ช่วงเที่ยง (CEST) ของวันที่ 28 เมษายน 2568 เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในสเปนและโปรตุเกส ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านคน ระบบขนส่งหยุดชะงัก เที่ยวบินถูกยกเลิก และธุรกิจต้องปิดตัวลง สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของสภาพอากาศที่กระทบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระหว่างสเปนและฝรั่งเศส ซึ่งระบบไฟฟ้าในประเทศสเปนกลับสู่สภาวะปกติภายในเวลา 11:00 น. CEST ของวันที่ 29 เมษายน

เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายของระบบพลังงานหมุนเวียน และเตือนให้ภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทบทวนโครงข่ายไฟฟ้าของตนเอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงจัดการบรรยาย “ไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป: บทเรียนจากสเปน-โปรตุเกส 2025” งานนี้มุ่งประเมินความเปราะบางของระบบพลังงานในบริบทสภาพภูมิอากาศ เชื่อมโยงผลกระทบจาก Climate Anomaly (สภาพอากาศสุดขั้ว) และเสนอแนวทางออกแบบระบบพลังงานให้ยืดหยุ่นและสมดุลยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต

บทเรียนจากไฟดับสเปน–โปรตุเกส 2025

ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน เปิดเผยว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากเหตุการณ์จริง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการถอดบทเรียนจากกรณีไฟดับครั้งใหญ่ในสเปนและโปรตุเกสปี 2025

นอกจากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคแล้ว ปรากฏการณ์ภูมิอากาศสุดขั้วมีบทบาทสำคัญต่อความเสถียรของระบบพลังงาน การประเมินความเปราะบางของโครงข่ายไฟฟ้าในยุโรปจึงเป็นโอกาสให้ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนศึกษาแนวทางรับมือกับวิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

จากบทเรียนของยุโรป การลงทุนด้านโครงสร้างระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงในหลายมิติ เช่น

  • การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยธรรมชาติและเหตุการณ์สุดขั้ว
  • การสร้างระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความไม่แน่นอนสูง
  • การออกแบบสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับพลังงานสำรอง เพื่อให้เกิดความสมดุลในระบบ
  • การพัฒนาเทคโนโลยีเตือนภัยและฟื้นฟูระบบอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ Blackout

ผู้กำหนดนโยบาย วิศวกร นักวิจัย และภาคประชาชน ต่างต้องมีบทบาทร่วมกันในการเตรียมความพร้อม พัฒนาแนวทางเชิงรุก เพื่อสร้างระบบไฟฟ้าที่ ยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานสู่ความยั่งยืน

พลังงานแห่งอนาคตต้องไม่ใช่แค่สะอาด แต่ต้องมั่นคงและยืดหยุ่นพอจะรับมือกับความไม่แน่นอนที่กำลังมาถึง

ป้องกันไฟดับซ้ำรอยยุโรป จุฬาฯ แนะไทยปรับระบบไฟฟ้า รับยุคพลังงานหมุนเวียน

เครือข่ายไฟฟ้าของยุโรป: จุดแข็งและจุดเปราะบาง

รศ.ดร.สุรชัย ชัยทัศนีย์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า ระบบไฟฟ้าในยุคใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างจากอดีต ปัจจัยที่นำไปสู่ความเสียหายไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นโดยขาดระบบกักเก็บพลังงานเพียงพอ รวมถึง ภัยธรรมชาติสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อนและพายุลมแรงที่สร้างความเสียหายต่อสายส่งไฟฟ้าในวงกว้าง

ในทางเทคนิค ระบบไฟฟ้าของยุโรปมีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศอย่างแน่นแฟ้น ผ่านโครงข่ายแรงดันสูง 400kV และ 220kV ซึ่งช่วยให้สามารถซื้อขายพลังงานได้อย่างยืดหยุ่น ทว่า เมื่อเกิดความไม่สมดุลด้านพลังงานหรือความถี่ในประเทศหนึ่ง ผลกระทบสามารถแพร่กระจายไปทั่วเครือข่ายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โครงสร้างที่แข็งแกร่งกลับกลายเป็นจุดเปราะบางในช่วงวิกฤติ

“หากเราพิจารณาระบบไฟฟ้าในลักษณะที่เชื่อมโยงกันแน่นหนาแบบ ‘โครงข่าย’ (network) อย่างสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถือเป็นโครงสร้างที่มีความมั่นคงสูง แต่ในทางกลับกัน หากเป็นการเชื่อมต่อแบบหลวมๆ หรือไม่สมบูรณ์ เช่น ลิงก์กันเพียงบางจุด ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเมื่อระบบใดระบบหนึ่งมีปัญหา โดยเฉพาะในประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นแนวยาว เช่น เวียดนาม การส่งไฟฟ้าระยะไกลมากๆ ผ่านสายส่งเดียว อาจกลายเป็นจุดเปราะบางได้เช่นกัน”

ป้องกันไฟดับซ้ำรอยยุโรป จุฬาฯ แนะไทยปรับระบบไฟฟ้า รับยุคพลังงานหมุนเวียน

พลังงานหมุนเวียน กับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

เมื่อเปรียบเทียบกับยุโรป รศ.ดร. สุรชัย ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีการเชื่อมโยงไฟฟ้ากับเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและมาเลเซีย แต่ระบบยังคงเป็นแบบ Centralized เน้นการควบคุมภายในประเทศเป็นหลัก และยังไม่มีตลาดไฟฟ้าเสรีในลักษณะเดียวกับ MIB ของยุโรป ทำให้สามารถควบคุมภายในได้มากกว่า

