กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบเหลือ -21,957 ล้านบาท มาจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 20,834 ล้านบาท ขณะบัญชี LPG ยังติดลบอยู่ -42,791 ล้านบาท ด้านคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับเพิ่มเงินผู้ใช้ดีเซลส่งเข้ากองทุนฯ เป็น 1.40 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันโลกอ่อนตัวลง ลุ้น ธ.ค. 2568 กองทุนฯ พลิกเป็นบวกได้หากรายรับยังอยู่ระดับกว่า 6,000 ล้านบาทต่อเดือน    

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานสถานการณ์เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายสัปดาห์ว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ประกาศสถานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 7 ก.ย. 2568 ว่าเงินกองทุนฯ ยังคงติดลบ แต่ทยอยติดลบลดลงเหลือ -21,957 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบรวม -42,791 ล้านบาท และมาจากบัญชีน้ำมันที่มีรายรับเข้ามารวม 20,834 ล้านบาท

สำหรับเงินไหลเข้ารายวัน ปัจจุบันมีเงินไหลเข้ากองทุนฯ รวม 212.78 ล้านบาทต่อวัน  (ประมาณ 6,383 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 185.09 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 5,552 ล้านบาทต่อเดือน) และมาจากโรงแยกก๊าซ 27.69 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 830 ล้านบาทต่อเดือน)

โดยผู้ใช้น้ำมันต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตามประกาศของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ล่าสุด (9 ก.ย. 2568) ดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถูกเรียกเก็บ 3 บาทต่อลิตร , น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เรียกเก็บ 1.90 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บ 3.60 บาทต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 เรียกเก็บ 9.60 บาทต่อลิตร ส่วนผู้ใช้ดีเซล และดีเซล B20 ถูกเรียกเก็บ 1.40 บาทต่อลิตร และผู้ใช้ดีเซลเกรดพรีเมียม ถูกเรียกเก็บ 2.90 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตามกองทุนฯ ยังคงมีภาระหนี้สำคัญที่ได้กู้ยืมเงินมาจากสถาบันการเงินฯ ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 52,360 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายเงินต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบเวลาที่กู้มาแต่ละครั้ง โดยในเดือน ต.ค. 2568 นี้จะต้องจ่ายหนี้เงินต้นสูงสุดประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากนั้นก็จะทยอยลดลง และในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายดอกเบี้ย 250 ล้านบาทต่อเดือนด้วย โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดตามกำหนดในปี 2572

สำหรับก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และคาดว่าเงินกองทุนฯ น่าจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 แต่เนื่องจากในช่วงเดือน มิ.ย. 2568 เกิดภาวะสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลอีกครั้ง และทำให้รายรับของกองทุนฯ ลดลง จากเดิมคาดการณ์ว่ากองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 ต้องขยับออกไปเป็นเดือน ธ.ค. 2568 นี้แทน เนื่องจากกองทุนฯ มีรายรับประมาณ 6 พันล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกองทุนฯ ปัจจุบันติดลบอยู่ -21,957 ล้านบาท

สำหรับราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 11 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 69.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.48 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 63.60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.07 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 67.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.05 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 11 ก.ย. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.85 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.62 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.67 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.65 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 4.15 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.92 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-11 ก.ย. 2568 อยู่ที่ 2.46 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ 1.5-2 บาทต่อลิตร)

Source : Energy News Center

รอยเตอร์ – เอกสารจากโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์ องค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของเวียดนามระบุว่า ประเทศเปิดกว้างการใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์โมดูลขนาดเล็กสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่วางแผนไว้

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค กำลังพยายามเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ ที่เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก

จากเอกสารดังกล่าวที่เผยแพร่ทางออนไลน์ โปลิตบูโรเรียกร้องให้มีการจัดทำ “แผนพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ที่ยืดหยุ่น โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก” และยังสนับสนุนบริษัทเอกชนให้พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

