ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือ B100 คือเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตจากน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ หรือ น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารแล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ ไบโอดีเซลมีการเผาไหม้ที่สะอาดและมีกำมะถันต่ำ ทำให้เป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการใช้พลังงานที่สะอาดขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลในสัดส่วน 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศ

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล (B100) ต้องเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและความต้องการที่ลดลง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามดูเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ว่าทิศทางธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568  รวมถึงความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาวจะเป็นอย่างไร

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ “ธุรกิจไบโอดีเซลไทยปี 2568 กำลังการผลิตส่วนล้น ความต้องการหด กดดันรายได้ลด” ออกมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ระบุว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) ของไบโอดีเซลในปี 2568 จะลดลงสู่ระดับราว 34% เทียบกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 53% ในปี 2564 สาเหตุที่กำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2567 เพราะในปี 2563 ภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศแทนที่น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 7% (B7) นอกจากนี้ ยังมีแรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI เพื่อส่งเสริมการลงทุนในกิจการไบโอดีเซลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือมีการวิจัยและพัฒนา ทำให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและขยายกำลังการผลิต 

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมก็ได้เริ่มปรับตัว ด้วยการลดกำลังการผลิตลงราว 2.5% ในปี 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่เผชิญอยู่ได้ โดยปัญหานี้ทำให้การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรายเล็กและกลางที่ประสบอุปสรรคในการแย่งชิงความต้องการที่จำกัดในตลาด นอกจากนี้ ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะผู้ผลิตไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดเชิงขนาด ซึ่งภาวะดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ คาดว่ารายได้ธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568 มีทิศทางลดลง เพราะความต้องการไบโอดีเซลที่หดตัว แม้ราคาจะสูงขึ้น ในขณะที่ปี 2569 รายได้อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อยจากนโยบายเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาไบโอดีเซลที่คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อย โดยอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 14% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้น 1.1% ในปี 2569 ซึ่งอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ

1. สัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ภาครัฐกำหนด ซึ่งสำหรับปี 2568 อุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง เพราะแม้ว่าสัดส่วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีนี้ แต่ไม่เพียงพอที่จะพยุงความต้องการไบโอดีเซลโดยรวมได้ และภาครัฐอาจจะปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาจาก 5-7% (B5) มาเป็น 6.6-7% (B7) ในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มลดลง เพราะผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ขยายตัวหลังจากไตรมาสแรกปีนี้ และจะทยอยเพิ่มขึ้นทั้งปีจากปรากฏการณ์ลานีญา โดยในเดือนมีนาคม ผลผลิต CPO ขยายตัวกว่า 102% MoM ทว่านโยบายการใช้ B5 ต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2567 ก็ยังเป็นปัจจัยกดดันต่อปริมาณการใช้ไบโอดีเซลในปีนี้ ส่วนในปี 2569 ความต้องการไบโอดีเซลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาในช่วงปลายปี 2568 และยังได้รับแรงหนุนจากฐานที่ต่ำในปี 2568 ที่ความต้องการหดตัวลงมาก

2. ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 0.8% และ 1.3% ในปี 2568-2569 เพราะการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อขนส่งนักท่องเที่ยวโดยรถโดยสารมีแนวโน้มหดตัว เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยที่จะลดลงจากฐานที่สูงในปี 2567 ประกอบกับได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในภาคการผลิต

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกไทยอาจไม่สามารถปรับตัวต่ำลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2568-2569 เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยที่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังคงมีฐานะขาดดุลสูง 

ราคาไบโอดีเซลคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% และ 0.9% ในปี 2568 และ 2569 ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาไบโอดีเซล

ในปี 2568 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ที่อุปทานน้ำมันปาล์มดิบไทยตึงตัวในระดับสูง โดยเฉลี่ยสต็อก CPO ในช่วงดังกล่าวหดตัว 39% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงพยุงราคาไบโอดีเซลให้สูงกว่าปี 2567 แม้ว่าราคาจะเริ่มปรับตัวลงตามผลผลิตปาล์มที่ทยอยเพิ่มขึ้นหลังจากไตรมาสแรกแล้วก็ตาม 