ระบบที่มีพลังงานหมุนเวียนสูง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม มีความไม่แน่นอนสูง หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี อาจทำให้ระบบไม่เสถียร โดยเฉพาะเมื่อขาด Inertia หรือ ‘ความเฉื่อย’ ของระบบ ซึ่งระบบเดิมที่ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบหมุนจะมีความสามารถในการดูดซับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า

สำหรับพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยมีสัดส่วนอยู่ราว 20% โดยขึ้นอยู่กับวิธีการนับ เช่น จะนับพลังน้ำจากต่างประเทศหรือไม่ ในขณะที่ประเทศในยุโรปบางประเทศมีสัดส่วนสูงถึง 50–60% โดยเฉพาะในพลังงานแสงอาทิตย์และลม อย่างไรก็ตาม การมีพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เนื่องจากพลังงานเหล่านี้มีความไม่แน่นอนสูง

ดังนั้น การออกแบบระบบไฟฟ้าในอนาคตต้องเน้นความยืดหยุ่น (Flexibility) และความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และผลกระทบที่เกิดจากการปรับโครงสร้างพลังงานสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ป้องกันระบบ ‘ล้มเป็นโดมิโน’

รศ.ดร.สุรชัย กล่าวด้วยว่า โรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง ที่มีความไวในการตอบสนองต่างกัน ซึ่งเรียกว่า ‘Droop’ ซึ่งหมายถึงความชันของการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของความถี่ในระบบไฟฟ้า ยิ่งค่า Droop ต่ำ ระบบยิ่งตอบสนองเร็ว

ยุโรปกำหนดค่า Droop ไว้ที่ประมาณ 2–10% ขณะที่ประเทศไทยใช้ค่าราว 5% อย่างไรก็ตาม เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มคือการลดค่า Droop ให้ต่ำลง เพื่อให้โรงไฟฟ้าตอบสนองเร็วขึ้น เช่น จาก 5% เหลือ 4% เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบล่มหากเกิดความผันผวนของโหลดหรือแหล่งจ่ายอย่างฉับพลัน

“แต่การตอบสนองเร็วเกินไปก็มีข้อเสีย คล้ายกับเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินในห้อง หากทุกคนตกใจและวิ่งหนีออกจากห้องทันทีแม้ไฟยังไม่ไหม้จริง ก็อาจเกิดการอัดกันที่ทางออกและไม่มีใครดับไฟ เช่นเดียวกับระบบไฟฟ้า หากทุกโรงไฟฟ้าตอบสนองเร็วเกินไปอาจทำให้ระบบหลุดพร้อมกันทั้งหมด จนนำไปสู่ไฟฟ้าดับวงกว้าง”

อีกปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ การตั้งค่าระบบควบคุมความถี่ เช่น ROCOF (Rate of Change of Frequency) และ Droop ซึ่งกำหนดว่าโรงไฟฟ้าจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงเร็วเพียงใด

“หากตอบสนองเร็วเกินไป ระบบอาจ ‘ล้มเป็นโดมิโน’ ได้ เช่น กรณีที่โรงไฟฟ้าหลุดออกจากระบบพร้อมกัน 2 แห่ง (n-2) แม้ระบบจะออกแบบรองรับได้แค่ n-1 เท่านั้น ก็จะทำให้ความถี่สวิงอย่างรุนแรง นำไปสู่การปลดตัวเองของโรงไฟฟ้าอื่น ๆ และเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง”

การแกว่งของกำลังไฟฟ้าระหว่างประเทศ

รศ.ดร.สุรชัยยังได้พูดถึงการเกิด inter-area oscillation หรือการแกว่งของกำลังไฟฟ้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีสายส่งหลักเส้นเดียวที่เชื่อมระหว่างสเปนและโปรตุเกส หากมีปัญหาก็อาจทำให้พลังงานสวิงจนระบบเสียสมดุลอย่างฉับพลัน

อีกประเด็นสำคัญคือเรื่อง ‘Inertia’ หรือความเฉื่อยของระบบไฟฟ้า ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของโครงข่าย ระบบไฟฟ้าแบบดั้งเดิมที่ใช้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะมี Inertia สูง เพราะมีชิ้นส่วนที่หมุนอยู่ตลอดเวลา เช่น โรเตอร์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงจะสามารถดูดซับหรือหน่วงเวลาได้มากกว่า ในขณะที่ระบบพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์ไม่มีมวลที่หมุนอยู่เลย จึงไม่มี Inertia และอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้

“ดังนั้น การวางแผนพลังงานในอนาคตของไทยต้องพิจารณาเรื่องความมั่นคงของระบบไปควบคู่กับการขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยต้องเน้นทั้งเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และการออกแบบระบบให้สามารถปรับตัวต่อความไม่แน่นอนได้”

“ในประเทศไทยเองก็เคยมีกรณีไฟฟ้าดับใหญ่ เช่น ปี 2561 และปี 2556 ซึ่งสาเหตุหลักก็ล้วนเกี่ยวข้องกับระบบการป้องกันที่สั่งปลดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือโหลด ออกจากระบบโดยอัตโนมัติ ดังนั้นการออกแบบระบบควบคุมให้มีความสมดุล ทั้งด้านความเร็วในการตอบสนองและความมั่นคงของโครงข่าย จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทเพิ่มขึ้น”

