ศูนย์สิริกิติ์เปิดตัว “แดชบอร์ดคำนวณคาร์บอนเรียลไทม์” ครั้งแรกของศูนย์ประชุมในประเทศไทย – วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) จากกิจกรรมต่าง ๆ ได้

ในยุคที่โลกจับตาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ก้าวนำด้วยการเปิดตัว “Real-Time Carbon Footprint Tracking Dashboard” หรือแดชบอร์ดติดตามคาร์บอนแบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรกของศูนย์ประชุมในประเทศไทย โดยจะเริ่มนำร่องใช้ในงานใหญ่ระดับภูมิภาคอย่าง Asia Sustainable Energy Week 2025 และ International Engineering Expo 2025 เดือนกรกฎาคมนี้

ทำไมแดชบอร์ดนี้จึงสำคัญ? 

แพลตฟอร์มนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง QSNCC และบริษัท อัลโต้เทค โกลบอล จำกัด ภายใต้โครงการ “Winnovation” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมในอุตสาหกรรมไมซ์ไทย จุดเด่นของแดชบอร์ดคือ

  • วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) จากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้พลังงาน อาหาร บรรจุภัณฑ์ และการเดินทาง
  • แสดงผลแบบเรียลไทม์ โปร่งใส เข้าถึงง่าย
  • ใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนลดหรือชดเชยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 เป้าหมาย: Carbon Neutral Event อย่างแท้จริง 

สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ต่อยอดจากการที่ศูนย์ฯ ได้พัฒนาระบบวัดคาร์บอนองค์กร (ISO 14064-1, CFO) สู่การจัดทำ Carbon Footprint of Event (CFE) อย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการจัดอีเวนต์อย่างยั่งยืน และตั้งเป้าให้งานระดับนานาชาติในเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นแบบให้วงการไมซ์ไทย

สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ภาครัฐและเอกชนร่วมขับเคลื่อน 

จารุวรรณ สุวรรณศาสน์  ผู้ทรงคุณวุฒิ (Chief Information Officer: CIO) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือทีเส็บ  กล่าวเสริมว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยให้อุตสาหกรรมไมซ์มี “จุดขาย” ด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้จริง และจะยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

ด้านผู้จัดงาน Asia Sustainable Energy Week 2025 สรรชาย นุ่มบุญนำ จากอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ระบุว่า การเห็นค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์แบบเรียลไทม์ช่วยให้ผู้จัดงาน “เข้าใจ และเห็นภาพจริง” ในการวางแผนลดหรือชดเชยได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับธีมงานปีนี้ “Empowering Digital Transformation in Sustainable Energy Towards Net Zero”

จารุวรรณ สุวรรณศาสน์  ผู้ทรงคุณวุฒิ (Chief Information Officer: CIO) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือทีเส็บ
จารุวรรณ สุวรรณศาสน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ (Chief Information Officer: CIO) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือทีเส็บ

สรรชาย นุ่มบุญนำ จากอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย
สรรชาย นุ่มบุญนำ จากอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย

 ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นประสบการณ์ 

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)  ยังเตรียมนำแดชบอร์ดนี้มาเป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษของสมาชิก Loyalty Program โดยสามารถใช้คะแนนสะสมแลกบริการได้ เพื่อส่งเสริมให้งานไมซ์ไทยเดินหน้าสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

Source : Spring News

Climatemaxxing” เทรนด์ใหม่ในโลกโซเชียลที่เปลี่ยนการลดโลกร้อนในชีวิตประจำวัน ให้เป็นความท้าทายในการใช้ชีวิต กระตุ้นให้ผู้คนเลือกใช้ชีวิตอย่าง “ยั่งยืน” มากขึ้น โดยปรับแนวคิดการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้การเป็น “ความสำเร็จส่วนบุคคล” มากกว่า “การเสียสละเพื่อส่วนรวม” ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนรู้สึกมีพลัง แทนที่จะรู้สึกกดดันที่ต้องหาทางแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้นทุกที

