Highlight & Knowledge

รู้จักกับ CBAM มาตรการสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยต้องรู้ และการปรับตัวสู่โลกคาร์บอนต่ำ

มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) คือกลไกสำคัญที่สหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา “Carbon Leakage” และขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Climate Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) มาตรการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าที่นำเข้าสู่ EU โดยเฉพาะสินค้าจากอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนเข้มข้น ซึ่งรวมถึงสินค้าจากประเทศไทยด้วย ดังนั้น การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับ CBAM จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับผู้ประกอบการไทย

CBAM คืออะไร และมีเป้าหมายอย่างไร

CBAM ย่อมาจาก Carbon Border Adjustment Mechanism ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน โดยเปรียบเสมือนการเรียกเก็บ “ราคาคาร์บอน” จากสินค้านำเข้าตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังตัวอยู่ในกระบวนการผลิตสินค้าเหล่านั้น

เป้าหมายหลักของ CBAM

  • ป้องกัน Carbon Leakage: EU มีระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU ETS – Emission Trading System) ซึ่งทำให้ผู้ผลิตใน EU มีต้นทุนในการปล่อยคาร์บอนสูงกว่าประเทศนอก EU Carbon Leakage คือสถานการณ์ที่บริษัทใน EU ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหย่อนยานกว่า หรือ EU นำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยมีคาร์บอนสูงจากประเทศอื่น CBAM จึงเข้ามาเพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านต้นทุนคาร์บอน
  • ส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก: การกำหนดราคาสินค้าตามปริมาณคาร์บอนจะสร้างแรงจูงใจให้ประเทศคู่ค้าต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ปล่อยคาร์บอนต่ำลง เพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาด EU

ขอบเขตและไทม์ไลน์การบังคับใช้ CBAM

CBAM มีการแบ่งช่วงเวลาการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะสำคัญ และมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ล่าสุดเพื่อลดภาระให้กับผู้นำเข้ารายย่อย

1. ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Period)

รายละเอียดช่วงเวลาการดำเนินการหลัก
เริ่มต้น1 ตุลาคม 2566ผู้นำเข้า EU มีหน้าที่รายงาน ข้อมูลปริมาณสินค้านำเข้า และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังตัวในสินค้านั้นๆ (Embedded Emissions) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทางการเงิน
สิ้นสุด31 ธันวาคม 2568การรายงานข้อมูลรายไตรมาส

ในช่วงนี้ ผู้นำเข้าต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังตัวในสินค้า (ทั้งทางตรงและทางอ้อมสำหรับบางกลุ่มสินค้า) หากไม่ดำเนินการอย่างถูกต้อง อาจมีบทลงโทษทางการเงินได้

2. ระยะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ (Definitive Regime)

รายละเอียดช่วงเวลาการดำเนินการหลัก
เริ่มต้น1 มกราคม 2569ผู้นำเข้า EU จะต้องซื้อ “ใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate)” ตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่รายงาน โดยราคาใบรับรองจะผูกกับราคา ETS ของ EU
การหักลดหย่อนตั้งแต่ 1 มกราคม 2569หากผู้นำเข้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ผลิตในประเทศที่สาม (เช่น ไทย) ได้จ่ายค่าคาร์บอนหรือภาษีคาร์บอนในประเทศของตนแล้ว สามารถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่าย CBAM ได้

ตารางสรุปสินค้าที่อยู่ในขอบเขตระยะแรก (6 กลุ่ม)

กลุ่มอุตสาหกรรมตัวอย่างสินค้าที่เกี่ยวข้องการครอบคลุมการปล่อยคาร์บอน
เหล็กและเหล็กกล้าเหล็กแท่ง เหล็กเส้น ผลิตภัณฑ์รีดร้อน/รีดเย็น ท่อเหล็กทางตรงและทางอ้อม (บางส่วน)
อะลูมิเนียมอะลูมิเนียมดิบ อะลูมิเนียมเจือ ผลิตภัณฑ์จากอะลูมิเนียมทางตรงและทางอ้อม (บางส่วน)
ซีเมนต์ซีเมนต์เม็ด ซีเมนต์สำเร็จรูปทางตรงและทางอ้อม
ปุ๋ยปุ๋ยไนโตรเจน (เช่น ยูเรีย)ทางตรงและทางอ้อม
ไฟฟ้าการนำเข้าไฟฟ้าสุทธิทางตรงเท่านั้น
ไฮโดรเจนไฮโดรเจนทางตรงเท่านั้น

กฎเกณฑ์สำคัญที่ปรับปรุงใหม่ และบทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตาม

การทำความเข้าใจกับบทลงโทษและการปรับปรุงกฎล่าสุดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงทางธุรกิจของผู้ส่งออก

1. เกณฑ์ยกเว้นสำหรับผู้นำเข้ารายย่อย (De Minimis Exemption)

ภายใต้ข้อบังคับ (EU) 2025/2083 EU ได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การยกเว้นเพื่อลดภาระแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

  • เกณฑ์ใหม่: ผู้นำเข้าที่นำเข้าสินค้าในกลุ่ม CBAM (ยกเว้นไฟฟ้าและไฮโดรเจน) รวมกันไม่เกิน 50 ตันต่อปีปฏิทิน จะได้รับการยกเว้นจากภาระผูกพันทั้งหมดภายใต้ CBAM เกณฑ์นี้ใช้แทนเกณฑ์มูลค่า 150 ยูโรต่อการขนส่งแบบเดิม ซึ่งช่วยลดภาระการรายงานให้ผู้นำเข้ารายย่อยกว่า 182,000 ราย

2. บทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตาม (Penalties for Non-Compliance)

EU กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนและเข้มงวดสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎ CBAM โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนผ่าน

ระยะเวลาการกระทำที่ไม่ปฏิบัติตามบทลงโทษโดยประมาณ
ระยะเปลี่ยนผ่าน (2566–2568)ไม่รายงาน หรือ รายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนที่ฝังตัวไม่ครบถ้วน/ไม่ถูกต้อง (Undeclared Embedded Emissions)ค่าปรับตั้งแต่ 10 ถึง 50 ยูโร ต่อ tCO2​e ที่ไม่ได้รายงาน โดยตัวเลขอาจมีการปรับตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของ EU
ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบ (ตั้งแต่ 2569)ไม่ซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM ตามปริมาณคาร์บอนที่แท้จริงค่าปรับจะ เทียบเท่ากับบทลงโทษสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนเกิน (Excess Emissions Penalty) ภายใต้ระบบ EU ETS ซึ่งโดยทั่วไปสูงกว่าราคาใบรับรอง CBAM มาก (ปัจจุบันราคาคาร์บอนใน EU ETS อยู่ที่ประมาณ 85 ยูโรต่อ tCO2​e และมีการปรับขึ้นได้อีก)
การหลีกเลี่ยงกฎ (Anti-Circumvention)การแบ่งคำสั่งซื้อเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเลี่ยงเกณฑ์ยกเว้น 50 ตัน หรือการกระทำอื่นที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎค่าปรับจะสูงขึ้นถึง 3–5 เท่า ของโทษปกติ
โทษสูงสุดการไม่ปฏิบัติตามซ้ำๆอาจนำไปสู่การ เพิกถอนสถานะ Authorized CBAM Declarant ซึ่งหมายถึงการถูกห้ามนำเข้าสินค้าที่อยู่ในขอบเขต CBAM เข้าสู่ EU โดยสิ้นเชิง

แนวโน้มการขยายขอบเขต CBAM (2569–2573)

ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ใช่ 6 กลุ่มแรก ไม่ควรนิ่งนอนใจ เนื่องจาก EU มีแผนขยายขอบเขต CBAM เพื่อให้ครอบคลุมสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบ EU ETS ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)

ระยะเวลาแนวโน้มการขยายขอบเขตสินค้า
การทบทวนครั้งแรก (ก่อนปี 2573)มีแนวโน้มสูงที่จะขยายไปยัง เคมีภัณฑ์อินทรีย์ (Organic Chemicals), โพลิเมอร์ (Polymers) หรือพลาสติก และผลิตภัณฑ์ปลายน้ำอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อ Carbon Leakage
การทบทวนถัดไป (ก่อนปี 2578)คาดว่าจะขยายครอบคลุมสินค้าที่เหลือทั้งหมดใน EU ETS เช่น แก้ว เซรามิก และในอนาคตอาจรวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท

สรุปการปรับตัวสำหรับผู้ส่งออกไทย

CBAM คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกติกาการค้าโลก การเตรียมพร้อมวันนี้จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน

  1. ลงทุนในการวัดผล: จัดทำระบบวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังตัวในสินค้าอย่างแม่นยำตามมาตรฐาน EU (Direct และ Indirect Emissions) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ ค่ามาตรฐาน (Default Value) ที่อาจสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้ต้องเสียค่า CBAM แพงขึ้น
  2. มุ่งสู่ Low Carbon Production: การปรับกระบวนการผลิตไปใช้พลังงานหมุนเวียนและวัตถุดิบคาร์บอนต่ำเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด เพราะไม่เพียงแต่ลดภาระ CBAM แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
  3. ติดตามกฎหมายในประเทศ: สนับสนุนและติดตามกลไกกำหนดราคาคาร์บอนในประเทศ (เช่น ภาษีคาร์บอน) เพื่อให้สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักลดหย่อนจากภาระ CBAM ใน EU ได้

การเตรียมตัวที่รวดเร็วและครบถ้วนเท่านั้น ที่จะช่วยให้ผู้ส่งออกไทยแปลง “ความเสี่ยง” จาก CBAM ให้กลายเป็น “โอกาส” ในตลาดโลก

Super E-Platform เทคโนโลยีชาร์จรถไฟฟ้าใหม่ล่าสุด 1,000 กิโลวัตต์ ชาร์จ 5 นาที วิ่งได้ 400 กม.

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) กลายเป็นหนึ่งในทางออกที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าคือระยะเวลาในการชาร์จที่ยังช้ากว่าการเติมน้ำมันในรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) แต่ล่าสุด…

ติดโซลาร์เซลล์ราคาเท่าไหร่ ต้องรู้อะไรบ้าง

หลายคนกำลังให้ความสนใจหาโซลาร์เซลล์มาติดตั้งตามบ้าน อาจจะมาจากเรื่องของค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือบางท่านอาจจะไม่อยากเสียเงินให้กับค่าไฟ เรียกว่าอยากผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองก็ได้ และไม่อยากต้องกังวลเรื่องค่าไฟ อยากเปิดแอร์ทั้งวัน ในปัจจุบันก็มีหลายท่านได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้านไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ ช่วยลดค่าไฟไปได้มากพอสมควร แต่เราอาจจะต้องลงทุนในครั้งแรกด้วยจำนวนเงินที่ค่อนข้างมาก…

กฎหมายใหม่! ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคา น้ำหนักไม่เกิน 20 กก. ทำได้ทันที ไม่ต้องให้วิศวกรตรวจ

ในยุคที่พลังงานหมุนเวียนกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองกลายเป็นทางเลือกที่หลายครัวเรือนและธุรกิจให้ความสนใจ ล่าสุดประเทศไทยได้ออก กฎหมายใหม่ ที่ช่วยให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทันทีโดยไม่ต้องให้วิศวกรตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้าง แต่ยังคงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ…