รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งยกเลิกโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่จ่ายไฟให้บ้านเรือนได้ 2 ล้านหลัง ซึ่งนับเป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อพลังงานหมุนเวียนของประเทศ

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งยกเลิกโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ “เอสเมอรัลดา 7” ในรัฐเนวาดา  หนึ่งในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายด้านพลังงานของทรัมป์ไม่ได้โจมตีไปยังพลังงานลมเท่านั้น แต่รวมถึงพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดด้วย

“เอสเมอรัลดา 7” เป็นโครงการซูเปอร์โปรเจกต์ทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 185 ตารางไมล์ ประกอบด้วยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการที่เสนอโดยบริษัทต่างๆ ได้แก่ NextEra Energy Resources, Leeward Renewable Energy, Arevia Power และ Invenergy โดยเครือข่ายแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ทั้งหมดตั้งเป้าที่จะผลิตพลังงานได้ 6.2 กิกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับบ้านเกือบ 2 ล้านหลัง

สหรัฐฯ สั่งยกเลิกโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุด

ทรัมป์ไม่เอาพลังงานหมุนเวียน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์พยายามยับยั้งหรือขัดขวางโครงการเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ในคำสั่งฝ่ายบริหารวันแรกของเขา ทรัมป์ได้สั่งระงับการอนุมัติพลังงานหมุนเวียนใหม่สำหรับที่ดินและน้ำที่รัฐบาลกลางเป็นเจ้าของ ต่อมาได้แต่งตั้งแคทลีน สแกมมา ประธานกลุ่มการค้าอุตสาหกรรมน้ำมัน Western Energy Alliance ในรัฐโคโลราโด ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานบริหารจัดการที่ดินสาธารณะ หรือ BLM ซึ่งรับผิดชอบการเปลี่ยนสถานะของ “เอสเมอรัลดา 7″ ว่าถูก ” ยกเลิก ” แล้ว 

ในเดือนกรกฎาคม ทรัมป์ได้ออกคำสั่ง “หยุดยั้งโครงการพลังงานหมุนเวียน” โดยเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยทบทวนนโยบายที่มีผลกระทบต่อพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และมอบอำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดั๊ก เบิร์กกัม ว่าโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่

เดือนต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะไม่อนุมัติโครงการพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม โดยเขาได้โพสต์บน Truth Social ระบุว่า “เราจะไม่อนุมัติให้พลังงานลมหรือเกษตรกรทำลายพลังงานแสงอาทิตย์” เขาโพสต์บน Truth Socialและ “ยุคแห่งความโง่เขลาในสหรัฐอเมริกาได้สิ้นสุดลงแล้ว!!!”

Source : Spring News

ในยุคที่ทั่วโลกต่างมุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต่อสู้กับภาวะโลกร้อน การค้นหา พลังงานสะอาด เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงเป็นวาระเร่งด่วน แม้ว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่สำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีอยู่แล้วกว่า 1,500 ล้านคันทั่วโลก รวมถึงอุตสาหกรรมการบินและการขนส่งทางเรือขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดอาจไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาอย่างมหาศาล คำตอบที่เป็นเสมือน “จอกศักดิ์สิทธิ์” ของวงการพลังงานจึงปรากฏขึ้น นั่นคือ e-Fuels หรือ เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Electrofuels)

e-Fuels คืออะไร? เชื้อเพลิงที่เกิดจากไฟฟ้าและคาร์บอน

e-Fuels คือเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์ที่ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติทางเคมีคล้ายคลึงกับน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งเบนซิน ดีเซล หรือแม้กระทั่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ทำให้สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในและโครงสร้างพื้นฐานด้านการเติมเชื้อเพลิงที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์เลย

ความพิเศษของ e-Fuels คือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ทำให้ถูกจัดเป็นเชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)

องค์ประกอบหลักของ e-Fuelsที่มาและบทบาท
ไฮโดรเจนสะอาด (Green Hydrogen)ได้จากการแยกน้ำ (H2​O) ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส โดยใช้ พลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์) ในการผลิต
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2​)ได้จากการดักจับจากชั้นบรรยากาศโดยตรง (Direct Air Capture) หรือจากแหล่งปล่อยก๊าซในภาคอุตสาหกรรม (Carbon Capture)
พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)ใช้ในการขับเคลื่อนกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การแยกไฮโดรเจนไปจนถึงการสังเคราะห์เชื้อเพลิง

โดยหลักการแล้ว เมื่อ e-Fuels ถูกเผาไหม้ในเครื่องยนต์ จะปล่อยก๊าซ CO2​ ออกมาในปริมาณที่เท่ากับที่ถูกดักจับมาใช้ในการผลิต ทำให้เกิด สมดุลคาร์บอน ในระบบ (Closed-Loop Carbon Cycle) นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ e-Fuels เป็นความหวังในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่ง

กระบวนการผลิต e-Fuels (Power-to-Liquid)

e-Fuels ถูกผลิตขึ้นด้วยกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า Power-to-Liquid (PtL) หรือการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นของเหลว ซึ่งสามารถแบ่งขั้นตอนหลักได้ดังนี้

1. การผลิตไฮโดรเจนสะอาด (Green Hydrogen Production)

เป็นการนำน้ำ (H2​O) มาผ่านกระบวนการ อิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) เพื่อแยกโมเลกุลน้ำออกเป็นก๊าซไฮโดรเจน (H2​) และก๊าซออกซิเจน (O2​) โดยใช้ไฟฟ้าที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น จึงได้ชื่อว่า “กรีนไฮโดรเจน”

2. การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2​ Capture)

ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง (DAC) หรือจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสังเคราะห์

3. การสังเคราะห์ (Synthesis)

นำไฮโดรเจนสะอาดและคาร์บอนไดออกไซด์มาทำปฏิกิริยากันภายใต้ความร้อนและความดัน โดยอาศัยตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งมักใช้ กระบวนการฟิชเชอร์-โทรปช์ (Fischer-Tropsch Process) เป็นหลัก เพื่อสังเคราะห์ให้เกิดเป็น “น้ำมันดิบสังเคราะห์” (Synthetic Crude Oil) ซึ่งเป็นของเหลวที่มีสายโซ่ไฮโดรคาร์บอนยาว

4. การกลั่นและปรับปรุงคุณภาพ (Refining and Upgrading)

นำน้ำมันดิบสังเคราะห์ที่ได้มาผ่านกระบวนการกลั่นและปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้ได้เชื้อเพลิงสำเร็จรูปที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานการใช้งาน เช่น e-Gasoline, e-Diesel หรือ e-SAF (Sustainable Aviation Fuel)

เจาะลึกความท้าทายด้านต้นทุน e-Fuels

แม้จะมีศักยภาพสูงในการลดคาร์บอน แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ e-Fuels ในปัจจุบันคือ ต้นทุนการผลิตที่สูงมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง

องค์ประกอบหลักที่ผลักดันให้ต้นทุนสูง

ต้นทุนที่สูงของ e-Fuels มีที่มาจากปัจจัยหลัก 2 ประการในกระบวนการผลิต Power-to-Liquid

  1. ราคาพลังงานไฟฟ้า
    • ค่าไฟแพง การแยกน้ำเพื่อผลิตกรีนไฮโดรเจนด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิสต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล และพลังงานไฟฟ้านี้ต้องมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด
    • ประสิทธิภาพต่ำ กระบวนการ PtL มีการสูญเสียพลังงานระหว่างทางสูงมาก โดยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ใส่เข้าไป อาจเหลือเป็นพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนได้จริงเพียง 8-15% เท่านั้น ทำให้ต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเทียบกับพลังงานที่ได้รับ
  2. เทคโนโลยีและกำลังการผลิต
    • เทคโนโลยีใหม่ เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ (DAC) และเครื่องปฏิกรณ์สังเคราะห์ยังมีต้นทุนการติดตั้งและดำเนินการที่สูงมาก
    • ขาด Economis of Scale โรงงานผลิตส่วนใหญ่อยู่ในระยะนำร่องหรือเชิงสาธิต ทำให้ยังไม่สามารถลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลงได้เหมือนกับการผลิตน้ำมันฟอสซิลขนาดใหญ่

การเปรียบเทียบต้นทุนเบื้องต้น

ในปัจจุบัน ราคาของ e-Fuels ยังห่างไกลจากราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

ประเภทเชื้อเพลิงต้นทุน/ราคาโดยประมาณ (อ้างอิงข้อมูลช่วงเริ่มต้น)อัตราส่วนเทียบกับน้ำมันปกติ
e-Fuels (ช่วงทดลอง/สาธิต)ประมาณ 700บาทต่อลิตรสูงกว่า 4-9 เท่า หรือมากกว่า
น้ำมันเชื้อเพลิงปกติประมาณ 18−30บาทต่อลิตร1 เท่า

*หมายเหตุ การเปรียบเทียบนี้เป็นเพียงตัวอย่างในช่วงของการพัฒนา โดยต้นทุน e-Fuels จะแตกต่างกันไปตามแหล่งพลังงานและสถานที่ผลิต

แนวทางลดต้นทุนเพื่อการแข่งขัน

เพื่อให้ e-Fuels สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงปกติได้ในเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาและการสนับสนุนอย่างหนัก

  1. การใช้พลังงานหมุนเวียนราคาถูก การตั้งโรงงานผลิตในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูงและมีราคาถูกมากๆ เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในทะเลทราย หรือพลังงานลมในพื้นที่ห่างไกล
  2. การใช้ไฟฟ้าส่วนเกิน การนำระบบไฟฟ้าแบบ Ancillary Service หรือการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ราคาสูงสุดต่ำ (Peak Demand) หรือแม้แต่ช่วงที่ค่าไฟ “ติดลบ” (เกิดขึ้นเมื่อการผลิตพลังงานหมุนเวียนเกินความต้องการใช้) มาใช้ในการผลิตไฮโดรเจนสะอาด จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล
  3. การสนับสนุนจากภาครัฐ การให้เงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการกำหนดโควตาการใช้ e-Fuels ในบางอุตสาหกรรม (เช่น ภาคการบิน) เหมือนที่สหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการ จะช่วยกระตุ้นการลงทุนและผลักดันให้เกิด Economies of Scale ได้เร็วขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า e-Fuels อาจต้องใช้เวลาอีก 10-15 ปี ในการพัฒนาและขยายกำลังการผลิตเพื่อลดต้นทุนจนสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในตลาด

ข้อดีและข้อท้าทายของ e-Fuels

ประเภทข้อดี (Advantages)ข้อท้าทาย (Challenges)
สิ่งแวดล้อมเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ช่วยลด CO2​ สุทธิในบรรยากาศการเผาไหม้ยังปล่อยมลพิษที่ไม่ใช่คาร์บอน (NOx​) ออกมา
การใช้งานใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้ทันที (Drop-in Fuel) ไม่ต้องดัดแปลงรถหรือระบบเติมน้ำมันประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำมาก (มีการสูญเสียพลังงานสูงในกระบวนการ PtL)
เศรษฐศาสตร์ความหนาแน่นพลังงานสูง จัดเก็บและขนส่งได้ง่าย เหมาะกับการขนส่งระยะไกลต้นทุนการผลิตสูงกว่าน้ำมันฟอสซิลหลายเท่าตัว ในปัจจุบัน
สังคมเป็นพลังงานสะพานเชื่อม ทำให้เครื่องยนต์สันดาปยังคงอยู่ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านต้องการการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล

สถานการณ์และอนาคตของ e-Fuels ทั่วโลกและในไทย 🇹🇭

กระแสความสนใจใน e-Fuels ทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งกำลังผลักดันให้ e-Fuels เป็นทางออกสำหรับภาคการขนส่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าได้ง่าย เช่น อุตสาหกรรมการบิน (e-SAF) และรถยนต์หรูหรือรถแข่ง

แนวโน้มระดับโลก

  • การลงทุนและการพัฒนา ปัจจุบันมีโครงการ e-Fuels เกือบ 120 โครงการใน 28 ประเทศ โดยมีโรงงานเชิงพาณิชย์แห่งแรกเริ่มก่อตั้งแล้ว เช่น โรงงาน Haru Oni ที่ชิลี และ Norsk e-Fuel ในนอร์เวย์
  • ตลาดการบิน e-SAF เป็นที่จับตามองอย่างมาก เนื่องจากเป็นทางเลือกเดียวในการลดการปล่อยคาร์บอนของเครื่องบินพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ
  • มูลค่าตลาด คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรม e-Fuels ทั่วโลกจะขยายตัวจากระดับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ สู่เกือบแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2575

บทบาทของ e-Fuels ในประเทศไทย

ประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทพลังงานรายใหญ่อย่าง บางจาก คอร์ปอเรชั่น ได้เริ่มให้ความสนใจและศึกษาเทคโนโลยี e-Fuels อย่างจริงจัง โดยมีการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เช่น บริษัท ENEOS จากญี่ปุ่น เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนและพัฒนาในอนาคต

  • การศึกษาและวิจัย ภาคเอกชนไทยกำลังติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด และมองว่า e-Fuels มีศักยภาพที่จะเป็นคำตอบสุดท้ายในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศในระยะยาว หากได้รับการสนับสนุนด้านต้นทุนจากภาครัฐ
  • การสนับสนุนจากภาครัฐ ปัจจัยสำคัญคือการสนับสนุนทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และการอุดหนุนเพื่อลดต้นทุนการผลิตในช่วงเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และกระตุ้นการลงทุนได้เร็วขึ้น

e-Fuels จึงเป็นมากกว่าแค่เชื้อเพลิงสังเคราะห์ แต่เป็น นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน ที่จะช่วยให้โลกของเราสามารถก้าวข้ามยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีโจทย์สำคัญที่รอการแก้ไขคือ “ต้นทุน” หากโจทย์นี้ถูกปลดล็อกได้สำเร็จ เราก็จะได้เห็น e-Fuels ถูกเติมในยานพาหนะต่างๆ ทั่วโลกในอนาคตอันใกล้

Zeekr เผยโฉมภายในห้องโดยสารของ Zeekr 001 รุ่นปรับปรุงใหม่ แนวคิด “Starry Sky Concert Hall” อัปเกรดขุมพลัง 900V และเทคโนโลยีครั้งใหญ่

Zeekr แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำภายใต้เครือ Geely สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดเผยภาพภายในห้องโดยสารของ Zeekr 001 รุ่นปรับปรุงใหม่ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

ชูการอัปเกรดครั้งสำคัญทั้งในด้านระบบขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์ม 900V ใหม่ล่าสุด และการออกแบบภายในที่หรูหราเหนือระดับภายใต้แนวคิด “Starry Sky Concert Hall” โดยมีกำหนดการเปิดตัวและเริ่มส่งมอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ตุลาคมนี้

ขุมพลัง 900V แรงและชาร์จไวกว่าเดิม

Zeekr 001 ใหม่ทุกรุ่นจะมาพร้อมกับแพลตฟอร์ม 900V เป็นมาตรฐาน ซึ่งอัปเกรดจาก 800V ในรุ่นเดิม ทำให้มีประสิทธิภาพการชาร์จและสมรรถนะที่เหนือกว่า โดยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย

Zeekr 001 รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) : มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 370 kW (489 แรงม้า) พร้อมแบตเตอรี่ CATL Qilin ขนาด 103 kWh วิ่งได้ไกลสุด 810 กม. (CLTC) รองรับการชาร์จเร็ว 6C ชาร์จจาก 10-80% ใน 10 นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.98 วินาที

Zeekr 001 รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) : เพิ่มมอเตอร์ด้านหน้าให้กำลังรวมสูงสุด 680 kW (912 แรงม้า) มีแบตเตอรี่ให้เลือก 2 แบบ คือ Golden Brick Battery ขนาด 95 kWh (วิ่งไกล 710 กม.) และ CATL Qilin ขนาด 103 kWh (วิ่งไกล 762 กม.)

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

ในรุ่นแบตเตอรี่ 95 kWh รองรับการชาร์จเร็วสูงถึง 12C ทำให้สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง “7 นาที” เท่านั้น และสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่เร็วที่สุดใน 2.83 วินาที ความเร็วสูงสุด 280 กม./ชม.

แม้จะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ภายในและระบบขับเคลื่อน แต่ดีไซน์ภายนอกยังคงเอกลักษณ์เดิมของ Zeekr 001 ตัวรถมีความยาว 4,977 มม., กว้าง 1,999 มม., และสูง 1,545 มม. ส่วนระยะฐานล้อ อยู่ที่ 3,005 มม. สามารถเลือกปรับแต่งสีของตัวถัง, โลโก้, สปอยเลอร์หลัง, กระจกมองข้าง, กันชน, ล้อ และคาลิปเปอร์เบรกได้ตามต้องการ

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

แนวคิด “Starry Sky Concert Hall” สุนทรียภาพแห่งการเดินทาง

ภายในห้องโดยสารของ Zeekr 001 ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีความหรูหราและล้ำสมัยยิ่งขึ้น วัสดุส่วนใหญ่ถูกหุ้มด้วยหนัง Nappa เกรดพรีเมียม และคอนโซลกลางหุ้มด้วยหนังกลับ เพิ่มความหรูและสปอร์ต จุดเด่นสำคัญคือการอัปเกรดเทคโนโลยีจอแสดงผลครั้งใหญ่ 

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

  • หน้าจอกลาง 3.5K ขนาด 16 นิ้ว : ขยายขนาดและความละเอียดจากรุ่นก่อนหน้า พร้อมฟังก์ชันหมุนได้ 30°
  • แผงหน้าปัดความละเอียดสูงขนาด 13.02 นิ้ว : แสดงข้อมูลการขับขี่คมชัด
  • จอควบคุมสำหรับผู้โดยสารตอนหลังขนาด 8 นิ้ว : เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้โดยสาร
  • จอแสดงผล AR-HUD ขนาด 39.3 นิ้ว : ฉายข้อมูลสำคัญบนกระจกหน้า
  • ชุดลำโพง 29 ตำแหน่ง : มอบประสบการณ์เสียงสมจริงรอบทิศทาง

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

เบาะนั่งของ Zeekr 001 ถูกออกแบบเพื่อความสบายสูงสุด เบาะคู่หน้ารองรับการนวดถึง 20 จุด ขณะที่เบาะหลังปรับเอนได้สูงสุด 125° มาพร้อมที่รองขาและที่พักเท้าที่สามารถยืดและปรับระดับได้

นอกจากนี้ ไฮไลท์ที่น่าสนใจคือหลังคาซันรูฟที่สามารถแสดงผลลายกลุ่มดาวต่างๆ ผ่านชุดไฟ 500 ยูนิตที่ฝังอยู่ในกระจก สร้างบรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืน

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

Zeekr 001 ได้เริ่มเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา โดยลูกค้าที่วางเงินมัดจำ 2,000 หยวน จะได้รับส่วนลด 7,000 หยวนจากราคาจำหน่ายจริง

ที่มา : carnewschina
Source : Spring News

ในขณะที่โลกกำลังผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ภาคขนส่งหลายประเภทกลับยังต้องอาศัยเชื้อเพลิงเหลวที่มีความหนาแน่นสูงและสะดวกต่อการจัดเก็บและขนส่ง ทำให้ “e-Fuels” ถูกยกระดับให้เป็น “สะพานเชื่อม” ของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Transitional Energy) เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนในระดับโลก

ล่าสุด “ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เยือนศูนย์วิจัยเทคนิคกลาง เมืองโยโกฮาม่า ของ ENEOS Holdings ประเทศญี่ปุ่น เดินเกมเชิงรุก จับตาเทคโนโลยี e-Fuels พลังงานแห่งอนาคต เล็งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อหนุนกลยุทธ์ “Accelerating Bangchak 100x” Pivoting toward Energy Security and Sustainability” ที่ตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA ขึ้น 100% ภายในปี 2571

“ชัยวัฒน์” ได้ให้สัมภาษณ์เปิดเผยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก โดยระบุว่าเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Field หรือ e-Fuel) อาจเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของการแก้ปัญหาโลกร้อน

“ในปัจจุบันมีประชากรรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนนทั่วโลกประมาณ 1,500 ล้านคัน โดย 95% ถึง 99% เป็นรถที่ยังคงใช้เชื้อเพลิงในสถานะของเหลว (น้ำมัน) หากโลกต้องเปลี่ยนรถทั้งหมด 1,500 ล้านคันนี้ไปเป็นรถที่ใช้แบตเตอรี่หรือไฮโดรเจน ซึ่งวันนี้มีการผลิตรถยนต์ได้เพียงปีละประมาณ 60-70 ล้านคัน จะต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการทดแทน”

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

เชื้อเพลิงใหม่ ใช้ได้โดยไม่ต้องดัดแปลงยานพาหนะ

e-Fuels ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม โดยกระบวนการผลิต e-Fuels เป็นการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลวที่ดักจับได้จากบรรยากาศโดยตรง (Direct Capture) และจากแหล่งอุตสาหกรรม มารวมกับไฮโดรเจนที่แยกมาจากน้ำ การผสมผสานนี้จะเกิดเป็นก๊าซสังเคราะห์ (Syngas) จะได้ของเหลวที่เรียกว่า “น้ำมันดิบสังเคราะห์” ซึ่งจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการกลั่น (Direct-Fischer) และปรับแต่งจนได้เชื้อเพลิงสำเร็จรูป เช่น e-Gasoline, e-Diesel, และ e-SAF

น้ำมันที่ได้ออกมาจะมีคุณสมบัติเหมือนกับน้ำมันที่มาจากน้ำมันดิบใต้ดินทุกประการ โดย ENEOS ได้มีการทดลองนำน้ำมันสังเคราะห์นี้ ไปเติมในรถบัสเพื่อขนส่งสาธารณะแล้ว

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

“ชัยวัฒน์” ระบุว่า ข้อดีของกระบวนการผลิตนี้ทำให้เกิด Circular Economy เพราะเป็นการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาใช้ใหม่ จึงไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่ม นอกจากนี้ คุณสมบัติของ e-Fuel ยังดีกว่าน้ำมันใต้ดินเพราะไม่มีส่วนประกอบของกำมะถัน

“แม้แต่ในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ก็ยังยอมรับให้ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine หรือ ICE) ได้ต่อไป e-Fuels อาจเป็นทิศทางสุดท้ายที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรถยนต์ทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานพาหนะขนาดใหญ่ เช่น เครื่องบินและเรือเดินสมุทรที่ยังคงต้องใช้เชื้อเพลิงเหลว”

แนวโน้มของตลาดโลกก็สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน ปัจจุบันอุตสาหกรรม e-Fuels มีมูลค่าประมาณ 11,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลปี 2568) และคาดว่าจะขยายตัวแตะระดับเกือบ 88,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2575 ตามข้อมูลจาก Fortune Business Insights (2567)

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

อุปสรรคต้นทุนและกลยุทธ์การลงทุน

ปัจจุบัน ต้นทุนการผลิต e-Fuels ยังค่อนข้างแพงมาก อยู่ที่ประมาณ 8-9 เท่า ของเชื้อเพลิงปกติ ส่วนที่แพงที่สุดคือค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการแยกโมเลกุลน้ำเพื่อผลิตไฮโดรเจน

“ชัยวัฒน์” เสนอว่า แนวโน้มที่จะทำให้ต้นทุนแข่งขันได้คือการใช้ระบบไฟฟ้าแบบ Ancillary Service ซึ่งเป็นบริการเสริมเพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า เช่น การควบคุมความถี่และแรงดันไฟฟ้า มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูง เช่น ออสเตรเลีย หรือบางช่วงของ แคลิฟอร์เนีย ที่มีแสงแดดจัดและลมแรง

หรือ Electricity Currency แนวคิดการใช้ไฟฟ้าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยหน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ทำหน้าที่เสมือนเงิน ช่วยส่งเสริมระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ เมื่อมีกำลังการผลิตไฟฟ้าล้นเกิน (over supply) อาจทำให้ราคาค่าไฟฟ้า ‘ติดลบ’ ได้ หากได้ไฟฟ้าฟรี (หรือติดลบ) มาใช้ในการแยกน้ำ จะทำให้ต้นทุนถูกลงและสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงทั่วไปได้

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

สำรองงบฯ พันล้าน ลงทุนในเทคโนโลยี

“ชัยวัฒน์” กล่าวด้วยว่า บางจากเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Accelerating Bangchak 100x: Pivoting toward Energy Security and Sustainability” ภายใต้ 4 แกนยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

  1. การตั้งเป้าหมายใหม่ที่ท้าทาย มุ่งผลักดันให้ EBITDA เติบโตเพิ่มขึ้น 100% ภายในปี 2571 พร้อมเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน
  2. การขับเคลื่อนสู่ความมั่นคงทางพลังงานและความยั่งยืน
  3. การยกระดับศักยภาพธุรกิจผ่านการปรับโครงสร้าง
  4. การสร้างคุณค่าแก่ผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปี เพื่อเสริมความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาว

“บางจากมีการลงทุนในเทคโนโลยีในลักษณะนี้ผ่านการใช้ CVC (Corporate Venture Capital) โดยสำรองเงินไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท เป้าหมายคือการหา ‘ทางลัด’ โดยเข้าไปร่วมลงทุนในเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยมาแล้วและพร้อมที่จะขยายขนาด การลงทุนนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งหวังว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมาด้วย”

นอกจาก e-Fuels แล้ว บางจากยังมุ่งเน้นเชื้อเพลิงเหลวต่อไป รวมถึง Biorefinery ที่ผลิตเอทานอลรุ่นที่สอง จากเศษไม้ กากไม้ เศษกระดาษ หรือหญ้า และฟางอ้อย ซึ่งไม่ใช่วัตถุดิบในห่วงโซ่อาหาร

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

ปรับโครงสร้างธุรกิจ เน้นเทรดดิ้ง และ Synergy

“ชัยวัฒน์” ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยเน้นที่การสร้าง Synergy และการรวมธุรกิจ ดังนี้

  • การรวมธุรกิจ: นำธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น การตลาด การกลั่น และ Biofuel มาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน
  • ธุรกิจเทรดดิ้ง: ถือเป็น engine ใหม่ของบริษัท โดยมีเป้าหมายที่จะเติบโตถึง 7-8 เท่า ธุรกิจเทรดดิ้งนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงธุรกิจทั้งหมดของกลุ่ม และช่วยให้บางจากสามารถทำธุรกิจที่ไม่ต้องจำกัดการขายในประเทศไทยเท่านั้น
  • ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: ซึ่งกำลังมีการพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้น และเป็นส่วนที่บางจากยังคงมุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืน (Sustainability)

“การรวมธุรกิจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง Synergy ระหว่างหน่วยงาน และลดการทำงานแบบแยกส่วน หรือ Silo ที่มักเกิดขึ้นเมื่อแต่ละธุรกิจดำเนินงานอย่างอิสระ การรวมพลังกันช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่าจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระดับที่มีนัยสำคัญ” ชัยวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างยังถือเป็นการวางรากฐานสำคัญ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มบริษัทสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาที่ มูลค่าหุ้นไม่สะท้อนศักยภาพการเติบโตของบริษัท แม้ยอดขายและสินทรัพย์จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นกลับทรงตัว การรวมธุรกิจจึงเป็นทั้ง “กลไกสร้างประสิทธิภาพ” และ “เครื่องมือปลดล็อกมูลค่าองค์กร” ไปพร้อมกัน

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

ส่องแนวทางพลังงานญี่ปุ่น ENEOS

ศูนย์วิจัยเทคนิคกลางของ ENEOS ได้จัดตั้งโรงงานสาธิตผลิต e-Fuels มาตั้งแต่ปี 2567 โรงงานสาธิตนี้มีกำลังผลิตเริ่มต้น 1 บาร์เรลต่อวัน และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของรัฐบาลญี่ปุ่น New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) ภายใต้กองทุน Green Innovation Fund โดยมีการนำผลงานไปจัดแสดงแล้วที่งาน Osaka Expo 2025

ทีมนักวิจัยในโครงการพัฒนาเชื้อเพลิงสังเคราะห์ของ ENEOS Holdings ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการวิจัยที่มุ่งเน้นการสร้างพลังงานทางเลือกสะอาด โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยโลก

เป้าหมายสูงสุดของการวิจัยคือการทำให้เชื้อเพลิงสังเคราะห์มีราคาที่เทียบเท่ากับเชื้อเพลิงทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในตลาด แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุระยะเวลาที่ชัดเจนในการลดต้นทุนจากประมาณ 700 เยน ลงมาสู่ระดับที่แข่งขันได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงสถานการณ์เชื้อเพลิงของโลก อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัย บอกว่า การวิจัยจะสามารถช่วยลดต้นทุนลงมาให้เข้ากับราคาเชื้อเพลิงทั่วไปได้ในอนาคต

สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตนั้น ทางทีมวิจัยชี้ว่า แม้จะมีบริษัทเชื้อเพลิงอื่นๆ ทำการวิจัยในลักษณะเดียวกัน แต่สิ่งที่โดดเด่นของโครงการนี้คือเทคโนโลยี FT synthesis และ FT Upgrading ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลการผลิต

เมื่อถูกถามถึงการแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% ทางทีมวิจัยเปิดเผยว่า ไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง แต่เป็น ‘ตัวเลือกหนึ่ง’ ให้ผู้บริโภค ทีมวิจัยมองว่าไม่มีทางที่การใช้ไฟฟ้า 100% จะยั่งยืนหรือแพร่หลายได้ครอบคลุมไปทั้งหมด ดังนั้น จึงยังจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ เสริมด้วย

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

เทรนด์ e-Fuels พุ่งแรงทั่วโลก

กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ ทำให้ “e-Fuels” ถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีดาวรุ่งที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด ข้อมูลล่าสุดจาก International e-Fuels Observatory (ฉบับปี 2568) ระบุว่า ปัจจุบันมี โครงการ e-Fuels เกือบ 120 โครงการใน 28 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนำร่องจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

โดยคาดว่ากำลังการผลิตรวมทั่วโลกจะ แตะกว่า 15 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 สะท้อนการขยายตัวอย่างรวดเร็วภายใต้แรงสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ต้องการผลักดัน e-Fuels เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้

โครงการนำร่องสำคัญทั่วโลกที่จุดกระแส e-Fuels ให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น นอกจาก ENEOS ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังมีอีกหลายโครงการ ได้แก่

  • Haru Oni Project – ชิลี: ความร่วมมือระหว่าง Porsche และ HIF Global ใช้พลังงานลมจากภูมิภาค Patagonia ผลิต e-Methanol และ e-Gasoline เริ่มเดินเครื่องในปี 2565 ด้วยกำลังผลิตราว 130,000 ลิตรต่อปี และเตรียมขยายสู่ระดับเชิงพาณิชย์ในเร็วๆ นี้
  • INERATEC ERA ONE – เยอรมนี: โรงงาน e-Fuels ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เปิดดำเนินการจริงที่แฟรงก์เฟิร์ตในเดือนมิถุนายน 2568 มีกำลังการผลิตสูงสุด 2,500 ตันต่อปี สำหรับเชื้อเพลิงสังเคราะห์ในภาคการบินและขนส่ง
  • Airbus e-SAF – ยุโรป: ความร่วมมือระหว่าง Airbus, TotalEnergies และ Neste ทดสอบ e-SAF (Sustainable Aviation Fuel) กับเครื่องบินรุ่น A350 และ A321neo ตั้งแต่ปี 2564 โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ — แสดงถึงศักยภาพของ e-Fuels ในการขับเคลื่อนการบินพาณิชย์คาร์บอนต่ำ
  • Norsk e-Fuel – นอร์เวย์: โรงงานที่เมือง Mosjøen ตั้งเป้าเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2569 ด้วยกำลังผลิตระยะแรก 25 ล้านลิตรต่อปี เพื่อป้อนตลาดการบินยุโรป

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กรุงเทพมหานครผลิตขยะเฉลี่ยวันละ 9,000 ตัน โดยขยะส่วนใหญ่ถูกส่งไปฝังกลบอย่างไร้ค่า กลายเป็นต้นตอของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรื้อรัง “การแยกขยะ” จึงเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาที่ต้นทาง

กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ในฐานะของสมาชิกโครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน หรือ PPP Plastics ได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานครและภาคีเครือข่าย ในการสนับสนุน “โครงการมือวิเศษกรุงเทพฯ” ตั้งจุดรับขยะพลาสติก 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ เพื่อรวบรวมขยะที่ประชาชนคัดแยก โดยเปิดรับพลาสติกทุกประเภทที่ล้างสะอาดและตากแห้ง พร้อมเพิ่ม “ตะแกรงขยะกำพร้า” เพื่อรองรับขยะพลาสติกที่ไม่มีมูลค่าในตลาด

เกศทิพย์ หาญณรงค์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท ซีโร่ เวสท์ โยโล จำกัด (YOLO)

เกศทิพย์ หาญณรงค์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท ซีโร่ เวสท์ โยโล จำกัด (YOLO) ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมด้านการจัดการขยะ กล่าวว่า “ต่างประเทศมีกฎหมายบังคับให้ประชาชนต้องแยกขยะ แต่ประเทศไทยยังไม่มี ใครที่อยากทำ สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อน คัดแยก ทำความสะอาด แล้วส่งมาที่สำนักงานเขต เดี๋ยวจะมีคนจัดการต่อให้เอง”

พลาสติก กลุ่ม: แยกให้ถูก สร้างคุณค่าใหม่

  1. พลาสติกที่มีมูลค่าสูง เช่น ขวด PET ใส ที่มีคนเก็บเป็นประจำและเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอยู่แล้ว
  2. พลาสติกที่มีมูลค่าแต่คนทั่วไปไม่รู้ เช่น ถุงยืด ฟิล์มหุ้มแพคขวดน้ำ ถุงขนมปัง ถุงข้าวสาร — มีผู้รับรีไซเคิล แต่คนทั่วไปมักไม่แยก สามารถส่งมาได้ที่จุดรับโครงการมือวิเศษ และ วน (Won)
  3. พลาสติกกำพร้า เช่น กล่องข้าวพลาสติกหลากสี ช้อนส้อมพลาสติก ฝาขวดน้ำ แก้วกาแฟพิมพ์ลาย ขวดนมเปรี้ยว แก้วโยเกิร์ต กล่องนม ถุงขนมวิบวับ — ไม่มีใครรับซื้อ “ตะแกรงพลาสติกกำพร้า” จึงถูกเพิ่มขึ้นมาเพื่อรองรับขยะกลุ่มที่ 3 โดยเฉพาะ

ขยะพลาสติกจากจุดรับมือวิเศษจะถูกส่งต่อไปยัง “ศูนย์คัดแยกขยะชุมชนกองขยะหนองแขม” ซึ่งเป็นศูนย์คัดแยกขยะโดยชุมชนที่ดำเนินการร่วมกับ YOLO โดยมีทีมงาน 7 คน ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านและผู้สูงอายุในชุมชนที่เคยคุ้ยขยะมาก่อน

อุบล โพธิกราน วัย 57 ปี เล่าว่า “เมื่อก่อนต้องคุ้ยขยะทั้งวันทั้งคืน กว่าจะได้เงิน 500 บาท พออายุมากขึ้น สุขภาพไม่ดี ก็ทำไม่ไหว จนได้มาทำงานนี้ ไม่เหนื่อยเหมือนแต่ก่อน ภูมิใจที่หาเลี้ยงตัวเองได้”

ปัจจุบัน ศูนย์คัดแยกขยะชุมชนกองขยะหนองแขม รับขยะพลาสติกเฉลี่ยเดือนละ 3 – 3.5 ตัน โดยนอกจากมาจากจุดรับโครงการมือวิเศษ ยังมีขยะจากโครงการวน (Won) และภาคีเครือข่ายในโมเดล “บวร” (บ้าน–วัด–โรงเรียน) ที่ส่งมาคัดแยกที่นี่ด้วย

ขยะพลาสติกที่คัดแยกแล้วจะถูกส่งต่อไปยัง 3 ปลายทาง ได้แก่:

  • Upcycle – พลาสติกกำพร้าถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าในชีวิตประจำวัน อาทิ จานรองแก้ว ปากกา ที่รองเขียน พวงกุญแจ แว่นตา เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ  ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเหรียญรางวัล โล่รางวัลให้องค์กรเอกชน ที่ฐานผลิตของ YOLO ที่ชุมชนบ้านเงินทอง อ.ไทรน้อย จ. นนทบุรี
  • Recycle – พลาสติกที่รีไซเคิลได้ เช่น พลาสติกยืด นำไปผลิตเป็นถุงขยะใหม่
  • เชื้อเพลิงขยะ (RDF) – พลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้ เช่น พลาสติกบางแบบไม่ยืด ถูกส่งไปเผาเป็นพลังงานในโรงไฟฟ้าขยะ

ขยะกำพร้ายังถูกนำไปสร้างสรรค์ในโลกแฟชั่น เช่น แบรนด์ Pipatchara ที่ร่วมกับ YOLO (ในปี 2562-2567) ผลิตชุดจากฝาขวดน้ำ ขวดยาคูลท์ ฯลฯ ซึ่งลิซ่า BLACKPINK เคยสวมใส่

คัดแยกขยะพลาสติกสะอาด

เกศทิพย์ เล่าถึงช่วงเวลาสำคัญว่า “ตอนนั้นเราเปิดภาพลิซ่าให้ลุงป้าที่ชุมชนไทรน้อยดู ทุกคนมีสีหน้าภูมิใจมากที่รู้ว่าขยะที่เราคัดแยกอย่างตั้งใจกลายไปเป็นชุดของศิลปินระดับโลก”

2 ปีที่ผ่านมา ศูนย์คัดแยกขยะชุมชนกองขยะหนองแขมกำลังรับขยะเกินศักยภาพ เป็นสัญญาณว่า “ประชาชนพร้อมแล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานยังตามไม่ทัน” กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) จึงร่วมกับมูลนิธิมือวิเศษ และพันธมิตรผลักดัน “หนองแขมโมเดล” เพื่อสนับสนุนการจัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการและแปรรูปวัสดุรีไซเคิลครบวงจร (Material Recovery Facility, MRF)” แห่งแรกของกรุงเทพฯ ที่รองรับขยะสะอาดได้มากกว่า 40 ตันต่อวัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

คำตอบจากหนองแขมวันนี้ คือบทพิสูจน์ว่า “ไม่เทรวม” คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนอนาคตเมือง ขอแค่ทุกคนเริ่มต้นที่บ้าน ขยะที่เคยไร้ค่า ก็สามารถกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้จริง

Source : Energy News Center