กระแสนี้แตกย่อยมาจาก เทรนด์ “Maxxing” ที่เป็นกระแสที่ส่งเสริมการปรับปรุงตนเองในด้านต่าง ๆ ของชีวิต เช่น “gymmaxxing” ก็คือกลุ่มคนที่ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีหุ่นดี ส่วน “moneymaxxing” เป็นการวางแผนกลยุทธ์ทางการเงิน สร้างความมั่งคั่งให้เร็วที่สุด ซึ่งในปัจจุบันแนวคิดนี้ถูกนำไปใช้กับความยั่งยืน สร้างการมีส่วนร่วมและแรงบันดาลใจให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น Climatemaxxing คือการกระตุ้นให้ผู้คนนำแนวคิดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การรีไซเคิล และเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี แนวคิดดังกล่าวคือการทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นเกม เป็นความท้าทายที่สนุกสนานและคุ้มค่าที่จะทำ โดยผู้คนต่างนำแนวคิด Climatemaxxing มาใช้ในทางปฏิบัติในรูปแบบที่สร้างสรรค์ในด้านต่าง ๆ เช่น

  • การขนส่งอย่างยั่งยืน – การเดินทางด้วยจักรยานหรือระบบขนส่งสาธารณะ การทำงานเพื่อปรับปรุงทางเลือกการเดินทางสำหรับผู้อื่น รวมไปถึงการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน
  • การรับประทานอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม – การลดการบริโภคเนื้อสัตว์ สนับสนุนการเกษตรในท้องถิ่นที่ยั่งยืน หรือแม้แต่เปลี่ยนไปรับประทานอาหารจากพืช
  • การมีส่วนร่วมของชุมชน – การจัดงานทำความสะอาด โครงการปลูกต้นไม้ สร้างแคมเปญรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือสนับสนุนนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การใช้ชีวิตแบบลดขยะ – การใช้ผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ การทำปุ๋ยหมัก และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวให้เหลือน้อยที่สุด

Climatemaxxing ได้รับความนิยม เพราะเป็นแนวคิดที่ช่วยเปลี่ยนแนวคิดการทำกิจกรรมเพื่อความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องสนุก ท้าทาย ไม่ซีเรียส เหมือนเล่นเกม ได้ปลดล็อกแอคชีฟเมนท์ของตัวเอง แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งดูเป็นเรื่องไกลตัว และยากต่อการทำความเข้าใจ

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่หันมาทานอาหารมังสวิรัติสามารถติดตามประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมจากการเลือกอาหารได้ อีกทั้งอาจมีสุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ลดการใช้พลังงานที่บ้าน และเปลี่ยนไปใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน สามารถเปรียบเทียบการประหยัดค่าไฟฟ้ากับผู้อื่น ซึ่งหากทำเป็นชาเลนจ์หรือการแข่งขันกับคนอื่น ๆ จะยิ่งทำให้ Climatemaxxing ได้ผลมากขึ้น และเพิ่มการมีส่วนร่วมกับชุมชนมากยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นรุนแรงมากขึ้น ยิ่งทำให้บางคนยิ่งรู้สึกผิด บางคนก็รู้สึกสิ้นหวังกับสถานการณ์ที่อันตรายนี้ ขณะที่บางคนก็ไม่สนใจ เพราะอาจไม่เชื่อว่าโลกร้อนเป็นเรื่องจริง หรือไม่คิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุของปัญหา แต่ Climatemaxxing จะช่วยเปลี่ยนโฟกัสของผู้คน ทำให้มองเห็นว่าพวกเขาเป็น “ฮีโร่” ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้

“เป็นเรื่องยากที่ใครก็ตามจะยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้ร้ายในเรื่องราวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องราวที่ใหญ่โตและสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เอ็มม่า ฟรานเซส บลูมฟิลด์ ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยเนวาดากล่าว 

โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเผยแพร่ความตระหนักรู้ด้านสภาพภูมิอากาศ แพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram ได้สร้างกระแสความยั่งยืนให้เป็นเทรนด์ที่ใคร ๆ ก็อยากทำตาม ตั้งแต่แฟชั่นมือสองไปจนถึงการใช้ชีวิตแบบไม่สร้างขยะ 

