News & Update

5 เกมรุกพลังงานไฮโดรเจน เปลี่ยนโลกการผลิตไฟฟ้า ลดคาร์บอนได้จริง

พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกในฐานะพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถตอบโจทย์ในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงาน พลังงานไฮโดรเจนสามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคการผลิตไฟฟ้า ในบทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะ มีแนวทางการใช้งานหลักๆ 5 ด้าน ดังนี้

1. การผลิตไฟฟ้าโดยตรงผ่านเซลส์เชื้อเพลิง (Fuel Cell)

เซลส์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) คือ เทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฮโดรเจนให้กลายเป็นไฟฟ้าได้โดยตรง ผ่านปฏิกิริยาทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical Reaction) ระหว่างธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจน โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ พลังงานไฟฟ้า น้ำ และความร้อน ในกระบวนการนี้จะไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ข้อดีที่สำคัญ คือ ให้ประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานสูง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานทั้งในระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น บ้านพักอาศัยหรืออาคารสำนักงาน ไปจนถึงระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สามารถเชื่อมเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าหลักได้ ในหลายประเทศมีการนำเซลส์เชื้อเพลิงมาติดตั้งในภาคครัวเรือน ซึ่งช่วยลดความหนาแน่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้าและลดการปล่อย CO₂ ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันยังมีราคาที่สูงกว่าเทคโนโลยีอื่น เช่น โซล่าเซลส์และแบตเตอรี่

2. โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Combined Cycle Power Plant)

โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ (Gas Turbine Power Plant) มีหลักการทำงาน คือ การใช้พลังงานจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง (เช่น ก๊าซธรรมชาติ) ความร้อนที่ได้จะทำให้ใบพัดกังหันหมุนเพื่อขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้า โดยประโยชน์หลักของพลังงานไฮโดรเจนจะนำมาใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติได้บางส่วน (หรือทั้งหมด) เพื่อผลิตไฟฟ้า

ตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัท General Electric (GE) และ Siemens Energy กำลังทำการทดสอบกังหันก๊าซที่สามารถเผาไหม้ด้วยส่วนผสมไฮโดรเจนได้ถึง 30% และตั้งเป้าจะขยายสัดส่วนไฮโดรเจนให้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ลดการปล่อยคาร์บอนได้ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด

3. การผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อลดการปล่อย CO₂

แนวทาง Hydrogen Blending คือการผสมไฮโดรเจนในท่อส่งก๊าซธรรมชาติและใช้ร่วมในโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ วิธีนี้ถือเป็น “ทางออกระยะสั้น” ที่มีความเป็นไปได้สูง เพราะไม่ต้องลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งหมด

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือ เป็นแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในทันที เนื่องจากการเผาไหม้ไฮโดรเจนจะปล่อยน้ำเป็นหลัก (H₂O) ทำให้เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าก๊าซธรรมชาติที่ปล่อยไฮโดรคาร์บอนจากการเผาไหม้ 

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการประเมินผลกระทบต่ออุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวเช่นกัน ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเตรียมระบบให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ไฮโดรเจนเต็มรูปแบบในอนาคต

4. การแปรสภาพเป็นแอมโมเนียและนำไปผสมกับถ่านหิน

เพื่อแก้ปัญหาการเก็บและขนส่งไฮโดรเจนในรูปแบบก๊าซที่มีความหนาแน่นพลังงานต่ำและต้องใช้การอัดหรือทำให้เป็นของเหลว ในบางประเทศเลือกแปรสภาพเป็นแอมโมเนีย (NH₃) เพราะแอมโมเนียมีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า และมีโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่ใช้งานอยู่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศแรกๆ ที่พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าที่ผสมถ่านหินกับแอมโมเนีย โดยตั้งเป้าลดการปล่อย CO₂ ลง 20%–30% ดังนั้น การแปรสภาพเป็นแอมโมเนีย (NH₃) จากนั้นนำมาเผาร่วมกับถ่านหิน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับประเทศที่พึ่งพาการใช้ถ่านหินอย่างประเทศไทย

5. การเก็บพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบไฮโดรเจน (Hydrogen Storage for Power Generation)

เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลส์หรือพลังงานลมมักมีความไม่แน่นอนในการผลิต โดยเฉพาะในช่วงที่ผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการ การกักเก็บพลังงานส่วนเกินจึงมีความสำคัญ การเก็บพลังงานในรูปแบบไฮโดรเจน (Hydrogen Storage for Power Generation) ถือเป็นการใช้ไฮโดรเจนในฐานะตัวกลางการกักเก็บพลังงาน โดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม มาผลิตไฮโดรเจนผ่านกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส โดยไฮโดรเจนที่ผลิตได้สามารถนำมาเก็บไว้ในรูปแบบก๊าซหรือของเหลว และนำกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง หลักการนี้คล้ายกับระบบ Battery Energy Storage System (BESS) เพียงแต่ใช้ไฮโดรเจนเป็นสื่อกลาง ซึ่งมีข้อดี คือ สามารถเก็บพลังงานได้ในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานาน ซึ่งต่างจากระบบแบตเตอรี่ที่มักเหมาะกับการกักเก็บระยะสั้น

สำหรับแนวทางการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ในภาคการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย หากอ้างอิงจากร่างแผน PDP2024 ได้เริ่มมีการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในท่อก๊าซธรรมชาติต้นทางฝั่งตะวันออก ในสัดส่วน 5% (ของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า) ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนควบคู่ไปกับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสที่จะสร้างระบบไฟฟ้าที่ สะอาด มั่นคง และยั่งยืน พร้อมก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

Source : Post Today

“เน็กซ์” เร่งสายพานการผลิตรถเมล์ไฟฟ้า ทยอยส่งมอบรถร่วม ขสมก.บริการคนกรุง

“เน็กซ์”เดินกำลังการผลิตเต็มสปีด ก่อนทยอยส่งมอบรถเมล์ไฟฟ้าให้เอกชนผู้รับสัมปทานเดินรถเส้นทางกรุงเทพฯและปริมณฑล นำไปวิ่งบริการประชาชนเป็นรถร่วม ขสมก. แบบไร้มลพิษ นายคณิสสร์ ศรีวัชรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์…

จีนเปิดใช้โครงการผลิตไฟฟ้าจาก ‘พลังงานลม-แสงอาทิตย์’ กลางทะเลทราย

ไชน่า เอ็นเนอร์จี อินเวสต์เมนต์ คอร์เปอเรชัน (China Energy) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานชั้นนำของจีน เผยว่า โครงการพลังงานหมุนเวียนในทะเลทรายเถิงเก๋อหลี่ เมืองจงเว่ย…

กองทุนน้ำมันฯ ปรับลดเงินชดเชยราคา LPG ลงเหลือ 2.21 บาทต่อกิโลกรัม หลังราคาตลาดโลกต่ำกว่า 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

ราคา LPG โลกลดลง ส่งผลกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับลดเงินชดเชยราคา LPG เหลือ 2.21 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมลดเก็บเงินโรงแยกก๊าซฯ…