ป้องกันไฟดับซ้ำรอยยุโรป จุฬาฯ แนะไทยปรับระบบไฟฟ้า รับยุคพลังงานหมุนเวียน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นักวิจัยได้ค้นพบแบคทีเรียชนิดใหม่ที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน ชื่อว่า “Candidatus Electrothrix yaqonensis” มาพร้อมคุณสมบัติสามารถนำไฟฟ้าได้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเกิดเทคโนโลยีชีวอิเล็กทรอนิกส์เชิงนวัตกรรมได้ ซึ่งอาจใช้ในอุตสาหกรรมได้หลากหลาย เช่น ยา การผลิตในภาคอุตสาหกรรม ความปลอดภัยของอาหาร การติดตามผลและซ่อมเสริมสิ่งแวดล้อม

แบคทีเรียชนิดใหม่นี้ถูกพบบริเวณโคลนริมชายฝั่งรัฐโอเรกอนของสหรัฐ โดยถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ชนเผ่า “ยาโควนา” (Yaqona) ชนพื้นเมืองในพื้นที่ที่ค้นพบแบคทีเรียชนิดนี้ ซึ่งทีมวิจัยได้แยกแบคทีเรียชนิดนี้ออกจากตัวอย่างตะกอนระหว่างช่วงน้ำขึ้นน้ำลงบริเวณปากแม่น้ำยาควินาเบย์

สำหรับ Ca. Electrothrix yaqonensis เป็นแบคทีเรียเคเบิล ที่ประกอบด้วยเซลล์รูปแท่งต่อกันเป็นเส้นเหมือนสายเคเบิล โดยมีเยื่อหุ้มภายนอกร่วมกัน สามารถสร้างเส้นใยที่ยาวได้หลายเซนติเมตร คุณสมบัติการนำไฟฟ้าของแบคทีเรียชนิดนี้แตกต่างแบคทีเรียชนิดอื่น เพราะช่วยในการปรับกระบวนการเผาผลาญให้เหมาะสมในสภาพแวดล้อมตะกอนที่แบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอยู่

ด้วยคุณสมบัติเฉพาะและความสำคัญของวิวัฒนาการแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่นี้มีรูปแบบการเผาผลาญและยีนที่เป็นส่วนผสมระหว่างสกุล Ca. Electrothrix และ Ca. Electronema

“สายพันธุ์ใหม่นี้ดูเหมือนจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองสายพันธุ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาจให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของแบคทีเรียเหล่านี้และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน” เฉิง หลี่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยออริกอนสเตท

แบคทีเรียเคเบิลสายพันธุ์นี้มีศักยภาพในการเผาผลาญดีกว่าแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ที่มีทั้งหมด อีกทั้งยังมีลักษณะโครงสร้างที่โดดเด่น เช่น สันนูนบนพื้นผิวที่เด่นชัด ซึ่งกว้างกว่าแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ถึงสามเท่า โดยมีเส้นใยที่มีสภาพเป็นสื่อกระแสไฟฟ้าสูง เพราะโมเลกุลของเส้นใยมีนิกเกิลเป็นส่วนประกอบ

ดังนั้นเส้นใยเหล่านี้ทำให้แบคทีเรียสามารถขนส่งอิเล็กตรอนในระยะไกลได้ โดยเชื่อมโยงตัวรับอิเล็กตรอน เช่น ออกซิเจนหรือไนเตรตที่พื้นผิวตะกอนกับตัวให้อิเล็กตรอน เช่น ซัลไฟด์ในชั้นตะกอนที่ลึกกว่า 

ความสามารถของแบคทีเรียในการเข้าร่วมปฏิกิริยารีดักชัน-ออกซิเดชันระยะทางไกล ทำให้มีบทบาทสำคัญในธรณีเคมีของตะกอนและการหมุนเวียนของสารอาหาร โดยแบคทีเรียเหล่านี้สามารถถ่ายโอนอิเล็กตรอนเพื่อทำความสะอาดมลพิษ ดังนั้นจึงสามารถนำไปใช้กำจัดสารอันตรายออกจากตะกอนได้

นอกจากนี้ การออกแบบโปรตีนนิกเกิลที่มีคุณสมบัติเป็นสื่อกระแสไฟฟ้าสูงของแบคทีเรียเหล่านี้ยังอาจนำไปใช้ผลิตไบโออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีแบคทีเรียเคเบิลที่รู้จักแล้ว 25 สายพันธุ์ รวมถึงแบคทีเรียที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้ด้วย ปรกติแล้วแบคทีเรียเคเบิลสามารถอาศัยอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่หลากหลายและพบได้ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งในตะกอนน้ำจืดและน้ำเค็ม แต่นักวิจัยกลับรู้จักพวกมันเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในด้านสัณฐานวิทยา (รูปร่างและโครงสร้าง) และพันธุกรรมของแบคทีเรียเหล่านี้

เฉิง หลี่เปิดเผยถึงสาเหตุที่ตั้งชื่อแบคทีเรียโดยใช้ชื่อชนเผ่า เพื่อเป็นการยอมรับในความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับผืนดินและยอมรับถึงการมีส่วนสนับสนุนที่ยั่งยืนต่อความรู้ทางนิเวศวิทยาและความยั่งยืน


ที่มา: IFLScienceScitech DailyThe Week
Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เห็นชอบให้ปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รองรับกรณีกระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันสูงสุดไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร ป้องกันการปรับขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ช่วยเหลือประชาชนช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลรายรับกองทุนน้ำมันฯ ลดลง 49.57 ล้านบาทต่อวัน เหลือประมาณ 344.40 ล้านบาทต่อวัน ในขณะที่เงินกองทุนฯ ติดลบรวม -47,779 ล้านบาท

จากกรณีเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2568 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2568 โดยขึ้นภาษีน้ำมันสูงสุดไม่เกิน 1 บาทต่อลิตรนั้น และเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2568 ทางคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ก็ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน เพื่อรองรับการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยมีเป้าหมายไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการปรับขึ้น เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มอบหมายให้ นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ทำการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยพิจารณาความสามารถของกองทุนน้ำมันฯ ในการรองรับรายได้ที่น้อยลง และให้นำเสนอ กบน. พิจารณาปรับอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อค่าครองชีพจากการดำเนินการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมัน พร้อมแจ้งข้อเท็จจริงต่อไป

นายพรชัย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และปัจจัยทุกด้านแล้วประเมินได้ว่า กองทุนน้ำมันฯ สามารถปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล ได้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2568

อย่างไรก็ตามหากเกิดสถานการณ์วิกฤตการณ์ด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจนส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่อง จะเสนอให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต พิจารณาปรับลดอัตราภาษีน้ำมันลง เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ กบน. ได้พิจารณาเห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 การปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเท่ากับอัตราภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น ตามมติคณะรัฐมนตรี และส่วนที่ 2 การพิจารณาค่าการตลาดที่เหมาะสม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2568 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 

สำหรับการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะส่งผลให้รายรับของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ลดลงประมาณวันละ 49.57 ล้านบาทต่อวัน จากประมาณวันละ 393.97 ล้านบาทต่อวัน เป็นประมาณวันละ 344.40 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 4 พ.ค. 2568 ยังติดลบรวมที่ -47,779 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมัน -2,540 ล้านบาท และบัญชี LPG -45,239 ล้านบาท

นายพรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กบน.ยังคงยึดมั่นในการดำเนินงานภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันภายในประเทศ พร้อมยืนยันหลักการดำเนินงานที่ “เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า ทุกมาตรการมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และประชาชน อย่างแท้จริง

ส่วนอัตราการปรับขึ้นภาษีน้ำมันที่มีผลตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2568 เป็นดังนี

  1. น้ำมันเบนซิน 95 จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 6.50 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 7.50 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.650 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.750 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.10 บาทต่อลิตร
  2. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.85  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.75 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.585 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.675 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.090 บาทต่อลิตร
  3. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.85  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.75 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.585 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.675 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.090 บาทต่อลิตร
  4. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.20  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.00 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.80 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.520 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.600 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.080 บาทต่อลิตร
  5. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 0.975  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 1.125 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.15 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.0975 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.1125 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.080 บาทต่อลิตร
  6. น้ำมันดีเซล (H-Diesel) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.99  บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.92 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.93 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีท้องถิ่นจากเดิมเก็บ 0.599 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 0.6920 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.093 บาทต่อลิตร

Source : Energy News Center

Mazda EZ-60 SUV ไฟฟ้าใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ Changan เปิดตัวแรงในจีน กวาดยอดจองกว่าหมื่นคันใน 2 วันแรก ชี้สัญญาณบวก เตรียมลุยตลาดสิงหาคมนี้

Mazda สร้างความฮือฮาในงาน Shanghai Auto Show ด้วยการเปิดตัว Mazda EZ-60 รถยนต์ SUV ไฟฟ้าขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับ Changan ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีน

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

โดยหลังจากเปิดตัวสู่สาธารณะเพียง 48 ชั่วโมง ก็สามารถทำยอดจองเบื้องต้นได้สูงถึง “10,060 คัน”

อย่างไรก็ตาม ยอดจองดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญส่งเสริมการขายที่ใช้เงินมัดจำเพียง 10 หยวน (ประมาณ 50 บาท) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ดึงดูดความสนใจในช่วงแรก และยังไม่ใช่ยอดจองแบบผูกมัด โดยเงินมัดจำนี้จะสะสมเป็นเครดิตรายวันและสามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อจริงภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

สเปค Mazda EZ-60

Mazda EZ-60 สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม EPA ของ Changan ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์ Deepal S07 โดยมีให้เลือก 2 รูปแบบขุมพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

มิติตัวถังของ Mazda EZ-60 มีความยาว 4,850 มม., กว้าง 1,935 มม., สูง 1,620 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,902 มม. ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมไฟ DRL แบบ LED เรียวบาง กระจังหน้าแบบปิดทึบตามสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า และแนวหลังคาด้านหลังที่ลาดเอียง พร้อมแถบไฟท้าย LED แนวยาวเต็มความกว้างตัวรถ

Mazda EZ-60 รุ่น Range-Extended : ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลัง 72 กิโลวัตต์ ทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟเพียงอย่างเดียว ส่งกำลังให้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 190 กิโลวัตต์ พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 31.73 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทาง 160 กิโลเมตร

Mazda EZ-60 รุ่นไฟฟ้าล้วน (BEV) : ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่คาดว่าจะมีระยะทางวิ่งที่แข่งขันได้ในตลาด

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

ภายในห้องโดยสารของ EZ-60 เน้นความล้ำสมัยด้วยแนวคิด Digital-First โดดเด่นด้วยหน้าจอ Ultra-Wide ขนาดใหญ่ถึง 26.45 นิ้ว ความละเอียดระดับ 5K ทำหน้าที่รวมแผงหน้าปัด ระบบอินโฟเทนเมนต์ และระบบควบคุมปรับอากาศไว้ในจอเดียว ลดการใช้ปุ่มแบบกายภาพ เน้นการสั่งงานด้วยการสัมผัสและเสียง

