กรมประมง ร่วมกับ กฟผ. เปิดตัว “โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพลังงานแสงอาทิตย์” ตั้งเป้าผลิตลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัว/ปี ปล่อยลงสู่ธรรมชาติ

ชั่วโมงนี้ต้องบอกได้คำเดียวว่าทุกอุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังเดินหน้าเรื่องพลังงานกันอย่างจริงจัง อย่างเช่นล่าสุด นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “กุ้งก้ามกรามเขื่อนอุบลรัตน์” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากมีราคาจำหน่ายสูง เนื้อมีรสชาติดี และมีความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมประมงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและการเพิ่มศักยภาพการผลิตของกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เนื่องจากพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์มีลักษณะภูมิประเทศที่ซับซ้อน มีความเชื่อมโยงระหว่างดินและน้ำสูง และมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของกุ้งก้ามกราม ซึ่งที่ผ่านมา กรมประมง

โดยศูนย์วิจัยการประมงน้ำจืดขอนแก่นได้ผลิตและปล่อยกุ้งก้ามกรามเป็นประจำปีละกว่า 5 ล้านตัว เพื่อเพิ่มผลผลิตในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์และแหล่งน้ำธรรมชาติโดยรอบมาตั้งแต่ปี 2524 และมีการติดตามและประเมินผลการจับกุ้งขึ้นใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 9,000 กิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 7.2 ล้านบาท

พาชม! โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ รักษ์โลก

กรมประมงจึงร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการก่อสร้าง “โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพลังงานแสงอาทิตย์” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และส่งเสริมอาชีพจากกุ้งก้ามกราม ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจ ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีในการผลิต รวมถึงติดตามและประเมินผลการปล่อยกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายในโรงเพาะเลี้ยงฯ มีการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ขนาด 12 กิโลวัตต์ เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในระบบโรงเพาะฟัก สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 50 หรือประมาณ 6,000 – 8,000 บาทต่อเดือน

อีกทั้งเพิ่มกำลังการผลิตด้วยการจัดสร้างบ่อคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 2×8 เมตร จำนวน 4 บ่อ สามารถอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามแรกคว่ำ ขนาด 0.8 – 1.0 เซนติเมตร ได้ถึง 2 ล้านตัวต่อรอบการผลิต และสามารถผลิตลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามได้มากกว่า 20 ล้านตัวต่อปี เมื่อรวมกับกำลังการผลิตของอาคารหลังเดิมจะทำให้มีศักยภาพการผลิตของศูนย์ฯ เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30 ล้านตัวต่อปี และในอนาคตกรมประมงมีแผนที่จะขยายผลให้แก่วิสาหกิจชุมชนนำไปพัฒนาเป็นธุรกิจท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการตลาดกุ้งก้ามกรามและผลักดันให้เป็นสินค้าเด่นของจังหวัดต่อไป ซึ่งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม

พาชม! โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ รักษ์โลก

กรมประมงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า “โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพลังงานแสงอาทิตย์” แห่งนี้ จะกลายเป็นแหล่งผลิตลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่สำคัญ และเป็นต้นแบบศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในการสร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

Source : Spring News

ปัจจุบันโลกผลิตขยะมูลฝอยจากชุมชน (Municipal Solid Waste) สูงถึงประมาณ 2.01 พันล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายหรือพฤติกรรมการบริโภคอย่างจริงจัง ปริมาณขยะทั่วโลกอาจพุ่งทะยานขึ้นเป็น 3.4 ถึง 3.88 พันล้านตันต่อปี ภายในปี 2050โดยส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบนิเวศ สุขภาวะของประชากร และความยั่งยืนของโลกใบนี้ (ข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP)

ด้วยความตระหนักในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีกว่า “กลุ่มเซ็นทรัล” จึงได้ริเริ่ม Central World เป็นห้างต้นแบบของ “Zero Waste” แห่งแรก ผ่านโมเดลการจัดการขยะอย่างครบวงจร ที่เน้นการ “ลด–แยก–จัดการ” อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมจับมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยนำร่องที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในเฟสแรก ภายใต้แคมเปญ “Love the Earth : Zero Waste รักโลกต้องเริ่มเลย”

เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

3 ขั้นตอน ลด-แยก-จัดการ

1. ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง

  • กลุ่มเซ็นทรัลเน้นลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ Say No to Plastic Bag ที่ส่งเสริมการงดใช้ถุงพลาสติกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 จนปี 2567 มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 3 ล้านคน ปฏิเสธถุงรวมแล้ว 12 ล้านครั้ง
  • CRG Say No to Plastic เปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ 100% ลดขยะพลาสติกได้ถึง 16.5 ล้านชิ้น
  • จัดการอาหารส่วนเกิน ร่วมกับมูลนิธิ SOS และ VV Share ส่งมอบอาหารให้ชุมชนกว่า 807 แห่ง ลดขยะอาหารได้ 568 ตัน ลดการปล่อยคาร์บอนเทียบเท่า 1,438 ตัน
  • ไทวัสดุ ปรับระบบขนส่ง ลดการใช้ฟิล์มพลาสติก 10.54 ตัน/ปี ประหยัดค่าขนส่งได้ 20.4 ล้านบาทต่อปี

