เดินหน้าหนุนครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด หัวเว่ย จับมือ เจจีเอส-เจมาร์ท โมบาย เปิดตัว “The Next Energy Hub” ส่งมอบโซลูชันพลังงานสะอาดอัจฉริยะ พร้อมประสบการณ์ใหม่ที่เข้าถึงง่าย

ครัวเรือนไทยกำลังต้องการเข้าถึงพลังงานสะอาดกันมากขึ้น เพื่อเป็นการประหยัดไฟ ลดค่าครองชีพ แต่ช่วงที่ก่อนหน้ามานี้จะเข้าถึงพลังงานยากไปนิดหนึ่ง แต่…ปัจจุบันเริ่มเข้าถึงง่ายมากขึ้น เมื่อมีเอกชนเดินหน้าสนับสนุนเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เช่น หัวเว่ยผนึกความร่วมมือกับ บริษัท เจจีเอส ซินเนอร์จี พาวเวอร์ จำกัด (JGS) และ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด เปิดตัว “The Next Energy Hub” ศูนย์รวมโซลูชันโซลาร์รูฟท็อปยุคใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างสะดวก มั่นใจ และปลอดภัย ผ่านช่องทางการให้บริการของร้านเจมาร์ท โมบายกว่า 270 สาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนถึงเป้าหมายร่วมกันของทั้งสามองค์กรในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือน โดยเน้นการออกแบบประสบการณ์ที่เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการข้อมูลชัดเจน บริการที่เชื่อถือได้ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การเลือกติดตั้งโซลูชันพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอีกต่อไป ลูอี้ หู รองประธานฝ่ายดิจิตอลพาวเวอร์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หัวเว่ยมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนอนาคตของพลังงานสะอาดในประเทศไทย ผ่านการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสนับสนุนภาคครัวเรือนอย่างแท้จริง ความร่วมมือกับ JGS และเจมาร์ท โมบาย ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้โซลูชันพลังงานสะอาดของหัวเว่ยเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น พร้อมทั้งมอบประสบการณ์ที่มั่นใจและปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการใช้งาน

หนุนครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด! เปิดตัว “The Next Energy Hub”

ด้าน นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ กรรมการบริษัท เจจีเอส ซินเนอรจี พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าโซลูชันด้านพลังงานสะอาดไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าใจยากหรือห่างไกลจากผู้บริโภค ความร่วมมือกับหัวเว่ยซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด ทำให้เราสามารถนำเสนอนวัตกรรมที่ทั้งทันสมัย ปลอดภัย และเชื่อถือได้ ควบคู่ไปกับเครือข่ายร้านเจมาร์ท โมบายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสร้างการเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างแท้จริงให้กับครัวเรือนไทย

หนุนครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด! เปิดตัว “The Next Energy Hub”

  • หัวเว่ย ดิจิตอล พาวเวอร์ (ประเทศไทย) นำเสนอ FusionSolar for Residential โซลูชันด้านพลังงานสะอาดที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยออกแบบมาเพื่อมอบ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงานในระยะยาว พร้อมนวัตกรรมอัจฉริยะที่ช่วยให้การจัดการพลังงานในบ้านกลายเป็นเรื่องง่าย อาทิ เช่น:
  • อินเวอร์เตอร์ประหยัดไฟเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): หัวเว่ยเป็นผู้ผลิตรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานในระดับสูงสุด
  • ระบบ AFCI อัจฉริยะ (Arc Fault Circuit Interrupter): ใช้ AI ตรวจจับและป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรในระบบโซลาร์เซลล์ ช่วยลดความเสี่ยงจากอัคคีภัย
  • Optimizer และระบบ Rapid Shutdown: ช่วยจัดการพลังงานจากแต่ละแผงโซลาร์เซลล์อย่างเป็นอิสระ พร้อมระบบปิดการทำงานอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัยขั้นสูง
  • SmartGuard และ EMMA AI (Energy Management Assistant): ระบบอัจฉริยะที่สามารถสลับแหล่งจ่ายไฟระหว่างโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ในกรณีไฟดับ พร้อมวางแผนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค และสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับสถานีพยากรณ์อากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสำรองพลังงานในช่วงที่มีเมฆมากหรือฝนตก
  • แบตเตอรี่ LUNA S1: ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล อาทิ IEC62619, IEC63056 และ TÜV SÜD VDE พร้อมระบบป้องกันถึง 5 ชั้น ตั้งแต่ระดับเซลล์จนถึงระบบรวม ทั้งยังมีระบบระบายแรงดัน (Pressure Release) และระบบดับเพลิงในตัว (Fire Suppression System) เพิ่มความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว
หนุนครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด! เปิดตัว “The Next Energy Hub”

ทั้งนี้ โซลูชัน FusionSolar พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ที่ร้านเจมาร์ท ลูกค้าที่สนใจสามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือคำปรึกษาเกี่ยวกับโซลูชันพลังงานสะอาดของหัวเว่ยได้ที่ ร้านเจมาร์ท โมบาย ใกล้บ้านท่าน หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของพันธมิตรอย่างเป็นทางการที่ https://jgs-synergy.co.th/

Source : Spring News

บริษัทในเยอรมนี คืนชีพให้แบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานแล้ว และแบตเตอรี่ที่เหลือจากการผลิต ด้วยการนำเอามาเรียงซ้อนกันเป็นหน่วยขนาดเท่าตู้เย็น เพื่อทำหน้าที่เสมือน “พาวเวอร์แบงค์” เก็บพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมส่วนเกินจากการผลิตไฟฟ้า มาเก็บไว้สำหรับใช้งาน

ตู้เก็บแบตเตอรี่เพื่อใช้งานภายในบ้าน

ผลงานนี้เป็นของบริษัท โวลต์แฟง (Voltfang) ซึ่งได้เปิดโรงงานอุตสาหกรรมแห่งแรกในเมือง อาเคิน (Aachen) ใกล้ชายแดนเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ และเป็นโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมฟื้นฟูแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งเป้าเพื่อช่วยสนับสนุนยุโรปในการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และหันมาพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

คืนชีพให้แบตเตอรี่ EV ที่ใช้แล้ว

ภายในไซต์งาน ช่างเทคนิคจะรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วมาทดสอบเพื่อประเมินอายุการใช้งานที่เหลืออยู่ แบตเตอรี่ที่ยังอยู่ในสภาพดีจะถูกนำไปปรับสภาพใหม่เพื่อ “ใช้งานอีกครั้ง” และนำไปติดตั้งในตู้ขนาดเท่าตู้เย็นขนาดใหญ่ ทนทานต่ออุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ถึง 50 องศาเซลเซียส 

บริษัทกล่าวว่าข้อดีของระบบกักเก็บพลังงานที่พัฒนาขึ้น ก็คือการ ช่วยเพิ่มสเถียรภาพให้กับการใช้พลังงานหมุนเวียน จากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม และการที่บริษัทใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ใช้แล้ว หรือแบตเตอรี่ที่เป็นส่วนเกินจากการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังเป็นการช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบหายากเพื่อทำแบตเตอรี่ก้อนใหม่

นอกจากนี้เมื่อเทียบกับการใช้งานแบตเตอรี่ก้อนใหม่ กับการใช้แบตเตอรี่เก่า ในการเก็บพลังงานไฟฟ้า บริษัทพบว่าแบตเตอรี่ใช้แล้วที่นำมาปรับสภาพเพื่อใช้งานต่อ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1 ตัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรได้ด้วย

สำหรับบริษัท โวลต์แฟง (Voltfang) ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดยตั้งเป้าพัฒนาความจุการกักเก็บไฟฟ้าของโรงงานแห่งนี้ไว้ที่ 250 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ต่อปี ภายในปี 2026 และจะเพิ่มกำลังการกักเก็บไฟฟ้าให้ได้ถึง 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี ให้เพียงพอสำหรับบ้าน 300 หลัง ภายในปี 2030

Source : TNN

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงและพัฒนาอย่างรวดเร็วคือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ เชื้อเพลิงสะอาด หรือ เชื้อเพลิงที่ไร้คาร์บอน (Carbon-free fuels) ซึ่งในบรรดาเชื้อเพลิงทางเลือกมากมาย ไฮโดรเจน และ แอมโมเนีย โดดเด่นขึ้นมาในฐานะความหวังใหม่ของโลกพลังงานที่จะช่วยปลดปล่อยเราจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างแท้จริง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดนี้อย่างเจาะลึก ตั้งแต่คุณสมบัติ การผลิต ไปจนถึงบทบาทสำคัญในอนาคต

ไฮโดรเจน (Hydrogen) เชื้อเพลิงแห่งจักรวาล

ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดและมีปริมาณมากที่สุดในจักรวาล แต่มันไม่ได้มีอยู่ในรูปบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องมีการสกัดออกมาจากสารประกอบต่างๆ การผลิตไฮโดรเจนมีหลายวิธีและแต่ละวิธีก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงมีการแบ่งประเภทของไฮโดรเจนตามวิธีการผลิตและระดับการปล่อยคาร์บอนออกเป็นสีต่างๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

สีของไฮโดรเจนวิธีการผลิตการปล่อยคาร์บอนการใช้งานหลัก
ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen)ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ (Methane Reforming)มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงใช้ในอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีและโรงกลั่นน้ำมัน
ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen)ผลิตจากก๊าซธรรมชาติแต่มีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage)ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากพัฒนาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมที่มีอยู่
ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen)ผลิตโดยใช้กระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) แยกน้ำด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม)ไร้การปล่อยคาร์บอนเชื้อเพลิงแห่งอนาคตสำหรับภาคขนส่งและอุตสาหกรรมหนัก
ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen)ผลิตโดยกระบวนการอิเล็กโทรไลซิสโดยใช้พลังงานจากนิวเคลียร์ไร้การปล่อยคาร์บอนใช้ในอุตสาหกรรมและภาคส่วนที่ต้องการพลังงานสะอาดแต่มีต้นทุนต่ำกว่าไฮโดรเจนสีเขียว

ข้อดีของไฮโดรเจน คือ เมื่อถูกเผาไหม้ในเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) หรือเครื่องยนต์จะให้ผลผลิตเพียงแค่น้ำและพลังงานความร้อนเท่านั้น ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือมลพิษใดๆ เลย ทำให้เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีค่าพลังงานต่อน้ำหนักสูงมาก ทำให้เป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะสำหรับยานพาหนะขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก เรือ และเครื่องบิน ซึ่งต้องการพลังงานมหาศาล

ข้อจำกัดของไฮโดรเจน คือ การจัดเก็บและการขนส่งทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่เบามาก ต้องเก็บในถังความดันสูงหรือทำให้อยู่ในรูปของเหลวที่อุณหภูมิต่ำมาก (-253 องศาเซลเซียส) ซึ่งต้องใช้พลังงานจำนวนมาก อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการใช้งานไฮโดรเจนก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา

แอมโมเนีย (Ammonia) ผู้ช่วยที่มาพร้อมความหวัง

แอมโมเนีย (NH₃) เป็นสารประกอบที่เกิดจากไนโตรเจนและไฮโดรเจน แม้จะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเชื้อเพลิงดั้งเดิม แต่ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจ ทำให้แอมโมเนียกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังใหม่ในฐานะเชื้อเพลิงไร้คาร์บอน

ข้อดีของแอมโมเนีย คือสามารถผลิตจากไฮโดรเจนสีเขียวได้ (Green Ammonia) โดยใช้ไนโตรเจนจากอากาศ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สะอาด และที่สำคัญกว่านั้นคือ การจัดเก็บและขนส่งทำได้ง่ายกว่าไฮโดรเจน มาก เพราะแอมโมเนียสามารถทำให้อยู่ในรูปของเหลวได้ที่ความดันต่ำและอุณหภูมิที่สูงกว่าไฮโดรเจน (-33 องศาเซลเซียส) ทำให้สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการจัดเก็บที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมปุ๋ยได้เลย

บทบาทของแอมโมเนีย ในฐานะเชื้อเพลิงสะอาดกำลังได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน ภาคการเดินเรือ และ การผลิตไฟฟ้า เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ปรับเปลี่ยนมาใช้แอมโมเนียสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แอมโมเนียยังสามารถนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้โดยตรง หรือนำไปแตกตัวกลับเป็นไฮโดรเจนเพื่อใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงต่อไป

ข้อจำกัดของแอมโมเนีย คือการเผาไหม้แอมโมเนียจะทำให้เกิด ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซึ่งเป็นก๊าซพิษและเป็นหนึ่งในสาเหตุของฝนกรด จึงต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมและลดการปล่อย NOx ควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ แอมโมเนียยังเป็นสารที่มีพิษและมีกลิ่นฉุนรุนแรง การจัดการและการจัดเก็บจึงต้องเป็นไปอย่างรัดกุมและปลอดภัย

ศักยภาพและการใช้งานในอนาคตของไฮโดรเจนและแอมโมเนีย

การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมพลังงานไร้คาร์บอนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไฮโดรเจนและแอมโมเนียคือตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยให้เป้าหมายนี้เป็นจริงได้

  • ภาคการขนส่ง ไฮโดรเจนเหมาะสำหรับยานยนต์ขนาดใหญ่ที่ต้องวิ่งในระยะทางไกล เช่น รถบรรทุก รถโดยสารประจำทาง และรถไฟ รวมถึงเรือและเครื่องบินในอนาคต ในขณะที่แอมโมเนียจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการเดินเรือ
  • ภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมหนักอย่างการผลิตเหล็กและปูนซีเมนต์ซึ่งปัจจุบันปล่อยคาร์บอนจำนวนมหาศาลสามารถหันมาใช้ไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อเป็นแหล่งพลังงานความร้อนแทนถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ
  • การผลิตไฟฟ้า ไฮโดรเจนและแอมโมเนียสามารถเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีกังหันก๊าซหรือโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนไฮโดรเจนและแอมโมเนีย

การพัฒนาเชื้อเพลิงไร้คาร์บอนไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิต แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

1. เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) หัวใจของพลังงานไฮโดรเจน

เซลล์เชื้อเพลิง คืออุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานเคมีจากไฮโดรเจนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง โดยไม่มีการเผาไหม้ ไม่มีการปล่อยมลพิษ และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป เซลล์เชื้อเพลิงแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือ เซลล์เชื้อเพลิงแบบเมมเบรนแลกเปลี่ยนโปรตอน (PEM Fuel Cell) ซึ่งใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน (FCEV) และกำลังพัฒนาเพื่อใช้ในรถบรรทุก รถไฟ และเรือในอนาคต

ประเภทของเซลล์เชื้อเพลิงอุณหภูมิการทำงานการใช้งานหลัก
PEM Fuel Cellต่ำ (60-80°C)ยานยนต์, รถโดยสาร
Solid Oxide Fuel Cell (SOFC)สูง (600-1,000°C)โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่, ระบบสำรองไฟ
Alkaline Fuel Cell (AFC)ต่ำ (<100°C)การใช้งานในอวกาศ

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยี เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้ไฮโดรเจน (Hydrogen Internal Combustion Engine) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์แบบเดิมให้สามารถใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกในการลดคาร์บอนในภาคยานยนต์

2. เทคโนโลยีการแตกรวม (Cracking) และการเผาไหม้แอมโมเนีย

แม้ว่าแอมโมเนียจะถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงได้โดยตรง แต่ก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่น่าสนใจอีก 2 อย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน

  • Ammonia Cracking หรือการแตกโมเลกุลแอมโมเนียกลับเป็นไฮโดรเจนและไนโตรเจนอีกครั้งด้วยความร้อน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สามารถใช้แอมโมเนียเป็นพาหะในการขนส่งไฮโดรเจน แล้วนำไฮโดรเจนที่ได้ไปใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าที่สะอาดกว่าการเผาไหม้แอมโมเนียโดยตรง
  • เทคโนโลยีการเผาไหม้ร่วม (Co-Firing) เป็นการใช้แอมโมเนียผสมกับเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าเดิม เทคโนโลยีนี้ช่วยให้โรงไฟฟ้าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ในทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ แต่ก็ยังคงต้องพัฒนาเพื่อลดการปล่อย ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนี้

เส้นทางสู่เศรษฐกิจไฮโดรเจนและแอมโมเนีย

การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียในวงกว้างไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการใช้งานจริง หัวข้อนี้จะเจาะลึกถึงความท้าทายและโอกาสในการสร้าง “เศรษฐกิจไฮโดรเจน” (Hydrogen Economy) และ “เศรษฐกิจแอมโมเนีย” (Ammonia Economy)

1. การผลิตขนาดใหญ่ โอกาสและความท้าทาย

การจะทำให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงที่ราคาเข้าถึงได้และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของโลกจำเป็นต้องมีการลงทุนในโครงการผลิตขนาดใหญ่ (Gigawatt-scale projects) ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาโรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว เช่น ประเทศในตะวันออกกลางและออสเตรเลียที่มีศักยภาพสูงด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม รวมถึงโครงการในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักอยู่ที่ ต้นทุนการผลิต ที่ยังคงสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล และการขาดแคลนกำลังการผลิตอุปกรณ์สำคัญอย่างเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์ (Electrolyzer)

2. โครงสร้างพื้นฐาน การจัดเก็บ และการขนส่ง

หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจพลังงานใหม่คือโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ การจัดเก็บและการขนส่งไฮโดรเจนและแอมโมเนียมีความแตกต่างกันอย่างมากและเป็นปัจจัยกำหนดการเลือกใช้งานที่เหมาะสม

  • ไฮโดรเจน จำเป็นต้องเก็บในถังความดันสูงหรือในรูปของเหลวอุณหภูมิต่ำสุดขีด ทำให้การสร้างโครงข่ายท่อส่งก๊าซ (Pipeline) หรือสถานีเติมเชื้อเพลิงมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง
  • แอมโมเนีย มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือสามารถจัดเก็บในรูปของเหลวได้ง่ายกว่ามาก ทำให้สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เรือขนส่งขนาดใหญ่ ถังเก็บขนาดมหึมา และท่าเรือเฉพาะทาง ทำให้แอมโมเนียกลายเป็น “พาหะพลังงาน” (Energy Carrier) ที่เหมาะสำหรับการขนส่งไฮโดรเจนในระยะทางไกล

3. ความปลอดภัยและข้อกำหนดด้านกฎหมาย

เช่นเดียวกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนียก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ต้องจัดการอย่างรอบคอบ ไฮโดรเจน ติดไฟง่ายและมีคุณสมบัติที่ซึมผ่านได้สูง ต้องใช้ระบบตรวจจับการรั่วไหลและการระบายอากาศที่ทันสมัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ส่วน แอมโมเนีย มีพิษและฤทธิ์กัดกร่อน การจัดการจึงต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องมีกฎระเบียบและมาตรฐานสากลที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานและสาธารณชน

บทสรุป

ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นคู่หูที่มาเติมเต็มซึ่งกันและกันในการเป็นเชื้อเพลิงแห่งอนาคตที่ปลอดคาร์บอน ไฮโดรเจน โดดเด่นด้วยความสะอาดบริสุทธิ์และค่าพลังงานสูง ในขณะที่ แอมโมเนีย มีข้อได้เปรียบด้านการจัดการและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว แม้จะมีข้อจำกัดที่ต้องแก้ไข แต่การลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เชื้อเพลิงทั้งสองชนิดนี้เข้ามามีบทบาทหลักในระบบพลังงานโลกได้ในที่สุด การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

กฟผ.วางกรอบการลงทุน 5 ปี (2568-2572) วงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท รองรับช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน การปรับปรุงและการก่อสร้างสายส่ง

ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทย ( กฟผ.) ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าภารกิจแห่งความยั่งยืนด้วยการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมขยายการเติบโตด้วยธุรกิจสีเขียว และสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ด้วยการตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (EGAT Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ภายในปี 2608

นางพัชรินทร์ รพีพรพงศ์ รองผู้ว่าการการเงินและบัญชี (CFO) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ในการดำเนินงานช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน กฟผ.ได้วางแผนยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะ 5 ปี (2568-2572) ด้วยงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศสู่สังคมคาร์บอนตํ่า

กฟผ. จัดงบลงทุน 5 ปี 2 แสนล้านรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน สู่พลังงานสะอาด

โดยเป็นการลงทุนของการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ในสัดส่วน 61% และโครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในสัดส่วน 39% ซึ่งครอบคลุมโครงการต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและยั่งยืนของระบบไฟฟ้าของประเทศ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1)

ทั้งนี้ มีรายงานว่า แผนการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ จะมุ่งเน้นการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าทั้งจากเชื้อเพลิงหลักและพลังงานหมุนเวียน โดยมีโครงการสำคัญที่ได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด กฟผ.แล้ว และที่อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีกำลังผลิตรวม 4,850 เมกะวัตต์

ประกอบด้วย:  อาทิ โครงการโรงไฟฟ้านํ้าพองทดแทน กำลังผลิตตามสัญญา 650 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2568 โครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) กำลังผลิตตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ (ชุดที่ 5) และ 1,400 เมกะวัตต์ (ชุดที่ 6-7) โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ

 โครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1-2 : กำลังผลิตตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ (ชุดที่ 1) และ 700 เมกะวัตต์ (ชุดที่ 2) โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2570 และ 2572 ตามลำดับ โครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (ส่วนเพิ่ม) กำลังผลิตตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2571

โดยมีโครงการที่่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว 1 โครงการได้แก่ โรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8-9 หรือโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 15 รวมถึงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยนํ้าในเขื่อนต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการขออนุมัติจาก ครม. มีกำลังผลิตรวม 348 เมกะวัตต์ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล 1 กำลังผลิต 158 เมกะวัตต์ เขื่อนศรีนครินทร์ 1 กำลังผลิต 140 เมกะวัตต์ และเขื่อนวชิราลงกรณ 1 กำลังผลิต 50 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ยังไม่รวมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยนํ้าในเขื่อนต่าง ๆ ที่ผ่านความเห็นขอบจากบอร์ดกฟผ.แล้ว กำลังผลิตรวม 2,308 เมกะวัตต์ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังนํ้าท้ายเขื่อน ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เพิ่มเติม 4 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จระหว่างปี 2568-2569 ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง (นครราชสีมา) กำลังผลิต 1.50 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 เขื่อนลำปาว (กาฬสินธุ์) กำลังผลิต 2.50 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 เขื่อนห้วยแม่ท้อ (ตาก) กำลังผลิต 1.25 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 และเขื่อนกระเสียว (สุพรรณบุรี) กำลังผลิต 1.50 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569

ขณะที่แผนการลงทุนในโครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ได้วางแผนพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าที่สำคัญไว้ 13 โครงการ ซึ่งได้รับความเห็นชอบแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ (ปี 2568-2572) มีโครงการที่จะดำเนินงานแล้วเสร็จในปี 2568 ได้แก่ โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 1 ส่วนสถานีไฟฟ้าแรงสูง (RSP1) โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 1 ส่วนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (RLP1) และ โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าหลักเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าผู้ผลิตเอกชนรายเล็กระบบ Cogener ation (SPPC)

ส่วนการก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2569 ได้แก่ โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPPP) และแผนงานปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กระยะที่ 1 (SPP1) ก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2570 ได้แก่ โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 2 (RTS2) โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคเหนือตอนบนเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPN) โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 (TS12)

สำหรับปี 2571 มีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ โครงการขยายระบบไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่ 3 (GBA3) โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPE)  และโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้ เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIWS) และปี 2572 มีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบเคเบิ้ลใต้ทะเลไปยังบริเวณอำเภอเกาะสมุย (SPSS) และแผนงานปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูงเพื่อรองรับการเชื่อมต่อตามข้อกำหนด (SICC)

ขณะที่ล่าสุด ครม.เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้ กฟผ.ดำเนินโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัด น่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการใน สปป.ลาว (โครงการ NPUP) ภายในวงเงิน 26,220 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2568 กฟผ.ได้จัดสรรงบลงทุนสำหรับโครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในโครงการต่าง ๆ ไว้ราว 13,080.62 ล้านบาท

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ระบบพลังงานในโลกกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้น้อยที่สุด ผ่านการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบนี้ แต่เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้สำเร็จและยั่งยืน ระบบพลังงานจำเป็นต้องมีเสาหลักที่แข็งแกร่ง 2 ด้าน นั่นก็คือ แบตเตอรี่และพลังงานโมเลกุลสีเขียว (Green Molecules) ซึ่งทั้งสองไม่ได้แข่งขันกัน แต่เป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน

แบตเตอรี่ พลังสำรองที่ยืดหยุ่น

แบตเตอรี่มีบทบาทสำคัญในการทำให้พลังงานหมุนเวียนมีความเสถียรมากขึ้น ด้วยความสามารถในการกักเก็บไฟฟ้าเมื่อมีการผลิตมากเกินความต้องการ (เช่น ตอนกลางวันที่มีแดดจัด หรือตอนกลางคืนที่มีลมแรง) และจ่ายไฟฟ้าออกมาในช่วงที่มีความต้องการสูง แบตเตอรี่จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง “ตลอด 24 ชั่วโมง” (Round the Clock หรือ RTC) ช่วยให้สามารถเข้ามาแทนที่โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างแท้จริง

การใช้งานแบตเตอรี่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ต้นทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทำให้หลายประเทศหันมาลงทุนในด้านนี้ โดยเฉพาะในเอเชียอย่าง อินเดีย ที่มีการประมูลโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ในราคาที่แข่งขันได้มากเพียง 3.6 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง รวมถึง ซาอุดีอาระเบีย ที่กำลังพัฒนาโครงการ The Red Sea Global ซึ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 340 เมกะวัตต์ ควบคู่กับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 1.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง ทำให้โรงงานผลิตน้ำจืดสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

พลังงานโมเลกุลสีเขียว พลังงานระยะยาวสำหรับอุตสาหกรรม

ในขณะที่แบตเตอรี่เหมาะสำหรับการกักเก็บพลังงานระยะสั้น พลังงานโมเลกุลสีเขียว เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว, แอมโมเนีย, เมทานอล และเชื้อเพลิงสังเคราะห์อื่น ๆ คือคำตอบสำหรับการกักเก็บพลังงานระยะยาว และเป็นพลังงานทางเลือกสำหรับภาคส่วนที่ยากต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Hard-to-abate sectors) เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก, ซีเมนต์, การขนส่งทางเรือ และการบิน

พลังงานโมเลกุลสีเขียวสามารถใช้เป็นได้ทั้งเชื้อเพลิงและสารตั้งต้นในกระบวนการผลิต เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว สามารถใช้แทนไฮโดรเจนที่ได้จากเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตเหล็กและสารเคมี ส่วน เมทานอลและแอมโมเนียสีเขียว ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเชื้อเพลิงเครื่องบินและเรือเดินทะเล

โอกาสทองของประเทศตลาดเกิดใหม่ อินเดียและตะวันออกกลาง

ประเทศที่มีแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์และลมที่อุดมสมบูรณ์อย่าง อินเดียและตะวันออกกลาง มีศักยภาพที่จะเป็นผู้ผลิตและส่งออกพลังงานโมเลกุลสีเขียวในราคาที่แข่งขันได้ การประมูลล่าสุดในอินเดียสำหรับแอมโมเนียสีเขียวได้ราคาต่ำลงเหลือ 591 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อตัน และราคาไฮโดรเจนสีเขียวอยู่ที่ 3.75ดอลลาร์สหรัฐ ต่อกิโลกรัม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของภูมิภาคนี้ที่จะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกพลังงานสะอาดเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดยุโรป เอเชียตะวันออก และอเมริกาเหนือ

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันพลังงานโมเลกุลสีเขียวให้เติบโตได้นั้น ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญคือ การขาดตลาดโลกที่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากตลาดน้ำมันหรือ LNG ที่มีโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานรองรับอยู่แล้ว ดังนั้น การสร้างมาตรฐานร่วมกัน, การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่งและสถานีบรรจุเชื้อเพลิง, และความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตต้นทุนต่ำในประเทศกำลังพัฒนาเข้ากับศูนย์กลางความต้องการในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ร่วมสร้างตลาดโลกให้เป็นจริง

การจะปลดล็อกศักยภาพของพลังงานโมเลกุลสีเขียวได้อย่างเต็มที่นั้น ทุกฝ่ายต้องก้าวจากการนำร่องไปสู่การขยายผลในวงกว้าง รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมต้องทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น การกำหนดราคาคาร์บอน หรือการบังคับใช้เชื้อเพลิงสีเขียวในภาคการบินและการเดินเรือ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดความต้องการในตลาดช่วงแรก และเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานโลกให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

ที่มา : ACWA Power
Source : กรุงเทพธุรกิจ