นับเป็นครั้งแรกที่เวียดนามประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะพิจารณาการใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก ที่สามารถผลิต จัดส่ง และติดตั้งได้ในสถานที่จริง ทำให้มีราคาถูกลงกว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็กผลิตหรือได้รับการพัฒนาโดยหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ รัสเซีย และเกาหลีใต้ และในเดือนพ.ค. Petrovietnam บริษัทพลังงานชั้นนำของเวียดนาม ได้ลงนามข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์กับบริษัท Westinghouse Electric ในสหรัฐฯ

เดือนเม.ย. เวียดนามระบุว่าต้องการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเป็น 183-236 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นจากมากกว่า 80 กิกะวัตต์ในสิ้นปี 2566 โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มพลังงานนิวเคลียร์ในแผนพลังงานผสมผสาน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจะต้องลงทุน 136,300 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่ากับมากกว่า 1 ใน 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเวียดนามในปี 2567

โปลิตบูโรระบุในเอกสารว่า ความคืบหน้าของโครงการพัฒนาพลังงานหลายโครงการยังคงล่าช้า ขณะที่กรอบกฎหมายสำหรับอุตสาหกรรมยังคงอ่อนแอ

“อุปทานพลังงานภายในประเทศยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า ที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามจากการขาดแคลนพลังงานในช่วงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวเลข 2 หลัก” โปลิตบูโร ระบุ

เวียดนามตั้งเป้าการเติบโตของ GDP ไว้ที่ 8.3%-8.5% สำหรับปี 2568 และเติบโต 2 หลักสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของทศวรรษ

เมื่อต้นปี เวียดนามได้ตัดสินใจที่จะกลับมาพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง หลังระงับไปเกือบทศวรรษ โดยคาดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่มีกำลังการผลิตรวมสูงสุดที่ 6.4 กิกะวัตต์ จะเปิดใช้งานได้ภายในปี 2578

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็กถูกติดตั้งใช้งานแล้วในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ รัสเซีย จีน อังกฤษ และแคนาดา

รัฐบาลเวียดนามกล่าวก่อนหน้านี้ว่าจะเลือกบริษัทรัสเซียและญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศ

โปลิตบูโรยังเรียกร้องให้ส่งเสริมการผลิตน้ำมันดิบและถ่านหิน และขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบสำหรับการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง.

Source : MGROnline

ในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อถึงกันด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แหล่งพลังงานพกพาอย่าง พาวเวอร์แบงก์ กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะที่เราคุ้นชินกับพาวเวอร์แบงก์ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion) มานานหลายปี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็พาเราไปสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่า นั่นคือการมาถึงของ พาวเวอร์แบงก์โซเดียมไอออน ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่ได้แค่เพิ่มความสะดวกสบาย แต่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยยิ่งขึ้นอีกด้วย

Source : https://www.elecom.co.jp/

บริษัท Elecom ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำจากญี่ปุ่น ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัวพาวเวอร์แบงก์ที่ใช้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนเป็นครั้งแรกของโลกอย่างเป็นทางการ โดยพาวเวอร์แบงก์รุ่นนี้มีชื่อว่า “Na Plus” ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่หลายคนเฝ้ารอคอย

เจาะลึก Elecom “Na Plus” พาวเวอร์แบงก์ผู้บุกเบิก

พาวเวอร์แบงก์ Elecom Na Plus รุ่นนี้มาพร้อมความจุ 9,000 mAh และมีข้อดีที่โดดเด่นหลายประการที่เหนือกว่าพาวเวอร์แบงก์ลิเธียมไอออนทั่วไปอย่างชัดเจน

