WP ENERGY เปิดตัวโครงการ “WP SOLAR FOR GOOD” ทุ่มงบ 60 ล้านบาท ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 2,060 kW ส่งมอบพลังงานสะอาด ให้วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชน 200 แห่งทั่วไทยฟรี ภายใน 5 ปี

พลังงานสะอาด เทรนด์ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ และทั่วโลกกำลังผลักดันให้ประเทศของตัวเองเข้าสู่พลังงานสะอาดแบบ 100 % เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เดินหน้าในเรื่องนี้ทั้งภาครัฐ และเอกชน เช่น ล่าสุดบริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ WP Energy บริษัทกลุ่มพลังงานครบวงจร ผู้นำการค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) แบรนด์ “เวิลด์แก๊ส” ประกาศเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืน “WE PROMISE” เปิดตัวโครงการ “WP Solar for Good” พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ได้จัดทำภายใต้งบประมาณกว่า 60 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) รวมกำลังการผลิต 2,060 กิโลวัตต์ ให้วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศฟรี! ภายในระยะเวลา 5 ปี ควบคู่กับการมอบก๊าซหุงต้มให้แก่สถาบันที่เข้าร่วมโครงการปีละ 50,000 กิโลกรัม หวังลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่คนไทยอย่างยั่งยืน

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

โดย คุณชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวิสัยทัศน์ความยั่งยืนขององค์กรว่า“WP Energy ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของพันธกิจ ‘WE PROMISE’ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่คำมั่นสัญญา แต่คือแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่เราปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน และเปิดรับความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของสังคม

รวมถึงการยกระดับศักยภาพคนไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ประกอบกับการที่บริษัทมุ่งสู่การเป็น Service & Energy Solution Provider โดยนอกเหนือจากธุรกิจหลักในการจัดจำหน่าย LPG  ภายใต้แบรนด์เวิลด์แก๊ส เรายังมีบริการให้คำปรึกษาและนำเสนอผลิตภัณฑ์พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ  เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งปัจจุบันเราก็ติดตั้งและให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ไปแล้วกว่า 11 เมกะวัตต์  เมื่อนำวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญทั้ง 2 ด้านของบริษัทมาผนวกกัน จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘WP Solar for Good” ที่นับเป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์ของบริษัทในการสนับสนุนให้คนไทยมีพลังงานสะอาดใช้งาน ผ่านนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการด้านพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ ด้วยการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) รวมกำลังการผลิต 2,060 กิโลวัตต์ ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่สำคัญการพัฒนาสังคมไทย

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

อย่าง วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนรวมกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ภายในระยะเวลา 5 ปี ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นบริษัท EPC คู่ค้าของบริษัทฯ เพื่อช่วยกันดำเนินกิจกรรมนี้ ด้วยงบประมาณโครงการกว่า 60 ล้านบาท โดย มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด, ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน, ปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม และสะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในด้านความยั่งยืนในระยะยาว โดยนอกจากการสนับสนุนระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ ยังสนับสนุนก๊าซหุงต้มแบรนด์เวิลด์แก๊ส

ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ 50,000 กิโลกรัม ในแต่ละปี เพื่อใช้ในการประกอบอาหารและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิต โดยดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ เชื่อว่าการสร้างความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพราะฉะนั้น การสนับสนุนด้านพลังงานสะอาดที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาในหลายๆ ด้าน จึงถือเป็นการสนับสนุนด้านความยั่งยืนของประเทศในอนาคต

โดย คุณนพวงศ์ โอมาธิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “โครงการ “WP Solar for Good” คือหนึ่งก้าวสำคัญของดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ ในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งระบบพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม มุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็น ได้แก่ โรงเรียน ชุมชน วัด โรงพยาบาล และองค์กรสาธารณประโยชน์ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

ทั้งนี้ต้องมีศักยภาพในการใช้พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในเกณฑ์สำคัญของการคัดเลือก คือ สถานที่ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการใช้พลังงานที่มีต้นทุนสูง ซึ่งในปีนำร่อง 2568 ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จะติดตั้งระบบโซลาร์ให้ครบ 6 พื้นที่เป้าหมาย ด้วยขนาดเฉลี่ย 10 กิโลวัตต์ต่อแห่ง รวมกำลังผลิต 60 กิโลวัตต์ โดยเริ่มต้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับการให้บริการของบริษัท เพื่อความสะดวกในการติดตามและดูแลระบบ

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป บริษัทตั้งเป้าขยายการติดตั้งให้ครอบคลุมอย่างน้อย 40 แห่งต่อปี หรือประมาณ 400 กิโลวัตต์ต่อปี เพื่อให้ครบ 200 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2573 โดยทุกขั้นตอนของโครงการจะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มตั้งแต่การสำรวจและประเมินพื้นที่ การออกแบบและติดตั้งโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการอบรมเพื่อส่งต่อความรู้ให้ชุมชนสามารถดูแลและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งนอกจากการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แล้ว โครงการยังต่อยอดด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับชุมชน เช่น การปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว, เวิร์กช็อปด้านพลังงานสะอาด, และกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและจุดประกายความตื่นตัวในวงกว้าง รวมถึงสร้างคุณค่าร่วมให้ชุมชนสามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปต่อยอด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหรือสร้างรายได้เพิ่มเติม