สำหรับปี 2569 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยคาดว่าจะขยายตัวตามราคาตลาดโลก โดย World Bank คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกจะโต 2% ในปีหน้า เพราะได้รับแรงหนุนจากอินโดนีเซียที่ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก 35% (B35) ให้เป็น 40% (B40) ในปี 2568 และมีแผนจะเพิ่มเป็น 50% (B50) ในปี 2569 ทั้งนี้ อินโดนีเซียผลิตและใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับหนึ่งของโลก 

ความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาว

  • พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุให้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพภายในปี 2569 จะกระทบราคาและความต้องการไบโอดีเซล เพราะผู้ผลิตไบโอดีเซลจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงที่ราคาปาล์มอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างผลกำไรลดลง
  • กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและแผนพลังงานไทยกดดันการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วต่อเนื่องในอนาคต อาทิ พ.ร.บ. Climate Change ที่ภาครัฐมีแผนจะบังคับใช้ภายในปี 2569 อาจจะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อลดการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เช่น การเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกลไฟฟ้ามากขึ้นในภาคก่อสร้างและการเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) ยังมุ่งเน้นเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า อีกด้วย

Source : Energy News Center

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล (B100) เผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน โดยในปี 2564 อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 53% และจะลดสู่ระดับราว 34% ในปี 2568 รายได้ธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568 มีทิศทางลดลง เพราะอุปสงค์ไบโอดีเซลคาดว่าจะหดตัว 14.0% จากนโยบายการใช้ B5 ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว และความต้องการน้ำมันดีเซลที่จะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ แม้ว่าราคาไบโอดีเซลจะเพิ่มขึ้นก็ตาม 

สำหรับปี 2569 รายได้ธุรกิจไบโอดีเซลอาจจะดีขึ้นเล็กน้อย จากอุปสงค์ไบโอดีเซลที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น 1.1% หากภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ในขณะที่ ราคาไบโอดีเซลคาดว่าจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมันปาล์มดิบ

อุตสาหกรรมไบโอดีเซล (B100) ในไทยขับเคลื่อนโดยนโยบายภาครัฐ ที่สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ รวมถึงไบโอดีเซลซึ่งผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบเป็นหลัก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลนำเข้าและส่งเสริมเกษตรกรปาล์ม ทั้งนี้ ภาครัฐจะปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อพยุงราคาปาล์มในช่วงที่ผลผลิตปาล์มมีมาก นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลที่ขายในไทยทั้งหมดต้องมีไบโอดีเซลผสม ดังนั้น นโยบายภาครัฐจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไบโอดีเซลที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซลกำลังเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินนับตั้งแต่ปี 2564 ที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) อยู่ที่ 53% และคาดว่าจะมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 34% ในปี 2568 

ทั้งนี้ กำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2567 เพราะในปี 2563 ภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศแทนที่น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 7% (B7) นอกจากนี้ ยังมีแรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI เพื่อส่งเสริมการลงทุนในกิจการไบโอดีเซลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือมีการวิจัยและพัฒนา ทำให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและขยายกำลังการผลิต 

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมก็ได้เริ่มปรับตัว ด้วยการลดกำลังการผลิต (capacity) ลงราว 2.5% ในปี 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่เผชิญอยู่ได้ โดยปัญหานี้ทำให้การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรายเล็กและกลางที่ประสบอุปสรรคในการแย่งชิงความต้องการที่จำกัดในตลาด นอกจากนี้ ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะผู้ผลิตไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดเชิงขนาด ซึ่งภาวะดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า

ในปี 2568 รายได้ธุรกิจไบโอดีเซลคาดว่าจะลดลง เพราะความต้องการไบโอดีเซลที่หดตัว แม้ราคาจะสูงขึ้น ในขณะที่ปี 2569 รายได้อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อยจากนโยบายเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาไบโอดีเซลที่คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อย

อุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 14% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้น 1.1 ในปี 2569 โดยอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ดังต่อไปนี้

1. สัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ภาครัฐกำหนด 

สำหรับปี 2568 อุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง เพราะแม้ว่าสัดส่วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีนี้ แต่ไม่เพียงพอที่จะพยุงความต้องการไบโอดีเซลโดยรวมได้ ภาครัฐอาจจะปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาจาก 5-7% (B5) มาเป็น 6.6-7% (B7) ในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มลดลง เพราะผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ขยายตัวหลังจากไตรมาสแรกปีนี้ และจะทยอยเพิ่มขึ้นทั้งปีจากปรากฏการณ์ลานีญา โดยในเดือนมีนาคม ผลผลิต CPO ขยายตัวกว่า 102% MoM ทว่านโยบายการใช้ B5 ต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2567 ก็ยังเป็นปัจจัยกดดันต่อปริมาณการใช้ไบโอดีเซลในปีนี้

