถึง 1 กรกฎาคม 2026) เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยี ซึ่งอาจเป็นความท้าทายสำหรับบริษัทที่มีทรัพยากรจำกัด การเร่งพัฒนาอาจนำไปสู่ความผิดพลาดในกระบวนการออกแบบหรือทดสอบ
  3. ความแตกต่างจากมาตรฐานสากล
    ความแตกต่างระหว่าง GB 38031-2025 กับมาตรฐานสากล เช่น UNECE R100 หรือ ISO 6469 อาจเพิ่มความซับซ้อนให้ผู้ผลิตที่ต้องการจำหน่ายในหลายภูมิภาค การปฏิบัติตามหลายมาตรฐานอาจเพิ่มต้นทุนและเวลาในการพัฒนา
  4. ผลกระทบต่อนวัตกรรมในระยะยาว
    ข้อกำหนดที่เข้มงวดอาจจำกัดความยืดหยุ่นในการออกแบบแบตเตอรี่ใหม่ ๆ โดยเฉพาะสำหรับเทคโนโลยีที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น แบตเตอรี่โซเดียมไอออน ผู้ผลิตอาจต้องมุ่งเน้นที่การปฏิบัติตามมาตรฐานมากกว่าการพัฒนานวัตกรรมที่ก้าวล้ำ
  5. การพึ่งพาการบังคับใช้
    ความสำเร็จของมาตรฐานขึ้นอยู่กับการบังคับใช้และการตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากมีการผ่อนปรนในบางกรณี อาจลดประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของมาตรฐาน
  6. ผลกระทบต่อผู้บริโภคในระยะสั้น
    การเพิ่มต้นทุนอาจทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงของผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

ความท้าทาย

  • การแข่งขันในตลาดโลก การเพิ่มต้นทุนอาจทำให้ผู้ผลิตจีนเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากยุโรปและสหรัฐฯ
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การทดสอบที่ซับซ้อนต้องใช้ห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ซึ่งอาจจำกัดขีดความสามารถของผู้ผลิตในบางภูมิภาค
  • การปรับตัวของซัพพลายเชน ซัพพลายเออร์วัตถุดิบและชิ้นส่วนอาจต้องปรับกระบวนการผลิต ซึ่งอาจใช้เวลาและเพิ่มความซับซ้อน

โอกาส

  • นวัตกรรมเทคโนโลยี ข้อกำหนดที่เข้มงวดจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบจัดการความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • การขยายสู่ตลาดโลก รถยนต์ไฟฟ้าจีนที่ปฏิบัติตาม GB 38031-2025 จะมีข้อได้เปรียบในแง่ความปลอดภัย ซึ่งอาจช่วยเพิ่มส่วนแบ่งในยุโรปและเอเชีย
  • การพัฒนาแบตเตอรี่ประเภทใหม่ การครอบคลุมแบตเตอรี่โซเดียมไอออนอาจเร่งการลงทุนในเทคโนโลยีนี้ ซึ่งมีศักยภาพในการลดต้นทุน

การเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล

เมื่อเปรียบเทียบกับ UNECE R100 Rev.2 และ UN GTR 20 GB 38031-2025 มีจุดเด่นที่ชัดเจน

  • ความครอบคลุมที่มากกว่า รวมการทดสอบที่ไม่ได้ระบุในมาตรฐานสากล เช่น การทดสอบการชาร์จเร็วและการกระแทกด้านล่าง
  • ข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่า เช่น การทดสอบการแช่น้ำและการสั่นสะเทือนที่มีเกณฑ์สูงกว่า
  • การมุ่งเน้นที่การใช้งานจริง การทดสอบการชาร์จเร็ว 300 รอบสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานสากลมีความยืดหยุ่นมากกว่าในแง่การปรับใช้ในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตนอกจีนเลือกปฏิบัติตามมาตรฐานสากลมากกว่าในบางกรณี

สรุป

GB 38031-2025 เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และยืนยันถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แม้จะมีข้อจำกัด เช่น ต้นทุนที่สูงขึ้นและระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่จำกัด แต่มาตรฐานนี้มีศักยภาพในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมทั่วโลก ด้วยการผลักดันให้ผู้ผลิตพัฒนาเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและล้ำสมัยยิ่งขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เพียงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังปลอดภัยในทุกการเดินทาง ในอนาคต GB 38031-2025 อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าก้าวสู่ยุคใหม่ของความปลอดภัยและนวัตกรรม