นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล เกี่ยวกับโครงการควิกบิ๊กวิน ทางด้านพลังงาน (QUICK BIG WIN) ว่า โครงการหรือความตั้งใจที่จะดำเนินการในช่วง 4 เดือน ชื่อโครงการก็จะสอดคล้องกับนโยบายหลักของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยโครงการแรกคือ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เนื่องจากโซลาร์ หรือพลังงานทดแทนที่ผ่านมาของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับเดิมกว่า 8,000 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วงแรกส่วนใหญ่กลายไปเป็นบิ๊กล็อต แต่ส่วนที่เหลือจะนํามาทําเป็นของภาคประชาชนซึ่งจะประกอบด้วย

โซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ จากโควตาของโซลาร์ตามพีดีพีฉบับเดิม 8,600 เมกะวัตต์ มีการเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว 5,000 เมกะวัตต์ และ 2,000 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างเซ็น และก็อยู่ระหว่างการเจรจา โดยจะเหลืออีก 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งเดิมอาจจะต้องไปเป็นบิ๊กล็อต 

แต่ว่าตอนนี้กระทรวงพลังงาน จะดึงมาเป็นของภาคประชาชนก็คือ เป็นโรงไฟฟ้าชุมชนไม่เกิน 5 เมกะวัตต์ต่อชุมชน เพราะฉะนั้นก็จะสามารถทําให้เกิดโซลาร์ฟาร์มสําหรับชุมชนได้ถึงอย่างน้อย 300 ชุมชน และมีครัวเรือนที่รับประโยชน์ประมาณ 15,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ

ส่วนอีกโครงการจะเป็นโซลาร์สูบน้ําเพื่อการเกษตร โดยมีเป้าหมายของการอนุมัติโครงการคือ 1,200 แห่ง ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่กว่า 700,000 ไร่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรในการบริหารจัดการน้ํา

นอกจากนี้ จะมีการเร่งรัดมาตรการลดภาษีโซลาร์ โดยจะไม่ใช่ให้ฟรีทั้งหมด แต่สําหรับครัวเรือนที่มีความต้องการจะติดแผงโซลาร์ ซึ่งจะให้นำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 200,000 บาทมาลดหย่อนภาษีได้ เพื่อกระตุ้นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือน โดยตั้งเป้าไว้ประมาณ 90,000 ครัวเรือน 

และโครงการโซลาร์ลอยน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์กันทุกคน โดยมีการทําโครงการไว้อยู่ 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนภูมิพล ,เขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ มีกําลังการผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ซึ่งต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยฟ้าหลังเขื่อนของ กฟผ. จะเป็นต้นทุนที่ถูกมาก เพราะฉะนั้นนอกจากจะได้ไฟฟ้าสีเขียวก็จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

“ภาพรวมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนทั้ง 4 โครงการ ก็จะกระจายไปสู่ภาคประชาชนในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ,เกษตรกร ,ชนชั้นกลางที่ต้องการติดตั้งโซลาร์ และค่าไฟที่ลดลงจากโซลาร์ลอยน้ําหลังเขื่อน”

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ยังมีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานสําหรับภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากประเทศไทยกําลังมองหา New S-Curve เพื่อมองหาการลงทุนใหม่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ โครงสร้างของดาต้าเซนเตอร์ โครงสร้างของคลาวด์ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงมาก และหลายโครงการระบุว่าต้องการไฟฟ้าสะอาด เพราะฉะนั้นก็จะมี 3 โครงการที่จะช่วยรองรับภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

มาตรการการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) 2,000 เมกะวัตต์ โดยจะเป็นรูปแบบของการให้ผู้ผลิตได้ขายตรงกับผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่ง 2,000 เมกะวัตต์ดังกล่าวนี้ กําหนดให้เป็นไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งกลุ่มที่จะใช้ก็คือ กลุ่มดาต้าเซนเตอร์ หากโมเดลดังกล่าวสําเร็จเชื่อว่าจะสามารถต่อยอดให้เกิดการซื้อขายโดยตรงไปในอนาคตได้

“ความเป็นจริงที่พบก็คือ แม้ว่าโรงไฟฟ้าของไทยทั้งประเทศหลายคนพูดว่ามีกําลังการผลิตเหลือ แต่กลายเป็นว่าในบางพื้นที่ไม่สามารถจ่ายไฟได้ตามความต้องการ โดยเฉพาะพื้นที่ EEC หรือว่าภาคตะวันออก เพราะว่าโครงการของดาต้าเซนเตอร์ โครงการของอุตสาหกรรมใหม่พุ่งเป้าไปตั้งโครงการอยู่ที่พื้นที่นั้น ด้วยความพร้อมในหลายด้าน จึงกลายเป็นว่าพื้นที่ดังกล่าว โครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีจ่ายไฟฟ้า หรือสายส่งไม่เพียงพอ

จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงมองว่ากระทรวงพลังงานจะเข้าไปเร่งรัดลงทุนสายส่ง (substation) โดยจากการหารือเบื้องต้น เพื่อความรวดเร็วจะมีการใช้เงินกรอบงบประมาณเดิม ที่ กฟผ. สามารถบริหารจัดการลดค่าใช้จ่ายจากโครงการอื่นๆ และนำมาทํา ก็จะเป็นควิกบิ๊กวินที่ทำให้ภาคตะวันออกมีไฟฟ้าพอเพียง 

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า กองทุนอนุรักษ์พลังงานมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งเป็นมาตรฐานเพื่อปรับเปลี่ยน (Demand Side Management ซึ่งไม่ค่อยได้มีการกล่าวถึง และที่น่าแปลกใจก็คือแม้แต่โรงงานอุตสาหกรรมเองก็ไม่ได้คิดว่ามีเงินส่วนดังกล่าวสักเท่าไร เพราะฉะนั้นความตั้งใจก็คือ ว่าต้องเดินสายโปรโมตกองทุนฯ ไปตามโรงงานต่างๆ ให้เห็นถึงความสําคัญ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิต ช่วยการปรับปรุงการใช้พลังงาน โดยจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายของโรงงาน และของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม

ในส่วนของทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ สส. หลายท่านกล่าวถึงนั้น กระทรวงพลังงานจะเป็นกระทรวงหลักอีกหนึ่งกระทรวงที่จะผลักดัน และช่วยให้ประเทศก้าวไปสู่ Net Zero ปี 2050 

โดยในช่วง 4 เดือนก็จะประกอบด้วย โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งนอกจากประชาชนได้ประโยชน์ ก็ยังได้การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 3.6 ล้านตันต่อปี 

อีกโครงการซึ่งก็น่าจะตรงใจโดยเฉพาะนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) ที่กล่าวถึงการเร่งรัดจัดทําแผนพีดีพี ซึ่งก็เป็นความตั้งใจของตนตั้งแต่แรกที่จะก้าวเข้ามาทํางานในตำแหน่ง รมว.พลังงาน 

แม้ท่านประธานจัดทำพีดีพีคนเดิมได้ลาออกไป แต่ว่าขนานกันกับตอนก่อนที่ตนจะเข้าไปทํางาน ซึ่งตนได้มีการไปทาบทามประธานท่านใหม่ และจะเร่งจัดตั้งชุดทำแผนพีดีพีใหม่ โดยมีเป้าทำให้เสร็จภายใน 4 เดือน ซึ่งแผนก็ต้องสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยจะมุ่งเป้าไปสู่ Net Zero ปี 2050 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งโครงการใหญ่มาก โดยตั้งใจว่าภายใน 4 เดือนจะต้องนับหนึ่ง หรือเริ่มต้นโครงการให้ได้ เนื่องจากมีการกล่าวถึงกันมา 2 ปี แต่ยังไม่สามารถเริ่มต้นได้ คือ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS)

โดยต้องเรียนว่าแม้จะเป็นเป้าเดิมปี 2050 แต่ก็ต้องมีการช่วยกันหลายภาคส่วน หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานสีเขียว การปลูกป่า แต่ทั้งหมดที่ดำเนินการไม่เพียงพอที่ทําให้ไทยก้าวสู่ Net Zero ยังมีคาร์บอนที่หลงเหลือออกมาจากกระบวนการผลิตกระบวนการใช้งานอยู่ดี ดังนั้น โครงการ CCS จึงต้องเกิดให้ได้ คือ การดักจับคาร์บอนเพื่อนำเข้าไปกักเก็บใต้ดิน

ซึ่งในความเป็นจริงประเทศไทยโดยการสํารวจเบื้องต้นด้วยภาพถ่ายผ่านดาวเทียม พบว่าไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงห่างออกจากฝั่งไปประมาณ 200 กิโลเมตร แต่จะเดินหน้าได้จะต้องทําการสํารวจในเชิงรายละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงจะต้องมีการออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่จะทํา เพราะว่าที่ผ่านมาแหล่งปิโตรเลียมต่างๆ มีแต่สูบขึ้น แต่ตอนนี้กําลังหาแหล่งใต้ดินที่สามารถนำคาร์บอนไดออกไซด์อัดเข้าไปเก็บให้ได้

ซึ่งกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ยังไม่มีที่ไหนรองรับ เพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องตั้งหลัก เพื่อออกเกณฑ์ดังกล่าวนี้ให้ได้ เพื่อให้ดำเนินการ (implement) ได้เพราะโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่มาก มีการลงทุนเป็นแสนล้าน และต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี ต้องนับก้าวแรกให้ได้ 

“ก้าวแรกก็คือ เรามีความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นที่จะเข้ามาสํารวจพื้นที่กักเก็บใต้ทะเล แต่ว่าแม้การจะนำเรือสํารวจให้ละเอียดขึ้นมากกว่าภาพดาวเทียมก็ยังมีปัญหามากมาย เพราะว่าไม่มีกฎเกณฑ์มารองรับว่าเรือจะเข้ามาสํารวจได้หรือไม่ ต้องมีการขออนุญาตเรื่องระบบศุลกากร ทำให้ 2 ปีนับหนึ่งไม่ได้เสียที ดังนั้นใน 4 เดือน ก็เป็นการตั้งใจที่จะให้โครงการ CCS นับหนึ่งให้ได้เพราะว่าจากนับหนึ่งจะต้องใช้เวลาไปอีก 10 ปี โครงการถึงจะสําเร็จ”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบดูเหมือนจะใกล้เข้ามาทุกที แต่หนึ่งในความกังวลสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังลังเล คือเรื่อง “ระยะทาง” หรือ Range Anxiety ความรู้สึกไม่มั่นใจว่าแบตเตอรี่จะหมดก่อนถึงจุดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเดินทางไกลที่ยังขาดแคลนสถานีชาร์จที่ครอบคลุม รถยนต์ไฟฟ้า REEV หรือ Range-Extended Electric Vehicle จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นคำตอบของปัญหานี้ โดยนำเอาข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สันดาปภายในมารวมกันไว้อย่างลงตัว กลายเป็นนวัตกรรมที่ผสมผสานประสิทธิภาพและความสะดวกสบายได้อย่างน่าทึ่ง

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับรถยนต์ REEV ตั้งแต่หลักการทำงานที่แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป ไปจนถึงข้อดี ข้อเสีย และตัวอย่างรถรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีนี้ เพื่อไขข้อข้องใจว่าเหตุใดรถยนต์ REEV จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวสู่โลกของยานยนต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องทิ้งความสบายใจในการขับขี่ระยะยาว

REEV คืออะไร และทำงานอย่างไร?

หากพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เรามักจะนึกถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ REEV คือยานยนต์ไฟฟ้าประเภทหนึ่งที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อเพียงอย่างเดียว ความพิเศษของมันอยู่ที่การมี “เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดเล็ก” หรือ Range Extender ติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งเครื่องยนต์นี้ไม่ได้มีหน้าที่ขับเคลื่อนรถโดยตรงเหมือนในรถยนต์ไฮบริดทั่วไป แต่มีไว้เพื่อทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ “ปั่นกระแสไฟฟ้า” เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อพลังงานแบตเตอรี่เหลือน้อย

ดังนั้น การขับเคลื่อนหลักของรถ REEV จึงยังคงใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้มีสมรรถนะที่ดี เงียบ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป แต่ในยามที่แบตเตอรี่ใกล้หมด ผู้ขับขี่ก็ไม่จำเป็นต้องมองหาสถานีชาร์จเสมอไป เพราะระบบจะสั่งให้เครื่องยนต์ปั่นไฟทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงแบตเตอรี่ ทำให้สามารถเดินทางต่อไปได้โดยไม่สะดุด ซึ่งเป็นการขยายระยะทางการขับขี่ออกไปได้อย่างไม่จำกัด ตราบใดที่ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในถัง

ระบบจะทำงานในลักษณะอนุกรม (Series Hybrid) กล่าวคือพลังงานจากเครื่องยนต์สันดาปจะถูกเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าก่อนเสมอ แล้วจึงส่งต่อไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนล้อ ไม่มีการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฮบริดประเภทอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ทำให้ REEV เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่แท้จริง

เปรียบเทียบ REEV กับรถยนต์ประเภทอื่นๆ

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูกันว่ารถยนต์ทั้งสามประเภทนี้มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

คุณสมบัติรถยนต์ไฟฟ้า BEV (Battery Electric Vehicle)รถยนต์ไฮบริดปลั๊กอิน PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle)รถยนต์ไฟฟ้า REEV (Range-Extended Electric Vehicle)
ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาป สามารถขับเคลื่อนได้ทั้งคู่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
บทบาทของเครื่องยนต์ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปสามารถขับเคลื่อนรถได้โดยตรงในบางกรณีทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าเท่านั้น ไม่ได้ขับเคลื่อนล้อโดยตรง
แหล่งพลังงานหลักแบตเตอรี่แบตเตอรี่และน้ำมันแบตเตอรี่ (ในระยะขับขี่ปกติ)
แหล่งพลังงานสำรองไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงน้ำมันเชื้อเพลิง
ความกังวลเรื่องระยะทางมีสูง หากไม่มีสถานีชาร์จมีน้อยมากมีน้อยมาก (สามารถเติมน้ำมันได้)
การเติมพลังงานชาร์จไฟฟ้าเท่านั้นชาร์จไฟฟ้าและเติมน้ำมันชาร์จไฟฟ้าและเติมน้ำมัน
ความซับซ้อนของระบบระบบไม่ซับซ้อนระบบมีความซับซ้อนสูงระบบมีความซับซ้อนปานกลาง
การปล่อยมลพิษไม่มีมลพิษจากการใช้งานมีการปล่อยมลพิษเมื่อเครื่องยนต์ทำงานมีการปล่อยมลพิษเมื่อเครื่องยนต์ปั่นไฟทำงาน

ข้อดีและข้อเสียของ REEV

แม้ว่ารถยนต์ REEV จะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรถยนต์แบบเดิมกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกใช้

ข้อดีของรถยนต์ REEV

  • หมดกังวลเรื่องระยะทาง นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุด เพราะหากแบตเตอรี่หมดก็ยังสามารถเดินทางต่อไปได้ด้วยพลังงานจากเครื่องยนต์ปั่นไฟ เพียงแค่เติมน้ำมัน
  • ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสถานีชาร์จอย่างสมบูรณ์ เพราะสามารถแวะเติมน้ำมันได้ตามปั๊มน้ำมันทั่วไป
  • สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงในทันที ทำให้รถออกตัวและเร่งแซงได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวล
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในระยะการขับขี่ปกติจะไม่ปล่อยมลพิษเลย และเมื่อเครื่องยนต์ทำงานก็ปล่อยมลพิษน้อยกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไป

ข้อเสียของรถยนต์ REEV

  • ความซับซ้อนของระบบ การมีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปทำให้ระบบซับซ้อนกว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV การบำรุงรักษาอาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่า
  • ยังมีมลพิษอยู่ แม้จะน้อยกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ก็ยังมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อเครื่องยนต์ปั่นไฟทำงาน
  • น้ำหนักของรถที่เพิ่มขึ้น การมีส่วนประกอบเพิ่มเติมทำให้รถ REEV มีน้ำหนักมากกว่ารถ BEV ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมเล็กน้อย

รถยนต์ REEV ในตลาดปัจจุบัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสของรถยนต์ไฟฟ้า REEV หรือในชื่อ EREV (Extended-Range Electric Vehicle) ที่นิยมใช้ในจีน เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดโลกอย่างมาก โดยเฉพาะจากผู้ผลิตรายใหญ่จากจีนที่มองว่าเทคโนโลยีนี้เป็นทางเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV แต่ยังคงความยืดหยุ่นในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

สำหรับรถยนต์ REEV ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันและเป็นที่น่าสนใจ มีดังนี้

  • CHANGAN DEEPAL S07 รถยนต์เอสยูวีที่โดดเด่นจากค่าย CHANGAN ซึ่งมาพร้อมตัวเลือกแบบ REEV ที่ใช้เครื่องยนต์ปั่นไฟเพื่อขยายระยะทางวิ่งออกไปได้อย่างน่าประทับใจ
  • Li Auto แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าหรูจากประเทศจีนที่เน้นผลิตรถยนต์แบบ REEV เป็นหลักในรถยนต์หลายรุ่น เช่น Li L6, L7, L8, และ L9
  • Mazda EZ-6 และ Mazda EZ-60 มาสด้าได้พัฒนาและเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสองรุ่นนี้ในประเทศจีน ซึ่งมีทั้งรุ่นไฟฟ้า 100% (BEV) และรุ่น REEV (หรือ EREV) โดยรุ่นขยายระยะทางจะใช้เครื่องยนต์สันดาปขนาด 1.5 ลิตร ทำหน้าที่ปั่นไฟเพื่อเพิ่มระยะทางวิ่งรวมให้ไกลยิ่งขึ้น นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของแบรนด์ญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้
  • Leapmotor C10 รถยนต์เอสยูวีจากแบรนด์ Leapmotor ที่มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยี REEV สามารถวิ่งได้ระยะทางรวมกว่า 970 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันและชาร์จไฟฟ้าเต็มหนึ่งครั้ง
  • Avatr 07 รถยนต์จากแบรนด์ Avatr ซึ่งเป็นแบรนด์พรีเมียมที่พัฒนาร่วมกับ Huawei และ Changan โดยมีตัวเลือกขุมพลังขับเคลื่อนทั้งแบบไฟฟ้า 100% และแบบ EREV (REEV) เป็นรถอีกรุ่นที่น่าจับตามองในตลาดจีนและมีโอกาสเข้ามาทำตลาดในประเทศอื่นๆ ในอนาคต

บทสรุป

รถยนต์ REEV คือนวัตกรรมยานยนต์ที่ชาญฉลาด เป็นการผสมผสานข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าในด้านสมรรถนะและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้ากับความสะดวกสบายและความอุ่นใจในการขับขี่ระยะไกลด้วยเครื่องยนต์ปั่นไฟ ไม่ว่าจะเป็นการขับในเมืองที่เงียบสงบหรือการเดินทางข้ามจังหวัดที่ต้องใช้ระยะทางยาวนาน REEV ก็พร้อมที่จะให้ความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่อยู่เสมอ

สำหรับผู้ที่ยังกังวลเรื่อง Range Anxiety และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สมบูรณ์ รถยนต์ REEV ถือเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและน่าสนใจอย่างยิ่ง มันคือยานยนต์ที่ช่วยให้คุณก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ โดยที่ไม่ต้องทิ้งความสบายใจและอิสระในการเดินทางแบบไร้ขีดจำกัดไปแม้แต่น้อย

CHERY เขย่าตลาด B-SUV ไทย เปิดตัว V23 รถยนต์ไฟฟ้า 100% นำเข้าจากจีน เคาะราคาเริ่มต้นช่วงแนะนำ 689,900 บาท มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย มาทั้งรุ่นขับหลังและขับสี่ล้อให้เลือก

CHERY สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอีกครั้ง ด้วยการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ CHERY V23 รถยนต์ B-SUV ไฟฟ้า 100% ที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) จากประเทศจีน เปิดราคาเริ่มต้นเพียง “6.89 แสนบาท”

CREDIT : Chery
CREDIT : Chery

CHERY V23 เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นย่อย ชูจุดเด่นด้านดีไซน์ที่โดดเด่น ออปชันที่ครบครัน และทางเลือกหลากหลายทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (2WD) และขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD)

สเปค CHERY V23 

CHERY V23 ถูกออกแบบมาบนมิติตัวถัง B-SUV ด้วยความยาว 4,220 มม., กว้าง 1,915 มม., สูง 1,845 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,735 มม. พร้อมระยะต่ำสุดถึงพื้นที่ (Ground Clearance) 205 มม.

CREDIT : Chery
CREDIT : Chery

ทางด้านขุมพลังไฟฟ้า มีให้เลือก 2 รูปแบบ รุ่น 2WD (PLAY / PLUS) มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิด 180 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ LFP ขนาด 59.9 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 360 กม. (มาตรฐาน NEDC)

รุ่น 4WD (PEAK) มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ให้กำลังรวมสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 292 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ NMC ขนาด 81.7 kWh วิ่งได้ไกลขึ้นเป็น 430 กม. (มาตรฐาน NEDC) และเพิ่มโหมดการขับขี่ Off-Road

ด้านการชาร์จ รองรับการชาร์จกระแสตรง DC สูงสุด 80 kW สามารถชาร์จจาก 30-80% ได้ในเวลาประมาณ 30 นาที และยังมาพร้อมฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้

CREDIT : CHERY
CREDIT : CHERY

CHERY V23 จัดเต็มด้านอุปกรณ์มาตรฐานตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นล้ออัลลอย 19 นิ้ว, ไฟหน้า-ไฟท้าย LED, หน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 15.4 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay/Android Auto, เบาะคู่หน้าพร้อมระบบระบายอากาศ, และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง

ในรุ่น PLUS 2WD จะได้รับการอัปเกรดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) อย่างครบครัน เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC), ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบเตือนมุมอับสายตา (BSD) และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมฟังก์ชันจำลองภาพใต้พื้นรถ

ส่วนรุ่นท็อปสุด PEAK 4WD จะได้ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 21 นิ้ว พร้อมสมรรถนะที่สูงขึ้นจากระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

CREDIT : CHERY
CREDIT : CHERY

ราคาจำหน่าย CHERY V23

CHERY V23 เปิดราคาพิเศษช่วงแนะนำ (วันนี้ – 31 ตุลาคม 2568) พร้อมส่วนลด 10,000 บาท 

  • CHERY V23 รุ่น V23 PLAY 2WD: ราคา 689,900 บาท (จากปกติ 699,900 บาท)
  • CHERY V23 รุ่น V23 PLUS 2WD: ราคา 749,900 บาท (จากปกติ 759,900 บาท)
  • CHERY V23 รุ่น V23 PEAK 4WD: ราคา 879,900 บาท (จากปกติ 889,900 บาท)

การรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 8 ปี หรือ 200,000 กม., รับประกันแบตเตอรี่นาน 8 ปี หรือ 160,000 กม., ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี, ฟรีประกันภัยชั้น 1, Home Charger พร้อมติดตั้ง และสิทธิประโยชน์อื่นๆ

Source : Spring News

พลังงานสะอาดคือ ก้าวสำคัญของโลกอนาคต แต่ก้าวที่มั่นคงจะต้องมาพร้อมกับระบบจัดการที่รอบด้าน โดยเฉพาะกับ “แบตเตอรี่” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS)

ที่พบการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทว่าเมื่อแบตเตอรี่เหล่านี้หมดอายุลง สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น “ขยะอันตราย” จำนวนมหาศาลที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ หากไม่เร่งออกแบบระบบการจัดการที่รอบด้านและยั่งยืน

ปัญหานี้ไม่ใช่อนาคตอันไกล แต่เป็นการนับถอยหลังเพื่อรอวันปะทุออกมา จากตัวเลขการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2563-2567) มีการจดทะเบียนไปแล้วกว่า 6 แสนคัน โดยอายุของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เฉลี่ยที่ 8-10 ปี 

นั่นทำให้คาดการณ์ได้ว่าภายในปี 2574 ไทยจะมีซากแบตเตอรี่สะสมมากกว่า 3.8 หมื่นตัน และอีก 10 ปีนับจากนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 แสนตันในปี 2578 ก่อนจะพุ่งสูงเกือบ 9 แสนตันในปี 2588

ข้อมูลล่าสุดจากกรมขนส่งทางบกยังสะท้อนแนวโน้มการขยายตัว เพราะเพียง 8 เดือนแรกของปีนี้มีรถยนต์ไฟฟ้าประเภทส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งจดทะเบียนแล้วกว่า 1.8 แสนคัน หรือคิดเป็น 51.75% ของรถใหม่ทั้งหมดในกลุ่มนี้ ตอกย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงปริมาณแบตเตอรี่หมดอายุในอนาคตกำลังขยายตัวแบบก้าวกระโดด

เช่นเดียวกับปริมาณที่เพิ่มขึ้นของการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา (2560-2567) ไทยนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบ CBU (รถยนต์ประกอบสำเร็จนำเข้าทั้งคัน) และ SKD (รถยนต์ที่นำเข้าชิ้นส่วนที่ถูกประกอบมาแล้วระดับหนึ่งแล้วนำมาประกอบเพิ่มในประเทศ) สะสมรวมกว่า 7 แสนคัน

และชิ้นส่วน CKD อีกกว่า 3,200 ตัน ขณะเดียวกันระหว่างปี 2565-2567 ไทยยังนำเข้าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสะสมมากกว่า 1.7 ล้านแพ็ก และแบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์กว่า 1 แสนชิ้น

แบตเตอรี่เหล่านี้จะทยอยหมดอายุหลังปี 2575 เป็นต้นไป ยังไม่นับรวมรถไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้าที่มีน้ำหนักนำเข้าสะสมกว่า 3.9 พันตัน และคิกสกูตเตอร์ มากกว่า 2.1 หมื่นคัน ตลอดจนโทรศัพท์มือถือที่ไทยนำเข้าสะสมกว่า 120 ล้านเครื่อง รวมมูลค่าการนำเข้าแบตเตอรี่ทุกประเภททั้งหมดมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท 

ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนว่าไทยกำลังใช้เงินมหาศาลเพื่อนำเข้าแบตเตอรี่และอุปกรณ์ แต่กลับยังไม่มีระบบรองรับเมื่อหมดอายุการใช้งาน

๐ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่มีมาตรการจัดการที่เหมาะสม ?

ซากแบตเตอรี่เหล่านี้จะก่อให้เกิดผลกระทบหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารเคมี และโลหะสู่ดิน รวมทั้งแหล่งน้ำ สุขภาพของประชาชนที่อาจสะสมสารพิษในร่างกายจนอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว

รวมถึงด้านเศรษฐกิจที่ประเทศจะสูญเสียวัตถุดิบมูลค่าสูง ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อกำจัดหรือส่งออกซาก และยังต้องเผชิญความผันผวนของราคาวัตถุดิบนำเข้าที่อยู่ภายใต้ปัจจัยหลายด้าน รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ด้วย

แต่ทว่าเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ซากแบตเตอรี่ก็ไม่ใช่มีเพียงแต่ปัญหาหากถูกบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ปัญหานี้จะกลายเป็น “ขุมทรัพย์” จากโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากโลหะอย่างลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล และแมงกานีส สามารถนำกลับมาใช้ได้ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ โรงงานรีไซเคิลยังสามารถสร้างงาน เพิ่ม GDP และเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน

แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะปล่อยให้ซากเหล่านี้กลายเป็นวิกฤติ หรือพลิกให้เป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมวิกฤติ หรือพลิกให้เป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

เพื่อไม่ให้ “ภูเขาซากแบตเตอรี่” กลายเป็นภาระมหาศาล ประเทศไทยควรดำเนินนโยบายใน 6 แนวทางนี้ 

1.กำหนดกรอบกฎหมาย สำหรับการจัดการแบตเตอรี่ทุกประเภทเพื่อควบคุมการจัดเก็บการนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิลอย่างปลอดภัย 

2.จัดตั้งกลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับผิดชอบต่อซากแบตเตอรี่

3.พัฒนาระบบข้อมูลและการติดตามแบตเตอรี่ผ่าน “Battery Passport” เพื่อบันทึกข้อมูลตลอดชีวิตของแบตเตอรี่ 

4.ยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ใหม่ มาตรฐานการใช้ซ้ำ เพื่อป้องกันการนำแบตเตอรี่ด้อยคุณภาพกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงมาตรฐานในการรีไซเคิล 

5. กำกับดูแลโรงงานรีไซเคิลและสร้างตลาดวัสดุรีไซเคิลที่มีคุณภาพ พร้อมกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำในแบตเตอรี่ใหม่ 

6. สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการตรวจสอบ แยกประเภท และรีไซเคิลที่มีต้นทุนต่ำและเหมาะสมกับบริบทของไทย

ขณะเดียวกันยังมีโจทย์ที่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น ด้านกฎหมาย ไทยควรมีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการจัดการแบตเตอรี่ หรือควรเชื่อมโยงกับกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ด้านกลไกการเงิน ผู้รับภาระต้นทุนหลักในการจัดการหลังสิ้นอายุขัยควรจะเป็นใคร

ด้านสังคม จะสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้ประชาชนส่งคืนแบตเตอรี่หมดอายุเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการนำไปดัดแปลง และนำกลับมาใช้ใหม่ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากการใช้งาน ด้านสิ่งแวดล้อม ไทยควรลงทุนสร้างโรงงานรีไซเคิลเองหรือทำความร่วมมือในระดับภูมิภาค 

คำถามใหญ่ที่หลายฝ่ายกำลังถกกันก็คือ ไทยควรเปิดให้มีการนำเข้าซากแบตเตอรี่จากต่างประเทศหรือไม่ เพื่อให้ระบบรีไซเคิลมีขนาดเศรษฐกิจที่คุ้มค่า ซึ่งหากจะเดินหน้าจริงจะต้องดำเนินการโดยคู่ขนานไปกับการกำหนดเงื่อนไขและมาตรการป้องกันอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาขยะทะลักเข้าประเทศ

การสร้างระบบจัดการซากแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ได้เป็นเพียงการป้องกันปัญหาขยะแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมพลังการแข่งขันของประเทศในระยะยาวด้วย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)  เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ต่อลิตร รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาเบนซินลงอีก 50 สตางค์ต่อลิตรด้วย  ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหน้าสถานีบริการน้ำมันลดเหลือ 31.44 บาทต่อลิตร (จากเดิม 31.94 บาท/ลิตร) และกลุ่มเบนซินทุกชนิดลดลง 50 สตางค์ต่อลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (4 ตุลาคม 2568)

ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้สามารถลดการจัดเก็บเงินจากกลุ่มน้ำมันดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลงได้ ทั้งนี้ กบน.เล็งเห็นถึงความสำคัญในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนซึ่ง “ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ มีสถานะดีขึ้น  จึงมีความเหมาะสมที่จะปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับน้ำมันดีเซลลง พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันในการปรับลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินลงด้วยเพื่อช่วยเหลือประชาชน  สะท้อนความมุ่งมั่นของ กบน. ในการดูแลค่าครองชีพให้แก่ประชาชนตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา พร้อมกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานในประเทศ”

สำหรับ ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 28 กันยายน 2568 กองทุนน้ำมันฯ มีสถานะติดลบอยู่ที่ 17,838 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 24,429 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 42,267 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซลในครั้งนี้ จะทำให้รายรับจากน้ำมันดีเซลลดลงเหลือประมาณวันละ 30.96 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 61.06 ล้านบาท ขณะที่รายรับจากกลุ่มน้ำมันเบนซินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยอยู่ที่ประมาณวันละ 93.80 ล้านบาทเท่าเดิม (รายละเอียดในตาราง)

Source : Energy News Center