ในปี 2569 ความต้องการไบโอดีเซลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาในช่วงปลายปี 2568 และยังได้รับแรงหนุนจากฐานที่ต่ำในปี 2568 ที่ความต้องการหดตัวลงมาก

2.ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 0.8% และ 1.3% ในปี 2568-2569 เพราะการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อขนส่งนักท่องเที่ยวโดยรถโดยสารมีแนวโน้มหดตัว จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยที่จะลดลงจากฐานที่สูงในปี 2567 ประกอบกับได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในภาคการผลิต นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกไทยอาจไม่สามารถปรับตัวต่ำลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2568-2569 เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยที่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังคงมีฐานะขาดดุลสูง ราคาไบโอดีเซลคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% และ 0.9% ในปี 2568 และ 2569 ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาไบโอดีเซล 

ในปี 2568 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ที่อุปทานน้ำมันปาล์มดิบไทยตึงตัวในระดับสูง โดยเฉลี่ยสต็อก CPO ในช่วงดังกล่าวหดตัว 39% YoY จึงพยุงราคาไบโอดีเซลให้สูงกว่าปี 2567 แม้ว่าราคาจะเริ่มปรับตัวลงตามผลผลิตปาล์มที่ทยอยเพิ่มขึ้นหลังจากไตรมาสแรกแล้วก็ตาม 

สำหรับปี 2569 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยคาดว่าจะขยายตัวตามราคาตลาดโลก โดย World Bank คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกจะโต 2% ในปีหน้า  เพราะได้รับแรงหนุนจากอินโดนีเซียที่ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก 35% (B35) ให้เป็น 40% (B40) ในปี 2568 และมีแผนจะเพิ่มเป็น 50% (B50) ในปี 2569 ทั้งนี้ อินโดนีเซียผลิตและใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับหนึ่งของโลก 

ความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาว พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุให้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพภายในปี 2569 จะกระทบราคาและความต้องการไบโอดีเซล เพราะผู้ผลิตไบโอดีเซลจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงที่ราคาปาล์มอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างผลกำไรลดลง

กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและแผนพลังงานไทยกดดันการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วต่อเนื่องในอนาคต อาทิ พ.ร.บ. Climate Change ที่ภาครัฐมีแผนจะบังคับใช้ภายในปี 2569 อาจจะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อลดการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เช่น การเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกลไฟฟ้ามากขึ้นในภาคก่อสร้างและการเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) ยังมุ่งเน้นเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

Source : BTimes

Battery Energy Storage System หรือที่เรียกย่อว่า BESS คือระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบพลังงานมีความมั่นคง และรองรับการเปลี่ยนแปลงของแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม BESS ทำหน้าที่กักเก็บพลังงานเมื่อผลิตได้เกินความต้องการ และจ่ายกลับออกมาใช้ในช่วงที่มีความต้องการสูงหรือช่วงที่แหล่งพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ เช่น ตอนกลางคืนหรือช่วงไม่มีลม ทำให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพมากขึ้นและลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลได้อย่างมาก

ความสำคัญและบทบาทของ BESS

BESS ช่วยให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีความเสถียรและน่าเชื่อถือมากขึ้น เนื่องจากสามารถจัดการกับความผันผวนของพลังงานจากแหล่งหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระของโรงไฟฟ้าแบบพีค (Peaker plants) ที่ปล่อยมลพิษสูงโดยการกักเก็บพลังงานส่วนเกินและจ่ายไฟในช่วงที่ความต้องการสูง ช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าผ่านการทำ peak shaving และ load shifting รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งจ่ายไฟสำรองเมื่อระบบไฟเกิดขัดข้อง

