“พาณิชย์”แจ้งข่าวดี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งให้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์จากอาเซียน 4 ประเทศ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นระยะเวลา 24 เดือน เผยแจ้งให้ผู้ส่งออกรับทราบแล้ว และขอให้ใช้โอกาสนี้เร่งส่งออก ย้ำแม้สุดท้ายจะมีการประกาศใช้มาตรการ AC จะไม่ถูกเก็บภาษีในช่วงที่ยกเว้น หรือถูกเก็บย้อนหลัง
         
นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามออกประกาศคำสั่งให้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์จากประเทศภูมิภาคอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นระยะเวลา 24 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย.2565 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกรมฯ ได้แจ้งให้ผู้ส่งออกทราบเกี่ยวกับประกาศคำสั่งยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ดังกล่าวแล้ว และขอให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทย ใช้โอกาสนี้ในการเร่งส่งออกสินค้าดังกล่าวต่อไป  
         
ทั้งนี้ แม้ว่าการนำเข้าสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์จาก 4 ประเทศข้างต้น จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในช่วง 24 เดือน แต่การไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Anti-Circumvention : AC) สำหรับสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่นำเข้าจากทั้ง 4 ประเทศข้างต้นยังคงดำเนินการต่อ โดยสหรัฐฯ ได้เปิดการไต่สวน AC ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2565 โดยกล่าวหาว่าสินค้าดังกล่าวที่ส่งออกจากทั้ง 4 ประเทศ เป็นสินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่นำเข้าจากจีนมาประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปและส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาด (AD) และมาตรการอุดหนุน (CVD) ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการสอบถามข้อมูลจากผู้ส่งออกไทย

โดยตามขั้นตอน สหรัฐฯ จะต้องประกาศผลการไต่สวนภายในเดือนมี.ค.2566 หากผลการไต่สวนพบว่ามีการหลบเลี่ยงมาตรการ AD/CVD จริง ผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทยจะถูกเก็บภาษี AC ในอัตรา 18.32–249.96% เช่นเดียวกับภาษี AD ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากจีน แต่ในช่วงที่มีการยกเว้นภาษีนำเข้าในช่วง 24 เดือนตามประกาศคำสั่ง จะยังไม่ถูกเก็บภาษี AC หรือเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง สำหรับการนำเข้าในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศไว้
         
นายพิทักษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามและให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตและผู้ส่งออกมาโดยตลอด โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีหนังสือทักท้วงไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เมื่อเดือนมี.ค.2565 เพื่อคัดค้านการเปิดไต่สวนดังกล่าว และเน้นย้ำว่าการผลิตสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยเป็นการนำชิ้นส่วนมาผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้สินค้ามีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไปจากวัตถุดิบเดิม มิได้เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาเพื่อประกอบแล้วส่งออกไปยังสหรัฐฯ เท่านั้น จึงไม่เข้าเกณฑ์การหลบเลี่ยงมาตรการ AD/CVD ที่สหรัฐฯ ใช้บังคับกับสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์จากจีน และได้มอบให้กรมฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่ โดยจัดประชุมหารือกับผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักการและกระบวนการไต่สวน
         
ในปี 2564 ไทยส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 1,609.49 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 49.10% ของการส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมด และในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.2565 ไทยส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 325.06 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 63.49% ของการส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมด

Source : Commerce News Agency

ส่วนลด EV ขยักที่สองมาแล้ว หลังกฎกระทรวงประกาศให้มีผลบังคับใช้ 8 มิถุนายน 2565 โดยรถที่เข้าโครงการรัฐบาลจะเสีย “ภาษีสรรพสามิต EV” ลดลงเหลือ 2% จากปกติ 8% ด้าน MG ZS EV ได้ส่วนลดเต็มที่ 246,000 บาท เหลือราคาขาย 1,023,000 บาท

วานนี้ (8 มิ.ย.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์-รถจักรยานยนต์ใหม่ ที่ยังคิดตามการปล่อยไอเสีย แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การรื้ออัตราโครงสร้างภาษีเดิมทั้งหมด และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ประกาศนี้ยังมี ภาษีสรรพสามิตอัตราพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ลดลงจาก 8% เหลือ 2% และมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2568 

มีผลแล้ว! ภาษีสรรพสามิต EV เหลือ 2% MG รับส่วนลดเต็มที่ 2.46 แสนบาท
มีผลแล้ว! ภาษีสรรพสามิต EV เหลือ 2% MG รับส่วนลดเต็มที่ 2.46 แสนบาท

ตามประกาศนี้ ส่งผลให้ EV ที่เข้าร่วมโครงการรัฐบาล และเซ็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมสรรพสามิตว่าต้องทำตามเงื่อนไขต่างๆ และมีแผนผลิตคืนในประเทศหลังจากปี 2567 จะได้ภาษีสรรพสามิต EV อัตราพิเศษทันที ซึ่งเบื้องต้นมีเพียง 3 ค่ายรถยนต์คือ เอ็มจี,เกรท วอลล์ มอเตอร์ และโตโยต้า โดยรายหลังยังไม่มี EV ขาย และต้องรอการเปิดตัว Toyota bZ4X ช่วงปลายปี 2565