ผู้โดยสารด้านหลังก็มีหน้าจอสัมผัสสำหรับควบคุมความบันเทิงและระบบปรับอากาศส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกระบบเครื่องเสียงพรีเมียม Dolby Atmos 7.1.4 แชนเนล พร้อมลำโพง 23 ตำแหน่ง

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

ด้านพื้นที่เก็บสัมภาระก็ออกแบบมาเพื่อความอเนกประสงค์ มีความจุพื้นฐาน 350 ลิตร และขยายได้สูงสุดถึง 2,036 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังลง สำหรับรุ่นไฟฟ้าล้วน (BEV) จะมีพื้นที่เก็บของด้านหน้า (Frunk) เพิ่มเติมอีก 126 ลิตร พร้อมช่องเก็บของย่อยตามจุดต่างๆ ในห้องโดยสาร

CREDIT : Mazda
CREDIT : Mazda

ด้านความปลอดภัย Mazda EZ-60 ติดตั้งถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่งเป็นมาตรฐาน พร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงระดับ L2 ที่ทำงานผ่านกล้องความละเอียดสูง 5 ตัว, เรดาร์แบบ Millimeter-wave 5 ตัว และเซนเซอร์อัลตราโซนิกรอบคัน 12 จุด

ส่วนระบบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ พัฒนาร่วมกับ CATL และ CALB มีการป้องกันถึง 8 ชั้น และออกแบบให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของจีนปี 2026

Changan Mazda คาดการณ์ว่าจะสามารถเปิดตัว EZ-60 อย่างเป็นทางการได้ในเดือนสิงหาคมนี้

กระแสตอบรับที่ดีในช่วงแรกถือเป็นสัญญาณบวกว่า Mazda อาจกำลังกลับมาสร้างความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่มีการแข่งขันสูงได้อีกครั้ง

และยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่า Mazda จะสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้หรือไม่เมื่อ EZ-60 เข้าสู่การผลิตเต็มรูปแบบ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ที่พัฒนาร่วมกับ Changan อีก 2 รุ่นที่กำลังจะตามมา

ที่มา : YicheCarNewsChina
Source : Spring News

ในยุคที่ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น โซลาร์เซลล์ หรือเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ได้กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับครัวเรือนที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โซลาร์เซลล์เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าผ่านกระบวนการโฟโตโวลตาอิก (Photovoltaic Effect) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมด การติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้านไม่เพียงช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 30-70% ขึ้นอยู่กับขนาดระบบและพฤติกรรมการใช้ไฟ แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้กับที่อยู่อาศัยและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในระยะยาว บทความนี้จะนำเสนอคู่มือการเลือกโซลาร์เซลล์สำหรับใช้ในบ้าน พร้อมตัวอย่างการคำนวณค่าไฟฟ้าและจุดคุ้มทุน เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่าที่สุด

รู้จักประเภทและการทำงานของโซลาร์เซลล์

โซลาร์เซลล์มีหลายประเภทที่เหมาะกับการใช้งานในบ้าน โดยแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ดังนี้:

  • โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline) ผลิตจากซิลิคอนบริสุทธิ์ มีประสิทธิภาพสูงและใช้พื้นที่น้อย เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด อายุการใช้งานยาวนาน 25-40 ปี แต่ราคาสูง
  • โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline) ราคาถูกกว่าโมโนคริสตัลไลน์ แต่ประสิทธิภาพต่ำกว่าและใช้พื้นที่มากกว่า เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่ติดตั้งกว้าง
  • อะมอร์ฟัส (Amorphous) มีขนาดใหญ่ ราคาถูก แต่ประสิทธิภาพต่ำและอายุการใช้งานสั้น (ประมาณ 5 ปี) ไม่นิยมสำหรับการติดตั้งในครัวเรือน

การทำงานของโซลาร์เซลล์เริ่มจากแผงที่รับรังสีแสงอาทิตย์และเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ผ่านสารกึ่งตัวนำ เช่น ซิลิคอน จากนั้นอินเวอร์เตอร์จะแปลงไฟ DC เป็นไฟกระแสสลับ (AC) สำหรับใช้งานในบ้าน ระบบอาจรวมถึงแบตเตอรี่สำหรับเก็บพลังงานและเครื่องควบคุมการชาร์จ (Solar Charge Controller) เพื่อความเสถียร

ประเภทของระบบโซลาร์เซลล์ – ระบบออนกริดและออฟกริด

ระบบออนกริด (On-Grid)

ระบบออนกริดเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวันเพื่อใช้ในบ้าน และหากผลิตไฟได้มากกว่าที่ใช้ ไฟส่วนเกินจะถูกส่งคืนไปยังการไฟฟ้า ซึ่งสามารถนับเป็นเครดิตหรือสร้างรายได้ ระบบนี้ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ทำให้ต้นทุนการติดตั้งและบำรุงรักษาต่ำลง

ข้อดี:

  • ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษาน้อย
  • รายได้เสริม ขายไฟส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าได้
  • เหมาะกับการใช้งานในเมือง เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้ไฟมากในช่วงกลางวัน
  • ติดตั้งง่าย ใช้พื้นที่น้อยและติดตั้งได้ในพื้นที่ที่มีโครงข่ายไฟฟ้า

ข้อเสีย:

  • ขึ้นอยู่กับโครงข่ายไฟฟ้า หากไฟฟ้าดับ ระบบจะหยุดทำงานเพื่อความปลอดภัย
  • ต้องขออนุญาต การติดตั้งต้องได้รับอนุญาตจากทางการ
  • ไม่เหมาะกับพื้นที่ห่างไกล ต้องมีโครงข่ายไฟฟ้าที่เสถียร