Source : https://www.elecom.co.jp/

  1. อายุการใช้งานยาวนานกว่า 10 เท่า ในขณะที่พาวเวอร์แบงก์ลิเธียมไอออนส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานประมาณ 500 รอบการชาร์จ แต่ Elecom Na Plus สามารถชาร์จซ้ำได้ถึง 5,000 รอบ ซึ่งหมายความว่าหากชาร์จทุกวัน พาวเวอร์แบงก์รุ่นนี้จะสามารถใช้งานได้นานถึง 13 ปีเลยทีเดียว!
  2. ปลอดภัยกว่ามาก ความปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญของอุปกรณ์พกพา แบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีความเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสูงเกินไป (Thermal Runaway) หรือการลุกไหม้น้อยกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมาก ทำให้ Elecom Na Plus เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่มีการชาร์จอย่างต่อเนื่องหรือใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด
  3. ทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรง ข้อจำกัดหนึ่งของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคือประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อใช้งานในสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่แบตเตอรี่โซเดียมไอออนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในอุณหภูมิต่ำถึง -35°C และในอุณหภูมิสูงถึง 50°C ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางหรือใช้งานในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย
  4. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบหลักอย่าง โซเดียม นั้นมีอยู่มากมายในธรรมชาติทั้งในดินและในน้ำทะเล ซึ่งแตกต่างจาก ลิเธียม ที่มีแหล่งที่มาจำกัดและต้องใช้กระบวนการทำเหมืองที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม Elecom ยังได้ออกแบบตัวเคสของพาวเวอร์แบงก์ให้ทำจากพลาสติกรีไซเคิล และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษเพื่อลดขยะ ทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลกอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิคของ Elecom Na Plus

คุณสมบัติรายละเอียด
ชื่อผลิตภัณฑ์พาวเวอร์แบงก์แบบพกพา (แบตเตอรี่โซเดียมไอออน) 9,000 mAh
รุ่นDE-NAB9000
ความจุแบตเตอรี่9,000 mAh (3.6V)
ชนิดแบตเตอรี่แบตเตอรี่โซเดียมไอออนชนิดชาร์จซ้ำได้
รอบการชาร์จสูงสุด 5,000 รอบ
พอร์ตเชื่อมต่อพอร์ต USB Type-C (สำหรับชาร์จเข้าและออก), พอร์ต USB-A (สำหรับชาร์จออก)
กำลังไฟเข้า (พอร์ต USB Type-C)5V/3A, 9V/3A, 12V/2.5A, 15V/2A, 20V/1.5A (สูงสุด 30W)
กำลังไฟออก (พอร์ต USB Type-C)5V/3A, 9V/3A, 12V/3A, 15V/3A, 20V/2.25A (สูงสุด 45W)
PPS 3.3V-11V/4.05A, 3.3V-16V/2.8A
กำลังไฟออก (พอร์ต USB-A)5V/3A, 9V/2A, 12V/1.5A (สูงสุด 18W)
กำลังไฟออกรวมสูงสุด 45W
อุณหภูมิใช้งาน0°C ถึง 40°C
อุณหภูมิคายประจุ-35°C ถึง 50°C
ขนาดภายนอกประมาณ 140 มม. x 75 มม. x 22 มม.
น้ำหนักประมาณ 350 กรัม
สีดำ, เทา
คุณสมบัติเสริม– ตัวเครื่องทำจากพลาสติกรีไซเคิล 80% (ตัวเรือนหลัก) – บรรจุภัณฑ์ทำจากกระดาษ

แม้ว่า Elecom Na Plus จะมีน้ำหนักมากกว่าพาวเวอร์แบงก์ลิเธียมไอออนที่มีความจุใกล้เคียงกันเล็กน้อย เนื่องจากความหนาแน่นพลังงานของโซเดียมที่ยังต่ำกว่า แต่ด้วยข้อดีด้านความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทำให้มันเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตามองในระยะยาว

Source : https://www.elecom.co.jp/

ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดโซเดียมไอออน

การที่ Elecom เป็นผู้บุกเบิกในตลาดพาวเวอร์แบงก์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของแบตเตอรี่โซเดียมไอออน และล่าสุดก็มีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาในตลาดนี้เพื่อขยายฐานการใช้งานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นั่นคือ Bluetti ผู้นำด้านสถานีพลังงานแบบพกพา (Portable Power Station) ซึ่งได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อ Pioneer Na ซึ่งเป็นสถานีพลังงานแบบพกพาที่ใช้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนรุ่นแรกของโลก

