นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไฮโดรเจน โอกาสทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของประเทศไทย” ในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา โดยระบุว่า “ไฮโดรเจน” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงานที่ผันผวน และทิศทางที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ที่ทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะการปรับตัวตามทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมปี ค.ศ. 2065 เป็นปี ค.ศ. 2050 

กระทรวงพลังงาน จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (ราคาที่เหมาะสม) และการสร้างความยั่งยืน (พลังงานคาร์บอนต่ำ) พร้อมผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และ SMR ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

\'อรรถพล\' ชี้ \'ไฮโดรเจน\' คือโอกาสของประเทศในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ปี 2050

สำหรับศักยภาพของไฮโดรเจนนั้น ประเทศไทยมีโอกาสสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการการใช้พลังงานจำนวนมาก นอกจากนั้น แผนพลังงานชาติฉบับร่างได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมไฮโดรเจน โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าหมายการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเริ่มต้น 5% ในการผลิตไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2030 ขณะที่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจนเชิงความร้อนในภาคอุตสาหกรรมที่ 10 KTOE และในภาคขนส่งที่ 4 KTOE ภายในปี ค.ศ. 2037 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้

กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างดำเนินการประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ. 2542 รวมทั้งจะดำเนินการจัดทำกลไกและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตและขนส่งไฮโดรเจน รวมถึงการจัดมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ภาคเอกชน

ทั้งนี้ ‘ไฮโดรเจน‘ เป็นทั้งพลังงานทางเลือก และเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ให้กับประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืน การขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนสีเขียวในอาเซียน และการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม” นายอรรถพล กล่าว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) คือกลไกสำคัญที่สหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา “Carbon Leakage” และขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Climate Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) มาตรการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าที่นำเข้าสู่ EU โดยเฉพาะสินค้าจากอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนเข้มข้น ซึ่งรวมถึงสินค้าจากประเทศไทยด้วย ดังนั้น การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับ CBAM จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับผู้ประกอบการไทย

CBAM คืออะไร และมีเป้าหมายอย่างไร

CBAM ย่อมาจาก Carbon Border Adjustment Mechanism ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน โดยเปรียบเสมือนการเรียกเก็บ “ราคาคาร์บอน” จากสินค้านำเข้าตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังตัวอยู่ในกระบวนการผลิตสินค้าเหล่านั้น

เป้าหมายหลักของ CBAM

  • ป้องกัน Carbon Leakage: EU มีระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU ETS – Emission Trading System) ซึ่งทำให้ผู้ผลิตใน EU มีต้นทุนในการปล่อยคาร์บอนสูงกว่าประเทศนอก EU Carbon Leakage คือสถานการณ์ที่บริษัทใน EU ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหย่อนยานกว่า หรือ EU นำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยมีคาร์บอนสูงจากประเทศอื่น CBAM จึงเข้ามาเพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านต้นทุนคาร์บอน
  • ส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก: การกำหนดราคาสินค้าตามปริมาณคาร์บอนจะสร้างแรงจูงใจให้ประเทศคู่ค้าต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ปล่อยคาร์บอนต่ำลง เพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาด EU

ขอบเขตและไทม์ไลน์การบังคับใช้ CBAM

CBAM มีการแบ่งช่วงเวลาการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะสำคัญ และมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ล่าสุดเพื่อลดภาระให้กับผู้นำเข้ารายย่อย

1. ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Period)

รายละเอียดช่วงเวลาการดำเนินการหลัก
เริ่มต้น1 ตุลาคม 2566ผู้นำเข้า EU มีหน้าที่รายงาน ข้อมูลปริมาณสินค้านำเข้า และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังตัวในสินค้านั้นๆ (Embedded Emissions) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทางการเงิน
สิ้นสุด31 ธันวาคม 2568การรายงานข้อมูลรายไตรมาส

ในช่วงนี้ ผู้นำเข้าต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังตัวในสินค้า (ทั้งทางตรงและทางอ้อมสำหรับบางกลุ่มสินค้า) หากไม่ดำเนินการอย่างถูกต้อง อาจมีบทลงโทษทางการเงินได้

2. ระยะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ (Definitive Regime)

รายละเอียดช่วงเวลาการดำเนินการหลัก
เริ่มต้น1 มกราคม 2569ผู้นำเข้า EU จะต้องซื้อ “ใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate)” ตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่รายงาน โดยราคาใบรับรองจะผูกกับราคา ETS ของ EU
การหักลดหย่อนตั้งแต่ 1 มกราคม 2569หากผู้นำเข้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ผลิตในประเทศที่สาม (เช่น ไทย) ได้จ่ายค่าคาร์บอนหรือภาษีคาร์บอนในประเทศของตนแล้ว สามารถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่าย CBAM ได้

ตารางสรุปสินค้าที่อยู่ในขอบเขตระยะแรก (6 กลุ่ม)

กลุ่มอุตสาหกรรมตัวอย่างสินค้าที่เกี่ยวข้องการครอบคลุมการปล่อยคาร์บอน
เหล็กและเหล็กกล้าเหล็กแท่ง เหล็กเส้น ผลิตภัณฑ์รีดร้อน/รีดเย็น ท่อเหล็กทางตรงและทางอ้อม (บางส่วน)
อะลูมิเนียมอะลูมิเนียมดิบ อะลูมิเนียมเจือ ผลิตภัณฑ์จากอะลูมิเนียมทางตรงและทางอ้อม (บางส่วน)
ซีเมนต์ซีเมนต์เม็ด ซีเมนต์สำเร็จรูปทางตรงและทางอ้อม
ปุ๋ยปุ๋ยไนโตรเจน (เช่น ยูเรีย)ทางตรงและทางอ้อม
ไฟฟ้าการนำเข้าไฟฟ้าสุทธิทางตรงเท่านั้น
ไฮโดรเจนไฮโดรเจนทางตรงเท่านั้น

กฎเกณฑ์สำคัญที่ปรับปรุงใหม่ และบทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตาม

การทำความเข้าใจกับบทลงโทษและการปรับปรุงกฎล่าสุดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงทางธุรกิจของผู้ส่งออก

1. เกณฑ์ยกเว้นสำหรับผู้นำเข้ารายย่อย (De Minimis Exemption)

ภายใต้ข้อบังคับ (EU) 2025/2083 EU ได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การยกเว้นเพื่อลดภาระแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

  • เกณฑ์ใหม่: ผู้นำเข้าที่นำเข้าสินค้าในกลุ่ม CBAM (ยกเว้นไฟฟ้าและไฮโดรเจน) รวมกันไม่เกิน 50 ตันต่อปีปฏิทิน จะได้รับการยกเว้นจากภาระผูกพันทั้งหมดภายใต้ CBAM เกณฑ์นี้ใช้แทนเกณฑ์มูลค่า 150 ยูโรต่อการขนส่งแบบเดิม ซึ่งช่วยลดภาระการรายงานให้ผู้นำเข้ารายย่อยกว่า 182,000 ราย

2. บทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตาม (Penalties for Non-Compliance)

EU กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนและเข้มงวดสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎ CBAM โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนผ่าน

ระยะเวลาการกระทำที่ไม่ปฏิบัติตามบทลงโทษโดยประมาณ
ระยะเปลี่ยนผ่าน (2566–2568)ไม่รายงาน หรือ รายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนที่ฝังตัวไม่ครบถ้วน/ไม่ถูกต้อง (Undeclared Embedded Emissions)ค่าปรับตั้งแต่ 10 ถึง 50 ยูโร ต่อ tCO2​e ที่ไม่ได้รายงาน โดยตัวเลขอาจมีการปรับตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของ EU
ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบ (ตั้งแต่ 2569)ไม่ซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM ตามปริมาณคาร์บอนที่แท้จริงค่าปรับจะ เทียบเท่ากับบทลงโทษสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนเกิน (Excess Emissions Penalty) ภายใต้ระบบ EU ETS ซึ่งโดยทั่วไปสูงกว่าราคาใบรับรอง CBAM มาก (ปัจจุบันราคาคาร์บอนใน EU ETS อยู่ที่ประมาณ 85 ยูโรต่อ tCO2​e และมีการปรับขึ้นได้อีก)
การหลีกเลี่ยงกฎ (Anti-Circumvention)การแบ่งคำสั่งซื้อเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเลี่ยงเกณฑ์ยกเว้น 50 ตัน หรือการกระทำอื่นที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎค่าปรับจะสูงขึ้นถึง 3–5 เท่า ของโทษปกติ
โทษสูงสุดการไม่ปฏิบัติตามซ้ำๆอาจนำไปสู่การ เพิกถอนสถานะ Authorized CBAM Declarant ซึ่งหมายถึงการถูกห้ามนำเข้าสินค้าที่อยู่ในขอบเขต CBAM เข้าสู่ EU โดยสิ้นเชิง

แนวโน้มการขยายขอบเขต CBAM (2569–2573)

ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ใช่ 6 กลุ่มแรก ไม่ควรนิ่งนอนใจ เนื่องจาก EU มีแผนขยายขอบเขต CBAM เพื่อให้ครอบคลุมสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบ EU ETS ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)

ระยะเวลาแนวโน้มการขยายขอบเขตสินค้า
การทบทวนครั้งแรก (ก่อนปี 2573)มีแนวโน้มสูงที่จะขยายไปยัง เคมีภัณฑ์อินทรีย์ (Organic Chemicals), โพลิเมอร์ (Polymers) หรือพลาสติก และผลิตภัณฑ์ปลายน้ำอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อ Carbon Leakage
การทบทวนถัดไป (ก่อนปี 2578)คาดว่าจะขยายครอบคลุมสินค้าที่เหลือทั้งหมดใน EU ETS เช่น แก้ว เซรามิก และในอนาคตอาจรวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท

สรุปการปรับตัวสำหรับผู้ส่งออกไทย

CBAM คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกติกาการค้าโลก การเตรียมพร้อมวันนี้จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน

  1. ลงทุนในการวัดผล: จัดทำระบบวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังตัวในสินค้าอย่างแม่นยำตามมาตรฐาน EU (Direct และ Indirect Emissions) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ ค่ามาตรฐาน (Default Value) ที่อาจสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้ต้องเสียค่า CBAM แพงขึ้น
  2. มุ่งสู่ Low Carbon Production: การปรับกระบวนการผลิตไปใช้พลังงานหมุนเวียนและวัตถุดิบคาร์บอนต่ำเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด เพราะไม่เพียงแต่ลดภาระ CBAM แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
  3. ติดตามกฎหมายในประเทศ: สนับสนุนและติดตามกลไกกำหนดราคาคาร์บอนในประเทศ (เช่น ภาษีคาร์บอน) เพื่อให้สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักลดหย่อนจากภาระ CBAM ใน EU ได้

การเตรียมตัวที่รวดเร็วและครบถ้วนเท่านั้น ที่จะช่วยให้ผู้ส่งออกไทยแปลง “ความเสี่ยง” จาก CBAM ให้กลายเป็น “โอกาส” ในตลาดโลก

เจาะนโยบายพลังงาน Quick Big Win 4เดือน วอนกติกาชัด ปชช.ได้ประโยชน์ ไม่ใช่เอกชน         

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน แสดงความเห็นต่อนโยบาย Quick Big Win ของพลังงาน ของนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า โครงการด้าน ประกอบด้วย

1.โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นโครงการที่สร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงานประกอบด้วย

-โซล่าร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ครอบคลุม 300 ชุมชน 15,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ มีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนมีไฟฟ้าใช้ ลดค่าใช้จ่าย และสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ โดยจะเปิดให้ชุมชนเสนอพื้นที่ร่วมกับภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ดำเนินการต่อไป

โครงการนี้หากฟังดูแบบผิวเผินแล้วจะเป็นโครงการที่น่าสนใจว่าชุมชนมีไฟฟ้าใช้ ลดค่าใช้จ่าย และขายไฟฟ้าที่เหลือได้อีก แต่หลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนจะทำอย่างไร พื้นที่โครงการเป็นของชุมชน ราชการ หรือเอกชน ชุมชนที่มีอยู่เกือบทั้งหมดทั่วประเทศมีไฟฟ้าใช้แล้ว ผลิตไฟฟ้าขึ้นมาและทำเป็นระบบโครงข่ายเล็กๆ (Small Grid) มีการซื้อขายในชุมชน ไฟฟ้าเหลือจึงขายใช่ไหม อัตราไฟฟ้าที่จะขายเข้าระบบของการไฟฟ้าควรเป็นเท่าไรที่เหมาะสม ไม่สร้างภาระค่าไฟให้แก่ชุมชนที่ไม่ได้ทำโครงการนี้ หากกำหนดหลักเกณฑ์ไม่ดีจะเป็นการให้โควต้าแก่เอกชนในการผลิตไฟฟ้าขายไฟให้กับการไฟฟ้า ประชาชนได้อะไร มิใช่เป็นโซลาร์ภาคประชาชน

-มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์ในครัวเรือน ในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าครอบคลุม 90,000 ครัวเรือน

มาตรการนี้เป็นมาตรการเดิมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนที่แล้ว ซึ่งได้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านการพิจรณาของคณะรัฐมนตรีไปแล้ว แต่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกามีข้อท้วงติงและส่งกลับมายังคณะรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องมีร่าง พรบ. ฯ ใหม่ เนื่องจาก ระเบียบและกฏเกณท์ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็สามารถดำเนินการได้ และเร็วกว่ามี พรบ. ใหม่อีกด้วย

-โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร เป้าหมาย 1,200 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการลักษณะนี้ทางกระทรวงพลังงานเคยทำโครงการ โดยใช้เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานดำเนินการแล้ว

-เร่งดำเนินโครงการการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำ 3 เขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์กำลังผลิตรวมกว่า 1,638 เมกะวัตต์

2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

-Direct PPA จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ เป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตไฟฟ้าสู่ผู้ใช้ไฟโดยตรง เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เน้นไปยังกลุ่มดาต้าเซนต์เตอร์ (Data Center) เป็นหลัก

ในเรื่องนี้รัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้อนุมัติหลักการนี้ไปแล้ว แต่ยังติดประเด็นสำคัญที่ยังต้องรอการพิจรณากำหนดหลักเกณท์ และอัตราค่าธรรมเนียมการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ก่อนการซื้อขายจะเกิดขึ้นจริงได้

-พัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในเขตภาคตะวันออกด้วยการพัฒนาระบบการผลิตและระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซี (EEC)

-เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งการจดัสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงานขาดช่วงมา 2 ปี คือ ปี 2566 และ 2567 ซึ่งในขณะที่กำลังเปิดรับข้อเสนอโครงการ ปีงบประมาณ 2568 ในช่วงเดือนกันยายน แต่ก็ยังไม่ได้รับการจัดสรรจนกระทั่งบัดนี้ ดังนั้น จึงควรเร่งรัดการจัดสรรเงินส่วนนี้ ซึ่งในปีหนึ่งฯ มีงบประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท งบประมาณส่วนนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

3.เดินหน้าพลังงานสะอาดความยั่งยืนระยะยาวรองรับ ผลักดันก้าวสู่ Net Zero ในปี 2050 ในโครงการโซล่าร์ประชาชนจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 3.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี เร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ให้เสร็จภายใน 4 เดือน

การจัดทำแผน PDP ได้ดำเนินการล่าช้ากว่า 2 ปีกว่าแล้ว และล่าสุดในปี 2568 ได้มีการจัดทำแผน PDP ซึ่งได้ผ่านการับฟังความคิดเห็นมาแล้ว แต่ยังมีข้อกล่าวหาว่า รับฟังความเห็นไม่ทั่วถึง และเมื่อรับข้อคิดเห็นไปแล้วก็ไม่ได้มีการปรับให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การจัดทำแผนที่ล่าช้ามากว่า 2 ปีแล้ว ทำให้ต้องมีการปรับปรุงข้อมูลและสมมติฐานหลาย ๆ อย่างให้เหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะจะต้องมีการปรับแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) และแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ให้เสร็จก่อน แล้วถึงนำข้อมูลของทั้งสองแผนมาใส่ในแผน PDP ต่อไป เสร็จแล้วจะต้องเอาข้อมูลจากแผน PDP ไปจัดทำแผนพัฒนาก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

โดยการปรับแผน PDP ครั้งนี้จะต้องมีการปรับครั้งใหญ่ โดยต้องปรับปรับแผน NET ZERO จากภายในปี 2065 ให้เร็วขึ้น เป็นปี 2050 สั้นลงถึง 15 ปี ดังนั้น จะเห็นได้ว่าระยะเวลา 4 เดือนนั้นสั้นมาก แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายของกระทรวงพลังงาน ในช่วงรัฐบาลใหม่นี้

อีกโครงการหนึ่งที่เป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่ 4 เดือนที่ทางรัฐมนตรีตั้งใจจะนับ 1 ให้ได้ เป็นโครงการพัฒนาและดักจับเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอ่าวไทย ศักยภาพกักเก็บกว่า 7,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นโครงการใหญ่ลงทุนหลักแสนล้านใช้เวลานาน 10 ปี ตอนนี้ไทยได้ร่วมกับญี่ปุ่น สำรวจพื้นที่กักเก็บใต้ทะเล แต่การเอาเรือไปสำรวจยังไม่ได้มีกฎเกณฑ์เข้ามารองรับ

นอกจากนโยบายพลังงาน 4 ด้านที่กล่าวมาแล้ว ยังมีงานที่สำคัญที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทพวงพลังงานจะต้องเร่งดำเนินงาน คือ การบริหารจัดการหนี้จากการตรึงราคาพลังงาน ประกอบด้วยหนี้จากการตรึงค่าไฟยังเหลืออยู่ประมาณ 81,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยแบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไว้ 66,000 ล้านบาท และหนี้ที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงไว้ 15,000 ล้านบาท หนี้เหล่านี้ต้องพิจารณาทยอยคืนในค่าไฟฟ้างวดถัดไปในปีหน้า

อีกส่วนหนึ่งคือ การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนให้มากจนเกินไป โดยต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ตลอดจนการบริหารจัดการในทุกมิติของกองทุนน้ำมันฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้กู้ยืมมาจากสถาบันการเงินฯ ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันยังเหลือหนี้อยู่ 33,054 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายเงินต้นสูงขึ้น ตามกรอบเวลาที่กู้แต่ละครั้ง

โดยในเดือนตุลาคมต้องจ่ายหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อเดือน หลังจากนั้นก็จะทยอยลดลง โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดในปี 2571 และหนี้ของกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่ยังคงมีสถานะติดลบอยู่กว่า 17,838 ล้านบาท ถ้าหากราคาน้ำมันในตลาดโลก และปัจจัยต่างๆ ยังอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2568 คาดว่าฐานะกองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ภายในปลายปีนี้

นายวีระพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเรื่องเร่งด่วนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะต้องรีบดำเนินการจัดทัพในกระทรวงพลังงาน เพื่อให้งานเดินไปได้ ในลำดับแรกภายในเดือนตุลาคมนี้ คือ การแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ผอ.สกนช.) ซึ่งคณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงการนำเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมัน (กบน.) ให้ความเห็นชอบ

รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ คณะกรรมการ 4 ใน 7 คนได้พ้นไปจากตำแหน่งไปนานกว่า 1 ปีแล้ว และสุดท้ายการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 4 ท่าน โดยเร็วเช่นกัน

Source : มติชนออนไลน์

กฟผ. ยกระดับสถานีชาร์จ “EleX by EGAT” ให้เป็นมากกว่าจุดเติมพลังงาน แต่ก้าวสู่การเป็น “Green Charging Station” สถานีชาร์จต้นแบบด้วยนวัตกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยั่งยืน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นจุดเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ประชาชนได้

ในยุคปัจจุบันที่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าของไทยไม่เพียงมีส่วนร่วมในการขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับ EV ไปทั่วประเทศ แต่ยังยกระดับสถานีชาร์จ “EleX by EGAT” ให้เป็นมากกว่าจุดเติมพลังงาน แต่ก้าวสู่การเป็น “Green Charging Station” สถานีชาร์จต้นแบบด้วยนวัตกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยั่งยืน

ปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนาและขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อรองรับการใช้งาน EV ที่เพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนสถานีชาร์จทั่วประเทศแล้วถึง 303 แห่ง และมีแผนที่จะขยายให้ได้ถึง 312 แห่ง ภายในปี 2568 โดยในปีนี้ กฟผ. ได้ยกระดับสถานีต้นแบบที่สะท้อนแนวคิดนวัตกรรมสีเขียวคือ สถานีชาร์จ EleX by EGAT ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก Green Charging Station

สถานีชาร์จ EleX by EGAT ทับสะแก ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก ซึ่งประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าชีวมวล และศูนย์การเรียนรู้ พลังงานสะอาด  สถานีแห่งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบของการบูรณาการพลังงานสะอาดกับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างกลมกลืน

โครงการนี้ ถูกริเริ่มและพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดใหม่ “Enlighted EcoCharge” ซึ่งหมายถึงสถานีชาร์จที่ไม่ใช่แค่จุดเติมพลังงาน แต่เป็นพื้นที่ที่ “จุดประกายความเข้าใจใหม่” เกี่ยวกับพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมโดยสะท้อนพลังงานสะอาด และนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และชีวมวล ทำให้สะท้อนภาพรวมของระบบนิเวศพลังงานสะอาดในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

สถานีชาร์จ EV EleX by EGAT ทับสะแก กฟผ. ชู Green Charging Station ต้นแบบความยั่งยืน

สถานีแห่งนี้มีการใช้สีเรืองแสงบริเวณโครงสร้างของเสาทั้งสามต้น ซึ่งได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น “เสาแห่งพลังงาน” (Energy Pillars) เพื่อสื่อถึงการรวบรวม พลังงานสะอาด ในพื้นที่และปลดปล่อยแสงออกมาเป็นสัญลักษณ์ของการส่งต่อพลังงานสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เสาเหล่านี้จึงทำหน้าที่เป็นทั้งโครงสร้างสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ที่สื่อความหมายด้านพลังงาน รวมทั้งการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ใบบัว และดอกเห็ด ถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรมในรูปแบบเรียบง่าย

นอกจากนั้นสถานีชาร์จแห่งนี้ถูกก่อสร้างด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหลากหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการเลือกวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ ในส่วนของหลังคา ใช้ Polycarbonate จากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล สีทับหน้า เลือกใช้สีโพลียูรีเทนที่มีค่า VOC (สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ ซึ่งปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือการใช้พื้นคอนกรีต ที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ EGAT AshNova ที่เป็นนวัตกรรมสำคัญที่ตอบโจทย์ทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจหมุนเวียน

โดยที่มาของ EGAT Ash Nova นั้นมาจากแนวคิดของกฟผ. ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิด Circular Economy ที่มุ่งเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้มีมูลค่า วัสดุถูกพัฒนามาจาก “เถ้าลอย” (Fly Ash) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่มีการใช้ถ่านหินลิกไนต์ 12.7 ล้านตันต่อปี และก่อให้เกิดเถ้าลอยราว 1.7 ล้านตันต่อปี เถ้าลอยบางส่วนมีองค์ประกอบที่ไม่ผ่านเกณฑ์เชิงพาณิชย์และต้องนำไปฝังกลบ ทำให้สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและพื้นที่

สถานีชาร์จ EV EleX by EGAT ทับสะแก กฟผ. ชู Green Charging Station ต้นแบบความยั่งยืน

กฟผ. จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) เพื่อวิจัยและพัฒนาเถ้าลอยที่ไม่ผ่านเกณฑ์นี้จนเกิดเป็น EGAT Ash Nova ที่มีคุณสมบัติเด่นในการเป็น “คอนกรีตทางเลือก” ที่ใช้เถ้าลอยทดแทนปูนซีเมนต์ได้สูงสุดถึง 100% ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของคอนกรีตและวัสดุในงานก่อสร้างได้อย่างดีเยี่ยม สามารถรับแรงอัดสูงได้ถึง 325 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร รวมทั้งทนทานต่อกรดและด่างสูง และสามารถลดต้นทุนได้เนื่องจากมีราคาถูกกว่าการใช้ปูนซีเมนต์ทั่วไป ช่วยลดต้นทุนในการผลิตคอนกรีต

สถานีชาร์จ EV EleX by EGAT ทับสะแก กฟผ. ชู Green Charging Station ต้นแบบความยั่งยืน

นอกจากนี้ นวัตกรรมนี้ยังมีประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญการใช้ EGAT Ash Nova เป็นการช่วยลดการใช้ซีเมนต์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตจากธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากกระบวนการผลิตซีเมนต์ได้ถึง 58% หรือลดลงกว่า 288 กิโลกรัมต่อการผลิตคอนกรีต 1 ลูกบาศก์เมตร

สถานีชาร์จ EleX by EGAT ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จึงถือเป็นต้นแบบของการออกแบบสถานีชาร์จที่ผสานแนวคิด พลังงานสะอาด การเรียนรู้ และยังสะท้อนบทบาทของกฟผ. ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV Infrastructure ของประเทศไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต รวมทั้งทำหน้าที่เป็นจุดเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เชื่อมโยงกับศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดทับสะแก เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี

สถานีชาร์จ EV EleX by EGAT ทับสะแก กฟผ. ชู Green Charging Station ต้นแบบความยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้ ‘ไฮโดรเจน’ คือโอกาสของประเทศในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 พร้อมบรรจุอยู่ในแผน PDP  ฉบับใหม่

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไฮโดรเจน โอกาสทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของประเทศไทย” ในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา โดยระบุว่า “ไฮโดรเจน” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงานที่ผันผวน และทิศทางที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ที่ทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะการปรับตัวตามทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมปี ค.ศ. 2065 เป็นปี ค.ศ. 2050 

กระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (ราคาที่เหมาะสม) และการสร้างความยั่งยืน (พลังงานคาร์บอนต่ำ) พร้อมผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และ SMR ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

โดยในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือแผน PDP ฉบับร่าง มีเป้าหมายให้มีการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าเริ่มต้นที่ 5% โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2030 ขณะที่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจนเชิงความร้อนในภาคอุตสาหกรรมที่ 10 KTOE และในภาคขนส่งที่ 4 KTOE ภายในปี ค.ศ. 2037 

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ. 2542 รวมทั้งจะดำเนินการจัดทำกลไกและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตและขนส่งไฮโดรเจน รวมถึงการจัดมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ภาคเอกชน

Source : Energy News Center