ระบบออฟกริด (Off-Grid)

ระบบออฟกริดทำงานแยกจากโครงข่ายไฟฟ้า โดยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์และเก็บพลังงานในแบตเตอรี่เพื่อใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด เหมาะสำหรับพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง

ข้อดี

  • ความเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาการไฟฟ้า
  • ใช้งานได้ต่อเนื่อง แบตเตอรี่ช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด
  • ความยืดหยุ่น ออกแบบระบบให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะ

ข้อเสีย

  • ต้นทุนสูง ต้องใช้แบตเตอรี่และอุปกรณ์ควบคุม
  • การบำรุงรักษา แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานจำกัด (5-10 ปี)
  • ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ อาจมีไฟไม่เพียงพอหากฝนตกต่อเนื่อง
  • ใช้พื้นที่มาก ต้องมีพื้นที่สำหรับแบตเตอรี่และอุปกรณ์

ระบบไฮบริด (Hybrid)

ระบบไฮบริดรวมข้อดีของออนกริดและออฟกริด โดยเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าและมีแบตเตอรี่สำรอง เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการทั้งความประหยัดและความเสถียร

ข้อดี

  • ความเสถียร มีไฟฟ้าใช้ต่อเนื่องแม้ไฟดับ
  • ประหยัดค่าไฟ ใช้ไฟจากโซลาร์เซลล์หรือโครงข่ายไฟฟ้า และขายไฟส่วนเกินได้
  • ยืดหยุ่น ปรับการใช้งานได้ตามสถานการณ์

ข้อเสีย

  • ต้นทุนสูง รวมค่าแผง อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่
  • การบำรุงรักษา ต้องดูแลทั้งระบบไฟฟ้าและแบtเตอรี่
  • ความซับซ้อน การติดตั้งและจัดการระบบซับซ้อนกว่าออนกริด

ตัวอย่างการคำนวณค่าไฟฟ้าและจุดคุ้มทุนสำหรับบ้าน 1 หลัง

สมมติว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านเดี่ยวขนาดกลางในเขตเมืองของประเทศไทย มีเครื่องใช้ไฟฟ้าดังต่อไปนี้:

  1. เครื่องปรับอากาศ 12,000 BTU (1 เครื่อง): 1,200 วัตต์ ใช้ 6 ชั่วโมง/วัน (ช่วงเย็น-กลางคืน)
  2. ตู้เย็น 7 คิว (1 เครื่อง): 150 วัตต์ ใช้ 24 ชั่วโมง/วัน
  3. เครื่องซักผ้า (1 เครื่อง): 500 วัตต์ ใช้ 1 ชั่วโมง/วัน (ช่วงเช้า)
  4. ทีวี LED 42 นิ้ว (1 เครื่อง): 80 วัตต์ ใช้ 4 ชั่วโมง/วัน (ช่วงเย็น)
  5. หลอดไฟ LED 10 วัตต์ (10 ดวง): 100 วัตต์ ใช้ 5 ชั่วโมง/วัน (ช่วงเย็น-กลางคืน)
  6. พัดลม (2 ตัว): 100 วัตต์ ใช้ 6 ชั่วโมง/วัน (ช่วงบ่าย-เย็น)
  7. เครื่องทำน้ำอุ่น (1 เครื่อง): 3,500 วัตต์ ใช้ 0.5 ชั่วโมง/วัน (ช่วงเช้า)
  8. คอมพิวเตอร์ (1 เครื่อง): 200 วัตต์ ใช้ 3 ชั่วโมง/วัน (ช่วงบ่าย-เย็น)

การคำนวณการใช้ไฟฟ้าต่อวัน

คำนวณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อวัน (หน่วย: kWh):

  • เครื่องปรับอากาศ: 1,200 W × 6 ชม. = 7,200 Wh = 7.2 kWh
  • ตู้เย็น: 150 W × 24 ชม. = 3,600 Wh = 3.6 kWh
  • เครื่องซักผ้า: 500 W × 1 ชม. = 500 Wh = 0.5 kWh
  • ทีวี: 80 W × 4 ชม. = 320 Wh = 0.32 kWh
  • หลอดไฟ: 100 W × 5 ชม. = 500 Wh = 0.5 kWh
  • พัดลม: 100 W × 6 ชม. = 600 Wh = 0.6 kWh
  • เครื่องทำน้ำอุ่น: 3,500 W × 0.5 ชม. = 1,750 Wh = 1.75 kWh
  • คอมพิวเตอร์: 200 W × 3 ชม. = 600 Wh = 0.6 kWh

รวมการใช้ไฟฟ้าต่อวัน: 7.2 + 3.6 + 0.5 + 0.32 + 0.5 + 0.6 + 1.75 + 0.6 = 15.07 kWh/วัน

การใช้ไฟฟ้าต่อเดือน: 15.07 kWh × 30 วัน = 452.1 kWh/เดือน

การคำนวณค่าไฟฟ้าปกติ

สมมติว่าในปี 2025 ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 บาทต่อหน่วย (kWh)
ค่าไฟฟ้าต่อเดือน: 452.1 kWh × 4.5 บาท/kWh = 2,034.45 บาท/เดือน
ค่าไฟฟ้าต่อปี: 2,034.45 บาท × 12 เดือน = 24,413.4 บาท/ปี

การคำนวณการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน (สำหรับระบบโซลาร์เซลล์)

สมมติว่าแสงแดดในประเทศไทยมีค่าเฉลี่ย 5.5 ชั่วโมงต่อวัน (ช่วง 8:00-13:30) โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้งานในช่วงกลางวัน ได้แก่:

  • ตู้เย็น: 150 W × 5.5 ชม. = 825 Wh = 0.825 kWh
  • เครื่องซักผ้า: 500 W × 1 ชม. = 500 Wh = 0.5 kWh
  • พัดลม: 100 W × 3 ชม. = 300 Wh = 0.3 kWh
  • คอมพิวเตอร์: 200 W × 2 ชม. = 400 Wh = 0.4 kWh

รวมการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน: 0.825 + 0.5 + 0.3 + 0.4 = 2.025 kWh/วัน
การใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันต่อเดือน: 2.025 kWh × 30 วัน = 60.75 kWh/เดือน

การออกแบบระบบโซลาร์เซลล์

เพื่อให้ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน (2.025 kWh/วัน) และเผื่อความสูญเสียในระบบ (ประสิทธิภาพ 75%) ขนาดระบบที่ต้องการ: 2.025 kWh ÷ 5.5 ชม. ÷ 0.75 = 0.491 kW หรือประมาณ 500 W อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ระบบครอบคลุมการใช้ไฟมากขึ้น (เช่น 50% ของการใช้ไฟทั้งหมด = 7.535 kWh/วัน) และรองรับการขยายในอนาคต สมมติเลือกติดตั้งระบบออนกริดขนาด 5 kW ซึ่งเป็นขนาดที่นิยมในครัวเรือนไทย

การผลิตไฟฟ้าจากระบบ 5 kW:

  • ไฟฟ้าที่ผลิตได้ต่อวัน: 5 kW × 5.5 ชม. × 0.75 = 20.625 kWh/วัน
  • ไฟฟ้าที่ผลิตได้ต่อเดือน: 20.625 kWh × 30 วัน = 618.75 kWh/เดือน

การคำนวณค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์เซลล์

จากข้อมูลในประเทศไทย ปี 2024-2025 ระบบออนกริดขนาด 5 kW มีค่าใช้จ่ายประมาณ 230,000 บาท สมมติว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การอัพเกรดหลังคา

ค่าใช้จ่ายติดตั้ง: 230,000 บาท

การคำนวณค่าไฟฟ้าหลังติดตั้งโซลาร์เซลล์

ระบบ 5 kW ผลิตไฟฟ้าได้ 618.75 kWh/เดือน ซึ่งครอบคลุมการใช้ไฟทั้งหมด (452.1 kWh/เดือน) และมีไฟส่วนเกิน ไฟส่วนเกิน: 618.75 – 452.1 = 166.65 kWh/เดือน สมมติว่าขายไฟส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าได้ในราคา 2 บาท/kWh (ตามนโยบาย Feed-in Tariff ในประเทศไทย)

รายได้จากการขายไฟ: 166.65 kWh × 2 บาท = 333.3 บาท/เดือน
ค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่าย: 0 บาท (เพราะระบบโซลาร์ครอบคลุมการใช้ไฟทั้งหมด)

ผลประโยชน์ทางการเงินต่อเดือน:

  • ประหยัดค่าไฟ: 2,034.45 บาท
  • รายได้จากไฟส่วนเกิน: 333.3 บาท
  • รวม: 2,034.45 + 333.3 = 2,367.75 บาท/เดือน

ผลประโยชน์ทางการเงินต่อปี: 2,367.75 × 12 = 28,413 บาท/ปี

การคำนวณจุดคุ้มทุน

จุดคุ้มทุน (Payback Period) = ค่าใช้จ่ายติดตั้ง ÷ ผลประโยชน์ต่อปี = 230,000 ÷ 28,413 = 8.1 ปี

สมมติว่าราคาค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี และสมมติว่าแผงโซลาร์มีประสิทธิภาพลดลง 0.5% ต่อปี:

  • ปีที่ 5: ค่าไฟฟ้าปกติเพิ่มเป็น 3,108 บาท/เดือน (จาก 2,034.45 บาท) ประสิทธิภาพแผงลดเหลือ 97.5% (ผลิตไฟ 602 kWh/เดือน)
  • ปีที่ 10: ค่าไฟฟ้าปกติเพิ่มเป็น 4,750 บาท/เดือน ประสิทธิภาพแผงลดเหลือ 95% (ผลิตไฟ 587 kWh/เดือน)

การคำนวณใหม่โดยประมาณ (รวมผลกระทบจากค่าไฟที่สูงขึ้นและประสิทธิภาพที่ลดลง) ทำให้จุดคุ้มทุนอาจลดลงเหลือประมาณ 7.5 ปี

การวิเคราะห์ว่าควรติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือไม่

เหตุผลที่ควรติดตั้ง

  1. จุดคุ้มทุนสมเหตุสมผล จุดคุ้มทุนที่ 7.5-8.1 ปี ถือว่าดีเมื่อเทียบกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์ (25 ปี) หลังจากจุดคุ้มทุน คุณจะได้ไฟฟ้าฟรีและรายได้จากการขายไฟส่วนเกิน เป็นกำไรสุทธิประมาณ 17 ปี
  2. ประหยัดค่าไฟทันที ระบบ 5 kW ครอบคลุมการใช้ไฟทั้งหมดและสร้างรายได้เสริม ลดภาระค่าไฟลง 100%
  3. เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ไฟ บ้านนี้ใช้ไฟในช่วงกลางวันค่อนข้างน้อย (2.025 kWh/วัน) แต่ระบบขนาด 5 kW สามารถครอบคลุมการใช้ไฟทั้งวันและขายไฟส่วนเกินได้ ทำให้ระบบออนกริดเหมาะสม
  4. สิ่งแวดล้อมและมูลค่าทรัพย์สิน ลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มมูลค่าบ้านในระยะยาว
  5. นโยบายสนับสนุน รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการซื้อไฟคืนจากระบบออนกริด