จุดเด่นของ Bluetti Pioneer Na

  • ความจุและกำลังไฟ มาพร้อมความจุ 900Wh และกำลังไฟขาออก 1,500W ทำให้สามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านหรือสำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างสบาย
  • ใช้งานในอุณหภูมิติดลบ สามารถทำงานได้ในอุณหภูมิที่ต่ำถึง -20°C ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
  • รอบการชาร์จสูง เช่นเดียวกับ Elecom Pioneer Na สามารถชาร์จซ้ำได้หลายพันรอบ ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
  • กำหนดการวางจำหน่าย Bluetti ประกาศว่า Pioneer Na จะเริ่มจำหน่ายทั่วโลกในวันที่ 15 ตุลาคม 2025 นี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีโซเดียมไอออนกำลังก้าวเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

แบตเตอรี่โซเดียมไอออน เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเติบโต

นอกเหนือจากผู้ผลิตอุปกรณ์พกพาอย่าง Elecom และ Bluetti แล้ว ยังมีบริษัทและสตาร์ทอัพด้านพลังงานอีกมากมายที่กำลังทุ่มเทการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออนอย่างจริงจังเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ขึ้น เช่น

  • Faradion Limited (สหราชอาณาจักร) ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออน โดยมีสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญามากมายที่ครอบคลุมการใช้งานในหลากหลายด้าน ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่
  • AMTE Power PLC (สหราชอาณาจักร) ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำที่กำลังพัฒนาและเตรียมส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่โซเดียมไอออนภายใต้ชื่อ Ultra Safe ให้กับลูกค้าเพื่อนำไปทดสอบในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน
  • NGK Insulators Ltd (ญี่ปุ่น) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเซรามิกส์และเป็นผู้พัฒนาแบตเตอรี่โซเดียม-ซัลเฟอร์ (Sodium-Sulfur หรือ NAS) ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่เน้นการใช้งานในระบบโครงข่ายไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2002 และได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง
  • HiNa Battery Technology (จีน) เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนการพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออนในประเทศจีน โดยได้ร่วมมือกับบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อนำแบตเตอรี่โซเดียมไอออนไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็ก รวมถึงการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ระดับเมกะวัตต์

การที่บริษัทชั้นนำเหล่านี้หันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยีโซเดียมไอออนอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและแนวโน้มที่ชัดเจนว่าแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคต

แบตเตอรี่โซเดียมไอออนทำงานอย่างไร และดีกว่าลิเธียมไอออนอย่างไร

เพื่อให้เข้าใจถึงความยอดเยี่ยมของพาวเวอร์แบงก์โซเดียมไอออน เราจำเป็นต้องเข้าใจหลักการทำงานของ แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Na-ion) กันก่อน

หลักการทำงาน

แบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีหลักการทำงานคล้ายคลึงกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน โดยอาศัยการเคลื่อนที่ของไอออนระหว่างขั้วไฟฟ้าสองขั้ว

  • ขณะชาร์จ ไอออนของโซเดียม (Na+) จะเคลื่อนที่จากขั้วบวกไปยังขั้วลบ
  • ขณะคายประจุ ไอออนของโซเดียม (Na+) จะเคลื่อนที่ย้อนกลับจากขั้วลบไปยังขั้วบวก เพื่อปล่อยประจุไฟฟ้าออกมา

ข้อได้เปรียบที่โดดเด่น

  1. วัตถุดิบราคาถูกและมีอยู่มากมาย โซเดียมเป็นธาตุที่อุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติและมีราคาถูกกว่าลิเธียมมากถึง 100 เท่า ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  2. ความปลอดภัยสูง โซเดียมมีคุณสมบัติทางเคมีที่เสถียร ทำให้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีความเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสูงจนเป็นอันตรายน้อยกว่ามาก
  3. ทำงานได้ในอุณหภูมิต่ำ แบตเตอรี่โซเดียมไอออนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะที่เย็นจัด ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปทำได้ไม่ดีนัก
  4. สามารถคายประจุจนหมดได้ คุณสมบัติที่น่าสนใจนี้ช่วยให้การขนส่งและจัดเก็บแบตเตอรี่โซเดียมไอออนเป็นไปอย่างปลอดภัยและง่ายดายกว่า

แม้ว่าในปัจจุบัน ความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density) ของแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะยังต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ทำให้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนที่มีความจุเท่ากันจะมีขนาดและน้ำหนักที่มากกว่า แต่การวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดช่องว่างนี้ลงได้ในอนาคต

พาวเวอร์แบงก์โซเดียมไอออนเทียบกับพาวเวอร์แบงก์ลิเธียมไอออนที่เราใช้ในปัจจุบัน

การเปรียบเทียบพาวเวอร์แบงก์ทั้งสองชนิดนี้ช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละเทคโนโลยี

คุณสมบัติพาวเวอร์แบงก์ลิเธียมไอออน (ปัจจุบัน)พาวเวอร์แบงก์โซเดียมไอออน (อนาคต)
วัตถุดิบลิเธียม, โคบอลต์, นิกเกิล (หายาก, ราคาแพง)โซเดียม (อุดมสมบูรณ์, ราคาถูก)
ความหนาแน่นพลังงานสูงต่ำกว่า (ทำให้มีน้ำหนักมากกว่า)
ความปลอดภัยต้องมีระบบป้องกันที่ดีเพื่อลดความเสี่ยงปลอดภัยกว่ามาก, เสี่ยงต่อการลุกไหม้น้อย
อายุการใช้งานประมาณ 500-1,000 รอบการชาร์จประมาณ 5,000 รอบการชาร์จ
ประสิทธิภาพในอุณหภูมิต่ำลดลงอย่างมากทำงานได้ดีเยี่ยม
การใช้งานหลักอุปกรณ์พกพาทั่วไป, รถยนต์ไฟฟ้าระบบกักเก็บพลังงาน, อุปกรณ์พกพาที่เน้นความทนทาน
ราคาหลากหลาย (เข้าถึงง่าย)ยังค่อนข้างสูง (เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่)

สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการพาวเวอร์แบงก์ขนาดเล็กและน้ำหนักเบาเพื่อการใช้งานประจำวัน แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนยังคงเป็นตัวเลือกที่สะดวกและเข้าถึงง่ายกว่า แต่สำหรับผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ทนทาน ปลอดภัย และมีอายุการใช้งานยาวนานเป็นพิเศษ พร้อมทั้งต้องการสนับสนุนเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พาวเวอร์แบงก์โซเดียมไอออนถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าแก่การลงทุนในระยะยาว

การเปิดตัวของ Elecom และ Bluetti ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ การมาถึงของพาวเวอร์แบงก์โซเดียมไอออนจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และเราจะได้เห็นแบตเตอรี่ชนิดนี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

Source : https://www.elecom.co.jp/

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญความท้าทายจากสงครามราคาและเทคโนโลยีที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันจากผู้ผลิตจีนที่เป็นฐานการผลิตหลักของโลก รวมถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการต่างชาติในไทยมากกว่าผู้ประกอบการไทยโดยตรง

นายชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) และรองกรรมการผู้จัดงาน สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงทิศทางธุรกิจแผงโซล่าเซลล์ในช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง และยังได้รับการตอบรับที่ดีหรือไม่นั้น

นายชัพมนต์ กล่าวว่า ตลาดและอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะในภาคเอกชนที่มุ่งลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม และบรรษัทภิบาลของกิจการ (Environment, Social และ Governance : ESG) ส่งผลให้ความต้องการโซลาร์รูฟท็อปและโครงการลงทุนแบบ Private PPA รวมถึง Direct PPA ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือน (Residential Solar Rooftop) ก็มีความต้องการติดตั้งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันได้มีการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น ทั้งในด้านราคาและเทคโนโลยี เพื่อให้ภาคประชาชนได้เข้าถึงง่ายขึ้น ถือเป็นข้อดีกับภาคประชาชนได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในราคาที่ถูกลงด้วย