2. แยกขยะที่ต้นทาง

  • การแยกขยะตั้งแต่จุดกำเนิดเป็นอีกกุญแจสำคัญที่เซ็นทรัลเวิลด์นำมาใช้ ตู้ Better Bottle สำหรับบริจาคขวด PET เพื่อนำไปผลิต PPE, เสื้อกันหนาว และของใช้จำเป็น
  • โครงการ “ปลา P.O.P.” ในโรงแรมในเครือเซ็นทารา แยกขยะพลาสติกรวม 743.62 กก. นำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
  • กิจกรรม “ทิ้งดี โร้ดโชว์” กระตุ้นการแยกขยะในสำนักงานและอาคารเช่า มีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 2,800 ราย แยกขยะได้เกือบ 40 ตัน
  • Recycle Drop Point แบบ Drive-thru ที่ B1 เซ็นทรัลเวิลด์ ช่วยแยกขยะจากบ้านและร้านค้า คัดแยกรีไซเคิลรวม 801 ตัน ในปี 2567 คิดเป็นลดคาร์บอนได้ 3,471 ตัน หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ กว่า 365,000 ต้น
เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

3. จัดการขยะอย่างถูกวิธี

  • เซ็นทรัลเวิลด์ยังยกระดับการจัดเก็บขยะให้ถูกสุขลักษณะและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ห้องพักขยะที่ปรับปรุงใหม่เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการคัดแยกขยะ
  • Recycle Station ที่ทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพ Recycle Day เปิดแล้ว 10 สาขาทั่วประเทศ
  • ขยะกำพร้าสัญจร (RDF) ส่งขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงคุณภาพ โดยร่วมมือกับ N15 Technology
  • ก๊าซชีวภาพจากเศษอาหาร ในโรงแรมเครือเซ็นทารา ผลิตพลังงานสะอาดใช้ในครัว และลดคาร์บอนกว่า 3,000 กิโลกรัม/ปี
เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

ศูนย์คัดแยกขยะมาตรฐานสากล

“พิชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีประสิทธิภาพในการ ลด – แยก – จัดการขยะ อย่างเป็นระบบ พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

“การแยกขยะอย่างถูกวิธีเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill”

ในระยะแรกของโครงการ มีร้านค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 200 ร้านค้า ครอบคลุมหลากหลายหมวด ทั้งแฟชั่น อาหาร และเครื่องดื่ม โดยร้านค้าที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับตราสัญลักษณ์ ‘Love the Earth: Zero Waste’ เพื่อยกย่องความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทเดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ รีเทล จำกัด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด รวมถึงพันธมิตรธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมทั้งมีแผนขยายโมเดลนี้ไปยังศูนย์การค้าทั่วประเทศในอนาคต

เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

เป้าหมายลดฝังกลบเหลือ 30% ภายในปี 2573

จากผลการดำเนินงานในปี 2024 กลุ่มเซ็นทรัลสามารถลดขยะฝังกลบได้ถึง 43,600 ตัน และส่งต่อแนวคิด Zero Waste สู่ 190 ชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” โดยมีเป้าหมายลดขยะสู่หลุมฝังกลบเหลือไม่เกิน 30% ภายในปี 2573 และเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2593

“เพราะความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง เซ็นทรัลจึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ร้านค้า พนักงาน หรือพันธมิตร มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงจร Zero Waste ที่ทุกคนมีบทบาทร่วมกันในการสร้างโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น” พิชัยกล่าว

เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

ระบบหล่อหลอมพฤติกรรมมนุษย์

ในการเปิดตัวแคมเปญ “Love the Earth : Zero Waste รักโลกต้องเริ่มเลย” ของกลุ่มเซ็นทรัล “มาร์ลีน นิลส์สัน” รองผู้อำนวยการระดับภูมิภาค รักษาการแทน และผู้แทนประจำประเทศไทยของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้ร่วมเวที และเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทาง “Zero Waste แบบครบวงจร” ที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

“นิลส์สัน” ได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงภารกิจของ UNEP คือ การแก้ไขวิกฤตการณ์ 3 ประการ ได้แก่ วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, วิกฤตการณ์การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและธรรมชาติ, และวิกฤตการณ์ขยะสารเคมีและมลพิษ

“ทางเลือกในชีวิตประจำวันของเรานั้นถูกกำหนดโดยระบบรอบตัวเรา และความสะดวกสบายสามารถนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ยั่งยืนได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความท้าทายที่เราเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการออกแบบเชิงระบบที่หล่อหลอมทางเลือกของเรา”