เหตุผลที่อาจจะเลือกไม่ติดตั้ง

  1. เงินลงทุนเริ่มต้นสูง 230,000 บาทอาจเป็นภาระสำหรับบางครัวเรือน โดยเฉพาะหากต้องใช้เงินกู้ ซึ่งจะเพิ่มดอกเบี้ยและยืดจุดคุ้มทุน
  2. การใช้ไฟในช่วงกลางวันต่ำ การใช้ไฟในช่วงกลางวันเพียง 2.025 kWh/วัน หมายความว่าระบบขนาด 5 kW อาจใหญ่เกินความจำเป็น หากติดตั้งระบบขนาดเล็กกว่า (เช่น 3 kW ราคา 170,000 บาท) อาจคุ้มทุนเร็วกว่า (ประมาณ 6-7 ปี)
  3. ความเสี่ยงจากนโยบาย หากนโยบายการซื้อไฟคืนเปลี่ยนแปลง (เช่น ลดราคาซื้อไฟส่วนเกิน) อาจกระทบรายได้และยืดจุดคุ้มทุน
  4. การบำรุงรักษา แม้ระบบออนกริดจะบำรุงรักษาน้อย แต่ต้องทำความสะอาดแผงและตรวจสอบอินเวอร์เตอร์ทุก 5-10 ปี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย

ข้อแนะนำ:

  • ควรติดตั้งหากมีงบประมาณเพียงพอและวางแผนอยู่อาศัยในบ้านนานกว่า 8 ปี ระบบออนกริดขนาด 5 kW เหมาะสมสำหรับบ้านนี้ เพราะครอบคลุมการใช้ไฟทั้งหมดและสร้างรายได้เสริม จุดคุ้มทุนที่ 7.5-8.1 ปีถือว่าดี และหลังจากนั้นจะได้กำไรสุทธิ
  • พิจารณาระบบขนาดเล็กกว่าหากงบจำกัด ระบบ 3 kW (170,000 บาท) อาจครอบคลุมการใช้ไฟประมาณ 70% และมีจุดคุ้มทุนสั้นกว่า (6-7 ปี) แต่จะมีไฟส่วนเกินน้อยลง
  • ตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติม: ตรวจสอบความแข็งแรงของหลังคาและเงื่อนไขการขออนุญาตจากทางการ รวมถึงเปรียบเทียบใบเสนอราคาจากผู้ติดตั้งหลายรายเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกโซลาร์เซลล์

การเลือกโซลาร์เซลล์ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยเพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด:

  1. การใช้ไฟฟ้าในบ้าน ตรวจสอบบิลค่าไฟเพื่อคำนวณหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ต่อวัน โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน
  2. พื้นที่ติดตั้ง ควรมีพื้นที่หลังคาที่รับแสงแดดเต็มที่ โดยทิศใต้ให้ประสิทธิภาพสูงสุด
  3. งบประมาณ ระบบออนกริดขนาด 5 kW ราคาประมาณ 230,000 บาท ระยะคืนทุนเฉลี่ย 5-9 ปี
  4. คุณภาพอุปกรณ์ เลือกแผงโซลาร์เซลล์จากแบรนด์ Tier 1 เช่น AE Solar และอินเวอร์เตอร์ที่ได้รับการรับรอง
  5. การบำรุงรักษา ทำความสะอาดแผงทุก 6 เดือนและตรวจสอบระบบไฟฟ้าปีละครั้ง

ขั้นตอนการติดตั้งและการดูแลรักษา

การติดตั้งโซลาร์เซลล์ควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีวิศวกรโยธารับรองความแข็งแรงของหลังคา ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  • สำรวจหน้างาน ประเมินพื้นที่และการใช้ไฟฟ้า
  • ออกแบบระบบ คำนวณขนาดแผง อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ (ถ้ามี)
  • ติดตั้ง ติดตั้งแผง อินเวอร์เตอร์ และระบบควบคุม
  • ตรวจสอบ ทดสอบระบบและเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า

การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก เพียงทำความสะอาดแผง 2-3 ครั้งต่อปีและตรวจสอบระบบไฟผ่านแอปพลิเคชัน

ประโยชน์และความคุ้มค่าในระยะยาว

การติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ประโยชน์ทั้งด้านการเงินและสิ่งแวดล้อม:

  • ประหยัดค่าไฟ ลดค่าไฟได้ 100% สำหรับระบบ 5 kW
  • รายได้เสริม ขายไฟส่วนเกินในระบบออนกริด
  • ความยั่งยืน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
  • ความสวยงาม แผงสีดำล้วนกลมกลืนกับหลังคา

ระยะคืนทุน 7.5-8.1 ปี และอายุการใช้งานถึง 25 ปี ทำให้โซลาร์เซลล์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

บทสรุป เริ่มต้นใช้พลังงานสะอาดได้ง่ายกว่าที่คิด

โซลาร์เซลล์เป็นทางเลือกที่ทั้งประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากตัวอย่าง บ้านที่ใช้ไฟ 452.1 kWh/เดือน เหมาะกับระบบออนกริดขนาด 5 kW ซึ่งให้จุดคุ้มทุนที่ 7.5-8.1 ปี และประหยัดค่าไฟได้ 100% พร้อมรายได้เสริม ด้วยการวางแผนที่ดีและการเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ คุณสามารถเปลี่ยนบ้านให้ประหยัดและยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นใจ

Photo : freepik