โดยได้มุ่งหวังว่าเมื่อดำเนินงานโครงการ WP Solar for Good ครบทั้ง 200 แห่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศได้กว่า 1,030,000 บาทต่อเดือนหรือคิดเป็น 12.36 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1,483.2 ตัน CO₂ ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 67,000 ต้น  นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าให้โครงการมีคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 80% เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกแห่งที่ได้รับการสนับสนุนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง และต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อให้สามารถแน่ใจได้ว่าโครงการ WP Solar for Good จะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญในการผลักดัน ‘พลังงานสะอาด’ ให้เข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้คน และเป็นต้นแบบของการใช้พลังงานเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามโครงการ WP Solar for Good เริ่มเปิดรับสมัครหน่วยงานและชุมชนที่สนใจร่วมโครงการแล้ววันนี้ พร้อมทั้งเชิญชวนพันธมิตรจากภาคเอกชนที่มีความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนเข้าร่วมสนับสนุนโครงการในหลากหลายรูปแบบ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ หรือสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้ที่ โทร. 085-058-8033 หรืออีเมล info@wp-energy.co.th

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

บูมพลังงานสะอาด! ชุมชนทั่วไทย 2,060 kW ใน 5 ปี สู่เทรนด์โลก

Source : Spring News

ในแต่ละปี บริษัทเทคโนโลยีชั้นอย่าง “Microsoft” ปล่อยคาร์บอนออกมาจำนวนมหาศาล ที่มาจากการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลและเอไอ เพื่อป้องกันไม่ให้รอยเท้าคาร์บอนเพิ่มสูงขึ้น บริษัทจึงได้วางเดิมพันกับเทคโนโลยีกำจัดก๊าซเรือนกระจกที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการรับซื้ออุจจาระและของเสียจากมนุษย์ รวมถึงขยะจากฟาร์ม แล้วฝังลงใต้ดินที่ลึกลงไปหลายพันเมตร ด้วยปั๊มที่ทำหน้าที่เหมือนเข็มฉีดยาขนาดยักษ์ เพื่อกักเก็บคาร์บอนถาวร

“เรากำลังรับขยะอินทรีย์หลายประเภท ขยะอินทรีย์เหล่านี้มักปนเปื้อนและตกค้าง ซึ่งปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหาบนพื้นดิน แต่เรากลับนำขยะเหล่านี้ไปฝังกลบใต้ดินลึกเพื่อกำจัดคาร์บอนอย่างถาวร” จูเลีย ไรเชลสไตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vaulted Deep บริษัทที่ไมโครซอฟท์กำลังลงทุน กล่าว 

Microsoft บรรลุข้อตกลงการจัดซื้อคาร์บอนที่ถูกกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศ ด้วย “การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์แบบยั่งยืน” (Durable Carbon Dioxide Removal) จำนวน 4.9 ล้านเมตริกตันจาก Vaulted Deep เป็นระยะเวลา 12 ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป คาร์บอนที่กักเก็บได้ 1 ตันจะเทียบเท่ากับเครดิตการกำจัดคาร์บอน

Microsoft คาดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการหยุดยั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนไม่ให้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ นอกจากโครงการนี้แล้ว Microsoft ยังสนับสนุนวิธีการใหม่ ๆ ในการชดเชยคาร์บอนอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การปลูกป่าฝนในปานามาขึ้นมาใหม่ ตลอดจนรวบรวมการปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นระหว่างการเผาขยะจากเมืองในนอร์เวย์ แล้วนำก๊าซเหล่านี้ไปฝังไว้ใต้ทะเลเหนือในบ่อน้ำมันเก่า

วิธีการทำงาน

Vaulted Deep รวบรวมสิ่งที่เรียกว่า “ไบโอสเลอร์รี” ซึ่งเป็นตะกอนเหลวที่เหลือจากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ ซึ่งอาจเป็นของเสียจากระบบบำบัดน้ำเสียของเมือง ปุ๋ยคอกส่วนเกินจากไร่นา หรือตะกอนที่เหลือจากโรงงานกระดาษ จากนั้นจะบดให้ละเอียดก่อนฉีดลงไปใต้ดินลึกประมาณ 1,500 เมตร

แม้ว่าของเสียส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ แต่ก็มีตะกอนเหลวบางส่วนที่อยู่ในสถานะกึ่งกลาง ซึ่งทำให้ยากต่อการบำบัด และบ่อยครั้งที่ตะกอนเหล่านี้ถูกทิ้งในพื้นที่รกร้าง หรือกระจายไปทั่วพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้เกิดการไหลบ่าของสารอาหารส่วนเกิน ส่วนใหญ่เป็นไนโตรเจนและฟอสฟอรัส รวมถึงสารเคมีอันตราย เช่น PFAS หรือที่รู้จักกันในชื่อสารเคมีตลอดกาล ไหลลงสู่ระบบน้ำ

Vaulted Deep จะรวบรวมไบโอสเลอร์รีจากพื้นที่เทศบาลและอุตสาหกรรมก่อนนำไปฝังใต้ชั้นหินธรรมชาติ สำหรับมูลสัตว์ การกักเก็บแบบลึกจะช่วยยับยั้งการย่อยสลาย ป้องกันการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ จากนั้น Vaulted Deep จะขายเครดิตคาร์บอนตามปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บไว้ใต้ดิน ปัจจุบันเครดิตเหล่านี้มีราคาขายประมาณ 350 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน

แดเนียล ซานเชซ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการขยายความร่วมมือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกำจัดตะกอนเหลว

“ขยะพวกนี้เป็นตะกอน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ และพวกเขาต้องฉีดมันลงไปใต้ดินเพื่อกักเก็บถาวรทางธรณีวิทยา” ซานเชซกล่าว

ซานเชซตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่า “ตะกอนน้ำเสีย” หรือ “ไบโอโซลิด” เช่น ของเสียจากน้ำเสียและปุ๋ยคอก จะสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยได้ แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมด ของเสียส่วนเกินมักถูกทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เขาประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการเก็บขยะอยู่ที่ประมาณ 150 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งค่าใช้จ่ายจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานที่ของ Vaulted Deep ตั้งอยู่ร่วมกับโรงงานจัดการขยะ

บริษัทกำจัดคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุด

Vaulted Deep ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 โดยคู่สามีภรรยา จูเลีย ไรเชลสไตน์ และ โอมาร์ อาบู-ซาเยด โดยพ่อของ อาบู-ซาเยด ช่วยสร้างเทคโนโลยีที่ใช้ในการฉีดสารละลายลงใต้ดิน ในขณะนั้นเขากำลังมองหาวิธีฝังของเสียจากแหล่งน้ำมัน

จากนั้น อาบู-ซาเยดได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ภายใต้บริษัท Advantek จนในปัจจุบันบริษัทนี้ช่วยกำจัดตะกอนชีวภาพจากเมืองนี้ประมาณ 20% และทำให้ไรเชลสไตน์ตระหนักได้ว่าพวกเขาสร้างบริษัทกำจัดคาร์บอนโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ฉันจำได้ว่ามองเขาแล้วลองคำนวณดูเล็กน้อย ก่อนจะบอกว่า ตอนนี้คุณกำลังริหารโครงการกำจัดคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน” การสนทนาครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งคู่ก่อตั้ง Vaulted Deep ขึ้นมา

Vaulted Deep กำลังขยายบริษัท โดยพวกเขาเพิ่งเปิดโรงงานแห่งใหม่ในเมืองฮัทชินสัน รัฐแคนซัส ซึ่งรับขนขยะจากฟาร์มทั่วภูมิภาค รวมถึงขยะชีวภาพจากเมืองดาร์บี คาดว่าโรงงานแห่งนี้จะสามารถกำจัดคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 50,000 ตันต่อปี เมื่อดำเนินงานเต็มกำลังการผลิต นอกจาก Microsoft แล้ว Vaulted Deep ยังมีข้อตกลงที่จะส่งมอบเครดิตให้กับ Frontier กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึง Stripe บริษัทฟินเทค

Microsoft ตั้งเป้าที่จะปล่อยคาร์บอนเป็นลบภายในปี 2030 และกำลังดำเนินการภายในปี 2050 เพื่อกำจัดก๊าซเรือนกระจกออกจากสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่บริษัทเคยปล่อยออกมานับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท รายงานความยั่งยืนระบุว่า ระหว่างปี 2020-2024 Microsoft ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ารวม 75.5 ล้านตัน

เพื่อชดเชยผลกระทบบางส่วน Microsoft ได้ซื้อเครดิตการกำจัดคาร์บอนจำนวนมาก จนถึงปัจจุบัน บริษัทได้ซื้อเครดิตการกำจัดคาร์บอนไปแล้วมากกว่า 83 ล้านตัน ซึ่ง 59 ล้านตันได้ถูกซื้อไปแล้วในปี 2025 ตามข้อมูลของ AlliedOffsets โดยที่ยังไม่รวมถึงข้อตกลงกับ Vaulted Deep

ไบรอัน มาร์ส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพลังงานและการกำจัดคาร์บอนของ Microsoft กล่าวว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแห่งนี้ได้ลงทุนใน Vaulted Deep ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลประโยชน์ร่วมกันของการออกแบบ

“Vaulted Deep เป็นบริษัทจัดการขยะที่กลายมาเป็นบริษัทกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ โดยพื้นฐานแล้วพวกเขากำลังกำจัดไบโอโซลิด และปิดกั้นไบโอโซลิดเหล่านั้นในที่ที่ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อสิ่งแวดล้อมและไม่นำคาร์บอนกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งแนวทางนี้ แนวทางผลประโยชน์ร่วมกันนี้น่าสนใจสำหรับเรามาก” เขากล่าว

เทคโนโลยีนี้เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับ Microsoft  เนื่องจากใช้กระบวนการขุดเจาะที่ได้รับการยอมรับอยู่แล้ว อีกทั้งสามารถดำเนินการได้ทันทีและมีต้นทุนการออกแบบค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การดักจับอากาศโดยตรง ที่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าในช่วงแรก 

“คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวเก่าแก่ในวงการการเงินที่ว่า สิ่งเดียวที่ได้มาฟรีคือการกระจายความเสี่ยง เรายังเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเมื่อคุณนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาผสมผสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ CDR และคิดว่า Vaulted Deep น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอของเราเช่นกัน” เขากล่าว

