พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกในฐานะพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถตอบโจทย์ในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงาน พลังงานไฮโดรเจนสามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคการผลิตไฟฟ้า ในบทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะ มีแนวทางการใช้งานหลักๆ 5 ด้าน ดังนี้

1. การผลิตไฟฟ้าโดยตรงผ่านเซลส์เชื้อเพลิง (Fuel Cell)

เซลส์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) คือ เทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฮโดรเจนให้กลายเป็นไฟฟ้าได้โดยตรง ผ่านปฏิกิริยาทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical Reaction) ระหว่างธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจน โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ พลังงานไฟฟ้า น้ำ และความร้อน ในกระบวนการนี้จะไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ข้อดีที่สำคัญ คือ ให้ประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานสูง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานทั้งในระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น บ้านพักอาศัยหรืออาคารสำนักงาน ไปจนถึงระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สามารถเชื่อมเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าหลักได้ ในหลายประเทศมีการนำเซลส์เชื้อเพลิงมาติดตั้งในภาคครัวเรือน ซึ่งช่วยลดความหนาแน่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้าและลดการปล่อย CO₂ ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันยังมีราคาที่สูงกว่าเทคโนโลยีอื่น เช่น โซล่าเซลส์และแบตเตอรี่

2. โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Combined Cycle Power Plant)

โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ (Gas Turbine Power Plant) มีหลักการทำงาน คือ การใช้พลังงานจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง (เช่น ก๊าซธรรมชาติ) ความร้อนที่ได้จะทำให้ใบพัดกังหันหมุนเพื่อขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้า โดยประโยชน์หลักของพลังงานไฮโดรเจนจะนำมาใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติได้บางส่วน (หรือทั้งหมด) เพื่อผลิตไฟฟ้า

ตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัท General Electric (GE) และ Siemens Energy กำลังทำการทดสอบกังหันก๊าซที่สามารถเผาไหม้ด้วยส่วนผสมไฮโดรเจนได้ถึง 30% และตั้งเป้าจะขยายสัดส่วนไฮโดรเจนให้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ลดการปล่อยคาร์บอนได้ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด

3. การผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อลดการปล่อย CO₂

แนวทาง Hydrogen Blending คือการผสมไฮโดรเจนในท่อส่งก๊าซธรรมชาติและใช้ร่วมในโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ วิธีนี้ถือเป็น “ทางออกระยะสั้น” ที่มีความเป็นไปได้สูง เพราะไม่ต้องลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งหมด

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือ เป็นแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในทันที เนื่องจากการเผาไหม้ไฮโดรเจนจะปล่อยน้ำเป็นหลัก (H₂O) ทำให้เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าก๊าซธรรมชาติที่ปล่อยไฮโดรคาร์บอนจากการเผาไหม้ 

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการประเมินผลกระทบต่ออุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวเช่นกัน ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเตรียมระบบให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ไฮโดรเจนเต็มรูปแบบในอนาคต

4. การแปรสภาพเป็นแอมโมเนียและนำไปผสมกับถ่านหิน

เพื่อแก้ปัญหาการเก็บและขนส่งไฮโดรเจนในรูปแบบก๊าซที่มีความหนาแน่นพลังงานต่ำและต้องใช้การอัดหรือทำให้เป็นของเหลว ในบางประเทศเลือกแปรสภาพเป็นแอมโมเนีย (NH₃) เพราะแอมโมเนียมีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า และมีโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่ใช้งานอยู่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศแรกๆ ที่พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าที่ผสมถ่านหินกับแอมโมเนีย โดยตั้งเป้าลดการปล่อย CO₂ ลง 20%–30% ดังนั้น การแปรสภาพเป็นแอมโมเนีย (NH₃) จากนั้นนำมาเผาร่วมกับถ่านหิน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับประเทศที่พึ่งพาการใช้ถ่านหินอย่างประเทศไทย

5. การเก็บพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบไฮโดรเจน (Hydrogen Storage for Power Generation)

เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลส์หรือพลังงานลมมักมีความไม่แน่นอนในการผลิต โดยเฉพาะในช่วงที่ผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการ การกักเก็บพลังงานส่วนเกินจึงมีความสำคัญ การเก็บพลังงานในรูปแบบไฮโดรเจน (Hydrogen Storage for Power Generation) ถือเป็นการใช้ไฮโดรเจนในฐานะตัวกลางการกักเก็บพลังงาน โดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม มาผลิตไฮโดรเจนผ่านกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส โดยไฮโดรเจนที่ผลิตได้สามารถนำมาเก็บไว้ในรูปแบบก๊าซหรือของเหลว และนำกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง หลักการนี้คล้ายกับระบบ Battery Energy Storage System (BESS) เพียงแต่ใช้ไฮโดรเจนเป็นสื่อกลาง ซึ่งมีข้อดี คือ สามารถเก็บพลังงานได้ในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานาน ซึ่งต่างจากระบบแบตเตอรี่ที่มักเหมาะกับการกักเก็บระยะสั้น

สำหรับแนวทางการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ในภาคการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย หากอ้างอิงจากร่างแผน PDP2024 ได้เริ่มมีการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในท่อก๊าซธรรมชาติต้นทางฝั่งตะวันออก ในสัดส่วน 5% (ของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า) ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนควบคู่ไปกับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสที่จะสร้างระบบไฟฟ้าที่ สะอาด มั่นคง และยั่งยืน พร้อมก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

Source : Post Today

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแสวงหาแหล่งพลังงานสะอาดและยั่งยืนจึงกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของทุกประเทศทั่วโลก นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยถูกมองข้ามให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงาน หนึ่งในแนวคิดที่น่าจับตามองและกำลังจะกลายเป็นความจริง คือการเปลี่ยนรางรถไฟที่ทอดยาวหลายล้านกิโลเมตรทั่วโลก ให้กลายเป็น “โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่ยังเป็นการปฏิวัติการผลิตพลังงานสะอาดที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ที่มีเส้นทางรถไฟ

บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจเทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์บนรางรถไฟให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่จุดกำเนิดของแนวคิดโดยบริษัทสตาร์ทอัพไฟแรงจากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Sun-Ways ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อดี ความท้าทาย และภาพรวมของโครงการที่คล้ายกันทั่วโลก พร้อมทั้งเจาะลึกถึงคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยมีแผนที่จะนำนวัตกรรมนี้มาปรับใช้เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแล้วหรือยัง

Photo : Sun-Ways

Sun-Ways ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์บนรางรถไฟ

แนวคิดการเปลี่ยนทางรถไฟให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป เมื่อบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติสวิสชื่อ Sun-Ways ได้พัฒนาและจดสิทธิบัตรระบบติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบถอดได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก โดยร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิสในโลซาน (EPFL) เพื่อทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นจริง

หลักการทำงานและเทคโนโลยี

หัวใจของนวัตกรรมจาก Sun-Ways คือการออกแบบแผงโซลาร์เซลล์ให้สามารถติดตั้งลงบนพื้นที่ว่าง “ระหว่าง” รางรถไฟได้อย่างพอดี โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินรถไฟ ระบบนี้ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์มาตรฐานที่ถูกประกอบสำเร็จมาจากโรงงานในลักษณะคล้าย “พรม” ทำให้สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว

จุดเด่นที่สุดของเทคโนโลยีนี้คือ กลไกการติดตั้งและรื้อถอนที่ง่ายและรวดเร็ว Sun-Ways ได้พัฒนารถไฟที่ออกแบบมาเป็นพิเศษร่วมกับบริษัทซ่อมบำรุงทางรถไฟ Scheuchzer SA ซึ่งรถไฟขบวนนี้สามารถ “ปู” แผงโซลาร์เซลล์ไปตามแนวรางรถไฟได้เหมือนการปูพรม และในทางกลับกัน ก็สามารถ “ม้วน” เก็บแผงโซลาร์เซลล์ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วเมื่อจำเป็นต้องซ่อมบำรุงราง กระบวนการนี้ช่วยลดอุปสรรคสำคัญในการบำรุงรักษาทางรถไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการนำร่องที่สวิตเซอร์แลนด์

เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเทคโนโลยี Sun-Ways ได้เริ่มโครงการนำร่อง (Pilot Project) ขึ้นที่ใกล้กับสถานีรถไฟเมืองบุตต์ (Buttes) ในรัฐเนอชาแตล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

  • ระยะทาง ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เป็นระยะทาง 100 เมตร
  • กำลังการผลิต คาดว่าจะมีกำลังการผลิตติดตั้ง (Installed Capacity) อยู่ที่ 18 กิโลวัตต์-พีค (kWp)
  • พันธมิตร โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น บริษัทบำรุงทางรถไฟ Scheuchzer SA, บริษัทจำหน่ายไฟฟ้า Viteus และบริษัทโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ DG Rail ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าเข้ากับกริดไฟฟ้าท้องถิ่น

โครงการนี้มีระยะเวลาทดลอง 3 ปี เพื่อเก็บข้อมูลสำคัญต่างๆ เช่น ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนจากการวิ่งของรถไฟ ผลกระทบจากสภาพอากาศ ฝุ่นละออง และประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ซึ่งทาง Sun-Ways ได้ออกแบบให้มีแปรงทำความสะอาดติดไว้ที่ท้ายขบวนรถไฟเพื่อปัดฝุ่นออกจากแผงโดยอัตโนมัติ’

Photo : Sun-Ways

ศักยภาพในอนาคต

Sun-Ways ประเมินว่า หากสามารถติดตั้งระบบนี้บนเครือข่ายทางรถไฟทั้งหมดของสวิตเซอร์แลนด์ (ประมาณ 5,000 กิโลเมตร) จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 1 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ และหากมองในภาพใหญ่ขึ้น พวกเขาเชื่อว่า 50% ของทางรถไฟทั่วโลกสามารถติดตั้งระบบนี้ได้ ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดขนาดมหึมาที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

ข้อดีและความท้าทายของการเปลี่ยนรางรถไฟเป็นโรงไฟฟ้า

แม้ว่าแนวคิดนี้จะเต็มไปด้วยศักยภาพ แต่ก็มาพร้อมกับข้อดีและข้อควรพิจารณาหลายประการ การทำความเข้าใจทั้งสองด้านจะช่วยให้เห็นภาพรวมของเทคโนโลยีนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ข้อดี

  1. การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างอย่างสูงสุด นี่คือข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุด ทางรถไฟมีพื้นที่ว่างระหว่างรางที่ไม่ได้ถูกใช้งาน การนำแผงโซลาร์เซลล์ไปติดตั้งจึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยไม่ต้องหาซื้อหรือเวนคืนที่ดินใหม่ ลดปัญหาการใช้ที่ดินทางการเกษตรมาทำฟาร์มโซลาร์เซลล์
  2. ลดการสูญเสียในการส่งไฟฟ้า ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์เซลล์บนรางสามารถป้อนเข้าสู่ระบบเพื่อจ่ายให้กับรถไฟที่วิ่งบนเส้นทางนั้นได้โดยตรง หรือส่งให้ชุมชนและสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้ระยะทางการส่งไฟฟ้าสั้นลง และลดการสูญเสียพลังงานในสายส่ง (Transmission Loss) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. สนับสนุนการคมนาคมสีเขียว การผลิตไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับรถไฟฟ้าโดยตรงจากแหล่งพลังงานสะอาด เป็นการสร้างระบบนิเวศการคมนาคมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
  4. ศักยภาพในการขยายตัวสูง เครือข่ายทางรถไฟมีอยู่ทั่วโลก ครอบคลุมพื้นที่เป็นล้านๆ กิโลเมตร ทำให้เทคโนโลยีนี้สามารถขยายผล (Scale-up) ได้อย่างกว้างขวางหากได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

ความท้าทายและสิ่งที่ต้องพิจารณา

  1. ความทนทานและอายุการใช้งาน แผงโซลาร์เซลล์ต้องเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนรุนแรงทุกครั้งที่รถไฟวิ่งผ่าน รวมถึงเศษหินและฝุ่นผงที่เกิดจากการเสียดสีของล้อกับราง การออกแบบโครงสร้างให้แข็งแรงทนทานต่อสภาวะเหล่านี้ในระยะยาวจึงเป็นความท้าทายสำคัญ
  2. การบำรุงรักษาและการทำความสะอาด ฝุ่น เขม่าควันจากรถไฟ หรือแม้แต่มูลนก สามารถลดทอนประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์ได้อย่างมาก ระบบทำความสะอาดอัตโนมัติจึงเป็นสิ่งจำเป็น และต้องมีแผนการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้แผงทำงานได้เต็มศักยภาพ
  3. ความปลอดภัย ต้องมีมาตรการป้องกันแสงสะท้อนจากแผงที่อาจรบกวนสายตาของพนักงานขับรถไฟ รวมถึงความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าแรงสูงที่ติดตั้งอยู่บนพื้นดิน ซึ่งต้องมีการป้องกันอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อพนักงานซ่อมบำรุงและสัตว์ต่างๆ
  4. ต้นทุนการลงทุน แม้จะไม่ต้องเสียค่าที่ดิน แต่ต้นทุนในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ รวมถึงรถไฟสำหรับติดตั้งและระบบควบคุม ยังคงเป็นเงินลงทุนที่ค่อนข้างสูง การวิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ในระยะยาวจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
  5. ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับโซลาร์ฟาร์ม แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนพื้นดินอาจมีมุมเอียงที่ไม่เหมาะสมที่สุดสำหรับการรับแสงแดดตลอดทั้งวัน เมื่อเทียบกับโซลาร์ฟาร์มที่สามารถออกแบบให้แผงหันรับแสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่ ประสิทธิภาพต่อพื้นที่จึงอาจต่ำกว่าเล็กน้อย
Photo : Sun-Ways

ภาพรวมโครงการโซลาร์เซลล์บนรางรถไฟทั่วโลก

แนวคิดการใช้พื้นที่ทางรถไฟเพื่อผลิตไฟฟ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่กำลังศึกษาและพัฒนาโครงการในลักษณะเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของโลกที่กำลังมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดในทุกมิติ

ประเทศ/บริษัทชื่อโครงการ/แนวคิดสถานะปัจจุบันและรายละเอียด
สวิตเซอร์แลนด์ (Sun-Ways)Sun-Ways Rail Projectโครงการนำร่อง (Pilot Project) กำลังจะเริ่มทดสอบจริงในปี 2025 ใช้เทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์แบบ “พรม” ที่สามารถติดตั้งและรื้อถอนได้รวดเร็ว
อิตาลี (Greenrail)Greenrail Solar Sleeperอยู่ในขั้นพัฒนาและทดสอบ แนวคิดของ Greenrail แตกต่างออกไป โดยเป็นการฝังเซลล์แสงอาทิตย์เข้าไปใน “หมอนรองรางรถไฟ” ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลและยางรถยนต์เก่า
สหราชอาณาจักร (Bankset Energy)Bankset Energy Rail Projectมีการวิจัยและพัฒนา บริษัทอ้างว่าได้พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถติดตั้งบนหมอนรองรางรถไฟได้เช่นกัน และกำลังมองหาพันธมิตรเพื่อดำเนินโครงการนำร่อง
อินเดีย (Indian Railways)Solar Panels on Station Rooftopsดำเนินการอย่างกว้างขวาง แม้จะยังไม่มีโครงการติดตั้งบนรางโดยตรง แต่การรถไฟอินเดียเป็นผู้นำในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาสถานีรถไฟและอาคารต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง
เยอรมนี (Deutsche Bahn)Research & Developmentอยู่ในขั้นศึกษาความเป็นไปได้ Deutsche Bahn ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟรายใหญ่ของเยอรมนี กำลังศึกษาความเป็นไปได้และทดสอบวัสดุต่างๆ สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ

จากตารางจะเห็นได้ว่า แนวทางในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้กับระบบรางมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การติดตั้งบนหลังคาสถานี การฝังเซลล์ลงในหมอนรองราง ไปจนถึงการปูแผงโซลาร์เซลล์ระหว่างราง ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป แต่ทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างพลังงานสะอาดจากพื้นที่ของการรถไฟ

ประเทศไทย กับอนาคตโซลาร์เซลล์บนรางรถไฟ

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีเครือข่ายทางรถไฟครอบคลุมทั่วประเทศ และกำลังลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ คำถามสำคัญคือ เรามีแผนที่จะนำเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์บนรางรถไฟมาปรับใช้แล้วหรือยัง

จากการค้นหาข้อมูลล่าสุด ยังไม่พบแผนงานที่ชัดเจนหรือโครงการนำร่องอย่างเป็นทางการจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการนำเทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้ง “ระหว่างรางรถไฟ” มาใช้โดยตรง เหมือนกับโครงการของ Sun-Ways

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่า รฟท. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมทางรางของไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ในทางกลับกัน มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์

  1. โครงการโซลาร์รูฟท็อปที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการศึกษาและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และโรงซ่อมบำรุงบางซื่อ โดยคาดว่าโครงการนำร่องนี้จะช่วยลดค่าไฟฟ้าของสถานีลงได้ประมาณ 15% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดต้นทุนด้านพลังงานและหันมาใช้พลังงานสะอาดในทรัพย์สินของการรถไฟ
  2. การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในรถไฟฟ้า MRT บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้ร่วมมือกับบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการเดินรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการนำพลังงานสะอาดมาใช้ขับเคลื่อนระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนโดยตรง
  3. ความสนใจจากสื่อและสาธารณชน มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยีของ Sun-Ways ในสื่อของไทยหลายแขนง ซึ่งบ่งชี้ถึงความสนใจของสังคมต่อเทคโนโลยีนี้ และมีการระบุว่า Sun-Ways กำลังเจรจากับหลายประเทศ ซึ่งมีชื่อของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย แต่ยังคงต้องรอการยืนยันและการประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนรางรถไฟโดยตรง แต่ทิศทางของประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การนำพลังงานสะอาดมาใช้ในระบบคมนาคมทางรางมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเริ่มจากการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างหลังคาสถานีและอาคารต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าและสามารถดำเนินการได้ทันที

ในอนาคต หากโครงการนำร่องของ Sun-Ways ในสวิตเซอร์แลนด์ประสบความสำเร็จและพิสูจน์ได้ถึงความคุ้มค่าและความปลอดภัยในระยะยาว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่การรถไฟแห่งประเทศไทยจะพิจารณานำเทคโนโลยีนี้มาศึกษาและทดลองใช้กับเส้นทางรถไฟในประเทศ โดยเฉพาะในเส้นทางรถไฟทางคู่หรือรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ๆ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและเอื้อต่อการติดตั้งระบบดังกล่าว

บทสรุป

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนรางรถไฟ คือตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการคิดนอกกรอบเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน มันคือการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่สามารถสร้างพลังงานสะอาดได้ตลอดเส้นทาง เป็นการผสมผสานระหว่างอุตสาหกรรมการคมนาคมและอุตสาหกรรมพลังงานอย่างลงตัว

เทคโนโลยีจาก Sun-Ways และบริษัทอื่นๆ ทั่วโลก กำลังปูทางไปสู่อนาคตที่รถไฟไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ขนส่งผู้คนและสินค้า แต่ยังทำหน้าที่เป็น “โรงไฟฟ้าเคลื่อนที่” ที่ผลิตพลังงานหล่อเลี้ยงตัวเองและชุมชนโดยรอบ แม้จะยังมีความท้าทายอีกหลายด้านที่ต้องพิสูจน์และแก้ไข แต่ศักยภาพอันมหาศาลของมันก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้

สำหรับประเทศไทย การเริ่มต้นจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปตามสถานีต่างๆ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญและถูกต้อง ในขณะเดียวกัน การติดตามและศึกษาความสำเร็จของโครงการนำร่องในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด จะทำให้เราพร้อมที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไปได้อย่างมั่นคงเมื่อเทคโนโลยีมีความสมบูรณ์และคุ้มค่าต่อการลงทุน อนาคตที่เส้นทางรถไฟของไทยจะส่องประกายไปด้วยแผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิตพลังงานสะอาด อาจอยู่ไม่ไกลเกินจินตนาการ

แหล่งข้อมูล : New Atlas , Sun-Ways , Greenrail , MGR Online

กฟผ. ชูโรงไฟฟ้า SMR สร้างสมดุลทั้งด้านความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม  ระบุจุดเด่น มีอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้ายาวนานกว่า 60 ปี  ใช้เชื้อเพลิงปริมาณน้อยและมีรอบการเปลี่ยนเชื้อเพลิงทุก 2 ปี สามารถผลิตไฟฟ้าได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง มีความปลอดภัยสูงเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม ช่วยเติมเต็มช่องว่างของพลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอนาคต

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ขนาดกำลังผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ถูกออกแบบให้รวมอุปกรณ์หลักสำคัญไว้ภายในโมดูล (Module) ลดความซับซ้อนของระบบและลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุลง มีความปลอดภัยสูงเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม มีระบบถ่ายเทความร้อนด้วยหลักการทางธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งคนหรือไฟฟ้าสำรอง ซึ่งโมดูลถูกผลิตและประกอบสำเร็จมาจากโรงงานผู้ผลิต ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตของอุปกรณ์ได้ง่าย ขนย้ายสะดวก ช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้างเหลือเพียง 3-4 ปี ส่งผลให้ต้นทุนค่าก่อสร้างต่ำลงกว่าเดิม และอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้ายาวนานกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานด้วยการใช้เชื้อเพลิงปริมาณน้อยและมีรอบการเปลี่ยนเชื้อเพลิงทุก 2 ปี ที่สำคัญสามารถผลิตไฟฟ้าได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ต่อเนื่อง ไม่สะดุดและไร้รอยต่อ ช่วยรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เติมเต็มช่องว่างของพลังงานหมุนเวียน ทำให้ระบบไฟฟ้าไทยสะอาด และมีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตามการเดินหน้า SMR ในประเทศไทย ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และชุมชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในประเด็นความเข้าใจของสังคมไทยต่อพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อให้เกิดการยอมรับร่วมกัน โดยโรงไฟฟ้า SMR จะเป็น “จิ๊กซอว์” สำคัญที่ทำให้ระบบไฟฟ้าไทย ทั้งมั่นคง สะอาด และมีราคาที่แข่งขันได้ Solution to Modern Realm ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการพลังงานในปัจจุบันกับความรับผิดชอบต่ออนาคต เพื่อให้สังคมและเศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน

Source: Energy News Center

รถยนต์ไฟฟ้า” ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก ในปี 2024 พบว่า 22% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก เป็นรถอีวี ซึ่งสูงกว่าปี 2023 อยู่ที่ 18% ขณะเดียวกันกลับมีรายงานจำนวนเพิ่มขึ้นที่พบว่า ผู้คนรู้สึกเมารถขณะขับรถไฟฟ้ามากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลแบบดั้งเดิม และกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถาม

จากข้อมูลจากงานศึกษาทางวิชาการหลายชิ้นระบุว่า อาการเมารถที่มากขึ้นในรถยนต์ไฟฟ้าอาจเกิดจากการขาดประสบการณ์ทั้งในฐานะผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทำให้สมองขาดความแม่นยำในการประเมินแรงขับเคลื่อน เพราะความคุ้นชินกับรถยนต์สันดาป จึงจำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมการขับขี่

สำหรับคนที่ขับรถสันดาปมาตลอดชีวิต สมองจะคาดการณ์การเร่งความเร็วหลังจากเร่งเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว แต่ในการทางกลับกัน เมื่อมาขับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ส่งเสียงดังกล่าว

นอกจากความไม่คุ้นเคยโดยทั่วไปแล้ว งานวิจัยยังพบความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะเฉพาะที่พบได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้ากับอาการเมารถ งานวิจัยในปี 2024 สรุปว่ามีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างความรุนแรงของอาการเมารถกับการสั่นสะเทือนของเบาะนั่งในรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่งานวิจัยในปี 2020 พบว่าการเครื่องยนต์ในรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเสียงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเมารถมากขึ้น

“หากเราคุ้นเคยกับการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า เราก็คุ้นเคยกับการทำความเข้าใจการเคลื่อนที่ของรถยนต์โดยอาศัยสัญญาณต่าง ๆ เช่น รอบเครื่องยนต์ แรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ แรงบิด ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกถือเป็นสภาพแวดล้อมการเคลื่อนไหวแบบใหม่สำหรับสมอง ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับตัว” วิลเลียม เอมอนด์ นักศึกษาปริญญาเอกผู้วิจัยอาการเมารถที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบลฟอร์-มงเบลียาร์อธิบาย

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการเบรกเพื่อสร้างพลังงาน (regenerative braking) ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมอเตอร์จะแปลงพลังงานจลน์ของรถยนต์ที่ชะลอความเร็วลงเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วนำไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ส่งผลให้เกิดการลดความเร็วที่ความถี่ต่ำ 

หมายความว่ารถยนต์จะค่อย ๆ ลดความเร็วลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน แทนที่จะชะลอความเร็วลงอย่างรวดเร็วหรือเป็นจังหวะสั้น ๆ ดังนั้นการลดความเร็วที่ความถี่ต่ำเช่นนี้จึงสัมพันธ์กับระดับอาการเมารถที่สูงขึ้น

การศึกษาในปี 2024 ชี้ให้เห็นว่าคุณสมบัตินี้เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นหลักของอาการเมารถในรถยนต์ไฟฟ้า ผู้เขียนรายงานการศึกษาระบุว่า “ผลการศึกษาของเรายืนยันว่าระดับการเบรกเพื่อสร้างพลังงานที่สูงขึ้นสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการเมารถได้”

อาการเมารถเชื่อกันว่าเกิดจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างสัญญาณประสาทสัมผัสต่าง ๆ ที่สมองได้รับเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหูชั้นใน ซึ่งช่วยควบคุมการทรงตัว ดวงตา และร่างกายส่งข้อมูลที่ขัดแย้งกันไปยังสมอง

“ความรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของตนเองที่ดีขึ้นช่วยให้เราคาดการณ์แรงของการเคลื่อนที่ได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออาการเมารถ แต่เมื่อแรงของการเคลื่อนที่ตามที่สมองประเมินหรือคาดการณ์ไว้แตกต่างจากที่ประสบจริง สมองจะตีความไม่สอดคล้องกันของระบบประสาทนี้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ขัดแย้งกัน หากความขัดแย้งนี้ยังคงอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกาย เช่น เมารถได้” เอมอนด์กล่าว

ความสามารถในการคาดการณ์การเคลื่อนที่ของยานพาหนะดูเหมือนจะเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์การเมารถ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ที่ขับรถมักไม่แสดงอาการ พวกเขารู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการคาดการณ์การเคลื่อนที่และการเคลื่อนที่เจอจริง อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีความเกี่ยวข้องกับอาการเมารถที่รุนแรงกว่า เนื่องจากรถยนต์เหล่านี้ให้เบาะแสเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ที่กำลังจะมาถึงได้น้อยกว่า

“เมื่อค้นพบสภาพแวดล้อมการเคลื่อนที่ใหม่ สมองจำเป็นต้องปรับตัว เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ก่อนหน้าในบริบทเช่นนี้ นี่คือเหตุผลที่เกือบทุกคนจะรู้สึกคลื่นไส้ในสภาพแวดล้อมไร้น้ำหนัก” เอมอนด์กล่าว

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฉงชิ่งและสถาบันวิจัยวิศวกรรมยานยนต์จีน เชื่อมโยงการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้ากับอาการกระสับกระส่ายและความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยเตือนว่าความรู้สึกไม่สบายอาจบั่นทอนความพึงพอใจด้านสุขภาพและการเดินทาง

นักประสาทวิทยายังพบการเปลี่ยนแปลงภายในสมองอีกด้วย การศึกษาที่นำโดยมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้และผู้ผลิตรถยนต์ SAIC Motor พบว่าการทำงานของสมองกำลังได้รับการจัดระเบียบใหม่เพื่อรับมือกับความเครียดทางสรีรวิทยาและจิตใจที่เกิดจากอาการเมารถ

ขณะที่ จอห์น โกลดิง ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาประยุกต์จากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ กล่าวว่าอาการเมารถส่งผลกระทบต่อผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลัง และประเด็นนี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นเมื่อมีการนำรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมาใช้

เนื่องจากจำนวนผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยบางคนจึงกำลังศึกษาหาวิธีแก้ปัญหาอาการคลื่นไส้เฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาการเมารถในรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับสามารถรักษาได้ด้วยการใช้สัญญาณภาพ เช่น หน้าจอแบบอินเทอร์แอคทีฟและแสงไฟรอบข้าง หรือระบบสั่นเตือนที่เบาะรถยนต์เมื่อรถกำลังเลี้ยว เพื่อให้สมองของผู้โดยสารสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนที่ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการเมารถเมื่อนั่งอยู่ด้านหลังรถแท็กซี่ไฟฟ้า

โกลดิงกล่าวว่า หากรู้ว่าตนเองมีอาการเมารถ ควรกินยาแก้เมารถ หรือใส่สายรัดข้อมือบรรเทาอาการ แต่วิธีที่ง่ายที่สุดและดีที่สุดคือนั่งด้านหน้าเพื่อดูวิว ซึ่งจะช่วยให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ต่างจากการนั่งข้างหลังที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการขยับศีรษะมากเกินไป อย่าดูโทรศัพท์หรือเริ่มอ่านหนังสือ เพราะจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก 

อีกวิธีที่น่าสนใจ คือ ฟังเสียงความถี่ 100 เฮิรตซ์สักหนึ่งนาที งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนาโกย่าของญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่าการสั่นสะเทือนที่ความถี่นี้อาจช่วยได้โดยการกระตุ้นส่วนหนึ่งของหูชั้นในที่ตรวจจับแรงโน้มถ่วงและความเร่ง


ที่มา: Interesting EngineeringThe GuardianThe Guardian 2South China Morning Post
Source: กรุงเทพธุรกิจ

เปิดข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยล่าสุด เพชรบุรี-กาญจนบุรี ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยสุด กทม.–ชลบุรี แชมป์ปล่อยสูงสุด

ปัจจุบัน 76 จังหวัด ของประเทศไทยมีข้อมูล และแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว และในปีงบประมาณ 2568 ยังมีการขยายผลให้มีจังหวัดที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero เพิ่มอีก 15 จังหวัด ทำให้ขณะนี้ประเทศไทยมีจังหวัดที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero รวมแล้วถึง 32 จังหวัด โดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับท้องถิ่นและจังหวัด เพื่อให้การลดก๊าซเรือนกระจก ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2566–2567 อบก. ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินโครงการ “การพัฒนาศักยภาพสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อพัฒนาแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัด โดยมีเป้าหมายของโครงการนี้คือให้แต่ละจังหวัดสามารถจัดทำ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกำหนด แผนการลดก๊าซเรือนกระจก ของตนเองได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งบูรณาการการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่

ซึ่งจะดำเนินแผนงาน 4 แผนงาน ดังนี้

  • การจัดทำฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด
  • การจัดทำแผนการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.)
  • การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการรายงานข้อมูลระดับจังหวัด

#กรุงเทพธุรกิจ รายงานเพิ่มเติม อ้างอิงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้ง 77 จังหวัด พบว่า 5 จังหวัดต่อไปนี้เป็นพื้นที่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเมืองอุตสาหกรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจ

อันดับ 1 กทม. – มากกว่า 40 ล้านตัน CO₂e/ปี

ใช้ปีฐาน พ.ศ. 2556 (ภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด) พบว่า มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 40 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y) โดย กรุงเทพฯ มีประชากรกว่า 5.4 ล้านคน ซึ่งหากนับรวมประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานและอยู่อาศัยรวมแล้วกว่า 10 ล้านคน ยิ่งทำให้เกิดกิจกรรมการผลิตและการบริโภคที่ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โดยเฉพาะจากภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่า 80% ของการปล่อยทั้งหมด

อันดับ 2 ชลบุรี – มากกว่า 24 ล้านตัน CO₂e/ปี

จังหวัดศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในหัวใจหลักของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการกระจุกตัวของนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ส่งผลให้ชลบุรีมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 24 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y)

อันดับ 3 สระบุรี – มากกว่า 22 ล้านตัน CO₂e/ปี

สระบุรี เมือง “โรงปูน” ของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดของไทย กระบวนการเผาหินปูนเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ต้องใช้พลังงานมหาศาลและยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากปฏิกิริยาเคมี ร่วมกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมาก ทำให้สระบุรีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 22 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y)

อันดับ 4 ระยอง – มากกว่า 18 ล้านตัน CO₂e/ปี

ระยองเมืองแห่งอาณาจักรปิโตรเคมีของประเทศไทย โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ และโรงงานเคมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงจากกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงและปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ รวมแล้วมีปริมาณมากกว่า 18 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y)

อันดับ 5 สมุทรปราการ – มากกว่า 14 ล้านตัน CO₂e/ปี

เมืองอุตสาหกรรมหนักริมชายฝั่งที่มีความหลากหลายของอุตสาหกรรม ตั้งแต่เหล็กกล้า อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงโรงงานเคมีขนาดใหญ่ อีกทั้งยังอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ทำให้มีทั้งโรงงานและประชากรอาศัยอย่างหนาแน่น กิจกรรมด้านการขนส่ง การใช้พลังงานในอาคาร และการจราจร ล้วนส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก รวมแล้วมีปริมาณการปล่อยมากกว่า 14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y)

เปิด 5 จังหวัด ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยสุด

ต่อมาพามาดูจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนจากผืนป่า และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งบางแห่งสามารถบรรลุ Net Zero ได้แล้ว ดังนี้

  • เพชรบุรี – กักเก็บคาร์บอนได้ราว 16.4 ล้านตัน CO₂e

เพชรบุรีมีพื้นที่ป่าราว 64% ของพื้นที่จังหวัด โดยเฉพาะป่าแก่งกระจานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกทางธรรมชาติ “กลุ่มป่าแก่งกระจาน” ครอบคลุมกว่า 2.4 ล้านไร่ ทำหน้าที่เป็น “ปอดของประเทศ” โดยคาดการณ์ว่าสามารถดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 16.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

\'เพชรบุรี\' ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยสุด กทม.–ชลบุรี แชมป์ปล่อยสูงสุด
  • กาญจนบุรี – กักเก็บคาร์บอนได้ราว 5.86 ล้านตัน CO₂e

กาญจนบุรีมีพื้นที่ป่าราว 67% หรือประมาณ 5.8 ล้านไร่ ครอบคลุมผืนป่าตะวันตกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผืนป่าแห่งนี้สามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้ราว 5.86 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

  • น่าน- กักเก็บคาร์บอนได้ราว 4.96 ล้านตัน CO₂e

แม้น่านเคยเผชิญปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพดอย่างหนักในอดีต แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามฟื้นฟูป่าอย่างจริงจังจนพื้นที่ป่าปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นราว 60% หรือประมาณ 4.2 ล้านไร่ ส่งผลให้น่านสามารถลดและดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 4.96 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

  • แม่ฮ่องสอน – กักเก็บคาร์บอนได้ราว 4.92 ล้านตัน CO₂e

แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มี พื้นที่ป่ามากที่สุดในประเทศไทย คิดเป็น 85% หรือราว 7.3 ล้านไร่ แต่ป่ากว่า 40% อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม จากการบุกรุกเพื่อทำเกษตรและไฟป่าซ้ำซาก อย่างไรก็ดี หากสามารถฟื้นฟูป่าได้อย่างต่อเนื่อง พื้นที่ป่าของแม่ฮ่องสอนสามารถดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนได้มากกว่า 4.92 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

  • เชียงใหม่ – กักเก็บคาร์บอนได้ราว 3.94 ล้านตัน CO₂e

เชียงใหม่มีพื้นที่ป่าประมาณ 60% ครอบคลุมทั้งป่าธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ เช่น ดอยอินทนนท์ และป่าชุมชนรอบพื้นที่เกษตร มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่า 3.94 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

ที่มาข้อมูล: กรุงเทพธุรกิจ , อบก.
Source : Spring News