ก๊าซมีเทนจากขยะ ต้นเหตุภาวะโลกร้อน

“นิลส์สัน” กล่าวด้วยว่า ขยะอาหาร ขยะพลาสติก และขยะมูลฝอยชุมชนที่จัดการไม่ดี เป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตการณ์สีเขียวทั้งหมดนี้ ตัวอย่างเช่น การปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบขยะเป็นเชื้อเพลิงให้ภาวะโลกร้อน มลพิษจากพลาสติกทำให้แม่น้ำและมหาสมุทรอุดตัน และเข้าสู่ปลาที่เราบริโภค การบริโภคที่ไม่ยั่งยืนทำให้ทรัพยากรมีจำกัดและเกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และความเท่าเทียมอีกด้วย”

“เราไม่ได้ปราศจากแนวทางแก้ไขปัญหา อันที่จริง หลายแนวทางได้ถูกนำไปใช้แล้ว ตั้งแต่การออกแบบใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream redesign) ไปจนถึงรูปแบบธุรกิจหมุนเวียน (circular business models) จากมาตรการจูงใจทางนโยบายไปจนถึงการมีส่วนร่วมของสาธารณะ”

Zero Waste ไม่ใช่ความฝัน

“Zero Waste ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นทิศทาง และเมื่อดำเนินการอย่างถูกต้อง แนวทาง Zero Waste ไม่เพียงแต่ลดมลพิษเท่านั้น แต่ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปกป้องระบบนิเวศ สร้างงานสีเขียว และสร้างชุมชนที่มีสุขภาพดีและยืดหยุ่นมากขึ้น” นิลส์สันกล่าว

UNEP ยังได้แสดงความชื่นชมต่อบทบาทความเป็นผู้นำของกลุ่มเซ็นทรัลในแคมเปญนี้ โดยระบุว่า กลุ่มเซ็นทรัลกำลังแสดงให้เห็นว่าความเป็นผู้นำของภาคเอกชนจะเป็นอย่างไร และยังได้เรียกร้องให้ภาคเอกชนและธุรกิจดำเนินการ 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่

  • ออกแบบระบบที่ปราศจากขยะ: ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง ทุกขั้นตอนมีความสำคัญ
  • สนับสนุนนโยบายที่ชาญฉลาด: กฎระเบียบ ซึ่งไม่ใช่แค่การดำเนินการโดยสมัครใจเท่านั้น แต่กฎระเบียบจะสร้างความชัดเจนและขนาดที่เราต้องการ
  • สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภค: ผู้บริโภคต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา และพวกเขาจะสนับสนุนผู้ที่เชื่อมั่น
เปิดขั้นตอน \'เซ็นทรัลเวิลด์\' ปฏิวัติห้าง สู่ระบบ Zero Waste ลด-แยก-จัดการขยะ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะค่าไฟงวด ก.ย.–ธ.ค. 2568 เหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย สามารถลดค่า Ft ลงได้ 4 สตางค์ต่อหน่วย หลังเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจาก 3 การไฟฟ้าได้ประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,640 ล้านบาท มาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนสำเร็จ

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. ได้พิจารณาข้อเสนอการปรับค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) ประจำเดือน กันยายน – ธันวาคม 2568 ตามข้อเสนอของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยในครั้งแรกเสนอหน่วยละ 3.98 บาท โดยคืนเงินค่าภาระต้นทุนคงค้าง (ค่า AF) ให้กับ กฟผ. 7,072 ล้านบาท แต่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น กฟผ. เสนอขอปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเป็นหน่วยละ 3.95 บาท โดยขอให้ กกพ. นำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่อยู่กับ กฟผ. ประมาณ 4,900 ล้านบาท มาลดค่าไฟฟ้าและภาระหนี้ของ กฟผ. เพิ่มเติมในรอบนี้ด้วย

ทั้งนี้ กกพ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาต ซึ่งหมายถึง กฟผ. เป็นผู้เสนออัตราค่าบริการให้ กกพ. พิจารณา ดังนั้น กกพ. จึงพิจารณาตามข้อเสนอใหม่ของ กฟผ. ตามประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 (2) ลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติที่ส่งผลต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในวงกว้างในระหว่างรอบการกำกับ ควบคู่ไปกับการพิจารณากรอบการใช้เงินตาม ข้อ 34 (1) ที่กำหนดให้นำเงินดังกล่าวมาใช้สำหรับสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไปด้วย

“เมื่อตรวจสอบยอดเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่อยู่กับ กฟผ. ประมาณ 4,955 ล้านบาทกับเงินที่อยู่กับ กฟภ. และ กฟน. พบว่ามียอดรวมทั้งสิ้น 7,927 ล้านบาท กกพ. จึงมีมติให้นำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,640 ล้านบาท มาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน หรือคิดเป็นหน่วยละ 4 สตางค์ เป็นผลให้อัตราค่าไฟฟ้าที่ กฟผ. เสนอมาในครั้งแรกที่หน่วยละ 3.98 บาท ปรับลดเหลือหน่วยละ 3.94 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยคิดเป็นค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในงวดประจำเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 ลดลงจากเดิม 19.72 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 15.72 สตางค์ต่อหน่วย และ กกพ. ให้นำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่เหลืออีก 5,287 ล้านบาท มาใช้สำหรับสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป” นายพูลพัฒน์ กล่าว

นายพูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กกพ. ยังแสดงความห่วงใยกรณีราคาก๊าซธรรมชาติตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวของสหภาพยุโรปและปัญหาจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับสูงขึ้นจากค่าประมาณการ สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ง่ายๆ ด้วยหลัก 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ ปิด หรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งาน ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน ซึ่งทั้ง 5 ป. จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าเองด้วย

Source : Energy News Center

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นวาระสำคัญระดับโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่มาจาก แสงอาทิตย์ มีต้นทุนในการผลิต ถูกกว่า พลังงานที่มาจากฟอสซิล แล้ว เป็นที่ประจักษ์และใช้กัน ในหลายประเทศทั่วโลกและบางประเทศยังใช้เป็นพลังงานหลัก จึงทำให้ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ หากล่าช้า เราจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน (มพช.) กล่าวว่า มพช. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาและนำเสนอประเด็นที่สำคัญเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างเพียงพอและรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและควบคู่ไปกับการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในเขต EEC ยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้อย่างเพียงพอ ปัญหาหลักมาจากความล่าช้าในการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า (Third-Party Access: TPA) ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถเชื่อมต่อและใช้โครงข่ายไฟฟ้าของรัฐได้อย่างอิสระ ความไม่ชัดเจนของนโยบายด้านพลังงาน โดยแผนพลังงานชาติ (NEP) ไม่มีการประกาศใช้มานานกว่า 2 ปี สร้างความไม่แน่นอนในการลงทุนและการวางแผนสำหรับภาคธุรกิจ
ข้อจำกัดในการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ยังคงจำกัดเฉพาะบางกลุ่ม เช่น Data Center ทำให้ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยยังคงชะลอการดำเนินการด้านพลังงานสะอาด จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็วต่อประเทศ ดังนี้

1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น ภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการพึ่งพาไฟฟ้าแบบ Green Tariff (UGT) ซึ่งมีราคาสูงและไม่ยืดหยุ่นพอ กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) โดยเฉพาะภาคการส่งออกจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอน ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน สูญเสียโอกาสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เม็ดเงิน FDI  ที่เสี่ยงสูญเสีย TDRI ประเมินว่าไทยอาจสูญเสีย FDI ที่ต้องการพลังงานสะอาดสูงกว่า 1.1 ล้านล้านบาท

อีกทั้ง อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่เสี่ยงสูญเสียโอกาส โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า, ดิจิทัล (รวมถึง Data Center) และเทคโนโลยีสีเขียว อาจสูญเสียโอกาสในส่วนนี้ มากถึง 7 แสนล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนเหล่านี้มีนโยบายชัดเจนในการใช้พลังงานสะอาดและจะเลือกไปลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างรวดเร็ว เช่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

TDRI จี้รัฐเร่งปฏิรูปพลังงานสะอาด หวั่นสูญเสีย FDI กว่า 1.1 ล้านล้าน

2. ผลกระทบทางสังคม  การว่างงานเพิ่มขึ้นและความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ล่าช้า อาจทำให้ภาคธุรกิจเดิมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ทำให้เกิดการว่างงาน โดยไม่มี “งานสีเขียว” มารองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ

3. ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การหันกลับไปใช้พลังงานฟอสซิล หากประเทศไทยไม่เร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ยังต้องการรักษาฐาน Data Center และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาด อาจส่งผลให้ภาคการผลิตต้องหันมาใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลแทน ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ    

ปัจจุบัน Data Center ที่เป็นผลจากการลงทุนจากต่างประเทศ มีความต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดจำนวนมากถึงกว่า 5,000 (เมกะวัตต์ชั่วโมง) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดที่พร้อมรองรับ ไม่เช่นนั้นนักลงทุนกลุ่มนี้จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านทันที

เพื่อแก้ไขปัญหานี้และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ มูลนิธิฯ จึงมีข้อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนดังนี้ 1. เร่งเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าและขยาย Direct PPA ทั่วประเทศ (หากรัฐพร้อม) อาทิ เปิด TPA เร่งเปิดให้เอกชนเชื่อมต่อและใช้ประโยชน์จากระบบสายส่งไฟฟ้าของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด, ขยาย Direct PPA: ขยายการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้รายใหญ่ให้ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และยกเลิก UGT โดยเปิดให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการเอง เพราะภาครัฐไม่ทราบมาตรฐานที่ต่างชาติต้องการดีเท่า  ผู้ส่งออกและผู้ลงทุน