ซานเชซ จากเบิร์กลีย์กล่าวว่า Vaulted Deep น่าจะประสบความสำเร็จมากกว่าในอเมริกาเหนือ เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ยุโรป ที่มีการผลักดันให้ใช้ของเสียประเภทเดียวกันนี้มาผลิตเป็นพลังงาน เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในประเทศต่าง ๆ เช่น เยอรมนี ของเสียจากฟาร์มถูกนำไปใช้เป็นก๊าซชีวภาพ ดังนั้นบริษัทจึงจะต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงวัตถุดิบเหล่านั้น

ที่มา: IndependentThe Wall Street Journal
Source : กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ – บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด แลองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ลงนามสัญญาความร่วมมือโครงการศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ในการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวและผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ภายใต้กรอบของโครงการ “H2Uppp” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงิน จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โดยได้รับเกียรติจาก Mr. Dieter Wurche ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีลงนาม โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ปตท. พร้อมด้วย นายยศศิริ พร้อมเชื้อแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และ Ms. Regine Dietz ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการไฮโดรเจน GIZ ร่วมลงนาม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว รวมถึงผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน อาทิ อี-เมทานอล และ อี-มีเทน โดยใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยครอบคลุมการศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การประเมินทรัพยากรในพื้นที่ และการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาด ตลอดจนการจัดทำแผนแม่บท เพื่อพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ในอนาคต สอดรับกับพันธกิจของ ปตท. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Source : Energy News Center

วันนี้ (18 ก.ค.) ในงาน “55 ปี NATION :ผ่าทางตันประเทศไทย กับ 3 ผู้นำทางความคิด :  Chapter 2  ผ่าทางตันกับ 3 บก. โดยแขกรับเชิญได้แก่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ณ ห้องพญาไท 4 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์พญาไท กทม.

ดำเนินรายการโดย 3 บก.สมชาย มีเสน รองประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), บากบั่น บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), และประธานกรรมการ บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด,วีระศักดิ์ พงศ์อักษร บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น

 นายธนาธรกล่าวตอนหนึ่งว่าจากการเดินทางไปทั่วประเทศมองเห็นสิ่งที่จะทำเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ว่าประเทศไทยต้องมีการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวกับโครงการที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ซึ่งมีตัวอย่างโครงการทั้งหมด 3 โครงการ ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 6.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณในสิ่งที่จำเป็นโดยมีรายละเอียดโครงการต่างๆดังนี้

1.การลงทุนในเรื่องโรงงานกำจัดขยะที่ได้มาตรฐานในประเทศไทย ซึ่งเรื่องการจัดการขยะเป็นเรื่องสำคัญในประเทศไทย  เนื่องจากในปัจจุบันมีโรงงานขยะจำนวนมาก แต่โรงงานขยะที่ได้มาตรฐานนั้นมีจำนวนน้อย และโรงงานขยะที่ได้มาตรฐาน และเผาขยะที่ดีที่สุดในประเทศที่มีอยู่ในขณะนี้ใช้อุปกรณ์ และเทคโนโลยี จากต่างประเทศทั้งหมด ไม่มีเทคโนโลยีจากประเทศไทยเป็นส่วนประกอบเลย

ในเรื่องนี้หากได้เป็นรัฐบาลวางแผนว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาทในระยะเวลา 8 ปี หรือเท่ากับการเป็นรัฐบาล 2 สมัย โดยเฉลี่ยใช้งบประมาณปีละประมาณ 1 หมื่นกว่าล้านบาท จะทำโรงงานที่ได้มาตรฐานในประเทศ และแก้ปัญหาขยะให้หมดภายใน 8 ปี รวมทั้งสร้างเทคโนโลยีให้กับคนไทย

2.การลงทุนเพื่อสร้างระบบน้ำประปาดื่มได้ ใช้วงเงินงบประมาณรวม 8 หมื่นล้านบาท โดยใช้ระยะเวลา 8 ปี เฉลี่ยลงทุนปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อทำให้น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ

และ 3.โครงการสมาร์ทกริดหรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นมากในการรับมือกับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยต้องมีการปรับระบบการผลิต และการจำหน่ายไฟฟ้าโดยปรับกริดของประเทศ ซึ่งต้องทำให้มีความสมาร์ทมากขึ้นเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ทั้งรับ และส่งไฟฟ้าได้ เพราะในครัวเรือนจะทำหน้าที่ทั้งขายและใช้ไฟฟ้า

นายธนาธรระบุว่าเฉพาะสมาร์ทกริดอย่างเดียวจะมีการลงทุนในประเทศไทยทั้งหมดกว่า 5 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 12 – 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะมีส่วนประกอบทั้งสมาร์ทมิเตอร์ วงจรอินเวอร์เตอร์ ระบบกักเก็บแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System) หากประเทศไทยไม่มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยีและการผลิตเหล่านี้ด้วยตัวเองก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด

โดยการคิดในเรื่องนี้ต้องเริ่มจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการให้งบประมาณในการวิจัยว่ามหาวิทยาลัยไหนจะทำการวิจัยในเรื่องอะไร เช่น สมาร์ทมิเตอร์ อินเวอร์เตอร์  ไปสู่กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษา เพื่อสร้างแรงงานในระบบมาตอบสนองทั้งในวันนี้และในอนาคต

จากนั้นจะไปสู่การทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ต้องมาดูว่าจะส่งเสริมการลงทุนอย่างไร ส่วนการนำเข้าบางส่วนที่จำเป็นก็ต้องมาดูเรื่องของการกำหนดอัตราภาษี

\'ธนาธร\' ชู 3 เมกะโปรเจกต์ ลงทุนรวม 6.8 แสนล้าน สร้างอนาคตประเทศ

“เมกะโปรเจ็กต์แบบนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ยังช่วยจ้างงาน สร้างเทคโนโลยีในประเทศ การลงทุนเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศมาก และจะทำให้เกิดการลงทุนจริง เพราะมีความแน่นอนของตลาดในอนาคต ไม่ใช่นำเข้ามาแล้วเอามาขายให้รัฐบาลอย่างเดียว แต่รัฐบาลบอกดีมานต์ว่าจะซื้อจากโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้นโดยเน้นการผลิตในประเทศ ใครอยากมาลงทุนในประเทศไทยเราก็จะอำนวยความสะดวกให้แข่งขันทั้งปริมาณและคุณภาพ ถ้าทำได้ก็เอาออเดอร์จากภาครัฐไป”นายธนาธร กล่าว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในยุคที่ทั่วโลกต่างมุ่งหน้าสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน พลังงานลมได้กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีกังหันลมแนวตั้ง หรือ Vertical Axis Wind Turbine (VAWT) ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะในเขตเมือง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับกังหันลมแนวตั้งในทุกแง่มุม ตั้งแต่หลักการทำงาน ประเภทต่างๆ ข้อดีข้อเสีย การประยุกต์ใช้ ไปจนถึงสถานการณ์ในประเทศไทย

ทำความรู้จัก กังหันลมแนวตั้ง คืออะไร

กังหันลมแนวตั้ง คือ กังหันลมที่มีแกนหมุนและใบพัดตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของลมในแนวราบ ต่างจากกังหันลมแนวแกนนอน (Horizontal Axis Wind Turbine หรือ HAWT) ที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งมีแกนหมุนขนานไปกับทิศทางลม การออกแบบที่แตกต่างนี้ทำให้กังหันลมแนวตั้งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่น่าสนใจและเหมาะกับการใช้งานในหลายบริบท โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีลมไม่สม่ำเสมอหรือมีพื้นที่จำกัด

หลักการทำงานของกังหันลมแนวตั้งคือการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของลมให้เป็นพลังงานกลเพื่อขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยใบพัดจะรับแรงลมและหมุนรอบแกนตั้ง ทำให้เกิดการผลิตกระแสไฟฟ้า กังหันลมประเภทนี้สามารถรับลมได้จากทุกทิศทางโดยไม่จำเป็นต้องหันหน้าเข้าหาลม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญเมื่อเทียบกับกังหันลมแนวแกนนอน

ประเภทของกังหันลมแนวตั้ง

กังหันลมแนวตั้งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามลักษณะการออกแบบของใบพัดและหลักการรับแรงลม ซึ่งแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติและข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป โดยประเภทที่นิยมและมีการศึกษาค้นคว้าอย่างแพร่หลาย ได้แก่

1. กังหันลม Savonius (ซาโวเนียส)

กังหันลม Savonius เป็นกังหันลมแนวตั้งที่ทำงานโดยอาศัยหลักการต้านทานแรงลม (Drag-type) มีลักษณะใบพัดโค้งคล้ายช้อนหรือถังผ่าครึ่งสองอันประกบกัน โดยมีช่องว่างตรงกลางเพื่อดักจับลม การออกแบบนี้ทำให้กังหันลม Savonius สามารถเริ่มต้นหมุนได้เองแม้ในความเร็วลมที่ต่ำมาก และมีแรงบิดเริ่มต้นสูง เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ที่มีลมไม่แรงมากนัก หรือในสภาพแวดล้อมในเมืองที่มีทิศทางลมเปลี่ยนแปลงบ่อย อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของกังหันลม Savonius มักจะต่ำกว่ากังหันลมประเภทที่อาศัยแรงยก (Lift-type)

2. กังหันลม Darrieus (แดร์เรียส)

กังหันลม Darrieus เป็นกังหันลมแนวตั้งที่ทำงานโดยอาศัยหลักการแรงยก (Lift-type) มีลักษณะใบพัดเป็นเส้นโค้งคล้ายรูปไข่ หรือรูปตัว H (H-rotor/H-Darrieus) ที่เรียกว่า Troposkien ซึ่งเป็นรูปทรงที่ช่วยให้แรงที่กระทำต่อใบพัดตั้งฉากกับความโค้งของใบพัดในทุกจุด ทำให้สามารถหมุนด้วยความเร็วรอบสูงและมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าที่ดีกว่ากังหันลม Savonius กังหันลม Darrieus เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ที่มีลมค่อนข้างแรงและสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม กังหันลมประเภทนี้มักจะไม่สามารถเริ่มต้นหมุนได้เองในความเร็วลมต่ำ จึงอาจต้องอาศัยกลไกช่วยในการเริ่มต้นหมุน หรือใช้ร่วมกับกังหันลม Savonius ในบางกรณี

