การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดของโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเกิดจากการสะสมของ “ก๊าซเรือนกระจก” (Greenhouse Gases: GHGs) ในชั้นบรรยากาศ ที่หลักๆ ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน, ไนตรัสออกไซด์, ก๊าซฟลูออไรน์ และไอน้ำ อันมีสาเหตุหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า และการผลิตทางอุตสาหกรรม

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น เกิดภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่าปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอ้างอิงจากข้อมูลระหว่างประเทศ 6 ชุดข้อมูล สิบปีที่ผ่านมาล้วนติดอันดับท็อปเท็น อุณหภูมิทำลายสถิติอย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่ งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Advances in Atmospheric Sciences ระบุว่า ภาวะโลกร้อนในปี 2024 มีบทบาทสำคัญในการที่อุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การศึกษานี้ซึ่งนำโดย ศาสตราจารย์ หลี่จิง เฉิง จากสถาบันฟิสิกส์บรรยากาศ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ระบุว่า มหาสมุทรมีอุณหภูมิอุ่นที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยบันทึกไว้ ไม่เพียงแต่ที่ผิวน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริเวณระดับความสูง 2,000 เมตรขึ้นไปด้วย งานวิจัยนี้ประกอบด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ 54 คน จาก 7 ประเทศ และ 31 สถาบัน

จีน-สหรัฐ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากสุดในโลก ไทยอันดับ 3 อาเซียน ต้นเหตุโลกร้อน

ทั่วโลกปล่อย GHGs สูง 53,200 ล้านตัน

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” (SET) สรุปข้อมูลรายงาน GHG Emissions of All World Countries 2025 ของหน่วยงาน The Emissions Database for Global Atmospheric Research (EDGAR) ซึ่งจัดทำโดยศูนย์วิจัยร่วมแห่งสหภาพยุโรป (Joint Research Centre: JRC) และเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2025

ฐานข้อมูล EDGAR (Emissions Database for Global Atmospheric Research) รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งสถิติระดับโลก เช่น International Energy Agency (IEA)Food and Agriculture Organization (FAO)United Nations (UN) และ World Bank จากนั้นดำเนินการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศด้วยวิธีการแบบ bottom-up ตามแนวทางของ IPCC โดยใช้ข้อมูลกิจกรรมจริงจากแต่ละภาคส่วน (พลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการใช้ที่ดิน) และตรวจสอบผลด้วยข้อมูลพลังงานและการสังเกตจากดาวเทียม เพื่อให้ได้ภาพรวมการปล่อย GHG ของทุกประเทศประจำปี 2025 ที่มีความเที่ยงตรงและสามารถเทียบเคียงได้ในระดับสากล

ในปี 2024 ทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 53,200 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂eq) ซึ่งถือเป็น ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นกว่า 665 ล้านตัน CO₂eq หรือราว 1.3% เมื่อเทียบกับปี 2566 ตามข้อมูลจากฐานข้อมูล Emissions Database for Global Atmospheric Research (EDGAR)

ทั้งนี้ ประมาณ 74.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกมาจาก คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil CO₂) โดยเฉพาะจาก ภาคพลังงาน ซึ่งยังคงเป็นแหล่งปล่อยหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของการปล่อยทั้งหมด

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2015–2024) แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังคง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะชะลอตัวชั่วคราวในปี 2563 จากผลกระทบของวิกฤต COVID-19 ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกลดลง แต่หลังจากนั้นการปล่อยกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2024 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 1.05% ต่อปี ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

  • ปี 2015 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 48.45 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2016 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 48.66 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2017 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 49.48 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2018 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50.57 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2019 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50.83 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2020 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 48.96 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2021 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51.19 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2022 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51.75 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2023 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 52.54 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2024 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 53.21 ล้านตัน CO₂eq

10 กลุ่มหรือประเทศที่ปล่อย GHGs สูงสุด ปี 2024

ประเทศต่างๆ มีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกัน ทั้งจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญของประชาคมโลกในการร่วมมือกันลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อชะลอภาวะโลกร้อนและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน จากฐานข้อมูลการวิจัยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกรายประเทศ พบว่า 10 กลุ่มหรือประเทศที่ปล่อยสูงสุดในปี 2024 ได้แก่

  • จีน 15,536 ล้านตัน CO2eq
  • สหรัฐอเมริกา 5,913 ล้านตัน CO2eq
  • อินเดีย 4,371 ล้านตัน CO2eq
  • สหภาพยุโรป (EU27) 3,165 ล้านตัน CO2eq
  • รัสเซีย 2,576 ล้านตัน CO2eq
  • อินโดนีเซีย 1,324 ล้านตัน CO2eq
  • บราซิล 1,299 ล้านตัน CO2eq
  • ญี่ปุ่น 1,063 ล้านตัน CO2eq
  • อิหร่าน 1,055 ล้านตัน CO2eq
  • ซาอุดิอาระเบีย 839 ล้านตัน CO2eq

รวม 37,141 ล้านตัน CO2eq (69.7% ของโลก)

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2024 กับปี 2023 พบว่า จีนยังคงเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก และทำสถิติใหม่สูงสุดที่ 15,536 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂eq) คิดเป็น 29.2% ของการปล่อยทั่วโลก สาเหตุหลักมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ในจำนวนนี้ 84.5% ของการปล่อยทั้งหมดเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยมี ภาคพลังงาน เป็นแหล่งปล่อยหลัก รองลงมาคือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม และ กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ทั้งนี้ จีนยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ในอันดับสองของโลกถึง กว่า 2 เท่า

สำหรับประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในปี 2024 ได้แก่

  • อินเดีย เพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 165 ล้านตัน CO₂eq
  • จีน เพิ่มขึ้น 124 ล้านตัน CO₂eq
  • รัสเซีย และ อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันที่ 63 ล้านตัน และ 62 ล้านตัน CO₂eq ตามลำดับ 

สหภาพยุโรป (EU27) ลดปล่อย GHGs ได้มากสุด

SET ระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของ 10 ประเทศและกลุ่มประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดของโลกในปี 2024 โดยเปรียบเทียบกับปี 1990 ซึ่งถูกใช้เป็นปีฐาน (baseline year) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) พบว่า

สหภาพยุโรป (EU27) เป็นภูมิภาคที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด โดยลดลงเกือบ 35% จากระดับในปี 1990 ขณะที่ รัสเซีย ลดลงราว 15.7% และ สหรัฐอเมริกา ลดลงเกือบ 5%

ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กลับมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ จีน และ อินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า เมื่อเทียบกับปีฐาน ขณะที่ อินเดีย อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย มีการปล่อยเพิ่มขึ้นราว 2 เท่า และบราซิลเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งเท่าตัว

อินโดนีเซียปล่อย GHGs มากที่สุดในอาเซียน

  • อันดับ 5 ของโลก: อินโดนีเซีย 1,323.78 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 17 ของโลก: เวียดนาม 584.26 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 21 ของโลก: ไทย 422.39 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 30 ของโลก: มาเลเซีย 332.17 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 34 ของโลก: ฟิลิปปินส์ 266.60 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 49 ของโลก: เมียนมา 117.79 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 65 ของโลก: สิงคโปร์ 76.09 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 82 ของโลก: กัมพูชา 49.83 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 92 ของโลก: ลาว 41.55 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 139 ของโลก: บรูไน 11.87 ล้านตัน CO₂eq

รวมอาเซียน: 3,226.32 ล้านตัน CO₂eq

ในปี 2024 กลุ่มประเทศอาเซียนปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 3,226 ล้านตัน CO₂eq เพิ่มขึ้น 146 ล้านตัน CO₂eq หรือราว 4.7% จากปี 2023 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.3% ส่งผลให้สัดส่วนการปล่อยก๊าซของอาเซียนต่อทั้งโลกขยับจาก 5.9% ในปี 2023 เป็น 6.1% ในปี 2024 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นของอินโดนีเซีย และเวียดนาม ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

และหากดูรายประเทศ พบว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมากที่สุดในอาเซียน และมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ปริมาณ 1,323.78 ล้านตัน CO₂eq หรือคิดเป็น 41% ของการปล่อยทั้งหมดในอาเซียน

ด้านแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอาเซียน พบว่า บรูไน และเมียนมา เป็นเพียงสองประเทศในอาเซียนที่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ โดยลดลง 1.6% และ 0.4% ตามลำดับ ส่วนประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นสูงสุดคือ เวียดนาม เพิ่มขึ้นถึง 7.6% รองลงมาคือ สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 5.1% และ อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 5.0% จากปีก่อนหน้า

ไทยอันดับ 3 อาเซียน อันดับ 21 ของโลก

จากฐานข้อมูลพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 12 ล้านตัน CO₂eq หรือ 2.9% จากปี 2023

ก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ที่ไทยปล่อยประมาณ 67.2% เป็น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) รองลงมาคือ มีเทน (CH₄) 19.2% ก๊าซฟลูออโรคาร์บอน 9.3% และ ไนตรัสออกไซด์ (N₂O) 4.3% โดยก๊าซเรือนกระจกของไทยในปี 2567 จำแนกตามกิจกรรมเป็นดังนี้

  • การผลิตไฟฟ้า 90.23 ล้านตัน CO2eq
  • การขนส่ง 84.66 ล้านตัน CO2eq
  • กระบวนการผลิต 71.10 ล้านตัน CO2eq
  • การเกษตร 59.05 ล้านตัน CO2eq
  • อุตสาหกรรม 50.87 ล้านตัน CO2eq
  • การกำจัดของเสีย 27.58 ล้านตัน CO2eq
  • การจัดการเชื้อเพลิง 23.59 ล้านตัน CO2eq
  • ที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ 15.31 ล้านตัน CO2eq

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจาก ฐานข้อมูล EDGAR กับการปล่อย CO₂ จากการใช้พลังงาน ที่จัดทำโดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน พบว่าในปี 2024 ประเทศไทยปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 245.7 ล้านตัน CO₂ เพิ่มขึ้น 1.0% จากปี 2023 สอดคล้องกับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น 1.1%

โดยในภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ้น 5.1% ส่วนภาคการขนส่ง และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ (ภาคครัวเรือน เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และกิจกรรมอื่นๆ) ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ้นเท่ากันที่ 0.5% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ลดลง 4.5%

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในช่วงเวลาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แนวคิดเรื่องความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กลายเป็นวาระสำคัญของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจที่ถูกคาดหวังให้เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) การบรรลุเป้าหมายสำคัญอย่าง Carbon Neutrality (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) และ Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) จำเป็นต้องอาศัยกลไกและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดและช่วยให้องค์กรสามารถอ้างสิทธิ์ในการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้อย่างน่าเชื่อถือ คือ ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates หรือ RECs) บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ RECs อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ความหมาย หลักการทำงาน ไปจนถึงบทบาทสำคัญในตลาดพลังงานของประเทศไทยและระดับโลก

RECs คืออะไร

ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน หรือ RECs คือ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงความเป็นเจ้าของ (Proof of Ownership) ของคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อมจากการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ผ่านการรับรอง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ หรือชีวมวล

RECs จะถูกออกให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแต่ละรายตามปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยหลักการแล้ว พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าหมุนเวียนนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ

  1. ตัวพลังงานไฟฟ้าจริง (Physical Electricity) ที่ถูกส่งเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้า
  2. คุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Attributes) หรือความเป็น “สีเขียว” ของไฟฟ้าที่มาจากการผลิตโดยพลังงานหมุนเวียน ซึ่งก็คือ RECs นั่นเอง

ดังนั้น 1 REC จึงเท่ากับปริมาณไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน

ทำไมต้องแยก “ไฟฟ้าจริง” ออกจาก “ใบรับรอง RECs”

หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีการแยกตัวไฟฟ้าจริงกับใบรับรอง RECs ออกจากกัน หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบโครงข่ายไฟฟ้า เนื่องจากเมื่อไฟฟ้าจากแหล่งผลิตต่างๆ ถูกส่งเข้าสู่โครงข่ายรวม (Grid) แล้ว ไฟฟ้าทั้งหมดจะผสมปนเปกัน ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าไฟฟ้าที่องค์กรใช้งานอยู่นั้นมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนโดยตรงหรือไม่

การแยกคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อมออกมาเป็น RECs จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถ “ซื้อ” และ “อ้างสิทธิ์” ในความเป็นพลังงานสะอาดได้ แม้ว่าไฟฟ้าที่ไหลเข้าสู่สถานประกอบการจะมาจากโครงข่ายรวมก็ตาม การซื้อ RECs เป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนและลงทุนในการผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งถือเป็นการบริโภคพลังงานสะอาดทางอ้อม

RECs ต่างจาก Carbon Credit อย่างไร

แม้ว่าทั้ง RECs และ Carbon Credit จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการชดเชยหรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ทั้งสองมีวัตถุประสงค์และการนำไปใช้ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

เปรียบเทียบใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs)คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)
หน่วยการวัด1 REC = 1 MWh ของไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน1 Carbon Credit = การลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2​e)
วัตถุประสงค์ใช้ยืนยันการใช้และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมขององค์กร
การนำไปใช้ (Scope)ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้า (Scope 2) เป็นหลักชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทุกขอบเขต (Scope 1, 2, และ 3)
แหล่งที่มาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเท่านั้นโครงการลดการปล่อยหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกหลากหลายประเภท (เช่น ป่าไม้, การจัดการของเสีย)

มาตรฐานสากล I-REC และกลไกการทำงานในไทย

เพื่อให้ RECs ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติและมีความน่าเชื่อถือ จำเป็นต้องมีมาตรฐานกลางในการกำกับดูแลและออกใบรับรอง ซึ่งมาตรฐานที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย คือ I-REC (International Renewable Energy Certificate)

I-REC Standard คือ มาตรฐานสากลที่พัฒนาโดย The International REC Standard Foundation มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบการติดตามและรับรองแหล่งที่มาของพลังงานหมุนเวียนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามหลักการของ Greenhouse Gas Protocol (GHG Protocol) ซึ่งเป็นมาตรฐานการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่องค์กรส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้

กลไกการออกและซื้อขาย RECs (ตามมาตรฐาน I-REC)

การซื้อขาย RECs เป็นการดำเนินการผ่านระบบทะเบียน (Registry) ที่โปร่งใส มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  1. การขึ้นทะเบียน (Registration) ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (โรงไฟฟ้า) ต้องขึ้นทะเบียนโรงไฟฟ้ากับหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก I-REC Standard (ในประเทศไทยคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ในฐานะ I-REC Issuer)
  2. การรับรอง (Issuance) เมื่อโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าได้ 1 MWh หน่วยงานรับรองจะออก 1 I-REC เข้าสู่บัญชีของผู้ผลิตในระบบ Registry
  3. การซื้อขาย (Trading) ผู้ซื้อ (องค์กรหรือโบรกเกอร์) ทำการตกลงซื้อขาย RECs กับผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ การซื้อขายนี้จะระบุปริมาณ ราคา และปีที่ผลิต
  4. การโอนสิทธิ์ (Transfer) เมื่อเกิดการซื้อขาย RECs จะถูกโอนจากบัญชีผู้ขายไปยังบัญชีผู้ซื้อในระบบ Registry
  5. การยกเลิก (Redemption/Retirement) เมื่อผู้ซื้อต้องการนำ RECs ไปใช้ในการอ้างสิทธิ์เพื่อการรายงานด้านความยั่งยืน (เช่น ใช้รายงาน Scope 2 หรือรายงาน RE100) จะต้องทำการ “ยกเลิก” (Retirement) RECs นั้นในระบบ Registry เพื่อป้องกันการนำ RECs ใบเดียวกันไปใช้อ้างสิทธิ์ซ้ำซ้อน (Double Counting)

ประเภทของการซื้อขาย RECs

การซื้อขาย RECs สามารถแบ่งออกได้เป็นสองรูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการซื้อขายพร้อมกับตัวไฟฟ้าจริงหรือไม่

รูปแบบการซื้อขายคำอธิบายในประเทศไทย
1. Bundled RECs (การขายแบบรวม)ผู้ซื้อจะได้รับทั้ง “ไฟฟ้าจริง” และ “ใบรับรอง RECs” ไปพร้อมกัน โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรงยังมีข้อจำกัดในการดำเนินการโดยตรงในเชิงพาณิชย์
2. Unbundled RECs (การขายแบบแยก)ผู้ซื้อจะได้รับเพียง “ใบรับรอง RECs” เท่านั้น ส่วน “ไฟฟ้าจริง” ยังคงมาจากโครงข่ายรวม ผู้ซื้อซื้อ RECs จากผู้ผลิตหรือโบรกเกอร์เพื่อนำไปอ้างสิทธิ์ความเป็นพลังงานสะอาดเป็นรูปแบบหลักที่ใช้ในการซื้อขาย RECs ในปัจจุบันของประเทศไทย

การซื้อขายแบบ Unbundled RECs เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยและทั่วโลก เนื่องจากองค์กรไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าเดิม ไม่ต้องติดตั้งโรงไฟฟ้าด้วยตนเอง และยังช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดได้แม้จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนโดยตรง

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการซื้อ RECs

การตัดสินใจซื้อ RECs ไม่ใช่แค่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สร้างประโยชน์ในหลายมิติให้กับองค์กรที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

1. บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับสากล

  • Carbon Neutrality และ Net Zero RECs เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) ที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
  • RE100 Compliance การซื้อ RECs ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน I-REC ถือเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกลุ่มองค์กรธุรกิจชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในเวทีธุรกิจโลก
  • รายงาน GHG Protocol และ CDP RECs สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลหลักฐานในการรายงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน Greenhouse Gas Protocol และการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมต่อ CDP (Carbon Disclosure Project)

2. เสริมสร้างภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขัน

  • การแสดงความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานสะอาดผ่านการซื้อ RECs ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กรในสายตาลูกค้า นักลงทุน และสาธารณชน โดยเฉพาะในตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม
  • เพิ่มแต้มต่อทางการค้าในการเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่กำหนดให้ซัพพลายเออร์ต้องมีการใช้พลังงานสะอาดตามเกณฑ์ที่กำหนด

3. สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน

  • ทุกการซื้อ RECs เป็นการส่งสัญญาณความต้องการพลังงานสะอาดที่ชัดเจนในตลาด ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจทางการเงินและส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ ในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สะอาดขึ้นอย่างยั่งยืน

ตลาด RECs ในประเทศไทย โอกาสและการเติบโต

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด RECs ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพัฒนาการและกลไกที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงและซื้อขาย RECs ได้ง่ายขึ้น

ผู้มีบทบาทหลักในตลาดไทย

  1. ผู้ให้การรับรอง (Issuer) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับการแต่งตั้งเป็นหน่วยงานผู้ให้การรับรอง I-REC (I-REC Issuer) ในประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองการผลิต RECs ตามมาตรฐานสากล I-TRACK ทำให้ RECs ที่ออกโดย กฟผ. เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
  2. ผู้ซื้อ ส่วนใหญ่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ บริษัทข้ามชาติ และบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการส่งออก ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและปฏิบัติตามข้อกำหนดของลูกค้าในต่างประเทศ
  3. ผู้ขาย คือ ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวล ที่ขึ้นทะเบียนกับระบบ I-REC
  4. ผู้ให้บริการ/โบรกเกอร์ (Broker) บริษัทผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน ซื้อขาย และจัดการ RECs อย่างครบวงจร

การเติบโตของตลาด

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ที่ กฟผ. เข้ามามีบทบาทอย่างเป็นทางการในการเป็นผู้รับรอง ตลาด RECs ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจไทย การเติบโตนี้ไม่เพียงแต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความตระหนัก (Awareness) และเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาพลังงานสะอาด

ตารางแสดงแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สามารถออก RECs ได้ในไทย (ตัวอย่าง)

ประเภทพลังงานลักษณะสถานะการออก RECs
พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar)จาก Solar Farm, Solar Rooftopได้รับความนิยมสูง
พลังงานลม (Wind)จากฟาร์มกังหันลมมีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง
พลังงานน้ำ (Hydro)จากเขื่อนหรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กมีการรับรองภายใต้มาตรฐาน
ชีวมวล (Biomass)จากเศษวัสดุทางการเกษตรหรือของเหลือใช้เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ก๊าซชีวภาพ (Biogas)จากการจัดการของเสียหรือฟาร์มปศุสัตว์มีการใช้งานเพื่อความยั่งยืน

ก้าวต่อไปของ RECs ความท้าทายและโอกาส

แม้ว่าตลาด RECs ในประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันแก้ไขเพื่อส่งเสริมให้กลไกนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ความท้าทายสำคัญ

  1. การกำหนดราคา ปัจจุบันการซื้อขาย RECs เป็นไปตามความสมัครใจ (Voluntary Market) และยังไม่มีการกำหนดราคากลางที่ชัดเจน ราคาจะขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงประเภทของเทคโนโลยีและปีที่ผลิต RECs ซึ่งอาจทำให้ผู้ซื้อใหม่เกิดความไม่มั่นใจในราคาที่เหมาะสม
  2. การสร้างความรู้ความเข้าใจ ยังคงต้องมีการให้ความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง RECs และ Carbon Credit รวมถึงขั้นตอนการซื้อขายและการนำไปใช้ในการรายงานด้านความยั่งยืนที่ถูกต้อง
  3. การบริหารจัดการอุปทาน เมื่อความต้องการ (Demand) RECs สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งบริหารจัดการและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการออกและรับรอง RECs ให้ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โอกาสในอนาคต

ตลาด RECs มีแนวโน้มที่จะขยายตัวและพัฒนาไปสู่กลไกที่มีมาตรฐานและมีความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

  • การเชื่อมโยงตลาดภูมิภาค มีโอกาสในการเชื่อมโยงและซื้อขาย RECs ข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะช่วยให้ตลาดมีสภาพคล่องสูงขึ้น
  • การพัฒนามาตรฐานเพิ่มเติม มีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนามาตรฐานการรับรองสำหรับพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบอื่นๆ ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
  • กลไกสนับสนุนจากภาครัฐ การพิจารณาใช้ RECs เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการจูงใจหรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Mandatory Market) ในอนาคตจะช่วยให้ตลาดเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

บทสรุป

ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) เป็นมากกว่าแค่เอกสาร แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนขององค์กรเข้ากับการสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง การทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จาก RECs จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยและโลกใบนี้ไปสู่เป้าหมายแห่งอนาคตพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน (Green Future) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้บริโภคอาจถูกหลอก นักวิเคราะห์ในยุโรปได้ทดสอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในยุโรปกว่า 800,000 คัน ผลพบว่า ปล่อยมลพิษมากพอๆกับรถสันดาปใช้น้ำมัน แม้โฆษณาว่าเป็นรถรักษ์โลก

จริงอยู่ว่า ที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้า ถูกโฆษณาว่า เป็นรถที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่ารถยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ด้วยคำที่ว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ผนวกเข้ากับฟังก์ชันที่ดูเข้ากันกับยุคสมัยใหม่ จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเป็นที่นิยม และมีจำนวนบนถนนไม่น้อยไปกว่ารถยนต์สันดาป

แต่อีกประเภทหนึ่งของรถยนต์ ที่อยู่ก่ำกึ่งระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน อย่าง รถยนต์ไฮบริด (HEV) ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนนิยมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารถยนต์ทั้งสองแบบ แต่สิ่งที่เรารู้น้อยกว่าคือ รถยนต์ไฮบริดมีบทบาทต่อสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน กับฟังก์ชันรถที่สามารถสามารถใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน 

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจก่อมลพิษเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมัน

ซึ่งรถยนต์ไฮบริด (HEV) โดยทั่วไป จะเป็นรถที่ไม่สามารถชาร์จไฟตามตู้ชาร์จได้ แต่จะมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่สามารถเก็บพลังงานมาจากการเบรก เพื่อเสริมแรงขับแทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ยามฉุกเฉิน 

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฮบริดที่เราจะมาเน้นกันในบทความนี้คือ ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานได้จากทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง และไฟฟ้าที่มาจากการชาร์จไฟในบ้านหรือสถานีชาร์จได้เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจก่อมลพิษเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมัน

รายงานจาก The Guardian เผยว่า งานวิจัยชิ้นหนึ่งของยุโรปได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลรถยนต์ยุโรปกว่า 800,000 คันเป็นรถที่จดทะเบียนระหว่างปี 2021-2023 โดยมีการวัดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถยนต์ 

ผลพบว่ารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จริงในปี 2023 สูงกว่าผลทดสอบมาตรฐานถึง 4.9 เท่า (เพิ่มขึ้นจาก 3.5 เท่า ในปี 2021) และในทางกลับกัน ยังพบว่าลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จริงเพียง ร้อยละ 19 น้อยกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซล เพราะก่อนหน้านั้น ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการณ์คาดการณ์ว่า ปลั๊กอินไฮบริดจะช่วยลดมลพิษได้มากถึงร้อยละ 75

ความต่างระหว่างมลพิษที่ปล่อยจริงกับค่ามลพิษที่ประเมินจากห้องปฏิบัติการณ์ cr. Transport Environment
ความต่างระหว่างมลพิษที่ปล่อยจริงกับค่ามลพิษที่ประเมินจากห้องปฏิบัติการณ์ cr. Transport Environment

ดังนั้น นักวิจัยจึงสรุปได้ว่า รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดปล่อยมลพิษเกือบเท่ากับรถยนต์ใช้น้ำมัน แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ปล่อยคาร์บอนพอ ๆ กัน ใช้ไฟฟ้าร่วมด้วยได้ ก็น่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ไม่ใช่หรือ?

งานวิจัยก็ได้ให้สาเหตุไว้ โดยระบุว่า เป็นเพราะ 3 ปัจจัยนี้

  1. การประเมินการใช้โหมดไฟฟ้าสูงเกินจริง (Utility Factor) : ช่องว่างนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้ขับขี่ใช้งานโหมดไฟฟ้า (Electric Mode) ในชีวิตประจำวัน น้อยกว่าที่ประเมินไว้ในการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งข้อมูลจริงที่ปรากฎคือ มีคนใช้โหมดนี้เพียงร้อยละ 27 ของระยะทางรวม แต่ในห้องทดลองประเมินไว้ที่ ร้อยละ 84
  2. เครื่องยนต์สันดาปยังคงทำงาน แม้เปลี่ยนไปใช้โหมดไฟฟ้า : ในขณะที่เราเลือกขับขี่ด้วยโหมวดไฟฟ้า การทดสอบใหม่พบว่ายังมีค่ามลพิษปล่อยออกมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยวิเคราะห์ว่า เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าอาจมีกำลังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนลำพัง ทำให้เครื่องยนต์สันดาปต้องเผาเชื้อเพลิงช่วยในระยะทางเกือบ 1 ใน 3 ของการขับขี่ในโหมดไฟฟ้า
  3. ผู้ผลิตหลีกเลี่ยงจ่ายค่าปรับ : การประเมินการปล่อยมลพิษต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 4 กลุ่มของยุโรปสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับที่รวมกันมากกว่า 5,000 ล้านยูโรได้ ในช่วงระหว่างปี 2021-2023 และนั่นก็ทำให้ผู้ใช้รถปลั๊กอินไฮบริดมีค่าใช้จ่ายรายปีราว 500 ยูโรแบบไม่รู้ตัว

นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจจะรวมถึงมาตรการการส่งออกรถยนต์ที่เข้มงวดมากขึ้นด้วยหรือไม่ ที่นโยบายสิ่งแวดล้อมกำหนดว่ารถยนต์ต้องมีอัตราการปล่อยมลพิษที่ต่ำกว่าเกณฑ์กำหนด จึงจะส่งออกได้ นั่นจึงทำให้ผู้ผลิตเริ่มลักไก่ ประเมินการปล่อยมลพิษต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อให้ผ่านมาตรฐานการส่งออก

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจก่อมลพิษเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมัน
โคลิน วอล์กเกอร์

นักวิเคราะห์ด้านการขนส่ง กล่าวว่า ผู้บริโภคถูกหลอกให้เชื่อว่าการซื้อ PHEV ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดเงินในกระเป๋าจากการเติมน้ำมัน แต่ในความเป็นจริง PHEV แทบไม่ต่างอะไรกับรถยนต์ใช้น้ำมันเลย ในแง่ของการใช้เชื้อเพลิง การปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตลอดการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยนี้เกิดขึ้นมา เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปเรียกร้องให้สหภาพยุโรปผ่อนคลายเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และคาดว่าในอนาคตรถยนต์สันดาปจะถูกแบนอย่างจริงจังภายในปี 2035 นั่นจึงทำให้การออกมาเรียกร้องมีนัยบางอย่างที่น่าสงสัย จนนำไปสู่การทดสอบในครั้งนี้

Source : Spring News

Toyota จับมือพันธมิตรตั้งเป้าเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่โซลิดสเตทเต็มรูปแบบรุ่นแรกของโลกภายในปี 2027-2028 ชูจุดเด่นระยะทางไกลขึ้น ชาร์จไว และปลอดภัยกว่าเดิม

Toyota กำลังเดินหน้าสู่สิ่งที่อาจเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่สุดในนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนในการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตต (All-Solid-State Battery) เป็นรายแรกของโลก ภายในปี 2027-2028

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

แบตเตอรี่โซลิดสเตตแตกต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน ซึ่งพึ่งพาอิเล็กโทรไลต์ชนิดของเหลว (Liquid Electrolyte) โดยแบตเตอรี่ชนิดใหม่นี้จะใช้อิเล็กโทรไลต์ชนิดแข็ง (Solid Electrolyte) แทน

ทำให้มีความปลอดภัยสูงกว่ามาก เนื่องจากไม่เสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาความร้อนลูกโซ่ (Thermal Runaway) ที่เป็นสาเหตุของการลุกไหม้ นอกจากนี้ยังมีขนาดกะทัดรัดกว่า มีความเสถียรสูง ให้กำลังขับที่มากกว่า และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นอีกด้วย

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Toyota และบริษัท Sumitomo Metal Mining ที่ได้ร่วมกันพัฒนา “วัสดุแคโทดที่มีความทนทานสูง” มาตั้งแต่ปี 2021

โดยใช้เทคโนโลยีการสังเคราะห์ผงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Sumitomo ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการเสื่อมสภาพของแคโทดเมื่อผ่านการชาร์จซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลิตเชิงพาณิชย์มาโดยตลอด

แม้ Toyota จะตั้งเป้าเป็น “รายแรกของโลก” แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อื่น ๆ ต่างก็ทุ่มเทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz ที่อ้างว่าได้ทดสอบรถยนต์ EQS ที่ติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตตวิ่งได้ไกลถึง 1,205 กิโลเมตร

ขณะที่ค่ายยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง CATL และ BYD ก็ตั้งเป้าจะนำแบตเตอรี่ชนิดนี้ออกสู่ตลาดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันคือราวปี 2027 ส่วน SAIC MG ก็ได้เปิดตัว MG4 โดยระบุว่าเป็น “รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกที่ใช้แบตเตอรี่กึ่งโซลิดสเตต (Semi-Solid-State)” ไปแล้ว

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

การเคลื่อนไหวของ Toyota ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติของญี่ปุ่นในการสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากจีนและเกาหลีใต้

หาก Toyota ทำได้สำเร็จตามที่ประกาศไว้ ก็อาจทำให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี EV แซงหน้าคู่แข่งอย่าง Tesla, Lucid และ Hyundai พร้อมทั้งอาจกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกแบตเตอรี่รายสำคัญให้กับแบรนด์อื่นๆในอนาคต

ที่มา : electrekToyota
Source : Spring News

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ปรับลดราคา NGV สำหรับรถทั่วไป และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 2 และหมวด 3 ลง 14 สตางค์ต่อกิโลกรัม อยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พร้อมคงราคากลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม มีผล 16 ต.ค. – 15 พ.ย. 2568

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC)  รายงานว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ประกาศปรับลดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ( NGV) ทั่วไป ลง 14 สตางค์ต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม มีผลระหว่างวันที่ 16 ต.ค. -15 พ.ย. 2568 จากเดือนที่ผ่านมาราคาอยู่ที่ 17.30 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยการปรับราคา NGV สำหรับรถยนต์ทั่วไป ทาง ปตท.จะพิจารณาทบทวนราคาทุกๆ 1 เดือน

ขณะที่การปรับราคา NGV สำหรับรถโดยสารสาธารณะ ล่าสุด รอบวันที่ 16 ต.ค.- 15 พ.ย. 2568 ราคามีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

กลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 1 และหมวด 4 (ไม่รวมรถ ขสมก.) ราคาคงเดิม อยู่ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ หมวด 2 และหมวด 3 ราคาปรับลง 14 สตางค์ต่อกิโลกรัม อยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม (เป็นราคาที่เท่ากับราคา NGV ทั่วไป อยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม)

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ปตท. ช่วยลดราคาขายปลีก NGV สำหรับกลุ่มผู้ใช้ NGV ทั่วไปและกลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่สาธารณะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 ถึง 8 ต.ค. 2568 รวมเป็นมูลค่า 18,398 ล้านบาท

ทั้งนี้ การปรับราคา NGV ทั่วไป ของ ปตท.ในรอบปี 2568 มีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

ครั้งที่ 1 รอบวันที่ 16 ม.ค. – 15 ก.พ. 2568 คงราคา อยู่ที่ 17.90 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 2 รอบวันที่ 16 ก.พ. – 15 มี.ค. 2568 ปรับขึ้น 80 สตางค์ อยู่ที่ 18.70 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 3 รอบวันที่ 16 มี.ค. – 15 เม.ย. 2568 ปรับขึ้น 10 สตางค์ อยู่ที่ 18.80 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นราคาสูงสุดของปี 2568

ครั้งที่ 4 รอบวันที่ 16 เม.ย. – 15 พ.ค. 2568 ปรับลง 35 สตางค์ อยู่ที่ 18.45 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 5 รอบวันที่ 16 พ.ค. – 15 มิ.ย. 2568 ปรับขึ้น 10 สตางค์ อยู่ที่ 18. 55 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 6 รอบวันที่ 16 มิ.ย. – 15 ก.ค. 2568 ปรับลง 45 สตางค์ อยู่ที่ 18.10 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 7 รอบวันที่ 16 ก.ค. – 15 ส.ค. 2568 ปรับลง 74 สตางค์ อยู่ที่ 17.36 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 8 รอบวันที่ 16 ส.ค .– 15 ก.ย. 2568 ปรับลง 28 สตางค์ อยู่ที่ 17.08 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำสุดในรอบปี 2568

ครั้งที่ 9 รอบวันที่ 16 ก.ย. – 15 ต.ค.2568 ปรับขึ้น 22 สตางค์ อยู่ที่ 17.30 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 10 รอบวันที่ 16 ต.ค. – 15 พ.ย. 2568 ปรับลง 14 สตางค์ อยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม

Source : Energy News Center