ผู้ใช้จำนวนมากแชร์ความพยายามในการทำ Climatemaxxing ผ่านทางออนไลน์ แบ่งปันเคล็ดลับ ความท้าทาย เรื่องเล่าความสำเร็จ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น บางคนอาจโพสต์เกี่ยวกับแผงโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่ของตนโดยใช้แฮชแท็ก #climatemaxxing เพื่อช่วยทำให้พฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องปรกติ

สิ่งเหล่านี้ยิ่งช่วยให้การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศมีส่วนร่วมมากขึ้นและรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง นอกจากนี้โซเชียลมีเดียยังช่วยให้ผู้คนสามารถแสดงความพยายามของตนได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องง่าย ๆ อย่างการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ การปั่นจักรยานไปทำงาน หรือการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็ตาม

Climatemaxxing ไม่ใช่แค่การลดการปล่อยมลพิษเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย เช่น ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงต่อไฟป่าสามารถป้องกันบ้านของพวกเขาได้ด้วยการกำจัดพืชที่ติดไฟได้ง่ายและใช้วัสดุอาคารที่ทนไฟ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถช่วยลดความเสียหายและปกป้องชุมชนทั้งหมดจากภัยพิบัติได้

การสนับสนุนให้มีการดำเนินการป้องกันควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะช่วยส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีและครอบคลุมยิ่งขึ้น

แม้ว่ากระแสดังกล่าวจะเพิ่งเกิดขึ้น แต่ Climatemaxxing ก็มีศักยภาพที่จะดึงดูดให้คนหันมาสนใจเข้าร่วมเทรนด์นี้มากยิ่งขึ้น เมื่อรวมกับโซเชียลมีเดียที่ช่วยให้เข้าถึงคนจำนวนมากได้รวดเร็วกว่าเดิม ยิ่งทำให้พฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องปรกติมากขึ้น


ที่มา: GristGrist 2Happy Eco News
Source : กรุงเทพธุรกิจ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ” ชี้แจงสภาผู้แทนราษฎรเตรียมออกกฎหมายควบคุมกิจการน้ำมัน เร่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งภาคประชาชนและเกษตรกรเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าไปพร้อมกับการทำให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero

วันนี้ (31 พฤษภาคม 2568) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระแรก โดยได้ชี้แจงเกี่ยวกับราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำว่า การกำหนดราคาน้ำมันปาล์มไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน แต่ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ให้การช่วยเหลือในยามที่ราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำ โดยการนำน้ำมันปาล์มมาผสมในน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ซึ่งกระทรวงพลังงานก็ได้ดำเนินการช่วยเหลือมาโดยตลอด และเตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำในรูปแบบเดียวกับอ้อยและน้ำตาล นอกจากนั้น เร็วๆ นี้ กระทรวงพลังงานได้เตรียมเสนอกฎหมายควบคุมกิจการน้ำมัน เพื่อให้ราคาน้ำมันขายปลีกอยู่ในราคาที่เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในส่วนของการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ กระทรวงพลังงานได้เร่งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลดขั้นตอนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามบ้านอยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน และเตรียมจัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะ Inverter ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญและมีราคาสูง กระทรวงพลังงานก็จะเตรียมประสานกับผู้ผลิตให้สามารถจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด และในส่วนของเกษตรกร กระทรวงพลังงานจะใช้กลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ให้เตรียมงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้เข้าถึงการใช้โซลาร์เซลล์กับเครื่องสูบน้ำทางการเกษตร ช่วยลดต้นทุนภาระค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและในเรื่องสุดท้าย แม้กระทรวงพลังงานจะไม่มียุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฎิบัติ กระทรวงพลังงานก็พร้อมดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานภาคพลังงานตอบสนองต่อนโยบาย Carbon Neutrality และ Net Zero ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลก

Source : Energy News Center

โอกาสเข้าถึงไฟฟ้าฟรีมาถึงแล้ว! Gulf Sparks, Life Starts โครงการของกัลฟ์ ที่จะเข้าไปติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ฟรี ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลไร้ไฟฟ้าใช้ เปิดให้ลงทะเบียนแล้ว

ลองนึกภาพ ถ้าไทยไร้ไฟฟ้าเหมือนเหตุไฟดับครั้งใหญ่ที่สเปน จะลำบากขนาดไหน ไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของการใช้ชีวิตมนุษย์ในปัจจุบัน ทำให้เราทำงานได้ เรียนได้ ทำอาหารกินได้ รักษาอาการบาดเจ็บได้ และสร้างความสะดวกสบายในหลาย ๆ ด้าน

และจากภาพดาวเทียม เราจะเห็นว่า ยามค่ำคืนทั่วโลกสว่างไสวขนาดไหน โดยเฉพาะประเทศไทยของเรา แต่ก็จะใช่ว่า แสงสว่างเหล่านี้จะเข้าถึงคนไทยทุกคน ประเทศไทยยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ซึ่งมักจะเป็นพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ที่ประสบอุปสรรคในเรื่องของสภาพพื้นที่ เช่น ความเหมาะสมของพื้นที่ติดตั้งและความเสถียร 

Gulf ติดโซลาร์เซลล์ให้ฟรี ชุมชนห่างไกลขาดแคลนไฟฟ้า ถึง 2 ก.ค. 68 นี้

ขนาดเราไฟฟ้าดับไม่กี่นาที ก็แย่แล้ว แล้วถ้าคนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เลยตลอดชีวิตจะลำบากขนาดไหน คุณภาพชีวิตจะเป็นอย่างไร?

แต่เราเชื่อว่า ทุกชีวิตควรมีโอกาสเข้าถึงพลังงานที่จำเป็น โครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” จาก บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

โครงการนี้ จะช่วยเติมพลังไฟแห่งความเท่าเทียม ให้กับชุมชนห่างไกลที่ขาดแคลนไฟฟ้า โดยจะเปิดให้ประชาชนส่งพิกัดพื้นที่ที่ขาดแคลนไฟฟ้าเข้ามา เพื่อให้บริษัทฯพิจารณา เข้าไปดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้แบบฟรี ๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย

Gulf ติดโซลาร์เซลล์ให้ฟรี ชุมชนห่างไกลขาดแคลนไฟฟ้า ถึง 2 ก.ค. 68 นี้

Gulf ติดโซลาร์เซลล์ให้ฟรี ชุมชนห่างไกลขาดแคลนไฟฟ้า ถึง 2 ก.ค. 68 นี้

เท่านั้นไม่พอ จะส่งทีมวิศวกรเข้าไปสอนชุมชน ถึงวิธีการดูแลรักษาระบบโซลาร์เซลล์ ให้สามารถใช้งานไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนด้วย

โครงการนี้มีความหวังสูงสุดว่าจะช่วยให้คนไทย มีโอกาสในการเข้าถึง การศึกษาที่ดีขึ้น โอกาสในการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ และสำคัญสุดเลยคือ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

Gulf ติดโซลาร์เซลล์ให้ฟรี ชุมชนห่างไกลขาดแคลนไฟฟ้า ถึง 2 ก.ค. 68 นี้

ซึ่งที่ผ่านมา โครงการ “GULF Sparks, Life Starts” ได้เดินทางไปมอบแสงสว่างให้กับชุมชนทั่วประเทศไทยมาแล้วหลายชุมชน เช่น โรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ จ.พิษณุโลก ช่วยให้โรงเรียนแก้ปัญหาไฟฟ้าตกบ่อย ๆ หรือที่เกาะทุ่งนางดำ จ.พังงา ที่จะช่วยให้ชาวบ้านได้มีไฟฟ้าและน้ำใช้ 

หรือจะที่ศาลาชุมชน อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ศูนย์รวมกิจกรรม ที่การติดไฟฟ้าได้ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้พิทักษ์ชายแดนให้มีไฟฟ้าใช้ และที่ โรงเรียนบ้านหนองบัว จ.ตาก ไฟฟ้าส่งตรงไปถึงห้องเรียนและคนในชุมชน ช่วยให้เด็ก ๆ เรียนได้อย่างไรกังวล

ที่ผ่านมากัลฟ์ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไปแล้วกว่า 30 กิโลวัตต์ ช่วยให้พี่น้องชาวไทยกว่า 4,000 คน เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

Gulf ติดโซลาร์เซลล์ให้ฟรี ชุมชนห่างไกลขาดแคลนไฟฟ้า ถึง 2 ก.ค. 68 นี้

ดังนั้น หากชุมชนไหนสนใจ อยากให้กัลฟ์เข้าไปช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าให้ ก็สามารถส่งเรื่องราวและรายละเอียดพื้นที่ มาได้ที่ Facebook Page : Gulf SPARK ปีนี้เราจะรับเรื่องตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2568

Source : Spring News

ในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันสเตทค้นพบวิธีการที่น่าสนใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์ โดยใช้โปรตีนจากข้าวโพดที่เรียกว่าซีน ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาแบตเตอรี่ที่เบากว่า ถูกกว่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

แบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์ อนาคตของพลังงานสะอาด

แบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นทางเลือกที่น่าจับตามองสำหรับเทคโนโลยีในอนาคต เนื่องจากมีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน

  • น้ำหนักเบา ซัลเฟอร์ที่ใช้ในแบตเตอรี่มีน้ำหนักเบากว่าโลหะออกไซด์ที่ใช้ในแคโทดของแบตเตอรี่ทั่วไป ทำให้แบตเตอรี่มีน้ำหนักรวมน้อยลง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและการใช้งานในอากาศยาน
  • ต้นทุนต่ำ ซัลเฟอร์เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันและก๊าซ ซึ่งมีราคาถูกและหาได้ง่าย
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ซัลเฟอร์ช่วยลดการพึ่งพาการขุดโลหะ เช่น โคบอลต์และนิกเกิล ซึ่งมักมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเกี่ยวข้องกับสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม
  • ความหนาแน่นของพลังงานสูง แบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์สามารถกักเก็บพลังงานได้มากกว่าในปริมาตรที่เท่ากัน ซึ่งหมายถึงระยะทางที่ไกลขึ้นสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์คืออายุการใช้งานที่สั้น เนื่องจากปัญหาสองประการหลัก

  1. การเคลื่อนที่ของซัลเฟอร์ ระหว่างการชาร์จ ซัลเฟอร์บางส่วนละลายและเคลื่อนที่ไปยังส่วนของแบตเตอรี่ที่มีลิเธียม ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ลดประสิทธิภาพและทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็ว
  2. การก่อตัวของเดนไดรต์ ลิเธียมสามารถก่อตัวเป็นหนามโลหะขนาดเล็กที่เรียกว่าเดนไดรต์ ซึ่งอาจแทงทะลุชั้นกั้นภายในแบตเตอรี่และทำให้เกิดการลัดวงจร

โปรตีนจากข้าวโพด ทางออกที่ไม่คาดคิด

ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Katie Zhong และ Dr. Jin Liu ค้นพบว่าโปรตีนซีนจากข้าวโพดสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ โดยพวกเขาได้พัฒนาชั้นกั้นที่เคลือบด้วยโปรตีนซีนผสมกับพลาสติกยืดหยุ่นเล็กน้อย ชั้นกั้นนี้มีคุณสมบัติพิเศษดังต่อไปนี้

  • ป้องกันการเคลื่อนที่ของซัลเฟอร์ โปรตีนซีนช่วยกักเก็บซัลเฟอร์ไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม ป้องกันการรั่วไหลไปยังส่วนอื่นของแบตเตอรี่
  • ยับยั้งการก่อตัวของเดนไดรต์ ชั้นเคลือบนี้ช่วยลดการก่อตัวของหนามโลหะจากลิเธียม ทำให้แบตเตอรี่ปลอดภัยและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น

จากการทดสอบในแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ทีมวิจัยพบว่าแบตเตอรี่ที่มีชั้นกั้นเคลือบโปรตีนซีนสามารถรักษาความจุได้นานกว่า 500 รอบการชาร์จ ซึ่งนับว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์ทั่วไปที่มักมีอายุการใช้งานสั้นกว่ามาก ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Power Sources และได้รับการสนับสนุนจากการทดลองในห้องปฏิบัติการและการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์

ทำไมต้องใช้โปรตีนจากข้าวโพด

โปรตีนซีนเป็นวัสดุที่มีข้อดีหลายประการ

  • ความยั่งยืน ข้าวโพดเป็นพืชที่ปลูกอย่างแพร่หลายทั่วโลก และซีนเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหารและเอธานอล ทำให้เป็นวัสดุที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก
  • โครงสร้างทางเคมีที่ซับซ้อน โปรตีนมีกรดอะมิโนที่สามารถปรับแต่งให้โต้ตอบกับส่วนประกอบของแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้โปรตีนจากพืชช่วยลดการพึ่งพาวัสดุสังเคราะห์ที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เพื่อให้โปรตีนซีนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นักวิจัยได้เติมพลาสติกยืดหยุ่นในปริมาณเล็กน้อยเพื่อคลายโครงสร้างของโปรตีน ทำให้กรดอะมิโนสามารถโต้ตอบกับซัลเฟอร์และลิเธียมได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่

บริบทและความก้าวหน้าจากงานวิจัยอื่นๆ

งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้โปรตีนซีนในแบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างขึ้นในการพัฒนาวัสดุชีวภาพสำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ตามรายงานจาก ScienceDaily เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2025 การใช้โปรตีนจากพืช เช่น ซีน อาจช่วยลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่และเพิ่มความยั่งยืนของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ รายงานจาก BloombergNEF ในปี 2024 ระบุว่าความต้องการแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะในภาคยานยนต์และการเก็บพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์ที่ใช้โปรตีนจากข้าวโพดอาจตอบโจทย์ความท้าทายด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม ตามที่ระบุในบทความจาก Green Car Congress เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2025 แม้ว่างานวิจัยนี้จะประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการ การทดสอบในแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้ายังคงเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม การวิจัยในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงประสิทธิภาพของโปรตีนซีนและการขยายขนาดการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อนาคตของเทคโนโลยีนี้

ในขณะนี้ การวิจัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และทีมวิจัยกำลังมุ่งเน้นไปที่การศึกษากรดอะมิโนในโปรตีนซีนที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการเคลื่อนที่ของซัลเฟอร์และการก่อตัวของเดนไดรต์ การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์จะช่วยระบุส่วนประกอบของโปรตีนที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งอาจนำไปสู่การออกแบบแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หากเทคโนโลยีนี้สามารถขยายขนาดไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ แบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์ที่ใช้โปรตีนจากข้าวโพดอาจกลายเป็นทางเลือกที่ปฏิวัติวงการ โดยเฉพาะใน

  • ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ที่เบากว่าและมีระยะทางไกลขึ้นจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของยานยนต์ไฟฟ้า
  • การเก็บพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ที่มีต้นทุนต่ำและยั่งยืนจะช่วยให้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาอื่นๆ อาจได้รับประโยชน์จากแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบาและอายุการใช้งานยาวนาน

สรุป

การค้นพบการใช้โปรตีนซีนจากข้าวโพดในการพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียม-ซัลเฟอร์เป็นตัวอย่างที่น่าตื่นเต้นของการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และวัสดุจากธรรมชาติ เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่มีศักยภาพในการลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังอาจปูทางไปสู่การพัฒนาระบบพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต แม้ว่าจะยังต้องมีการวิจัยและทดสอบเพิ่มเติม ความก้าวหน้านี้แสดงให้เห็นถึงพลังของการคิดนอกกรอบในการแก้ปัญหาความท้าทายด้านพลังงานของโลก