โซลาร์เซลล์ไทยโตไม่หยุด! สมาคม TPVA ท้าชนสงครามราคา-ภาษีสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุปกรณ์หลักของระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PV Module หรือแผงเซลล์แสงอาทิตย์/ Solar Inverter หรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า/PV Mounting หรือโครงสร้างรองรับแผง/PV-DC Cable) นั้น ส่วนใหญ่ในตลาดไทยยังคงมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศจีนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากจีนเป็นฐานการผลิตหลักของโลก ทำให้สามารถเสนอราคาแข่งขันได้และมีเทคโนโลยีที่หลากหลาย 

ผู้ประกอบการไทยเองก็มีการลงทุนด้านการผลิตอยู่บ้าง แต่ปริมาณกำลังการผลิตก็ยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการภายในประเทศทั้งหมด อีกทั้ง ต้นทุนการผลิตหากจะให้แข่งขันกับการนำเข้าจากจีน ยังถือว่าไม่คุ้มค่า เพราะด้วยดีมานด์กับซัพพลายยังไม่สอดคล้องกัน”

นายชัพมนต์ ตอบคำถามประเด็นสำคัญที่ขณะนี้ สหรัฐอเมริกา ได้จับตาประเทศไทยเป็นพิเศษในเรื่องของการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไปสหรัฐฯ โดยมองประเทศไทยเป็นทรานส์ชิปเมนต์ (Transshipment) หรือทางผ่านและจะขึ้นภาษี TPVA มองว่า การส่งออกแผง PV ไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตจากจีนที่มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการ Anti-Dumping ของสหรัฐฯ 

ดังนั้น ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยจริงๆ แล้วมีค่อนข้างจำกัด อีกทั้ง ผู้ผลิตที่มีฐานอยู่ในไทยก็ได้ปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว โดยหันไปขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีกำแพงภาษีกับสินค้าจีน รวมถึงบางรายได้ลงทุนสร้างฐานการผลิตเพิ่มเติมในสหรัฐเองด้วย

ส่วนการที่ บริษัท บางกอกโซลาร์ จำกัด ผู้ประกอบกิจการนำเข้า ส่งออก ผลิต ค้าส่งแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์ โดยมีทุนจดทะเบียน 1,432 ล้านบาท ที่ปิดกิจการลงนั้น จากการสอบถามไปยังผู้บริหารของ Bangkok Solar Power หรือ BSP โดยได้รับการยืนยันว่า การปิดกิจการลงในครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านภาษีของสหรัฐ แต่เกิดจากการปรับรูปแบบการทำธุรกิจ 

ทั้งนี้ บริษัท บางกอกโซลาร์ จำกัด หรือ BSC เป็น Entity ที่ใช้เป็นโรงงานผลิตแผง PV หรือแผงโซล่าร์เซลล์ ชนิด Thin Film Amorphous Silicon ที่เคยผลิตเมื่อนานมาแล้ว แต่ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ทาง BSC จึงได้ยกเลิกการผลิตลง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะตั้งแต่เกือบ 10 ปีที่แล้ว แต่ตัวบริษัทยังไม่ได้ปิดทันที และยังคงสภาพไว้เพื่อรองรับ liabilities And Warranty ต่างๆ ที่ค้างอยู่ และเพื่อ Support ลูกค้าที่ซื้อไปก่อนหน้า แล้วเพิ่งมาดำเนินการปิดกิจการจริงๆ    

“การประกาศปิดกิจการครั้งนี้ จึงเริ่มเป็นข่าวและอยู่ในช่วงจังหวะของสถานการณ์นโยบายภาษีสหรัฐฯ จึงทำให้โดนเหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับนโยบายด้านภาษี ซึ่ง Bangkok Solar Power หรือ BSP ถือเป็นอีก Entity นึงที่ดำเนินการด้าน EPC และ Developer ซึ่งยังคงดำเนินการอยู่และยังมีความมั่นคงทางการเงินสูงอยู่”

อย่างไรก็ตาม โดย Bangkok Solar Power หรือ BSP เป็นบริษัทลูกของ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) หนึ่งในผู้ผลิตสายไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งปัจจุบัน นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด ของ BCC ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้ผลิตสายไฟฟ้าไทย (Trade Association of Thai Cable Manufacturers หรือ ATCM) อีกด้วย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ลาวเปิดตัวโครงการพลังงานลมแห่งแรกในชื่อ “Monsoon Wind Power Project” ขนาด 600 เมกะวัตต์ นับเป็นฟาร์มพลังงานลมบนบกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดนแห่งแรกของเอเชีย

โครงการนี้ยังมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันได้เริ่มจ่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) แล้ว อีกทั้งฟาร์มกังหันลมแห่งใหม่นี้พร้อมที่จะเป็นต้นแบบของความร่วมมือข้ามพรมแดนด้านพลังงานสะอาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ฟาร์มกังหันลมนี้มีมูลค่า 950 ล้านดอลลาร์ มีกังหันลมทั้งหมด 133 ตัว ครอบคลุมพื้นที่สองเมืองทางภาคใต้ ได้แก่ เมืองละมาม แขวงเซกอง และเมืองสานไชย แขวงอัตตะปือ ตั้งอยู่บนสันเขาสูงระหว่าง 1,100-1,700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยกังหันลมแต่ละตัวผลิตไฟฟ้าได้ 4.51 เมกะวัตต์ เพียงพอสำหรับครัวเรือนประมาณ 3,000-4,000 ครัวเรือน

ไฟฟ้าที่ผลิตได้ถูกส่งผ่านสถานีย่อยขนาด 115 กิโลโวลต์ 4 แห่ง ยกระดับเป็น 500 กิโลโวลต์ และส่งไปตามสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระยะทาง 27 กิโลเมตร ไปยังชายแดนลาว-เวียดนาม จากนั้นส่งต่อไปยังสถานีย่อยถั่นหมี่ของ EVN ในเวียดนาม

‘ลาว’ เปิดตัว ‘ฟาร์มกังหันลม’ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขายไฟฟ้าให้ ‘เวียดนาม’

โครงการที่ใช้เวลานานนับทศวรรษ

ลาวลงนามข้อตกลงกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศในปี 2554 เพื่อศึกษาศักยภาพพลังงานลมขนาดใหญ่ จนพบว่าแขวงเซกองและแขวงอัตตะปือเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการพัฒนา ต่อมาในเดือนกันยายน 2562 รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติโครงการพลังงานลม พร้อมระบุว่าโครงการนี้สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าในเวียดนามได้อย่างปลอดภัย

การก่อสร้างเริ่มต้นในเดือนเมษายน 2566 กังหันลมตัวแรกได้รับการติดตั้งในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน และภายในเดือนพฤษภาคม 2568 กังหันลมทั้งหมด 133 ตัวก็ได้รับการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว

ในเดือนกรกฎาคม โรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งนี้ได้ดำเนินการผลิตอยู่ที่ 300 เมกะวัตต์ ประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ตามคำกล่าวของนายขันติ สีละวงษา รองผู้ว่าราชการแขวงเซกอง

ตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 32.5 ล้านตัน หรือประมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับการกำจัดรถยนต์ 7 ล้านคันต่อปี หรือการปลูกต้นไม้ 59 ล้านต้น นับเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีบริษัทจากประเทศไทย สิงคโปร์ และลาว มีส่วนร่วมในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการนี้ รวมถึง BCPG บริษัทในเครือพลังงานหมุนเวียนของโรงกลั่นน้ำมันบางจากของไทย และมี Mitsubishi Corp. บริษัทการค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่นร่วมลงทุน

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่ส่งมอบพลังงานหมุนเวียนในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถร่วมมือกัน เพื่ออนาคตที่สะอาดและยั่งยืนยิ่งขึ้นได้อย่างไร” ณัฐ หุตานุวัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอนซูน วินด์ พาวเวอร์ กล่าว

แหล่งเงินทุนประกอบด้วยธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency) และบริษัท ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (Sumitomo Mitsui Banking Corp.) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น

‘ลาว’ เปิดตัว ‘ฟาร์มกังหันลม’ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขายไฟฟ้าให้ ‘เวียดนาม’


ที่มา: BloombergLaotian TimesNikkei
Source : กรุงเทพธุรกิจ