Photo : Energy News Center

องค์ประกอบหลักของระบบ BESS

  1. Battery Packs คือชุดแบตเตอรี่ที่ใช้เก็บพลังงาน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเนื่องจากมีความจุสูงและอายุการใช้งานยาวนาน
  2. Battery Management System (BMS) ระบบจัดการแบตเตอรี่ที่คอยตรวจสอบความปลอดภัยและการทำงานของแบตเตอรี่ เพื่อยืดอายุการใช้งานและป้องกันอันตราย
  3. Inverter (Power Conversion System) อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC) หรือกลับกัน เพื่อให้สามารถนำพลังงานไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือระบบไฟฟ้าภายนอกได้

ประโยชน์ของ BESS

  • เพิ่มความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า โดยช่วยลดความผันผวนและปัญหาไฟดับ
  • สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการเก็บพลังงานส่วนเกินจากแสงแดดและลมไว้ใช้ในเวลาที่ไม่มีการผลิต
  • ลดค่าไฟฟ้าผ่านการบริหารจัดการพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ราคาพลังงานแพง
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
  • มีความยืดหยุ่นในการดำเนินการ รองรับการทำงานในระบบกริดหลักหรือระบบไมโครกริด และยังสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองในกรณีไฟฟ้าขัดข้อง

แนวโน้มเทคโนโลยี BESS ในไทยและโอกาสลงทุนในอนาคต

ปัจจุบันมีนวัตกรรมในการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานต่อเนื่อง เช่น การผสมผสาน BESS กับเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบอื่นๆ เช่น ซุปเปอร์คาปาซิเตอร์ (Supercapacitors) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการชาร์จและปล่อยพลังงานเร็วขึ้น นอกจากนี้ ต้นทุนของระบบ BESS มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การติดตั้งและใช้งานในวงกว้างมีความเป็นไปได้สูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน

เทคโนโลยี BESS (Battery Energy Storage System) ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วตามการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าไทย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม โดย BESS มีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมคุณภาพไฟฟ้าแบบ Real-Time และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้า (Grid Flexibility) เพื่อรองรับความผันผวนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ การติดตั้ง BESS ยังต้องเน้นการวางจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานแบบอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และระบบพลังงานไฮโดรเจน เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าประเทศ

Photo : Energy News Center

ด้านโอกาสการลงทุน BESS ในไทยกำลังได้รับความสนใจจากบริษัทรายใหญ่ เช่น บริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) ที่กำลังเร่งขยายธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานและมองเห็นว่า BESS จะเป็นตัวแปรสำคัญในการรองรับพลังงานหมุนเวียนและการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาด เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องการพลังงานเสถียรและสะอาด บริษัทได้ตั้งเป้าลงทุนในตลาด BESS ทั้งในและต่างประเทศ และนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ในปัจจุบัน มีโครงการ BESS สำคัญที่ดำเนินการในประเทศไทย เช่น โครงการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ขนาด 50 เมกะวัตต์ ที่เกาะสมุย ซึ่งเป็นโครงการ BESS ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับในช่วงพีค และมีแผนในการสร้างและขยายโครงสร้างพื้นฐาน BESS เพิ่มขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ภายในปี 2037 และเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ถึง 70% ของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด

นอกจากนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ร่วมมือจัดเวิร์กชอปและวางแผนส่งเสริมการพัฒนาระบบ BESS ในระดับโครงข่ายไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ของประเทศ

สรุปแนวโน้มและโอกาสลงทุน BESS ในไทย

ประเด็นรายละเอียด
แนวโน้มเทคโนโลยีBESS จะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นตามการขยายพลังงานหมุนเวียนและเน้นการรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า
โครงการสำคัญโครงการ BESS ของ PEA ที่เกาะสมุย (50 MW), โครงการของ กฟผ. ในหลายจังหวัด
การสนับสนุนภาครัฐส่งเสริมโดย กฟผ. และ กกพ. พร้อมจัดเวิร์กชอปเพิ่มความรู้และวางแผนพัฒนาโครงข่าย BESS
โอกาสลงทุนบริษัทพลังงานเอกชนใหญ่ เช่น บ้านปู เน้นลงทุนขยาย BESS และใช้ AI บริหารพลังงาน เพื่อโอกาสเติบโตในอนาคต
ตลาดเป้าหมายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน, ศูนย์ข้อมูล, ยานยนต์ไฟฟ้า, และพื้นที่ห่างไกลที่ต้องการไฟฟ้าเสถียร
เป้าหมายพลังงานหมุนเวียนปี 2037 ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียน 51%, พลังงานแสงอาทิตย์ 70% ของพลังงานหมุนเวียน

โดยรวม เทคโนโลยี BESS ในไทยมีศักยภาพสูงและเป็นโอกาสลงทุนสำคัญในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืนและคาร์บอนต่ำในอนาคตอันใกล้

ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุน BESS ในไทยยังสูงคืออะไร

ต้นทุนของระบบ BESS ในไทยยังค่อนข้างสูงเนื่องจากหลายปัจจัยสำคัญ ดังนี้

  1. ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูง การติดตั้งระบบ BESS ต้องลงทุนในฮาร์ดแวร์ เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ตู้คอนเทนเนอร์ระบบควบคุม และอุปกรณ์แปลงพลังงาน รวมถึงค่าแรงงานและการติดตั้ง ซึ่งรวมกันทำให้ต้นทุนเบื้องต้นสูงมาก นอกจากนี้เทคโนโลยีนี้ยังเป็นเทคโนโลยีที่มีความใหม่ในไทย ทำให้ต้นทุนบริการและซัพพอร์ตยังสูง
  2. ราคาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่พึ่งพิงสินแร่ราคาสูง เช่น ลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่ ราคาวัตถุดิบเหล่านี้ยังเปลี่ยนแปลงและผันผวนตามสถานการณ์โลก เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศและมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของแบตเตอรี่ยังค่อนข้างสูง
  3. ขนาดและความจุที่เหมาะสม การออกแบบและติดตั้ง BESS ที่มีประสิทธิภาพจะต้องเลือกขนาดและความจุที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ซึ่งถ้าต้องการเก็บพลังงานและจ่ายไฟได้นาน เช่น 2-4 ชั่วโมง ต้นทุนก็จะเพิ่มสูงตามขนาดระบบและความจุแบตเตอรี่ โดยในกรณีครัวเรือนหรือธุรกิจขนาดเล็ก จุดคุ้มทุนยังไม่เหมาะสมเพราะค่าไฟฟ้าที่ต้องสูงถึงระดับหนึ่งจึงจะคุ้มค่าในการลงทุน
  4. การบำรุงรักษาและการบริการ เนื่องจาก BESS เป็นระบบที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ดี สิ่งนี้เพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานตลอดอายุการใช้งานของระบบ
  5. ขาดบุคลากรและองค์ความรู้เฉพาะทางในประเทศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและซ่อมบำรุงที่ยังจำกัด ส่งผลให้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากต่างประเทศเพิ่มต้นทุนการติดตั้งและบำรุงรักษา
Photo : Energy News Center

โดยภาพรวม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุน BESS ในไทยยังสูง ทั้งในแง่การลงทุนติดตั้งและค่าใช้จ่ายระยะยาว แม้ต้นทุนแบตเตอรี่จะมีแนวโน้มลดลงแต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านราคาวัตถุดิบ การบริหารจัดการ และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อกระตุ้นการลงทุนและลดต้นทุนโดยรวม

บทสรุป

BESS เป็นระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าของไทย โดยเฉพาะในยุคที่มีการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว แม้ต้นทุนจะยังสูง แต่การพัฒนาเทคโนโลยีและการสนับสนุนจากภาครัฐช่วยเร่งการขยายตัวของ BESS ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างระบบพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศในอนาคต

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความเห็นถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าสิ่งที่ประชาชนรอฟังยังไม่มีความชัดเจน ทั้งเรื่องโครงการสำคัญอย่างการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน, โครงการ LNG Terminal 3, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ และการเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดกับผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA)

นายศุภโชติ กล่าวว่า ค่าไฟที่เราแบกรับทุกเดือนไม่ได้เกิดจากต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางแผนที่ล่าช้า เอื้อกลุ่มทุน และขาดความโปร่งใส จึงขอทวงถามรัฐบาลอีกครั้งว่าเมื่อไหร่จะจริงจังแก้ปัญหาค่าไฟแพงให้คนไทยอย่างจริงใจเสียที โดยเฉพาะใน 4 เรื่องสำคัญ

(1) การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รอบ 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งมีปัญหากระบวนการคัดเลือกเต็มไปด้วยข้อกังขา, ใช้อัตรา FiT เดิมจากปี 2565 ทั้งที่ต้นทุนโซลาร์และลมลดลงทุกปี ล็อกโควตาให้ผู้เล่นเดิม ตัดโอกาสผู้ประกอบการรายใหม่ ทำสัญญายาว 25 ปี กลายเป็นภาระค่าไฟในระยะยาว จากมติ กพช. 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ให้มีการเจรจาปรับลดราคารับซื้อโครงการโซลาร์ภายใน 45 วัน แต่ยืนยันใช้ราคารับซื้อเดิมสำหรับโครงการพลังงานลม และให้เดินหน้าตามขั้นตอนต่อไปได้ทันที ข้อเสนอของตนคือควรยกเลิกการรับซื้อทั้งสองรอบ และหันมาผลักดัน Direct PPA ที่ไม่เป็นภาระกับผู้ใช้ไฟรายย่อย หรือหากไม่ยกเลิก ควรชะลอการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนและต้องเริ่มกระบวนการใหม่ที่โปร่งใสกว่าเดิม รวมถึงใช้หลักเกณฑ์ที่สะท้อนต้นทุนจริง เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาใหม่ 


(2) โครงการโรงเก็บและแปรสภาพก๊าซ (LNG Terminal 3) ปัจจุบันไทยมี LNG Terminal แล้ว 2 แห่ง แต่ใช้งานจริงเพียง 60–70% การสร้าง Terminal 3 อิงบนสมมติฐานเก่า ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง เสี่ยงกลายเป็นต้นทุนค่าไฟที่ประชาชนต้องแบกรับ สถานะปัจจุบันของโครงการนี้ อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยยังไม่มีการทบทวนความจำเป็นอย่างโปร่งใส ข้อเสนอแนะของตนคือควรยกเลิกหรือชะลอโครงการ เพื่อป้องกันต้นทุนค่าไฟเกินจำเป็น และพิจารณายกเลิกมติ กพช. 2564/3 อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ต้นทุนของโครงการถูกผลักมาอยู่ในค่าไฟของประชาชน รวมถึงหันไปลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่มั่นคงและต้นทุนถูกกว่า 


(3) แผน PDP ฉบับใหม่ ความสำคัญของแผน PDP คือการเป็นแผนแม่บทพลังงานของประเทศ แต่ที่ผ่านมามีความล้าหลังและเอื้อกลุ่มทุน ไม่มีพื้นที่ให้ประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กเข้ามามีส่วนร่วม 


ปัจจุบันรัฐบาลได้ยกเลิกร่าง PDP 2024 และเพิ่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง PDP ฉบับใหม่ คาดว่าจะได้ใช้ในปี 2026 ซึ่งข้อเสนอแนะของตนคือต้องทำให้แผน PDP ฉบับใหม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ทั้งพลังงานหมุนเวียน ต้นทุน และเทคโนโลยี เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากประชาชน นักวิชาการ และภาคธุรกิจ ไม่ใช่ร่างในห้องปิดอย่างที่ผ่านมา

(4) Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง ปัจจุบันระบบไฟฟ้ายังผูกขาดกับรัฐและผู้เล่นรายใหญ่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารทางเทคนิค (Grid Code) และมีโครงการนำร่องเพียง 2,000 เมกะวัตต์ จำกัดเฉพาะ Data Center

ข้อเสนอของตน คือ ควรขยายปริมาณโครงการเกินกว่า 2,000 เมกะวัตต์และศึกษาความต้องการจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ เปิดสิทธิ์ให้กว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และลดอุปสรรคด้านกฎเกณฑ์ เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจทั่วไปเข้าถึงการซื้อขายไฟฟ้าได้จริง 


นายศุภโชติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนและการตัดสินใจทางนโยบายที่ผิดพลาดและไม่โปร่งใส วันนี้ถือโอกาสทวงถามแทนพี่น้องคนไทย รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้ใช้ไฟฟ้าที่ยุติธรรม โปร่งใส และราคาที่ประชาชนทุกครัวเรือนเข้าถึงได้จริง

Source : https://thaitabloid.com/archives/236790

JAECOO 5 EV: รถไฟฟ้า 100% เขย่าตลาดไทย ชูจุดเด่นไลฟ์สไตล์ -คนรักสัตว์ ราคาเริ่มต้นที่ 549,000 บาท สำหรับรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Dynamic

OMODA & JAECOO แบรนด์ยานยนต์ที่น่าจับตามอง สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “JAECOO 5 EV” รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุด ที่มุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และยังออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางร่วมกับสัตว์เลี้ยงแสนรักโดยเฉพาะ โดยประกาศราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 629,000 บาท พร้อมส่งแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้า 1,000 รายแรก ที่ราคาเริ่มต้นเพียง 549,000 บาท

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ 

บิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ โอโมด้า แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนา JAECOO 5 EV ว่า “รถยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการผจญภัย ครอบครัวที่รักการท่องเที่ยว หรือคนรักสัตว์เลี้ยง เราใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อให้ JAECOO 5 EV เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ทำให้ทุกการเดินทางมีความหมาย”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านฟังก์ชันต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่สนุกสนาน เช่น ห้องโดยสารที่กว้างขวาง ระบบความบันเทิงครบครัน และโหมดคาราโอเกะในรถ ที่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศการเดินทางให้กลายเป็นปาร์ตี้ส่วนตัวได้ทันที

เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 - 599,000 บาท
เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 – 599,000 บาท

 เจาะลึก 2 รุ่นย่อย: ดีไซน์และฟังก์ชันที่แตกต่าง 

JAECOO 5 EV นำเสนอทางเลือกให้ผู้บริโภค 2 รุ่นย่อย เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แตกต่างกัน

JAECOO 5 EV Long Range Max: รุ่นท็อปที่เน้นความพรีเมียมและสะดวกสบายสูงสุด มาพร้อมเบาะหนังสังเคราะห์, หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 13.2 นิ้ว, ไฟเรืองแสงในห้องโดยสารปรับได้ 64 สี, กล้องมองภาพรอบคัน 540°, หลังคากระจกพาโนรามาขนาด 1.45 ตร.ม. และประตูท้ายไฟฟ้า

JAECOO 5 EV Long Range Dynamic: รุ่นเริ่มต้นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยสไตล์สปอร์ตและทันสมัย ใช้เบาะผ้าดีไซน์พิเศษ พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว และกล้องมองภาพรอบคัน 360°

เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 - 599,000 บาทเปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 – 599,000 บาท

ฟังก์ชันเด่นเพื่อทุกกิจกรรม: จากทริปแคมปิงถึงการเดินทางของน้องสี่ขา

หนึ่งในจุดขายที่สำคัญของ JAECOO 5 EV คือการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานจริงในทุกมิติ

สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง: ตัวรถเลือกใช้วัสดุหุ้มเบาะที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและทำความสะอาดง่าย พร้อมจุดยึด ISOFIX สำหรับติดตั้งที่นั่งของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เพิ่มความปลอดภัยและความสบายใจตลอดการเดินทาง
สำหรับสายผจญภัยและช็อปปิง: พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมีขนาดใหญ่ สามารถรองรับอุปกรณ์กิจกรรมกลางแจ้ง เช่น อุปกรณ์แคมปิง, เซิร์ฟบอร์ด หรือจักรยาน ได้อย่างสบาย

 สมรรถนะและมาตรฐานความปลอดภัย

JAECOO 5 EV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสุด 461 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐานการทดสอบ) ด้านความปลอดภัย ตัวรถมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) ถึง 19 ฟังก์ชัน และใช้โครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็กกล้ากำลังสูง (High-Strength Steel) ถึง 77% เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 - 599,000 บาทเปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 – 599,000 บาท

ราคาและข้อเสนอสุดพิเศษช่วงเปิดตัว
OMODA & JAECOO ได้ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับ JAECOO 5 EV ดังนี้:

รุ่น JAECOO 5 EV Long Range Dynamic: ราคา 629,000 บาท
รุ่น JAECOO 5 EV Long Range Max: ราคา 679,000 บาท

ข้อเสนอพิเศษ: สำหรับลูกค้า 1,000 ท่านแรก ที่จองและรับรถภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 จะได้รับราคาพิเศษ

รุ่น Long Range Dynamic: เริ่มต้นที่ 549,000 บาท
รุ่น Long Range Max: เริ่มต้นที่ 599,000 บาท

โปรโมชันดังกล่าว ยังรวมถึงเครื่องชาร์จ Wall Charge พร้อมบริการติดตั้ง, ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.78%, การรับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 200,000 กม., การรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม. และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงฟรี นาน 5 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นกลยุทธ์ด้านราคาและการบริการที่น่าสนใจอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน

เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 - 599,000 บาทเปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 – 599,000 บาท

Source : Spring News