2. ใช้ พ.ร.บ. EEC เป็นกลไก “ทางรอด” ในระยะเร่งด่วน (หากรัฐยังช้า)
เนื่องจากแนวทางข้างต้นยังไม่มีความชัดเจนและอาจใช้เวลาในการดำเนินการ “ทางรอด” ที่สำคัญและรวดเร็วที่สุดสำหรับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC คือการใช้กลไกตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  พ.ศ. 2561 
(พ.ร.บ. EEC) มาเป็นเครื่องมือในการสร้างและจัดส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงจากแหล่งผลิตมายังภาคอุตสาหกรรม

อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ. EEC มาตรา 6(3), 29, 30 และ 37(4) ให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในการพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตพลังงาน หากเห็นว่าโครงการนั้นเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ EEC และช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดำเนินการได้ทันที กพอ. สามารถอนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจได้ทันที ซึ่งเป็นอำนาจคู่ขนานกับ กกพ. เหมาะสำหรับโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น การรองรับนักลงทุน Data Center และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน

การสร้างโครงข่ายไฟฟ้าใหม่  ภาคเอกชนสามารถลงทุนสร้างโครงข่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดของตนเอง ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. EEC เพื่อจัดส่งไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ซึ่งเป็น “ทางรอด” ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดของประเทศอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ไฟฟ้าสะอาดไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็น “หัวใจ” ของความสามารถในการแข่งขัน และ “เครื่องมือสำคัญ” ในการอยู่รอดของธุรกิจอย่างยั่งยืนขององค์กร รวมถึงการรักษาและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้อง “ฟังเสียงภาคธุรกิจ” และ “สนับสนุนโดยไม่สร้างอุปสรรคเพิ่ม” การเปิดให้เอกชนเข้าถึงระบบสายส่งหรือการสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหม่เพื่อจ่ายไฟสะอาดให้ตนเอง เป็นหนทางที่เร็วที่สุดในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และรับรองว่าประเทศไทยจะไม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและนักลงทุนให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพร้อมเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่

ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันออกแบบแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสังคมอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในยุคที่กระแสความยั่งยืนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลก องค์กรธุรกิจจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสนใจกับแนวคิด Zero Waste หรือ “ขยะเหลือศูนย์” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ แต่คือการลงทุนที่ชาญฉลาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม บทความนี้จะเจาะลึกถึงความหมาย เหตุผลที่องค์กรควรทำ แนวทางปฏิบัติ ข้อควรพิจารณา รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นคู่มือสำหรับทุกองค์กรที่มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กร Zero Waste อย่างแท้จริง

Zero Waste คืออะไร ทำไมองค์กรต้องใส่ใจ

แนวคิด Zero Waste ไม่ได้หมายถึงการกำจัดขยะให้เป็นศูนย์โดยสมบูรณ์ แต่คือการออกแบบและจัดการระบบการผลิตและบริโภค เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาให้น้อยที่สุด จนถึงขั้น “เกือบเป็นศูนย์” โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และหมุนเวียนวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้ได้มากที่สุด ตามหลัก 5R’s ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน Zero Waste ได้แก่

  • Refuse (ปฏิเสธ) การปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือสิ่งที่จะก่อให้เกิดขยะ เช่น การปฏิเสธถุงพลาสติก หลอดพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง
  • Reduce (ลด) การลดการบริโภค การใช้ทรัพยากร และการก่อให้เกิดขยะให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น การลดปริมาณการใช้กระดาษ การลดการใช้พลังงานและน้ำ
  • Reuse (ใช้ซ้ำ) การนำสิ่งของกลับมาใช้ซ้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด เช่น การใช้ถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัว การซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุด
  • Recycle (รีไซเคิล) การคัดแยกขยะเพื่อนำกลับไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ การรีไซเคิลควรเป็นทางเลือกหลังจากที่เราได้ปฏิเสธ ลด และใช้ซ้ำแล้ว
  • Rot (หมักปุ๋ย) การจัดการกับขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร เศษพืชผัก ด้วยการนำมาหมักทำปุ๋ย เพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ในการบำรุงดิน

การที่องค์กรให้ความสำคัญกับ Zero Waste ไม่ใช่แค่เรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ยังนำมาซึ่งประโยชน์ทางธุรกิจมากมาย ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์

ประโยชน์ของการนำ Zero Waste มาใช้ในองค์กร

การมุ่งสู่ Zero Waste ไม่ใช่แค่ภาระ แต่เป็นโอกาสทองที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาวให้กับองค์กรได้หลายมิติ

ประโยชน์ด้านรายละเอียด
เศรษฐกิจลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะและกำจัดของเสีย รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัตถุดิบใหม่จากการนำวัสดุกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล
เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการ การทบทวนและปรับปรุงกระบวนการเพื่อลดของเสีย นำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการสูญเสียในสายการผลิต
สร้างนวัตกรรม การคิดค้นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกระบวนการใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเปิดตลาดใหม่และสร้างรายได้เพิ่ม
สิ่งแวดล้อมลดมลพิษ ลดปริมาณขยะที่ส่งไปฝังกลบหรือเผา ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการปนเปื้อนของสารเคมีอันตราย
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดความต้องการวัตถุดิบใหม่ ช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิต และลดผลกระทบจากการสกัดทรัพยากรธรรมชาติ
ลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการเกิดขยะและการจัดการขยะอย่างถูกวิธี มีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์
สังคมและภาพลักษณ์องค์กรสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เป็นองค์กรที่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้ามากขึ้น
เพิ่มความผูกพันของพนักงาน พนักงานมีความภาคภูมิใจและมีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดี
ตอบสนองความต้องการของตลาด ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขั้นตอนการขับเคลื่อน Zero Waste ในองค์กร

การเปลี่ยนผ่านสู่ Zero Waste ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบและการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง นี่คือขั้นตอนสำคัญที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้

1. การประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน (Waste Audit)

“คุณไม่สามารถปรับปรุงสิ่งที่คุณไม่เคยวัดได้” ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการทำ Waste Audit หรือการสำรวจและวิเคราะห์ประเภทและปริมาณขยะที่องค์กรสร้างขึ้น โดยจะต้องเก็บข้อมูลอย่างละเอียดว่าขยะแต่ละชนิดมาจากไหน ปริมาณเท่าไหร่ และถูกจัดการอย่างไรในปัจจุบัน

  • รวบรวมข้อมูล บันทึกประเภท ปริมาณ และแหล่งที่มาของขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรเป็นระยะเวลาหนึ่ง (เช่น 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน)
  • คัดแยกและวิเคราะห์ แยกประเภทขยะ เช่น ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล (พลาสติก กระดาษ แก้ว โลหะ) ขยะอันตราย และขยะทั่วไป เพื่อทำความเข้าใจองค์ประกอบของขยะทั้งหมด
  • ระบุจุดเกิดขยะ วิเคราะห์ว่าขยะแต่ละประเภทเกิดขึ้นจากกระบวนการใด กิจกรรมใด หรือแผนกใด เพื่อหาจุดที่สามารถลดหรือป้องกันการเกิดขยะได้

2. กำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจน

เมื่อทราบข้อมูลขยะแล้ว องค์กรควรกำหนดเป้าหมาย Zero Waste ที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และวัดผลได้ โดยอาจตั้งเป้าหมายการลดขยะในแต่ละประเภท หรือเป้าหมายการเบี่ยงเบนขยะจากหลุมฝังกลบ (Waste Diversion Rate) เช่น “ลดปริมาณขยะที่ส่งไปฝังกลบ 50% ภายใน 3 ปี”

  • กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ เช่น ลดปริมาณขยะต่อหัวพนักงาน หรือเพิ่มสัดส่วนการรีไซเคิล
  • สร้างคณะทำงาน แต่งตั้งทีมงานผู้รับผิดชอบที่มาจากหลากหลายแผนก เพื่อขับเคลื่อนโครงการ Zero Waste อย่างเป็นระบบ
  • วางแผนกลยุทธ์ ออกแบบแนวทางและกิจกรรมตามหลัก 5R’s (Refuse, Reduce, Reuse, Recycle, Rot) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

3. ลงมือปฏิบัติตามหลัก 5R’s อย่างเป็นระบบ

นี่คือหัวใจของการขับเคลื่อน Zero Waste ที่ต้องนำไปปฏิบัติในทุกส่วนขององค์กร

3.1 Refuse (ปฏิเสธ) และ Reduce (ลด)

  • ลดการใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น งดใช้แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก ถุงพลาสติกในการประชุมหรือกิจกรรมต่างๆ ส่งเสริมให้พนักงานใช้แก้วส่วนตัวหรือถุงผ้า
  • ลดการพิมพ์เอกสาร ส่งเสริมการใช้เอกสารดิจิทัล การสื่อสารผ่านอีเมลหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ หากจำเป็นต้องพิมพ์ ให้ใช้กระดาษรีไซเคิลและพิมพ์สองหน้า
  • ลดการใช้พลังงานและน้ำ ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ถอดปลั๊กอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้ ซ่อมแซมจุดรั่วซึมของน้ำ
  • ลดการใช้วัตถุดิบที่ไม่จำเป็น ทบทวนกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสียและเศษวัสดุ เลือกใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่าย

3.2 Reuse (ใช้ซ้ำ)

  • ส่งเสริมการใช้ซ้ำภายในองค์กร เช่น นำกระดาษที่ใช้แล้วหน้าเดียวมาใช้เป็นกระดาษทด, นำกล่องบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ในสภาพดีมาใช้ซ้ำในการจัดส่งสินค้า
  • บริจาคหรือจำหน่าย หากมีอุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ หรือวัสดุที่ยังใช้งานได้ดีแต่ไม่ได้ใช้แล้ว ให้พิจารณาบริจาคหรือจำหน่ายต่อ
  • ซ่อมแซมและบำรุงรักษา ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์และเครื่องจักรด้วยการซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ

3.3 Recycle (รีไซเคิล)

  • จัดตั้งจุดคัดแยกขยะที่ชัดเจน จัดวางถังขยะแยกประเภทที่มีป้ายกำกับชัดเจน พร้อมภาพประกอบที่เข้าใจง่ายในทุกพื้นที่ขององค์กร
  • ให้ความรู้พนักงาน อบรมและสร้างความเข้าใจแก่พนักงานทุกคนเกี่ยวกับการคัดแยกขยะที่ถูกต้องและประโยชน์ของการรีไซเคิล
  • สร้างความร่วมมือกับผู้รับซื้อ/รีไซเคิล หาพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในการรับซื้อหรือนำวัสดุรีไซเคิลไปจัดการอย่างถูกวิธี

3.4 Rot (หมักปุ๋ย)

  • แยกขยะอินทรีย์ จัดให้มีถังสำหรับแยกเศษอาหารและขยะอินทรีย์อื่นๆ โดยเฉพาะ
  • นำไปทำปุ๋ยหมัก หากองค์กรมีพื้นที่ สามารถจัดทำบ่อหมักปุ๋ยจากเศษอาหารและขยะอินทรีย์ หรือส่งต่อให้ผู้ประกอบการที่รับจัดการขยะอินทรีย์
  • ใช้ประโยชน์จากปุ๋ยหมัก นำปุ๋ยหมักที่ได้ไปใช้บำรุงสวนหย่อมภายในองค์กร หรือมอบให้พนักงานนำกลับไปใช้

4. การติดตามและประเมินผล

การดำเนินงาน Zero Waste เป็นกระบวนการที่ต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง องค์กรควรกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) เพื่อติดตามความคืบหน้า และประเมินผลเป็นระยะ

  • เก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง บันทึกปริมาณขยะแต่ละประเภท และปริมาณขยะที่ถูกเบี่ยงเบนจากหลุมฝังกลบอย่างสม่ำเสมอ
  • วิเคราะห์และรายงานผล จัดทำรายงานความคืบหน้าเป็นประจำ เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานรับทราบ
  • ปรับปรุงแผน หากผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ให้ทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์และกิจกรรมให้เหมาะสม

5. การสื่อสารและสร้างวัฒนธรรมองค์กร

Zero Waste จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในองค์กร การสื่อสารและการสร้างวัฒนธรรมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

  • จัดกิจกรรมสร้างความตระหนัก จัดอบรม เวิร์คช็อป หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมแนวคิด Zero Waste
  • แต่งตั้ง Zero Waste Champion คัดเลือกพนักงานที่มีความกระตือรือร้นเป็นผู้ขับเคลื่อนและให้คำแนะนำแก่เพื่อนร่วมงาน
  • สื่อสารความสำเร็จ เผยแพร่ความสำเร็จและผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินงาน Zero Waste ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

ข้อกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะในประเทศไทย

ในประเทศไทย มีกฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะของธุรกิจ ซึ่งองค์กรที่มุ่งสู่ Zero Waste ควรทราบและปฏิบัติตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการละเมิดกฎหมาย

กฎหมาย/ประกาศรายละเอียดสำคัญ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535เป็นกฎหมายหลักที่กำหนดกรอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย
พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการควบคุมดูแลการจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลในพื้นที่
พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535กำหนดหน้าที่ของประชาชนและองค์กรในการรักษาความสะอาดและห้ามทิ้งขยะในที่สาธารณะ
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566เป็นกฎหมายสำคัญสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดหน้าที่ของผู้ก่อกำเนิดและผู้รับจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว โดยแบ่งเป็นของเสียอันตรายและไม่เป็นอันตราย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ในบางมาตรา
กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำจัดมูลฝอย พ.ศ. 2560กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำจัดมูลฝอยอย่างถูกสุขลักษณะ
แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (พ.ศ. 2559-2564) และฉบับที่ปรับปรุงกำหนดนโยบายและแนวทางในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ โดยมีเป้าหมายในการลดปริมาณขยะ การเพิ่มสัดส่วนการนำกลับไปใช้ประโยชน์ และการกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ

ข้อควรทราบเพิ่มเติม:

  • ของเสียอันตราย (Hazardous Waste) ธุรกิจที่ก่อให้เกิดของเสียอันตราย เช่น แบตเตอรี่เก่า สารเคมี เสื่อมสภาพ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เข้มงวดกว่าของเสียทั่วไป ตั้งแต่การเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการบำบัดกำจัด
  • หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) เป็นหลักการสากลที่ไทยนำมาใช้ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือขยะ มีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการมลพิษหรือขยะนั้นๆ
  • ความร่วมมือกับภาครัฐและท้องถิ่น การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมควบคุมมลพิษ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงบริษัทรับจัดการขยะที่ได้รับอนุญาต เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การจัดการขยะเป็นไปอย่างถูกต้อง