3. กังหันลม Helix (เฮลิกซ์)

Source : Flickr

กังหันลม Helix เป็นกังหันลมแนวตั้งที่มีรูปทรงใบพัดเป็นเกลียวสวยงาม การออกแบบใบพัดแบบเกลียวนี้ช่วยให้การรับลมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและลดการสั่นสะเทือน ทำให้การทำงานราบรื่นและเงียบกว่ากังหันลมบางประเภท กังหันลม Helix มักถูกนำไปติดตั้งในอาคารหรือพื้นที่ที่ต้องการความสวยงามและเสียงรบกวนต่ำ นอกจากนี้ยังสามารถทำงานได้ดีในสภาพลมที่หลากหลาย

4. Vortex Bladeless กังหันลมไม่มีใบพัด

Vortex Tacoma Prototype (Source: Vortex Bladeless) 

Vortex Bladeless ซึ่งเป็นนวัตกรรมกังหันลมแนวตั้งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีใบพัด กังหันลมประเภทนี้มีลักษณะคล้ายเสาเล็กๆ ที่สั่นสะเทือนเมื่อโดนลม โดยจะแปลงแรงสั่นสะเทือนนั้นให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ข้อดีคือเสียงเงียบมาก ปลอดภัยต่อสัตว์ปีก และใช้พื้นที่น้อย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการติดตั้งในเขตเมืองใหญ่ ปัจจุบันมีการทดลองใช้งานในหลายเมืองทั่วโลก เช่น มาดริด โตเกียว และนิวยอร์ก

เพื่อให้เห็นภาพรวมของกังหันลมแนวตั้งแต่ละประเภทได้ชัดเจนขึ้น สามารถดูตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติเบื้องต้นได้ดังนี้

ประเภทกังหันลมแนวตั้งหลักการทำงานลักษณะใบพัดข้อดีเด่นข้อจำกัดการประยุกต์ใช้
Savoniusแรงต้าน (Drag)โค้งคล้ายช้อน/ถังผ่าครึ่งเริ่มหมุนได้เองที่ลมต่ำ, แรงบิดสูงประสิทธิภาพต่ำบ้านเรือน, พื้นที่ลมเบา, เสริมระบบอื่น
Darrieus (รวม H-rotor)แรงยก (Lift)โค้งรูปไข่/ตัว Hประสิทธิภาพสูงที่ลมแรง, ความเร็วรอบสูงอาจไม่เริ่มหมุนเองที่ลมต่ำพื้นที่ลมแรง, การผลิตไฟฟ้าขนาดกลาง
Helixแรงยก (Lift)ใบพัดเกลียวทำงานเงียบ, สวยงาม, ลดการสั่นสะเทือนต้นทุนอาจสูงกว่าบางประเภทอาคาร, พื้นที่เมือง, เน้นสุนทรียภาพ
Vortex Bladelessการสั่นสะเทือนไม่มีใบพัด (เสา)เสียงเงียบมาก, ปลอดภัยต่อนก, ใช้พื้นที่น้อยประสิทธิภาพอาจยังไม่สูงเท่าแบบมีใบพัดพื้นที่เมือง, ดาดฟ้าอาคาร

ข้อดีและข้อเสียของกังหันลมแนวตั้ง

กังหันลมแนวตั้งมีจุดเด่นหลายประการที่ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับกังหันลมแนวแกนนอน แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาเช่นกัน

ข้อดีของกังหันลมแนวตั้ง

  • รับลมได้ทุกทิศทาง กังหันลมแนวตั้งไม่จำเป็นต้องมีระบบหันหน้าเข้าหาลม (Yaw mechanism) เนื่องจากใบพัดสามารถรับลมได้จากทุกทิศทาง นี่เป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในพื้นที่ที่มีทิศทางลมเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือมีลมปั่นป่วน เช่น ในเขตเมืองที่มีอาคารสูง
  • ทำงานได้ดีในลมต่ำและลมปั่นป่วน การออกแบบของกังหันลมแนวตั้งหลายประเภท โดยเฉพาะ Savonius สามารถเริ่มต้นหมุนได้ในความเร็วลมที่ต่ำมาก และยังคงทำงานได้ดีแม้ในสภาพลมที่ไม่มีความสม่ำเสมอหรือมีกระแสลมปั่นป่วน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสภาพแวดล้อมในเมือง
  • เสียงรบกวนต่ำ โดยทั่วไปแล้ว กังหันลมแนวตั้งมีระดับเสียงรบกวนที่ต่ำกว่ากังหันลมแนวแกนนอน ทำให้เหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ใกล้ชุมชนหรือบนอาคารที่อยู่อาศัย
  • ปลอดภัยต่อสัตว์ปีก เนื่องจากใบพัดหมุนในแนวตั้งและมีความเร็วรอบที่ปลายใบพัดต่ำกว่ากังหันลมแนวแกนนอนมาก จึงลดความเสี่ยงที่นกหรือค้างคาวจะบินชนใบพัด
  • บำรุงรักษาง่าย ชิ้นส่วนหลักของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบส่งกำลังมักจะอยู่ที่ระดับพื้นดิน ทำให้การเข้าถึงเพื่อบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมทำได้ง่ายและปลอดภัยกว่า
  • ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อย กังหันลมแนวตั้งสามารถติดตั้งได้ในพื้นที่จำกัด เช่น บนดาดฟ้าอาคาร หรือตามแนวรั้ว ทำให้เหมาะกับการใช้งานในเขตเมืองที่พื้นที่เป็นสิ่งมีค่า
  • ความสวยงามและทัศนียภาพ กังหันลมแนวตั้งบางประเภท เช่น Helix มีรูปทรงที่สวยงามและกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้ดีกว่ากังหันลมแนวแกนนอนขนาดใหญ่

ข้อเสียของกังหันลมแนวตั้ง

  • ประสิทธิภาพโดยรวมต่ำกว่า โดยทั่วไปแล้ว กังหันลมแนวตั้งมักจะมีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานลมเป็นไฟฟ้าที่ต่ำกว่ากังหันลมแนวแกนนอนที่มีขนาดใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะในสภาวะลมแรงและสม่ำเสมอ
  • อาจไม่สามารถเริ่มต้นหมุนได้เอง (สำหรับบางประเภท) กังหันลม Darrieus ซึ่งเป็นประเภทที่ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Savonius มักมีปัญหาในการเริ่มต้นหมุนเองในความเร็วลมต่ำ ซึ่งอาจต้องใช้มอเตอร์ขนาดเล็กช่วยในการสตาร์ท หรือออกแบบร่วมกับกังหันลม Savonius
  • ปัญหาความล้าของวัสดุ เนื่องจากใบพัดของกังหันลมแนวตั้งต้องรับแรงลมที่เปลี่ยนแปลงทิศทางอยู่ตลอดเวลา อาจส่งผลให้เกิดความล้าของวัสดุ (Fatigue) ได้ง่ายกว่าในระยะยาว หากการออกแบบและวัสดุไม่เหมาะสม
  • ความซับซ้อนในการออกแบบใบพัด การออกแบบใบพัดสำหรับกังหันลมแนวตั้งบางประเภท เช่น Darrieus ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการอากาศพลศาสตร์ที่ซับซ้อน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การประยุกต์ใช้งานกังหันลมแนวตั้ง

ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัว กังหันลมแนวตั้งจึงถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่กังหันลมแนวแกนนอนไม่เหมาะสม

  • การผลิตไฟฟ้าในเขตเมือง นี่คือการประยุกต์ใช้ที่สำคัญที่สุดของกังหันลมแนวตั้ง ด้วยข้อดีเรื่องการรับลมได้ทุกทิศทาง เสียงเงียบ และใช้พื้นที่น้อย ทำให้สามารถติดตั้งบนดาดฟ้าอาคารสูง อาคารสำนักงาน หรือแม้แต่ตามแนวถนน เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในอาคาร ลดภาระการใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก และส่งเสริมแนวคิด “ฟาร์มพลังงานขนาดย่อม” ในเมือง
  • ระบบไฟฟ้าสำหรับบ้านเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก กังหันลมแนวตั้งขนาดเล็กเหมาะสำหรับการติดตั้งในบ้านเรือน ฟาร์มขนาดเล็ก หรือรีสอร์ท เพื่อเสริมระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ในรูปแบบไฮบริด โดยกังหันลมจะผลิตไฟฟ้าในเวลากลางคืนหรือวันที่ไม่มีแดด ช่วยให้มีแหล่งพลังงานสำรองที่เชื่อถือได้
  • ระบบไฟฟ้าสำหรับพื้นที่ห่างไกล ในพื้นที่ที่การเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าทำได้ยาก กังหันลมแนวตั้งสามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบผลิตไฟฟ้าแบบ Stand-alone ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ไฟส่องสว่าง ระบบสื่อสาร หรือปั๊มน้ำ
  • โครงการสาธิตและงานวิจัย กังหันลมแนวตั้งยังคงเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับการวิจัยและพัฒนา เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และหาวิธีการประยุกต์ใช้ใหม่ๆ ทำให้มีการติดตั้งเพื่อการศึกษาและสาธิตในสถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัยต่างๆ
  • ป้ายโฆษณาและสิ่งปลูกสร้างอัจฉริยะ ด้วยรูปทรงที่สวยงามและสามารถทำงานได้ในพื้นที่จำกัด กังหันลมแนวตั้งบางประเภทถูกนำไปรวมกับการออกแบบป้ายโฆษณา หรือโครงสร้างอาคาร เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์เหล่านั้นโดยตรง

กังหันลมแนวตั้งในประเทศไทย

ประเทศไทยมีความตื่นตัวในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าศักยภาพลมโดยรวมของประเทศจะอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับบางประเทศ แต่กังหันลมแนวตั้งก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการใช้งานขนาดเล็กและในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด

  • งานวิจัยและพัฒนา หน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่งในประเทศไทยได้ทำการวิจัยและพัฒนากังหันลมแนวตั้งมาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ได้มีการวิจัยกังหันลมแกนตั้งชนิดเดเรียสที่สามารถเริ่มต้นหมุนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาข้อด้อยสำคัญของกังหันลมประเภทนี้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ไม่มีแรงต้านการหมุนจากแม่เหล็ก (cogging torque) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเริ่มต้นและเร่งความเร็ว
  • โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของการนำกังหันลมแนวตั้งมาใช้ในประเทศไทยคือที่โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี โครงการนี้ได้ติดตั้ง “กังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วต่ำ” ที่สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้แม้ในความเร็วลมเพียง 2.5 เมตรต่อวินาที ซึ่งเหมาะสมกับสภาพลมในพื้นที่ กังหันลมที่ใช้ในโครงการนี้ยังเป็นผลงานการผลิตของศูนย์วิจัยพลังงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยใช้วัสดุภายในประเทศเป็นส่วนประกอบกว่า 80% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากรและอุตสาหกรรมไทยในการพัฒนากังหันลมแนวตั้ง
  • การผลิตโดยฝีมือคนไทย มีความพยายามในการพัฒนากังหันลมแนวตั้งโดยฝีมือคนไทย โดยมีการนำยางพาราซึ่งเป็นวัสดุในประเทศมาเป็นส่วนประกอบหลักในใบพัดและโครงสร้าง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย กังหันลมขนาดเล็กเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับความเร็วลมเฉลี่ยทั่วประเทศ และสามารถนำไปใช้ชาร์จแบตเตอรี่เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กได้
  • การใช้งานในภาคเอกชนและครัวเรือน บริษัทและผู้ประกอบการบางรายในประเทศไทยได้นำเสนอกังหันลมแนวตั้งสำหรับติดตั้งในบ้านเรือน ธุรกิจขนาดเล็ก หรือรีสอร์ท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานทางเลือก ซึ่งมักจะใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อสร้างระบบไฮบริดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดทั้งวันและคืน
  • แนวโน้มในอนาคต แม้ว่ากังหันลมแนวแกนนอนขนาดใหญ่จะยังคงเป็นกำลังหลักในการผลิตไฟฟ้าจากลมในระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทย แต่กังหันลมแนวตั้งกำลังเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดพลังงานขนาดเล็กและในเขตเมือง ด้วยข้อดีที่ตอบโจทย์การใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดมากขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง การลดต้นทุน และการสนับสนุนจากภาครัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กังหันลมแนวตั้งมีบทบาทมากขึ้นในภูมิทัศน์พลังงานสะอาดของประเทศไทยในอนาคต

ตารางสรุปสถานการณ์กังหันลมแนวตั้งในประเทศไทย

ด้านรายละเอียด
งานวิจัยและพัฒนา– MTEC วิจัย Darrieus ที่เริ่มหมุนเองได้
– พัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าลดแรงต้าน
– สถาบันการศึกษาหลายแห่งวิจัยต่อเนื่อง
โครงการเด่น– โครงการชั่งหัวมันฯ ติดตั้ง VAWT ผลิตโดย มทร.ธัญบุรี
– ใช้ VAWT ที่ทำงานได้ในลมต่ำ (2.5 ม./วินาที)
การผลิตในประเทศ– มีการพัฒนา VAWT โดยฝีมือคนไทย
– ใช้วัสดุในประเทศ เช่น ยางพารา เป็นส่วนประกอบสำคัญ
การประยุกต์ใช้– ระบบไฟฟ้าสำหรับบ้านเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก
– ระบบไฮบริดร่วมกับโซลาร์เซลล์
– โครงการสาธิตและวิจัย
ศักยภาพ– เหมาะสำหรับพื้นที่ลมต่ำและลมปั่นป่วนในเมือง
– ตอบโจทย์การผลิตไฟฟ้ากระจายศูนย์ (Distributed Generation)

อนาคตของกังหันลมแนวตั้ง

กังหันลมแนวตั้งเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองที่การติดตั้งกังหันลมแนวแกนนอนขนาดใหญ่ทำได้ยาก ด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ กังหันลมแนวตั้งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงานสะอาดที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบนดาดฟ้าอาคาร บ้านเรือน หรือแม้แต่ตามแนวถนน

แนวคิดที่ว่าตึกในเมืองจะกลายเป็น “ฟาร์มพลังงานขนาดย่อม” ที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ด้วยนวัตกรรมอย่างกังหันลมแนวตั้งที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่นๆ เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างระบบพลังงานแบบผสมผสานที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ การพัฒนาเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และสร้างอนาคตที่สะอาดและยั่งยืนสำหรับทุกคน

สรุป

กังหันลมแนวตั้งเป็นนวัตกรรมพลังงานลมที่โดดเด่นด้วยความสามารถในการรับลมได้จากทุกทิศทาง ทำงานได้ดีในสภาพลมต่ำและปั่นป่วน มีเสียงรบกวนต่ำ และเหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่จำกัด โดยเฉพาะในเขตเมือง แม้จะมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพโดยรวมเมื่อเทียบกับกังหันลมแนวแกนนอน แต่ด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประยุกต์ใช้ในโครงการต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของกังหันลมประเภทนี้

ในประเทศไทยเองก็มีการศึกษา วิจัย และพัฒนา กังหันลมแนวตั้งอย่างจริงจัง โดยมีโครงการต้นแบบและการผลิตโดยฝีมือคนไทยที่น่าภาคภูมิใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และการก้าวไปสู่สังคมที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน กังหันลมแนวตั้งจึงเป็นมากกว่าแค่เทคโนโลยี แต่เป็นความหวังและก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนสำหรับโลกของเรา