COP30 คือชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางเมื่อเรากล่าวถึงการต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก แต่แท้จริงแล้วคำนี้หมายถึงอะไร มีความสำคัญต่อชีวิตของเราอย่างไร และทำไมการประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้นท่ามกลาง “ป่าอเมซอน” จึงเป็นวาระที่สำคัญที่สุดแห่งทศวรรษ บทความนี้จะอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับ COP30 ในภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกการเปลี่ยนแปลงระดับโลก

COP30 คืออะไร

คำว่า COP30 เป็นชื่อย่อที่ทุกคนต้องรู้จัก โดยย่อมาจาก “Conference of the Parties 30การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30

กล่าวอย่างง่ายคือ เป็น การประชุมประจำปีครั้งที่ 30 ของประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมใน กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ทำหน้าที่ดูแลและกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก

  • COP เป็นเวทีอะไร COP คือเวทีสูงสุดในการตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศโลก เป็นที่ที่ผู้นำจากเกือบ 200 ประเทศ (เรียกว่า ‘ภาคี’ หรือ ‘Parties’) มารวมตัวกันเพื่อ เจรจา ทบทวน และ กำหนดกลไก เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
  • ความสำคัญของเลข 30 ตัวเลข 30 หมายถึงเป็นการประชุมครั้งที่ 30 นับตั้งแต่มีการลงนามในกรอบอนุสัญญา UNFCCC เมื่อปี 1992

ทำไมต้องมีการประชุม COP

จุดประสงค์หลักของการประชุม COP ทุกครั้งคือการทำให้มั่นใจว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะร่วมกันปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ใน ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงสำคัญทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดไว้ในปี 2015

เป้าหมายหลักที่ COP ต้องผลักดัน

  • จำกัดอุณหภูมิโลก รักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2.0 C เหนือระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม และพยายามอย่างยิ่งที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นไว้ที่ 1.5 C เท่านั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็น “เส้นตาย” ที่จะช่วยหลีกเลี่ยงผลกระทบร้ายแรงที่สุดได้
  • เสริมสร้างการปรับตัว เสริมสร้างความสามารถของประเทศที่เปราะบางในการ ปรับตัว (Adaptation) ต่อผลกระทบที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
  • สนับสนุนเงินทุน ทำให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุน (Climate Finance) ไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา

ทำไม COP30 ต้องจัดขึ้นที่ “ป่าที่สำคัญที่สุดในโลก”

การประชุม COP30 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน 2025 ณ เมืองเบเลง (Belém) ประเทศบราซิล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำอเมซอน

การเลือกสถานที่นี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์และเป็นยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง

ความหมายคำอธิบายความสำคัญ
ปอดของโลกป่าอเมซอนเป็น ป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญที่สุดของโลก หากป่าถูกทำลายต่อไป โลกจะสูญเสียกลไกธรรมชาติในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก
วาระแห่งป่าไม้บราซิลต้องการใช้โอกาสนี้ในการนำประเด็น การปกป้องป่าเขตร้อน และ ความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นวาระหลักของการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แทนที่จะเน้นแต่เรื่องเชื้อเพลิงฟอสซิล
ความเร่งด่วนเป็นการนำผู้นำโลกมาสู่จุดศูนย์กลางของวิกฤต เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบจาก การทำลายป่า และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตรง
สิทธิของชนพื้นเมืองการประชุมที่นี่เป็นการยกระดับเสียงของ ชนพื้นเมือง ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ป่าตัวจริง ให้เข้ามามีบทบาทในการเจรจาระดับโลก

วาระสำคัญและเดิมพันที่โลกต้องจับตาใน COP30

COP30 ถูกขนานนามว่าเป็น “โอกาสสุดท้าย” ที่จะทำให้โลกกลับเข้าสู่เส้นทางของการจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 C โดยมีสามประเด็นหลักที่มีเดิมพันสูงมาก

1. การเงินภูมิอากาศใหม่ (NCQG) ทุนก้อนโตเพื่อโลกสีเขียว

นี่คือวาระที่ร้อนแรงที่สุดใน COP30 เนื่องจากจะต้องมีการสรุป “เป้าหมายทางการเงินร่วมกันที่กำหนดปริมาณใหม่” หรือ NCQG (New Collective Quantified Goal) ซึ่งเป็นเงินทุนที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องให้การสนับสนุนแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อใช้ในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานหลังปี 2025

  • มูลค่าที่คาดการณ์ เป้าหมายใหม่นี้คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง $1.3$ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิม ($100$ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) หลายเท่าตัว
  • เดิมพัน หากไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนและมีมูลค่าเพียงพอ ประเทศกำลังพัฒนาจะไม่สามารถดำเนินงานตามแผนลดก๊าซเรือนกระจก (NDC) ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เป้าหมาย 1.5 C ล้มเหลว

2. กองทุนป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ

บราซิลจะผลักดันให้มีการยอมรับและสนับสนุนกลไกทางการเงินใหม่เพื่อปกป้องป่าเขตร้อนโดยเฉพาะ

  • Tropical Forest Forever Facility (TFFF) คาดว่าจะมีการเปิดตัวและระดมทุนสำหรับ “กองทุนเพื่อป่าเขตร้อนตลอดไป” (TFFF) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นรูปแบบการลงทุนระยะยาวเพื่อตอบแทนประเทศที่สามารถอนุรักษ์ป่าไว้ได้อย่างยั่งยืน
  • ความสำคัญ กองทุนนี้จะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนามีทางเลือกในการ “รักษ์ป่า” แทนที่จะ “ตัดป่า” เพื่อเศรษฐกิจ

3. The Reality Test ของ NDC และแผนลดก๊าซ

ประเทศสมาชิกต้องนำเสนอแผนลดก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ที่เรียกว่า NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution) ซึ่งเป็นแผนที่ต้องมีความทะเยอทะยานและสอดคล้องกับความต้องการของเป้าหมาย 1.5 C

การประเมิน COP30 จะประเมินว่าแผน NDC ที่ยื่นมานั้น “เพียงพอ” หรือไม่ หากยังไม่เพียงพอ โลกจะถูกกดดันให้ต้องเพิ่มความเข้มข้นของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน

ประเทศไทยกับการก้าวเข้าสู่ COP30 กับความมุ่งมั่นผ่าน NDC 3.0

ประเทศไทยในฐานะภาคีของ UNFCCC กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าร่วม COP30 โดยมีแผนงานสำคัญที่ต้องนำไปสู่การเจรจาต่อรองและนำเสนอต่อประชาคมโลก ซึ่งคือ การปรับปรุงและยกระดับแผนลดก๊าซเรือนกระจก (NDC) เป็นฉบับที่ 3 หรือ NDC 3.0

NDC 3.0 คืออะไร

NDC (Nationally Determined Contribution) คือ พันธกรณีของแต่ละประเทศ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส โดยประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายใน NDC 3.0 ที่มีความท้าทายมากขึ้น ดังนี้

เป้าหมายสำคัญใน NDC 3.0 (ร่าง)คำอธิบาย
เป้าหมายการลดก๊าซประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิรวม ไม่ต่ำกว่า 40% ภายในปี 2030 (เทียบกับกรณีปกติ)
เป้าหมายระยะยาวยืนยันการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
การดำเนินการแบบมีเงื่อนไขแผนงานจะแบ่งเป็น การดำเนินการโดยไม่มีเงื่อนไข (Unconditional) ที่ทำได้ด้วยทรัพยากรภายในประเทศ และ การดำเนินการแบบมีเงื่อนไข (Conditional) ที่ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากต่างประเทศในด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ
ภาคส่วนสำคัญเน้นการลดก๊าซในภาคส่วนหลัก ได้แก่ พลังงาน (การใช้พลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน) ขนส่ง (ยานยนต์ไฟฟ้า) และ อุตสาหกรรม รวมถึงการเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อ การดูดซับคาร์บอน

การนำเสนอ NDC 3.0 ในเวที COP30 เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของไทยต่อประชาคมโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการเรียกร้อง การสนับสนุนจากต่างประเทศ ทั้งในด้านเทคโนโลยีและเงินทุน เพื่อให้สามารถดำเนินการตามเป้าหมายแบบมีเงื่อนไขได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างรวดเร็ว

บทสรุป

COP30 ที่บราซิล จึงเป็นมากกว่าการประชุม แต่เป็น วาระแห่งการลงมือปฏิบัติ ที่ต้องเปลี่ยนคำมั่นสัญญาให้เป็นความจริง ที่สุดแล้ว อนาคตของโลกจะขึ้นอยู่กับว่า ผู้นำระดับโลกจะสามารถหลอมรวมความแตกต่างและใช้โอกาสสุดท้ายนี้ในการสร้างความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมในเรื่อง การเงินภูมิอากาศ และ การปกป้องป่าไม้ อันเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาโลกที่สามารถอยู่อาศัยได้สำหรับคนรุ่นต่อไป รวมถึงการแสดงความมุ่งมั่นผ่านแผน NDC 3.0 ของแต่ละประเทศ

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ร่วมมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ฟื้นฟูป่าชุมชนกักเก็บคาร์บอน ชูโมเดลต้นแบบสู่ Net Zero และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ร่วมกับนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน และชุมชนบ้านเมืองรวง ร่วมปลูกต้นไม้ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ ป่าชุมชนบ้านเมืองรวง ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

GPSC ร่วมฟื้นฟูป่าชุมชนกักเก็บคาร์บอน  ชูโมเดลต้นแบบสู่ Net Zero และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของ GPSC ในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero Emissions ผ่านการกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจก โดย GPSC ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ส่งเสริมให้ชุมชนดูแลป่าอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาระบบวัดและประเมินการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิตและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีรายได้เสริมที่มั่นคง

GPSC ร่วมฟื้นฟูป่าชุมชนกักเก็บคาร์บอน  ชูโมเดลต้นแบบสู่ Net Zero และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

โครงการฯ ดังกล่าว จึงสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ GPSC ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

GPSC ร่วมฟื้นฟูป่าชุมชนกักเก็บคาร์บอน  ชูโมเดลต้นแบบสู่ Net Zero และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

Source : Spring News

สถาบันฟิสิกส์ประยุกต์เซี่ยงไฮ้ สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ประสบความสำเร็จในการแปลงเชื้อเพลิง “ทอเรียม” เป็น “ยูเรเนียม” ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ทดลองเกลือหลอมเหลว (TMSR) ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งทำให้เครื่องนี้เป็นเครื่องเดียวในโลกที่สามารถทำได้ 

สถาบันวิจัยระบุว่า การทดลองนี้เป็นเครื่องพิสูจน์เบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ทางเทคนิคในการใช้ทรัพยากรทอเรียมในระบบเครื่องปฏิกรณ์เกลือหลอมเหลว และถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ และปูทางไปสู่การผลิตพลังงานนิวเคลียร์ที่แทบจะไม่มีที่สิ้นสุด

หลี่ ชิงหนวน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และรองผู้อำนวยการสถาบันฟิสิกส์ประยุกต์เซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “นับตั้งแต่บรรลุจุดวิกฤติครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 เครื่องปฏิกรณ์เกลือหลอมเหลวทอเรียมได้ผลิตความร้อนอย่างต่อเนื่องผ่านปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน”

ทอเรียม” เป็นแร่ธาตุที่มีปริมาณมากและเข้าถึงได้มากกว่ายูเรเนียมมาก และมีศักยภาพด้านพลังงานมหาศาล คาดว่าแหล่งแร่กากโลหกรรมในมองโกเลียในเพียงแห่งเดียวมีธาตุนี้เพียงพอสำหรับการผลิตพลังงานให้กับจีนได้ทั้งหมดนานกว่า 1,000 ปี

หัวใจสำคัญของความก้าวหน้านี้ คือ กระบวนการที่เรียกว่าการแปลงทอเรียมภายในแกนกลางเป็นยูเรเนียม โดยจะเปลี่ยนทอเรียม-232 ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติให้กลายเป็นยูเรเนียม-233 ซึ่งเป็นไอโซโทปที่แตกตัวได้และสามารถคงปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ไว้ได้

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นผ่านลำดับปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่แม่นยำ ทอเรียม-232 จะดูดซับนิวตรอนเพื่อเปลี่ยนเป็นทอเรียม-233 โดยจะสลายตัวเป็นโพรแทกทิเนียม-233 แล้วสลายตัวต่อไปจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ที่เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่มีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญคือ กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นภายในแกนเครื่องปฏิกรณ์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการผลิตเชื้อเพลิงจากภายนอก

ทอเรียมจะถูกละลายในเกลือฟลูออไรด์จนกลายเป็นส่วนผสมหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูง ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเชื้อเพลิงและสารหล่อเย็น นิวตรอนจากประจุเริ่มต้นขนาดเล็กของวัสดุแตกตัวได้ เช่น ยูเรเนียม-235 หรือพลูโทเนียม-239 ที่ถูกเสริมสมรรถนะ จะเป็นตัวเริ่มต้นปฏิกิริยาลูกโซ่

ตลอดการปฏิบัติงาน ทอเรียม-232 จะจับนิวตรอนอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนเป็นยูเรเนียม-233 โดยจะปลดปล่อยพลังงานผ่านปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน เพื่อสร้าง “วงจรเผาไหม้ขณะการเกิด” ที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของเทคโนโลยีนี้

เครื่องปฏิกรณ์ TMSR ต่างจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบใช้น้ำอัดแรงดันทั่วไป ที่ต้องปิดเครื่องเป็นระยะเพื่อเปิดภาชนะรับแรงดันและเปลี่ยนแท่งเชื้อเพลิงแข็ง เพราะเชื้อเพลิงของ TMSR เป็นของเหลวที่ผสมกันเป็นเนื้อเดียว และละลายในเกลือหลอมเหลว ทำให้หมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงสามารถเติมเชื้อเพลิงได้ทันทีโดยไม่รบกวนการทำงาน

“การออกแบบนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงการใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมาก แต่ยังช่วยลดปริมาณกากกัมมันตรังสีที่มีช่วงชีวิตยาวนานได้มากนี่เป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เกลือหลอมเหลวทอเรียมเหนือกว่า” หลี่กล่าว 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไปที่มักสร้างขึ้นใกล้ชายฝั่งเนื่องจากต้องการการระบายความร้อนจำนวนมาก ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในพื้นที่แห้งแล้งหรือพื้นที่ตอนในประเทศ แต่ปัญหานี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อระบบ TMSR ซึ่งใช้เกลือฟลูออไรด์หลอมเหลวอุณหภูมิสูงแทนน้ำเป็นทั้งตัวพาเชื้อเพลิงและสารหล่อเย็น เนื่องจากเกลือเหล่านี้ถ่ายเทความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความดันบรรยากาศและอุณหภูมิที่สูงจัด โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเลย

เทคโนโลยีนี้จึงเปิดประตูสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในพื้นที่ตอนใน หรือแม้แต่บนแพลตฟอร์มเคลื่อนที่ เช่น เรือขนาดใหญ่ ตามรายงาน

สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (CAS) เปิดตัวระบบพลังงานนิวเคลียร์ TMSR ในปี 2011 ในฐานะโครงการวิจัยเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายระดับชาติด้านพลังงานที่ยั่งยืนและการลดคาร์บอน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างอิสรภาพทางพลังงานด้วยเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความเป็นไปได้ทางการค้าและเชิงกลยุทธ์อันกว้างขวาง จากแร่ทอเรียมที่จีนมีสำรองอยู่เป็นจำนวนมาก

หลังจากการวิจัยและพัฒนามาเกือบ 15 ปี ทีมงานที่นำโดยซู หงเจี๋ย อดีตผู้อำนวยการสถาบันเซี่ยงไฮ้ เอาชนะความท้าทายอันใหญ่หลวง สร้างรากฐานทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งสำหรับห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูงของจีน

ความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้จีนกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีเครื่องปฏิกรณ์เกลือหลอมเหลวที่ใช้เชื้อเพลิงทอเรียมที่ใช้งานได้จริง 

สำหรับในแง่ความปลอดภัยที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นักพัฒนากล่าวว่าเตาปฏิกรณ์ TMSR มีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยในตัว ระบบนี้ทำงานที่ความกดอากาศ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการระเบิดจากแรงดันสูง ซึ่งสร้างขึ้นใต้ดินพร้อมระบบป้องกันรังสีเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันเกลือหลอมเหลวที่มีความเสถียรทางเคมียังสามารถดักจับสารกัมมันตรังสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในกรณีที่เกิดการรั่วไหล (ซึ่งนักวิจัยยืนยันว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น) เกลือหลอมเหลวจะไหลเข้าสู่ถังระบายความปลอดภัยแบบพาสซีฟ ซึ่งจะแข็งตัวเมื่อเย็นตัวลงและกักเก็บการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับเทคโนโลยี TMSR กำลังก่อตัวขึ้นในประเทศจีน มีสถาบันวิจัยเกือบ 100 แห่งร่วมมือกันในการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ วิทยาศาสตร์วัสดุ และความท้าทายสำคัญอื่น ๆ

ที่สำคัญ ส่วนประกอบหลักทั้งหมดของเครื่องปฏิกรณ์นี้ผลิตในจีน 100% สร้างความเป็นอิสระของห่วงโซ่อุปทานและการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี ขณะนี้จีนกำลังสร้างเครื่องปฏิกรณ์สาธิตขนาด 100 เมกะวัตต์ในทะเลทรายโกบี โดยมีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ภายในประมาณปี 2035 ตามกรอบเวลาอย่างเป็นทางการล่าสุด

ที่มา: Interesting EngineeringPeople’s Daily OnlineSouth China Morning PostXinhua
Source : กรุงเทพธุรกิจ

คุณพิชัยจิราธิวัฒน์ ในนามรองประธานกรรมการ​หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพลังงาน ในฐานะกำกับดูแลสายงาน Sustainability หอการค้าไทย เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการหลักที่หอการค้าไทยให้ความสำคัญ โดยเน้นการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด การจัดการขยะและน้ำเสีย การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการมีส่วนร่วมในโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต 

ทั้งนี้จึงร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดจันทบุรี โดยมี คุณอุกฤษฎ์วงษ์ทองสาลีประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรีและคณะ YEC จันทบุรี ผลักดันโครงการการพัฒนาเครือข่ายรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยชุมชน (CCA)” และนำคณะลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการ ตำบลหนองบัวอำเภอเมืองจังหวัดจันทบุรี โดยได้รับเกียรติจากคุณมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเข้าร่วมงานอีกด้วย 

นอจากนี้ยังได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วนสำคัญ อาทิ กลุ่มเซ็นทรัล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3), เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่, บริษัท อัตถจริยา จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) และ ชุมชนท้องถิ่น ผ่านกลไก Community Climate Action (CCA) เพื่อเสริมศักยภาพให้ชุมชนสามารถปรับตัวและจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งร่วมกันพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและป่าชายเลน ซึ่งมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูง และต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง

คุณพิชัยจิราธิวัฒน์ในนามรองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการพลังงานในฐานะกำกับดูแลสายงาน Sustainability หอการค้าไทย  กล่าวว่า “หอการค้าไทยมุ่งเน้นการสนับสนุนการฟื้นฟูป่าบกและป่าชายเลน ซึ่งเป็นระบบนิเวศ Blue Carbon ที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันภัยธรรมชาติและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เรายังเห็นโอกาสในการต่อยอดระบบนิเวศเหล่านี้สู่พลังงานยั่งยืน เช่น การใช้วัสดุเหลือใช้จากป่าชายเลนเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานและอาหารของชุมชน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทเป็นผู้ดูแลทรัพยากรและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

สำหรับการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดจันทบุรี โดยปัจจุบันสามารถพัฒนาพื้นที่ป่าปลูกเสริมได้แล้วถึง 1,500 ไร่ ซึ่งครอบคลุมทั้งพื้นที่ป่าชายเลนและป่าบก โดยมีการปลูกทั้งต้นโกงกางและไม้ยืนต้นไปแล้วมากกว่า 12,000 ต้น ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของความร่วมมือที่เกิดขึ้นและก้าวต่อไปของการสร้างจังหวัดจันทบุรีให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มเงินชดเชยราคา LPG ขึ้นอีกเป็น 1.8772 บาทต่อกิโลกรัม หลังราคา LPG โลกขยับขึ้นเป็น 599 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน มีผลตั้งแต่ 1 พ.ย. 2568 พร้อมปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับโรงแยกก๊าซฯ เกือบ 1 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนภาพรวมบัญชี LPG ติดลบรวม -41,239 ล้านบาท แต่ยังมีเงินไหลเข้าประมาณ 933 ล้านบาทต่อเดือน สำหรับราคาจำหน่ายปลีก LPG ยังคงตรึงราคาไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึงสิ้นปี 2568

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงินและบัญชี และในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ลงนามเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 ประกาศ “การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)” โดยกำหนดเปลี่ยนแปลงเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในบัญชี LPG ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

สำหรับประกาศดังกล่าวได้กำหนดให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ผลิตในประเทศเพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง ในอัตรา 2.3804 บาทต่อกิโลกรัม โดยปรับลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3.3468 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวมถึง LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) อ.กงไกรลาศ จ. สุโขทัย

อย่างไรก็ตามให้ บริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 0.7729 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 1.7393 บาทต่อกิโลกรัม
พร้อมกันนี้ได้ปรับเงินชดเชยราคา LPG เพิ่มขึ้นเป็น 1.8772 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมชดเชยอยู่ 0.9108 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวม LPG จากการแยกก๊าซฯ ที่ซื้อหรือได้จากรัฐ ผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) โดยโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ.สยาม จำกัด โดยราคาขายปลีก LPG ยังคงเท่าเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึง 31 ธ.ค. 2568 หลังจากนั้นต้องรอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาต่อไป

ส่วนเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ซื้อหรือได้มาจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด ยังคงเท่าเดิมที่ 5.0371 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่ LPG ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และได้รับเงินชดเชยจากกองทุนฯ แล้ว ให้ส่งเงินชดเชยคืนกองทุนฯ 1.8772 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 0.9108 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนบัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุด ณ วันที่ 2 พ.ย. 2568 ภาพรวมติดลบอยู่ -41,239 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กำหนดกรอบวงเงินสำหรับอุดหนุนราคา LPG ได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้าจาก LPG จำนวน 31.12 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 933 ล้านบาทต่อเดือน) ขณะที่ราคา LPG โลกล่าสุด (30 ต.ค. 2568) อยู่ในระดับประมาณ 599.83 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

สำหรับประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดนโยบายให้ กบน. บริหารกองทุนฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงดังนี้

  1. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้นทุนการจัดหาจากโรงแยกก๊าซฯ ,ต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของบริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ มีราคาสูงกว่านำเข้า
  2. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG ในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงภายใน 2 สัปดาห์ เฉลี่ยมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน
  3. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG ในประเทศเปลี่ยนแปลงภายใน 2 สัปดาห์ รวมกันมากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม และ
  4. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขายปลีก LPG ในประเทศสูงขึ้นในระดับเกินกว่า 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนหรือชะลอการขาดแคลนในประเทศ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

Source : Energy News Center