ความท้าทายและการรับมือในการดำเนินงาน Zero Waste

แม้ Zero Waste จะมีประโยชน์มหาศาล แต่การนำมาปฏิบัติจริงในองค์กรก็มีความท้าทายที่ต้องเผชิญ องค์กรควรเตรียมพร้อมและวางแผนรับมือ

ความท้าทายการรับมือ
ต้นทุนเริ่มต้นสูง การลงทุนในเทคโนโลยี ระบบการจัดการขยะ หรือการปรับปรุงกระบวนการอาจมีค่าใช้จ่ายสูงในช่วงแรกมองเป็นการลงทุนระยะยาว ชี้ให้เห็นถึงผลตอบแทนด้านการประหยัดต้นทุนในระยะยาวและผลประโยชน์ด้านภาพลักษณ์
เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เลือกโครงการนำร่องที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก เพื่อแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมก่อนขยายผล
ความซับซ้อนในห่วงโซ่อุปทาน การทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์และคู่ค้าเพื่อลดขยะในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดอาจทำได้ยากสื่อสารและสร้างความร่วมมือ อธิบายวิสัยทัศน์และประโยชน์ของ Zero Waste ให้ซัพพลายเออร์เข้าใจ
เลือกพันธมิตรที่ยั่งยืน พิจารณาเลือกซัพพลายเออร์ที่มีความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร พนักงานอาจไม่คุ้นชินกับการคัดแยกขยะ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสารและให้ความรู้ที่สม่ำเสมอ จัดอบรมอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมที่น่าสนใจ
สร้างแรงจูงใจ ให้รางวัลหรือยกย่องพนักงานที่ร่วมมืออย่างจริงจัง
ผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่าง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นจากระดับบน
ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน บางพื้นที่อาจขาดระบบการรีไซเคิล หรือการจัดการขยะอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพศึกษาและเชื่อมโยงเครือข่าย ค้นหาผู้ประกอบการหรือกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ที่รับจัดการขยะประเภทต่างๆ
ผลักดันให้เกิดการพัฒนา องค์กรอาจร่วมมือกับภาครัฐหรือท้องถิ่นเพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการขยะ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Zero Waste บางคนอาจมองว่าต้องทำให้ขยะเป็นศูนย์ 100% ซึ่งเป็นไปได้ยากกำหนดเป้าหมายที่สมเหตุสมผล เน้นย้ำว่า Zero Waste คือการลดให้ได้มากที่สุด และเป็นกระบวนการที่ต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

มาตรฐานและใบรับรอง Zero Waste สำหรับธุรกิจ

เพื่อให้การดำเนินงาน Zero Waste ขององค์กรเป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือในระดับสากล มีมาตรฐานและใบรับรองที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางและรับรองความสำเร็จได้ มาตรฐานเหล่านี้มักกำหนดเกณฑ์การเบี่ยงเบนขยะจากหลุมฝังกลบ (Waste Diversion Rate) ที่ 90% ขึ้นไป เพื่อให้ถือว่าองค์กรเข้าข่าย “Zero Waste”

  • UL ECVP 2799 Zero Waste to Landfill Certification: เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยแบ่งระดับการรับรองตามเปอร์เซ็นต์การเบี่ยงเบนขยะจากหลุมฝังกลบ เช่น Silver (90-94%), Gold (95-99%), Platinum (100%)
  • SCS Certification Standard for Zero Waste (SCS 110): มาตรฐานนี้ประเมินปริมาณขยะที่ถูกเบี่ยงเบนจากหลุมฝังกลบเทียบกับปริมาณขยะทั้งหมดที่สร้างขึ้น และมีกระบวนการตรวจสอบเอกสารและตรวจสอบหน้างาน
  • SGS Zero Waste to Landfill Standard: เป็นมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรประเมินและยืนยันความพยายามในการลดขยะและหลีกเลี่ยงการส่งขยะไปฝังกลบ เน้นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

การได้รับการรับรองจากมาตรฐานเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยยืนยันความมุ่งมั่นขององค์กร แต่ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในตลาด และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

สรุปส่งท้าย

การมุ่งสู่ Zero Waste คือการเดินทางที่ท้าทายแต่คุ้มค่าสำหรับทุกองค์กรธุรกิจ เป็นมากกว่าแค่การลดขยะ แต่คือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการดำเนินธุรกิจให้มีความยั่งยืนรอบด้าน ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการจัดการของเสียหลังการบริโภค

แม้จะมีอุปสรรคและความท้าทายอยู่บ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่น การวางแผนที่ดี การมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคน และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง องค์กรจะสามารถก้าวสู่การเป็น “องค์กร Zero Waste” ได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่เพียงแต่สร้างผลกำไรและความยั่งยืนให้กับธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน

สนใจที่จะพาองค์กรของคุณก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนด้วย Zero Waste หรือไม่? มาเริ่มต้นประเมินสถานการณ์และวางแผนร่วมกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกัน!