ในวันที่โลกเร่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่เพียงแต่รัฐบาลและผู้ผลิตยานยนต์ที่ต้องปรับตัว หากแต่ธนาคารกสิกรไทยก็ก้าวเข้ามาด้วยการสร้าง “วัตต์อัพ (WATT’S UP )” แพลตฟอร์มกลางที่ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่คือระบบนิเวศที่เชื่อม คน ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน

“วัตต์อัพ (WATT’S UP )”  แอปพลิเคชันที่ให้บริการเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หลากหลายแบรนด์ ครอบคลุมทั้งการเช่าและซื้อ ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็น คำตอบที่ไม่ใช่แค่เรื่องยานยนต์ แต่คือการออกแบบโมเดลใหม่ของชีวิตและสังคม ภายใต้ความตั้งใจที่จะลดต้นทุนของผู้ใช้ ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุนของประเทศในแง่สิ่งแวดล้อม

ดำเนินงานโดย บริษัท เค เอนเนอร์จี พลัส จำกัด บริษัทในเครือ ธนาคารกสิกรไทย WATT’S UP จึงไม่ใช่เพียงโปรดักต์เชิงธุรกิจ แต่ถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งใน นวัตกรรมด้าน ESG ที่สะท้อนบทบาทใหม่ของธนาคาร ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

WATT’S UP ไวท์เลเบลแพลตฟอร์ม

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ผู้ดูแลงานยุทธศาสตร์ นวัตกรรม และ ESG กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสิ่งที่ธนาคารลงมือทำว่า WATT’S UP ถูกออกแบบให้เป็น “ไวท์เลเบลแพลตฟอร์ม” หรือระบบกลางที่ทุกค่ายสามารถเข้ามาใช้งานร่วมกันได้ ทั้งผู้ให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV bike rental) และไรเดอร์ที่ต้องการทดลองใช้รถพลังงานสะอาด ไม่จำกัดแค่ยี่ห้อเดียวหรือรูปแบบการเช่าแบบตายตัว แต่เปิดทางเลือกหลากหลาย ทั้งเช่ารายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน พร้อมเงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่น

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ผู้ดูแลงานยุทธศาสตร์ นวัตกรรม และ ESG
ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ผู้ดูแลงานยุทธศาสตร์ นวัตกรรม และ ESG

ความพิเศษอยู่ตรงที่ WATT’S UP เป็นแอปพลิเคชันที่สั่งการตู้แบตเตอรี่ได้โดยตรง ให้ไรเดอร์สามารถ “สวอปแบตเตอรี่” ได้สะดวกแทนการรอชาร์จ จุดให้บริการครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล เฉลี่ยหนึ่งตู้ทุก 4 ตารางกิโลเมตร 

ปัจจุบัน WATT’S UP มีผู้ใช้งานเกือบ 10,000 ราย และมีเครือข่ายสถานีสวอปแบตเตอรี่กว่า 100 จุด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการก้าวข้าม ช่วงทดลอง (Pilot) มาสู่การสร้างระบบที่ขยายผลได้จริง

พาร์ทเนอร์-Multi-brand Ecosystem บทเรียนจาก ตู้เอทีเอ็ม

หนึ่งในความตั้งใจสำคัญของ WATT’S UP คือ การสร้างระบบที่ไม่ปิดกั้น ไม่ผูกขาด และไม่ทำให้ประเทศต้องแบกรับต้นทุนซ้ำซ้อน ดร.กรินทร์ อธิบายผ่านภาพเปรียบเทียบที่หลายคนคุ้นเคย

เรามุ่งหวังที่จะเป็นตัวกลางเชื่อม ทำให้ประเทศไม่ต้องมาเสียที่เรียกว่า dead cost ผู้ให้เช่าแต่ละยี่ห้อก็ต้องมาซื้อตู้ของตัวเอง จะเหมือนยุคหนึ่งที่เคยเห็นตู้เอทีเอ็ม แบงก์ใครแบงก์มัน คนละสี คนละตู้ ทั้งที่จริง ๆ ระบบคล้ายกัน ถ้าเราทำให้เป็น multi-brand ใช้ร่วมกันได้ ประโยชน์ก็จะเกิดกับทั้งประเทศ

การเปรียบเทียบนี้สะท้อนให้เห็นแกนหลักในเเนวคิดของกสิกรไทยชัดเจน นั่นคือ WATT’S UP ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคู่แข่งของใคร แต่เพื่อเป็น “ตัวกลาง” ที่ทำให้ผู้เล่นทั้งหมดในอุตสาหกรรมเดินหน้าไปด้วยกัน

เราไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เราก็ต้องหาพาร์ทเนอร์ ต้องโน้มน้าวให้พาร์ทเนอร์เข้าร่วม แต่จุดแข็งคือ เราไม่ใช่คู่แข่ง ไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือนำเข้าเอง แต่ต้องการเชื่อมให้ทุกอย่างเกิดได้เร็วขึ้น แล้วทําให้โลเคชันหนึ่งแชร์กันได้ทุกอย่าง

ภาพที่ยกตัวอย่างนี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงบทบาทของ WATT’S UP ในฐานะ Facilitator ของระบบนิเวศ ปัจจุบันผู้ให้บริการเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารายใหญ่บางรายเลือกที่จะลงทุนสร้างตู้และแอปพลิเคชันของตนเอง ซึ่งแม้จะดูมีความยืดหยุ่นในแง่มุมของผู้ให้บริการ แต่ในหลายกรณีกลับไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะในทำเลที่มีปริมาณการใช้งานไม่หนาแน่น เช่น การตั้งตู้แบตเตอรี่ที่มีล็อกเกอร์ถึง 8 ช่อง อาจถูกใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ หากไม่มีเลยก็ถือว่าขาดความครอบคลุม แต่ถ้ามีก็ไม่คุ้มทุน

WATT’S UP จึงเข้ามาเติมเต็มในจุดนี้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการสามารถแบ่งปันโลเคชันร่วมกันได้ เช่น การแบ่งตู้หนึ่งตู้ให้ 4 ช่องเป็นของยี่ห้อหนึ่ง อีก 4 ช่องเป็นของอีกยี่ห้อหนึ่ง ทำให้ทุกฝ่าย “วิน-วิน” ทั้งผู้ให้บริการเอและผู้ให้บริการบี ต่างสามารถขยายการครอบคลุมของเครือข่ายได้ โดยไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อนหรือสูญเสียทำเลไปโดยเปล่าประโยชน์

แม้หลายผู้ให้บริการยังคงลังเล แต่บทบาทของกสิกรไทยในฐานะธนาคารกลับทำให้ระบบนี้น่าเชื่อถือมากขึ้น ดร.กรินทร์ ย้ำชัดว่า

เราบอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ผู้ประกอบการ ไม่ใช่ผู้ให้เช่ารถ ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เราเป็นเพียง facilitator ที่จะช่วยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

Regulator & ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย

การสร้างแพลตฟอร์ม WATT’S UP ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือความร่วมมือกับภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันโดยตรงกับบทบาทของ “Regulator” ที่กำกับดูแลสถาบันการเงินอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.กรินทร์ เล่าว่า ความท้าทายนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัด แต่คือการสร้างความเข้าใจร่วมกัน

ต้องเรียกว่าความร่วมมือและการให้โอกาสครับ เราเป็นธนาคาร ฉะนั้นมี regulator ที่ดูแลอยู่ก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย ตอนแรกแผนประเทศไทยก็ยังไม่ค่อยแน่นอน เเละเป็นสิ่งที่ธนาคารควรเข้ามาไหม แต่พอเล่าถึงประโยชน์ต่าง ๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ค่อย ๆ เห็นประโยชน์ว่า ถ้าเข้ามาทำให้ทั้งระบบดีขึ้น นาคารแห่งประเทศไทยก็จะค่อย ๆ ปลด หรือค่อย ๆ อนุมัติให้ทำอะไรได้กว้างมากขึ้น”

Social & Environmental Impact ความสำเร็จที่วัดได้จากการเปลี่ยนแปลง

ดร.กรินทร์ เล่าว่า ได้พูดคุยกับไรเดอร์คนหนึ่งซึ่งเคยใช้รถมอเตอร์ไซค์สันดาป ต้นทุนเริ่มต้นต่อวันราว 400 บาท กว่าจะทำงาน 12–16 ชั่วโมงถึงจะเหลือเงินติดมือกลับบ้านเพียง 100–200 บาท แต่พอเปลี่ยนมาเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่าน WATT’S UP ต้นทุนเหลือเพียงวันละร้อยกว่าบาท รวมทุกค่าใช้จ่าย ทั้งค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง วันไหนหยุดก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

เขาบอกว่าทุกวันนี้เลิกงานเร็วขึ้น จากเดิมกลับบ้าน 3-4 ทุ่ม ตอนนี้ 6 โมงเย็นก็กลับไปกินข้าวกับลูกได้แล้ว ตอนแรกคิดว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมจะเป็นประเด็นหลัก แต่พอเจอจริง ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นี่คือประโยชน์ที่เรามองว่าคุ้มค่า แม้รายได้ทางการเงินจะยังไม่ครอบคลุม แต่สิ่งที่สังคมได้ชัดเจนมาก

เช่นเดียวกันกับ ด้านสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์ก็เริ่มเป็นรูปธรรมเช่นกัน เมื่อคำนวณการใช้งานจริง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 1 คัน สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 700–1,000 กิโลกรัมต่อปี เมื่อสเกลถึงหลักหมื่นคัน ผลที่เกิดขึ้นจะทวีคูณและสะสมจนกลายเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเส้นทางสู่ Net Zero

ดร.กรินทร์สรุปว่า  ESG ไม่ใช่แค่โลกสวย แต่เกิดขึ้นได้จริง และเกิด Social Impact ที่ชัดเจนด้วย

สุดท้ายสิ่งที่จะทำให้ยั่งยืนได้คือต้องเทิร์นสิ่งนี้ให้กลายเป็นธุรกิจ ไม่ใช่ CSR ชั่วคราว ธนาคารไม่ได้หวังผลกำไรมหาศาล แต่หวังว่าวันหนึ่ง WATT’S UP จะเติบโตได้ และพิสูจน์ว่า ESG สามารถกลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริง เเละอยากทําให้ภาคธุรกิจ เห็นว่าโลกค่อยๆเปลี่ยน สิ่งแวดล้อม สังคม เทิร์นเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เมื่อพฤติกรรมผู้ใช้ คือหัวใจสำคัญ

การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนเครื่องยนต์จากน้ำมันเป็นไฟฟ้า แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้โดยตรง ดร.กรินทร์ อธิบายว่า WATT’S UP ต้องเจอกับโจทย์ใหญ่ในการทำให้ผู้บริโภค”กล้าเปลี่ยน”

หนึ่งในอุปสรรคแรก ๆ คือ เรื่อง การเงินและกระแสเงินสด (Cash flow) เดิมทีระบบเช่ารถมอเตอร์ไซค์กำหนดให้ลูกค้าจ่ายล่วงหน้าเป็นแพ็กเกจ 7 วัน หรือ 14 วัน แต่ในความจริง คนจำนวนไม่น้อยไม่มีเงินก้อนพอจะจ่ายล่วงหน้า WATT’S UP จึงปรับระบบใหม่ ให้สามารถเช่าแบบรายวันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ต้องเดือดร้อนเรื่องเงินสดในมือ หรือถึงขั้นไปกู้ยืมมาใช้

อีกด้านคือ หลายคนยังลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้ EV เพราะความคุ้นชินกับรถสันดาป บางส่วนไม่มั่นใจในระบบไฟฟ้า ขณะที่ราคาของแบตเตอรี่ก็ยังถูกมองว่าสูง อีกทั้งรถสันดาปยังมีข้อได้เปรียบในสายตาผู้ใช้บางกลุ่มว่า เมื่อผ่อนเสร็จแล้วยังสามารถขายต่อเป็นรถมือสองได้ ต่างจาก EV ที่ยังเป็นเรื่องใหม่ รวมทำให้ตั้งคำถามว่า “การเปลี่ยนมาใช้รถ EV จะคุ้มจริงหรือไม่” 

ขณะเดียวกัน บางคนก็ยังกังวลว่าตู้สลับแบตเตอรี่ครอบคลุมเพียงพอหรือยัง หรือแอปพลิเคชันใช้งานสะดวกพอที่จะตอบโจทย์ชีวิตประจำวันหรือไม่

หัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้จึงอยู่ที่ โมเดลการใช้จ่าย รถสันดาปต้องผ่อนคงที่ต่อเดือน ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ก็ยังมีค่าผ่อนและค่าซ่อมบำรุง ในขณะที่รถไฟฟ้าภายใต้ WATT’S UP เปิดทางเลือกใหม่ด้วยแนวคิด “Pay-per-use” ใช้เมื่อไหร่ ค่อยจ่ายเมื่อนั้น วันไหนหยุดก็ไม่ต้องเสียเงิน

ดร.กรินทร์ ย้ำว่าคนจำนวนไม่น้อยยังไม่ตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของการใช้รถสันดาป เช่น ดอกเบี้ยผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ ที่ดูเหมือนน้อยเพียง 1–2% ต่อเดือน แต่เมื่อคิดเป็นรายปีแบบทบต้นแล้วจริง ๆ สูงถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลายเป็น “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” และบั่นทอนรายได้ของผู้ใช้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนอย่างตรงไปตรงมา การขับรถจักรยานยนต์สันดาปอยู่ที่ราว 300–400 บาทต่อวัน แต่ถ้าเป็นการเช่ารถไฟฟ้าผ่าน WATT’S UP ต้นทุนจะเหลือเพียง ร้อยกว่าบาทต่อวัน รวมค่าบำรุงรักษาและพลังงานแล้วทั้งหมด 

การขยายตลาดและพันธมิตร จากเมืองมหาวิทยาลัยสู่เมืองท่องเที่ยว

หลังจากเปิดตัว WATT’S UP ในฐานะแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโลกของยานยนต์ไฟฟ้า ดร.กรินทร์ เล่าว่าก้าวสำคัญต่อมาคือการทดสอบการใช้งานจริงในพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้ใช้ที่แตกต่างกันไป เชียงใหม่ เป็นเมืองแรกของ การทดลอง (Pilot Project) เพราะเห็นศักยภาพสองด้านในเวลาเดียวกัน ทั้งในฐานะ “เมืองมหาวิทยาลัย” ที่มีนักศึกษาเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เปิดรับเทคโนโลยี และในฐานะ “เมืองท่องเที่ยว” ที่มีผู้คนเดินทางหมุนเวียนตลอดทั้งปี

การเลือกเชียงใหม่ไม่ใช่เพียงเพื่อทดสอบระบบ แต่เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมจริงของผู้ใช้ ทั้งกลุ่มที่อยากเช่าใช้ระยะสั้นเพียง 7–14 วัน และกลุ่มนักศึกษา คนท้องถิ่นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หากการทดลองประสบความสำเร็จ

ดร.กรินทร์ย้ำว่า WATT’S UP พร้อมจะขยายต่อไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง “ภูเก็ต” และ “พัทยา”เมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติคุ้นชินกับการเช่ารถจักรยานยนต์ แต่การใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะช่วยลดเสียง ลดคาร์บอน และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ยั่งยืน

สิ่งที่ WATT’S UP ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การทำให้ประสบการณ์เช่าใช้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการกระบวนการซับซ้อน ไม่ต้องเสียเวลายืนยันตัวตนหลายขั้นตอน หรือเดินทางไปสาขาธนาคารเพื่อเปิดการใช้งาน

ต้องหาวิธีให้สามารถเช่าได้ง่าย คืนเมื่อไหร่ก็ได้ ใช้กี่วันก็ได้ และระบบการจ่ายเงินต้องสะดวกเชื่อมโยงกับช่องทางที่สะดวกเเละคุ้นเคย 

ความสะดวกเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพิ่มโอกาสการใช้งาน แต่ยังช่วยให้เมืองท่องเที่ยวเกิดเศรษฐกิจเสริม (Tourism Economy) ที่มีคุณภาพขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้มากกว่า 1–2 สถานที่ต่อวัน เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมลพิษทางอากาศและเสียง

ขยายพันธมิตร (Partnership Ecosystem)

นอกจากการขยายพื้นที่ WATT’S UP ยังขยายในเชิงพันธมิตรด้วย จากเดิมที่เริ่มต้นเพียงหนึ่งราย ปัจจุบันมีราว 4 รายที่เข้ามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ แม้จะยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่เป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบกลางเเละกลายเป็น “ฟลูพาร์ทเนอร์” เเละขยายเพิ่มขึ้นได้

ดร.กรินทร์มองไปข้างหน้าว่า พาร์ทเนอร์ในอนาคตอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตโดยตรง แต่รวมถึง “ดีลเลอร์ท้องถิ่น” ที่รู้จักตลาดรถจักรยานยนต์ในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง สิ่งนี้จะทำให้ WATT’S UP แข็งแรงขึ้น และขยายครอบคลุมทั้งระดับประเทศได้เร็วกว่าเดิม

ในบางจังหวัด ดีลเลอร์ใหญ่ที่เคยให้เช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว ก็สามารถปรับมาเป็นผู้ให้เช่า EV ได้เช่นกัน รถยี่ห้อเดียวกัน แต่มีผู้ให้บริการเช่าหลายรายในแต่ละพื้นที่

Fleet Transition ก้าวต่อไปสู่ลูกค้าองค์กร

ก้าวต่อไปของ WATT’S UP ไม่ได้หยุดแค่ผู้ใช้รายบุคคลหรือไรเดอร์ แต่ยังมุ่งไปสู่การช่วยธุรกิจที่มี “ฟลีทมอเตอร์ไซค์” ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero อยู่แล้ว

ดร.กรินทร์ อธิบายว่า WATT’S UP เริ่มคุยกับลูกค้าประเภทองค์กรที่มีรถใช้งานหลายสิบคันขึ้นไป เช่น บริษัทที่มีทีมแมสเซนเจอร์หรือทีมเดลิเวอรีจำนวนมาก เพื่อออกแบบการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจเริ่มทีละล็อต เช่น 10 คัน หรือ 30 คัน

ข้อได้เปรียบคือ การเปลี่ยนจากการ “ซื้อ” มาเป็น “เช่าใช้” ไม่ได้กระทบกระแสเงินสดของบริษัท เพราะค่าเช่าอาจใกล้เคียงกับค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุงเดิม ขณะเดียวกัน รถสันดาปเก่าก็ยังสามารถขายต่อเพื่อนำเงินสดกลับมาเสริมสภาพคล่องได้ ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ขององค์กรเป็นไปได้จริง และตอบโจทย์ทั้งด้านต้นทุนและเป้าหมายสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ทุกบริษัทที่ต้องการมุ่งสู่ Net Zero จะต้องกลับมาทบทวนการปล่อยคาร์บอนในทุกสโคป ทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 การเปลี่ยนฟลีทรถจักรยานยนต์มาเป็นไฟฟ้าคือหนึ่งในก้าวสำคัญที่จับต้องได้ทันที

WATT’S UP สู่ Top of Mind

ในภาพใหญ่ WATT’S UP ไม่ได้ต้องการเป็นแค่ผู้ให้บริการเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แต่กำลังสร้างการจดจำในฐานะ แบรนด์ที่เป็นคำตอบแรกเมื่อคนคิดถึง EV

ถ้าใครคิดถึงรถมอเตอร์ไซค์ EV ชื่อคือ WATT’S UP ดร.กรินทร์อธิบายที่มาของชื่อซึ่งเล่นคำจาก “watt” หรือหน่วยวัดพลังงานไฟฟ้า และเสียงพ้องกับคำทักทายภาษาอังกฤษ “What’s up” เพื่อสื่อสารให้จดจำง่ายทั้งกับผู้ใช้ไทยและต่างชาติ

เป้าหมายในอนาคตคือ ไม่ว่าลูกค้าจะเป็น ผู้ใช้งานประจำ (heavy user), คนที่ต้องการลองใช้ระยะสั้น, หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาไทยเพียง 7–14 วัน WATT’S UP ต้องการเป็นแบรนด์แรกที่ถูกนึกถึง เพราะสามารถตอบโจทย์ทั้งการเดินทางที่ต้นทุนถูกลง และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ทิศทางโครงสร้าง พลังงานชาติ 2567 ครั้งที่ 1

ทิศทางโครงสร้าง พลังงานชาติ 2567 ครั้งที่ 2

ทิศทางโครงสร้าง พลังงานชาติ 2567 ครั้งที่ 3

ทิศทางโครงสร้าง พลังงานชาติ 2567 ครั้งที่ 4

ทุกๆ วัน ประเทศไทยผลิตขยะมูลฝอยออกมามหาศาล และส่วนประกอบหลักของขยะเหล่านั้นคือ ขยะอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหารจากครัวเรือน ตลาดสด หรือของเหลือจากภาคเกษตรกรรม ขยะเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นภาระที่ต้องกำจัด ต้องใช้พื้นที่ฝังกลบมหาศาล และที่สำคัญคือการปลดปล่อยก๊าซมีเทน (CH4​) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2​) ถึง 28-34 เท่า

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าขยะอินทรีย์ที่ดูไร้ค่าเหล่านี้ สามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า สามารถสร้างรายได้ และยังช่วยโลกของเราไปพร้อมๆ กันได้

บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจโลกของ คาร์บอนเครดิตจากขยะอินทรีย์ เราจะมาทำความเข้าใจว่า ขยะที่ทุกคนเบือนหน้าหนี สามารถกลายเป็น “ทองคำสีเขียว” ได้อย่างไร ผ่าน โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ที่ดูแลโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

จากปัญหาที่ต้องกำจัด สู่โอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน ที่ไม่ว่าจะเป็นระดับชุมชน องค์กร หรือโรงงานอุตสาหกรรมก็สามารถมีส่วนร่วมได้

ทำความเข้าใจแก่นหลัก คาร์บอนเครดิต และ T-VER คืออะไร

ก่อนจะไปสู่กระบวนการสร้างรายได้ เราต้องทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญสองสามคำให้ตรงกันก่อน เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดอย่างชัดเจน

1. ขยะอินทรีย์ และตัวร้ายที่ชื่อ “ก๊าซมีเทน”

ขยะอินทรีย์ คือ ขยะที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น เศษอาหาร เศษผักผลไม้ ใบไม้ กิ่งไม้ ซากพืชซากสัตว์ เมื่อขยะเหล่านี้ถูกนำไปกองรวมกันในหลุมฝังกลบ (Landfill) ซึ่งเป็นสภาวะไร้อากาศ แบคทีเรียชนิดหนึ่งจะทำการย่อยสลายและปล่อยก๊าซมีเทน (CH4​) ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ ก๊าซมีเทนนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ขยะอินทรีย์ไปจบที่หลุมฝังกลบ จึงเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง

2. คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) สินทรัพย์จากการทำดี

ลองจินตนาการว่า “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” เป็นสิ่งที่สามารถวัดผลและตีราคาได้ คาร์บอนเครดิต ก็คือหน่วยวัดนั้นนั่นเอง

1 คาร์บอนเครดิต มีค่าเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือเทียบเท่า (tCO₂e) ปริมาณ 1 ตัน

เมื่อเราดำเนินโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เช่น การนำขยะอินทรีย์ไปทำปุ๋ยหมักแทนการฝังกลบ เราจะ “ได้รับสิทธิ์” ในปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงไปนั้นในรูปแบบของคาร์บอนเครดิต ซึ่งเครดิตนี้สามารถนำไป “ขาย” ให้กับองค์กรหรือบริษัทอื่นที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้ มันจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้กลับมาให้ผู้ดำเนินโครงการ

3. โครงการ T-VER มาตรฐานไทยที่เชื่อถือได้

เพื่อให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีความน่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐานสากล ประเทศไทยจึงมี โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้ตรวจสอบและให้การรับรอง

T-VER พัฒนาโดย อบก. เพื่อส่งเสริมให้เกิดโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยมีกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนโครงการ การคำนวณปริมาณก๊าซที่ลดได้ การตรวจสอบโดยผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body หรือ VVB) จนถึงการออกใบรับรองคาร์บอนเครดิตที่เรียกว่า “TVERs Credit”

ดังนั้น โครงการ T-VER จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การจัดการขยะอินทรีย์ของเราสามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับและสามารถซื้อขายในตลาดได้จริง

จากกองขยะสู่คาร์บอนเครดิต ต้องทำอย่างไร

เส้นทางในการเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ T-VER นั้นมีขั้นตอนที่ชัดเจนและเป็นระบบ ซึ่งพอจะสรุปเป็นกระบวนการหลักๆ ได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาโครงการ (Project Development)

  • เลือกเทคโนโลยี ผู้พัฒนาโครงการต้องเลือกว่าจะจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิธีใด โดยวิธีที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมสำหรับโครงการ T-VER มีอยู่ 2 วิธีหลักคือ
    • การทำปุ๋ยหมัก (Composting) เป็นกระบวนการย่อยสลายขยะอินทรีย์ในสภาวะที่มีอากาศ (Aerobic Digestion) เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ต่อดิน
    • การผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas Production) เป็นกระบวนการหมักขยะอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศ (Anaerobic Digestion) ซึ่งจะได้ผลผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ (มีมีเทนเป็นส่วนประกอบหลัก) ที่สามารถนำไปผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน และได้กากตะกอนที่นำไปทำปุ๋ยได้
  • จัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document หรือ PDD) นี่คือเอกสารสำคัญที่สุด ที่จะอธิบายรายละเอียดทั้งหมดของโครงการ ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน เทคโนโลยีที่ใช้ วิธีการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก แผนการติดตามผล และการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ขั้นตอนที่ 2 การตรวจสอบความถูกต้องของโครงการ (Validation)

เอกสาร PDD จะต้องถูกตรวจสอบโดย ผู้ประเมินภายนอก (VVB) ที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อยืนยันว่าโครงการที่ออกแบบไว้นั้นถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของ T-VER และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงตามที่กล่าวอ้าง

ขั้นตอนที่ 3 การขึ้นทะเบียนโครงการ (Project Registration)

หลังจากผ่านการตรวจสอบจาก VVB แล้ว ผู้พัฒนาโครงการสามารถยื่นเอกสารทั้งหมดเพื่อขอ ขึ้นทะเบียนโครงการ กับ อบก. ได้ เมื่อได้รับการอนุมัติ โครงการก็จะอยู่ในสถานะ “โครงการที่ขึ้นทะเบียน” อย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนที่ 4 การดำเนินโครงการและการติดตามผล (Implementation and Monitoring)

ผู้พัฒนาโครงการต้องเริ่มดำเนินการจัดการขยะตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลและบันทึกผลอย่างสม่ำเสมอ เช่น ปริมาณขยะที่รับเข้ามา ปริมาณปุ๋ยที่ผลิตได้ หรือปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซชีวภาพ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ 5 การทวนสอบข้อมูล (Verification)

เมื่อดำเนินโครงการไปได้ระยะหนึ่ง (โดยทั่วไปคือ 1 รอบการทวนสอบ เช่น 1 ปี) ผู้พัฒนาจะต้องรวบรวมข้อมูลที่ติดตามผลไว้ทั้งหมดและจัดทำรายงาน จากนั้น VVB เจ้าเดิมหรือเจ้าใหม่จะเข้ามา ทวนสอบ ว่าข้อมูลที่บันทึกไว้นั้นถูกต้องและปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่คำนวณได้นั้นเป็นจริง

ขั้นตอนที่ 6 การรับรองคาร์บอนเครดิต (Credit Issuance)

เมื่อผ่านการทวนสอบเรียบร้อยแล้ว อบก. จะทำการ รับรองและออกคาร์บอนเครดิต (TVERs Credit) ให้กับโครงการตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จริงในรอบนั้นๆ เครดิตเหล่านี้จะถูกบันทึกในระบบทะเบียนของ อบก.

ขั้นตอนที่ 7 การซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Trading)

ผู้พัฒนาโครงการสามารถนำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับ ไปขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ให้กับบริษัทหรือองค์กรที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองเพื่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร (ESG)

Source : https://tver.tgo.or.th/

เจาะลึกเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพย์

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาลงลึกในรายละเอียดของ 2 เทคโนโลยียอดนิยมที่ใช้ในโครงการ T-VER สำหรับการจัดการขยะอินทรีย์

1. การทำปุ๋ยหมัก (Composting)

เป็นวิธีที่ไม่ซับซ้อนและใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมากนัก เหมาะสำหรับชุมชน เทศบาล หรือโรงงานที่มีขยะอินทรีย์ในปริมาณที่ไม่สูงมาก

  • หลักการทำงาน คือการนำขยะอินทรีย์มาหมักรวมกับวัสดุอื่นๆ เช่น ใบไม้แห้ง แกลบ ขี้เลื่อย เพื่อควบคุมสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N Ratio) และมีการพลิกกลับกองปุ๋ยเป็นประจำเพื่อให้อากาศ (ออกซิเจน) เข้าไปได้อย่างทั่วถึง ทำให้จุลินทรีย์ชนิดที่ใช้อากาศสามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้อย่างรวดเร็วและไม่เกิดก๊าซมีเทน
  • การคำนวณคาร์บอนเครดิต จะคำนวณจากปริมาณก๊าซมีเทนที่ “หลีกเลี่ยง” ได้ จากการไม่นำขยะอินทรีย์จำนวนนั้นไปฝังกลบตามวิธีปกติ
  • ข้อดี ลงทุนต่ำ เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน ได้ผลผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีเพื่อใช้ในการเกษตร
  • ข้อควรพิจารณา ต้องใช้พื้นที่พอสมควร อาจมีปัญหาเรื่องกลิ่นหากจัดการไม่ดี และปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้อาจไม่สูงเท่าวิธีผลิตก๊าซชีวภาพ

2. การผลิตก๊าซชีวภาพ (Anaerobic Digestion)

เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ฟาร์มปศุสัตว์ หรือเทศบาลขนาดใหญ่ที่มีปริมาณขยะอินทรีย์ที่แน่นอนและต่อเนื่อง

  • หลักการทำงาน คือการนำขยะอินทรีย์ไปหมักในบ่อหรือถังหมักที่ปิดสนิท ป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปได้ ในสภาวะไร้อากาศนี้ จุลินทรีย์อีกกลุ่มหนึ่งจะย่อยสลายขยะและผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งมีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก (ประมาณ 50-70%)
  • การคำนวณคาร์บอนเครดิต มาจาก 2 ส่วนหลักคือ
    1. การหลีกเลี่ยงการปล่อยมีเทนจากการฝังกลบ (เช่นเดียวกับการทำปุ๋ยหมัก)
    2. การนำก๊าซชีวภาพที่ได้ไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น นำไปปั่นไฟฟ้าใช้แทนการซื้อไฟฟ้าจากสายส่ง หรือนำไปใช้เป็นพลังงานความร้อนแทนการใช้ก๊าซ LPG ซึ่งเป็นการลดการปล่อย CO2​ อีกทอดหนึ่ง
  • ข้อดี ได้คาร์บอนเครดิตในปริมาณสูง ได้ผลพลอยได้เป็นพลังงานทดแทน (ไฟฟ้า/ความร้อน) ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานขององค์กร
  • ข้อควรพิจารณา ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงมาก ระบบมีความซับซ้อน ต้องการผู้เชี่ยวชาญในการดูแล

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีการจัดการขยะอินทรีย์เพื่อคาร์บอนเครดิต

คุณสมบัติการทำปุ๋ยหมัก (Composting)การผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas)
กระบวนการย่อยสลายแบบใช้อากาศ (Aerobic)ย่อยสลายแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic)
ผลิตภัณฑ์หลักปุ๋ยอินทรีย์ก๊าซชีวภาพ (พลังงาน), กากปุ๋ยหมัก
การลงทุนเริ่มต้นต่ำถึงปานกลางสูง
ความซับซ้อนน้อยมาก ต้องการการบำรุงรักษาเชิงเทคนิค
พื้นที่ที่ต้องการต้องการพื้นที่ค่อนข้างมากสำหรับการกลับกองต้องการพื้นที่น้อยกว่าสำหรับบ่อหมัก
ศักยภาพในการลด GHGปานกลาง (จากการหลีกเลี่ยงมีเทน)สูง (จากการหลีกเลี่ยงมีเทน + ทดแทนพลังงาน)
เหมาะสำหรับชุมชน, เกษตรกร, โรงงานขนาดเล็กโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่, ฟาร์ม, เทศบาล

ประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าแค่ “ตัวเงิน”

แม้ว่ารายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ แต่การหันมาจัดการขยะอินทรีย์อย่างถูกวิธีนั้นให้ประโยชน์ในมิติอื่นๆ ที่กว้างขวางและยั่งยืนกว่ามาก

มิติด้านสิ่งแวดล้อม

  • ลดภาวะโลกร้อนโดยตรง เป็นการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ต้นตอ ด้วยการลดการปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นตัวการสำคัญ
  • ลดปริมาณขยะฝังกลบ ช่วยยืดอายุการใช้งานของหลุมฝังกลบที่มีอยู่อย่างจำกัด ลดความจำเป็นในการหาพื้นที่ใหม่ซึ่งมักก่อให้เกิดปัญหากับชุมชนโดยรอบ
  • สร้างทรัพยากรหมุนเวียน เปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี หรือเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล สอดคล้องกับหลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
  • ลดมลพิษทางน้ำและดิน การจัดการขยะที่ถูกสุขลักษณะช่วยลดปัญหาน้ำเสียจากกองขยะที่ไหลซึมลงสู่แหล่งน้ำและชั้นดิน

มิติด้านเศรษฐกิจ

  • สร้างรายได้ช่องทางใหม่ การขายคาร์บอนเครดิตถือเป็นรายได้เพิ่มเติมที่จับต้องได้สำหรับผู้ประกอบการ
  • ลดต้นทุน การผลิตพลังงานใช้เองจากก๊าซชีวภาพช่วยลดค่าไฟฟ้าหรือค่าเชื้อเพลิง การผลิตปุ๋ยใช้เองช่วยลดต้นทุนการจัดหาปุ๋ย
  • สร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่ผลิตได้สามารถนำไปจำหน่าย สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
  • เสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร การดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (ESG) ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่

มิติด้านสังคม

  • สร้างงานในชุมชน กระบวนการรวบรวม คัดแยก และจัดการขยะอินทรีย์สามารถสร้างการจ้างงานในท้องถิ่นได้
  • พัฒนาสุขอนามัยของชุมชน การลดปริมาณขยะในพื้นที่ช่วยลดแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคและสัตว์พาหะนำโรค ทำให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วม โครงการจัดการขยะในระดับชุมชนช่วยสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม

บทสรุป เปลี่ยนภาระให้เป็นพลังขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

การเดินทางจากกองขยะอินทรีย์สู่การเป็นคาร์บอนเครดิตที่มีมูลค่า ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ขยะ” ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรใหม่ที่สร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล

การจัดการขยะอินทรีย์ผ่านโครงการ T-VER ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการลดภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม มันคือการเปลี่ยน “ภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัด” ให้กลายเป็น “แหล่งรายได้และพลังงาน”

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการในโรงงานอุตสาหกรรม ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่ผู้นำชุมชนที่กำลังมองหาวิธีจัดการขยะอย่างยั่งยืน คาร์บอนเครดิตจากขยะอินทรีย์คือคำตอบที่น่าสนใจและเป็นไปได้จริง

ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกมองขยะอินทรีย์เป็นเพียงของเหลือทิ้ง และเริ่มต้นมองมันในฐานะทรัพยากรที่มีค่า เป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและสังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างแท้จริง

เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน” กลายเป็นหนึ่งในวิธีที่หลายประเทศใช้ป้องกันไม่ให้ “ก๊าซเรือนกระจก” ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์กลับพบว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกักเก็บไว้ใต้ดินมีน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก และอาจรั่วไหลกลับสู่ชั้นบรรยากาศได้อีก หลังจากถูกปล่อยลงใต้ดินแล้ว

รายงานจากนักวิจัยจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอนและทีมวิจัยนานาชาติ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่าปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว ความล้มเหลวทางวิศวกรรม หรือข้อพิพาทเรื่องอาณาเขต จะทำให้สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดินอย่างปลอดภัย ได้น้อยกว่า 1,500 กิกะตัน ซึ่งต่ำกว่าการประมาณการก่อนหน้าที่คำนวณไว้ 40,000 กิกะตัน 

จากค่ามัธยฐานของสถานการณ์ที่วิเคราะห์โดย คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ระบุว่า หากจะต้องการจำกัดภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสก่อนยุคอุตสาหกรรม ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีสปี 2015 จะต้องกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

แต่ปริมาณการกักเก็บทั้งหมดที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย กลับสูงกว่าขีดจำกัดความปลอดภัยที่นักวิทยาศาสตร์กำหนดไว้อย่างมาก ขึ้นอยู่กับความเร็วในการนำเทคโนโลยีไปใช้

โจเอรี โรเกลจ์ หนึ่งในผู้เขียนผลการศึกษาและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันแกรนแธมของอิมพีเรียล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนหลักของรายงานพิเศษของ IPCC กล่าวว่า การกักเก็บคาร์บอนไม่ควรถูกใช้เป็นวิธีหลักในการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ควรไปเป็นวิธีเสริม เพราะเป็นเครื่องมือที่มีข้อจำกัด ไม่สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากพอ

“ผู้กำหนดนโยบายควรวางแผนใช้การกักเก็บคาร์บอนเพื่อจำกัดผลกระทบของภาวะโลกร้อน ไม่ควรปล่อยใช้ไปอย่างสูญเปล่าไปกับการชดเชยมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสามารถหลีกเลี่ยงได้จากการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลหรือเครื่องยนต์สันดาปที่ล้าสมัย” โรเกลจ์กล่าวเสริม

ขณะที่แมทธิว กิดเดน นักวิจัยอาวุโสจาก IIASA และมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า “ด้วยแนวโน้มปัจจุบันที่บ่งชี้ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส ในศตวรรษนี้ การใช้แหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถทำให้อุณหภูมิกลับมาอยู่ที่ 2 องศาเซลเซียส ได้”

แผนสภาพภูมิอากาศระดับชาติ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใน 25 ปี ของแต่ละประเทศ ต่างมีการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศและกักเก็บไว้ใต้ดิน ในระดับที่แตกต่างกันไป ซึ่งรวมไปถึงกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าทดแทนหรือการปรับปรุงสุขภาพดิน แต่วิธีการเหล่านี้กักเก็บก๊าซคาร์บอนได้น้อยกว่า

บริษัทเทคโนโลยีผู้ก่อมลพิษรายใหญ่อย่าง Microsoft และ Amazon เป็นหนึ่งในบริษัทที่ลงทุนในโครงการกำจัดคาร์บอนด้วยเทคโนโลยี ด้วยการดูดหรือดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศ เมื่อมีการเผาไหม้ชีวมวลหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลม้เพื่อผลิตไฟฟ้า หรือจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม

เนื่องจากโครงการเหล่านี้มักจำเป็นต้องกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดิน ทำให้เกิดความท้าทายในด้านการกักเก็บ จากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งต้นทุน วิศวกรรม ความพร้อมของพื้นที่ดินที่มีเสถียรภาพทางธรณีวิทยา และผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ เช่น มลพิษของน้ำใต้ดินจากกรดคาร์บอนิก

ทอม เคตเทิลตี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่น่าเชื่อถือต่างตระหนักและมีความโปร่งใสเกี่ยวกับข้อจำกัดเหล่านี้อยู่แล้ว ผลการวิจัยของ Nature ยังคงระบุว่ามีทรัพยากรสำรองที่สามารถนำมาใช้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้อีกหลายทศวรรษ

โดยทั่วไปแล้ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกกักเก็บไว้ใต้ดินในแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว หรือในชั้นหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุด เช่น รัสเซีย สหรัฐ จีน บราซิล ซาอุดีอาระเบีย และออสเตรเลีย ต่างมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซที่ปลอดภัย จึงควรต้องดำเนินการฝังคาร์บอนไว้ใต้ดินมากที่สุด

สิทธารถ โจชิ นักวิจัยจาก IIASA ผู้ร่วมเขียนบทความกล่าวว่า “ประเทศที่เคยมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในอดีต มักมีพื้นที่กักเก็บที่ใช้งานได้จริงมากที่สุด และต้องแสดงความเป็นผู้นำในการใช้ทรัพยากรนี้อย่างมีความรับผิดชอบ เพราะนี่ไม่แค่เรื่องการหาที่กักเก็บคาร์บอน แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมระดับนานาชาติ และส่งต่อโลกที่ดีให้คนรุ่นหลัง”

เพื่อลดการรั่วไหลให้น้อยที่สุด เอกสารฉบับนี้แนะนำให้ฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงไปใต้ดินลึก 1-2.5 กิโลเมตร หรือที่ความลึกไม่เกิน 300 เมตร และในพื้นที่ที่มีกิจกรรมแผ่นดินไหวต่ำ ห่างจากแหล่งน้ำ พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือพื้นที่พิพาท

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ในแต่ละปีมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 600,000 ตันถูกกักเก็บไว้ใต้ดินเท่านั้น ตามรายงานที่นำโดย Smith School of Enterprise and the Environment ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด

ขณะที่ เบน คาลเดคอตต์ ผู้อำนวยการ Oxford Sustainable Finance Group กล่าวว่า การประเมินความจุในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของวิจัยนี้ ก็ยังคงสูงกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เพราะเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมีต้นทุนที่สูงมาก ไม่ใช่ทุกบริษัทจะยินดีจ่าย


ที่มา: CBCFinancial TimesScience Focus
Source : กรุงเทพธุรกิจ

บางกอกเคเบิ้ล หนุน “ไอออน เอนเนอร์ยี” เบอร์หนึ่งโซลาร์รูฟที่อยู่อาศัยเดินเครื่องเต็มสูบรับดีมานด์พลังงานสะอาดจากมาตรการลดภาษีบุคคลธรรมดา ขยายตลาดโซลาร์ถึงหน้าบ้าน

บางกอกเคเบิ้ล เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ส่ง “ไอออน เอนเนอร์ยี่” ลุยตลาดโซลาร์รูฟสำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป โชว์พอร์ตแกร่งเบอร์ 1 โซลาร์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ อาทิ แสนสิริ, ศุภาลัย, เอสซี แอสเสท และ เอพี (ไทยแลนด์) ในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายประเภททั่วประเทศ รวมกว่า 6,000 หลัง สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือ มาตรฐานคุณภาพ

และความเชี่ยวชาญในฐานะผู้นำตลาดโซลาร์สำหรับภาคที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง พร้อมชูจุดแข็งบริการติดตั้งครบวงจร รับแรงหนุนมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาบ้านติดโซลาร์ สูงสุด 200,000 บาท ดึงดูดผู้บริโภคให้เข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น ช่วยลดค่าไฟและภาษีในคราวเดียว ตั้งเป้ากวาดยอดติดตั้งครึ่งปีหลังทะลุ 1,500 หลังคาเรือน

นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัดหรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขยายพอร์ตฟอลิโอธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดจากธุรกิจสายไฟฟ้าที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว สู่การสร้างโซลูชันครบวงจรด้านพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ด้านพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศและภูมิภาค ล่าสุด บริษัทเตรียมส่งบริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ION Energy) บริษัทในเครือ เดินหน้ารุกตลาดโซลาร์รูฟสำหรับบ้านทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบ

มาตรการลดภาษี! ดันตลาดโซลาร์เซลล์โต ดีมานด์พลังงานสะอาดทะลัก

เรามองว่าตลาดโซลาร์รูฟมีศักยภาพสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาครัฐออกมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 200,000 บาทสำหรับบ้านที่ติดตั้งโซลาร์รูฟ ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณสนับสนุนมาตรการนี้ไว้ราว 20,200 ล้านบาท และตั้งเป้าให้มีครัวเรือนเข้าร่วมโครงการกว่า 90,000 หลังภายใน 2 ปี ION Energy มีจุดแข็งจากประสบการณ์ติดตั้งโซลาร์รูฟให้แก่โครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ การให้ ION Energy ลงมาเล่นตลาดบ้านทั่วไปเพิ่มเติม จึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และช่วยส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท นายพงศภัค กล่าว

โดยที่ผ่านมา ION Energy ดำเนินธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.การลงทุนติดตั้งโซลาร์ฟรีผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Solar PPA) ให้แก่กลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม อาทิ โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน, โรงงานผลิตโก๋แก่ และบริษัทในเครือ ปตท.  2.การรับเหมาจัดหาและติดตั้งแผงโซลาร์แบบขายขาด (Solar EPC) สำหรับลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ เช่น โรงงานในกลุ่ม SCGP, สาขาธนาคารกสิกรไทย (KBank) และธนาคารออมสิน (GSB) ทั่วประเทศ รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่และบ้านพักอาศัยทั่วไป โดยใช้อุปกรณ์คุณภาพสูง อาทิ สายไฟของบางกอกเคเบิ้ล (BCC) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรองรับระบบโซลาร์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

มาตรการลดภาษี! ดันตลาดโซลาร์เซลล์โต ดีมานด์พลังงานสะอาดทะลัก

3.เทคโนโลยีด้านพลังงานอัจฉริยะ (Solar Tech) ผ่านแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานที่ออกแบบและพัฒนาโดย ION Energy เอง รองรับการเชื่อมต่อกับอินเวอร์เตอร์จากผู้ผลิตชั้นนำหลากหลายแบรนด์ และสามารถผสานการทำงานร่วมกับระบบของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น PLUS เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ไร้รอยต่อ (seamless experience) ให้แก่ผู้อยู่อาศัย พร้อมความสามารถในการติดตามและบริหารการใช้พลังงานของบ้านแต่ละหลังแบบเรียลไทม์ ปัจจุบัน ION Energy มียอดติดตั้งโซลาร์รูฟสะสมแล้วกว่า 80 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้งภาคที่อยู่อาศัย ธุรกิจ และอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

ด้าน นายพีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ตลาดโซลาร์รูฟในปัจจุบันมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ประกอบการรายใหม่ก้าวเข้าสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนถึงความสนใจของภาคประชาชนและภาคธุรกิจต่อพลังงานสะอาดที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศด้านพลังงานหมุนเวียน (CASE for SEA) ได้ประเมินว่า ศักยภาพของตลาดโซลาร์รูฟภาคครัวเรือนในประเทศไทยอาจสูงถึง 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2037 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตลาดรวมกว่า 360,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมหาศาล และเป็นจังหวะสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนทั้งในระดับเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

มาตรการลดภาษี! ดันตลาดโซลาร์เซลล์โต ดีมานด์พลังงานสะอาดทะลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้ความเข้าใจในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งโซลาร์รูฟ ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงาน ขนาดการติดตั้งที่เหมาะสม ความแตกต่างของอุปกรณ์ในท้องตลาด ไปจนถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่ผู้ใช้จะได้รับ รวมถึงรายละเอียดของมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น สิทธิ์การลดหย่อนภาษีที่จะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้ ด้วยประสบการณ์อันแข็งแกร่งของ ION Energy ในการติดตั้งโซลาร์รูฟให้แก่โครงการที่อยู่อาศัยของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ บริษัทจึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะเบอร์หนึ่งด้านโซลาร์รูฟภาคที่อยู่อาศัย ที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำเลือกใช้ อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี แอสเสท และเอพี (ไทยแลนด์) โดยมีผลงานติดตั้งแล้วมากกว่า 6,000 หลังคาเรือนทั่วประเทศ สะท้อนถึงมาตรฐานคุณภาพและความเชื่อมั่นจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ

เรามีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งทีมงานเทคนิคที่มีประสบการณ์สูง เทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการ ตลอดจนองค์ความรู้ด้านโซลาร์ที่เรามุ่งมั่นส่งต่อให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เราเชื่อว่ามาตรการจากภาครัฐที่ประกาศใช้ในปีนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของตลาดโซลาร์รูฟอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน ซึ่งถือเป็นมาตรการเชิงบวกที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อยสามารถติดตั้งโซลาร์รูฟได้มากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลบวกต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดโดยรวม ทั้งในด้านการผลิต การติดตั้ง การจ้างงาน และบริการหลังการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน นายพีรกานต์ กล่าว

ทั้งนี้เพื่อรองรับดีมานด์ที่กำลังขยายตัว บริษัทเตรียมวางแผนการตลาดเชิงรุกควบคู่กับการให้บริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่เริ่มติดตั้งโซลาร์รูฟเป็นครั้งแรก อาทิ การให้คำปรึกษาฟรีถึงหน้าบ้าน ฟรีสำรวจหน้างาน ฟรีประเมินการใช้ไฟ รวมถึงบริการหลังการขายที่รวดเร็วถึงหน้าบ้าน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มบ้านพักอาศัยให้ได้ถึง 20% ภายในปีนี้ และคาดว่าจะได้รับคำสั่งซื้อมากกว่า 1,500 หลังคาเรือนในช่วงครึ่งปีหลัง ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ionenergy.ai/

มาตรการลดภาษี! ดันตลาดโซลาร์เซลล์โต ดีมานด์พลังงานสะอาดทะลัก

ION Energy เชื่อมั่นว่า ความแข็งแกร่งของทีมงาน เทคโนโลยี และมาตรฐานคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ ประกอบกับการสนับสนุนสำคัญจากบางกอกเคเบิ้ล จะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานสะอาดของไทยได้ในอนาคต

สำหรับ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)

และ 7.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive) เพื่อสร้างความปลอดภัยและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต ปัจจุบัน มีลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ใช้สายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล อาทิ โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู โครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออก และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ บริษัท มีส่วนสนับสนุนโครงการ ASEAN Power Grid โดยเฉพาะโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydropower Project) ในประเทศลาว

Source : Spring News