ก่อนหน้านี้ เอ็มจี และเกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถดำเนินการในส่วนของการลดภาษีนำเข้า (ซึ่งค่ายจีนเป็น 0% อยู่แล้ว) และรับเงินสนับสนุน 150,000 บาทต่อคัน (กรณีที่แบตเตอรี่ความจุเกิน 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง) แต่การขายยังดำเนินการได้ไม่เต็มที่ เพราะรอประกาศเรื่องลดภาษีสรรพสามิต EV เพื่อจะได้ส่วนลดเต็มแพดานในกลุ่ม EV ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท

ปัจจุบัน MG มียอดค้างส่งมอบ EV รุ่น MG EP และ MG ZS EV รวมกันกว่า 6,000 คัน โดยที่ผ่านมาลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการรอส่วนลดเต็มๆ จากรัฐบาล และภาษีสรรพสามิตอัตราพิเศษ เพิ่งประกาศเป็นกฎกระทรวงวานนี้ (8 มิ.ย.)

สำหรับ MG EP รุ่น PLUS ราคาปกติ 998,000 บาท เมื่อได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 150,000 บาท ต่อคัน รวมกับภาษีสรรพสามิต EV ที่ลดลงจาก 8% เหลือ 2% จะได้ส่วนลดเพิ่มเติมอีก 77,000 บาทสุดท้ายราคาขายเหลือ  771,000 บาท (ลดไป 227,000 บาท)

มีผลแล้ว! ภาษีสรรพสามิต EV เหลือ 2% MG รับส่วนลดเต็มที่ 2.46 แสนบาท

ขณะที่ MG ZS EV รุ่น X ราคาปกติ 1,269,000 บาท ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 150,000 บาทต่อคัน รวมกับภาษีสรรพสามิต EV ที่ลดลงอีกเป็นมูลค่า 96,000 บาท ทำให้ราคาขายเหลือ 1,023,000 บาท (ลดไป 246,000 บาท)

เหตุผลที่ภาษีสรรพสามิต EV อัตราพิเศษที่ให้สิทธิประโยชน์ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2568 ล่าช้าเพราะ กระทรวงการคลัง รอประกาศโครงสร้างภาษีใหม่ในคราวเดียวกัน

ตามประกาศเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กฎกระทรวง กําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 โดยการปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นั่งรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน รถยนต์กระบะ และรถจักรยานยนต์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ส่งเสริมมาตรฐานด้านความปลอดภัย ตลอดจนสนับสนุนให้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ที่มา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

Source : ฐานเศรษฐกิจ

กกพ.เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ ERC Sandbox เฟส 2 มุ่งเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการให้บริการทางพลังงาน รองรับธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ๆ สู่การกำหนดแนวทางพัฒนาการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่าสำนักงาน กกพ. เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) เฟส 2

โดยในเฟสที่ 2 จะเป็นการทดสอบนวัตกรรมร่วมกันระหว่าง กกพ. และผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะเน้นรูปแบบธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ระบบ เครื่องมือ หรือบริการด้านพลังงานที่ยังไม่เคยนำมาใช้งาน หรือถ้าหากมีการใช้งานในท้องตลาดแล้ว ก็จะต้องมีความแตกต่างจากรูปแบบที่เป็นอยู่ ทั้งหมดจะต้องมุ่งเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการให้บริการทางพลังงาน รองรับธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ๆ สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางพัฒนาการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานสะอาด และสอดรับกับหลักเกณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

“กกพ. เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้ประกาศโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) ระยะที่ 2 โดยเน้นเรื่องการพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจพลังงานสะอาดเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อเตรียมวางโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ และแนวทางการกำกับดูแลในการขับเคลื่อนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยคำนึงถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบกิจการพลังงาน ตลอดจนผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมการค้า และการลงทุนในระดับสากล ในยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ หรือ Energy Transition และลดภาวะโลกร้อน ให้ได้ผลอย่างยั่งยืน” นายคมกฤช กล่าว

สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการจะจำกัดสถานะองค์กร เฉพาะหน่วยงานของรัฐ หรือ นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย หรือ สถาบันการศึกษา โดยสามารถยื่นสมัครเข้าร่วมโครงการเพียงผู้เดียวหรือเป็นกลุ่มความร่วมมือก็ได้ พร้อมกับได้กำหนดขอบเขตกิจกรรมที่จะมีการพิจารณาภายใต้โครงการดังต่อไปนี้

  1. การศึกษาในโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 1 ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2 ซึ่งผู้ดำเนินโครงการประสงค์จะนำมาปรับปรุงพัฒนาและต่อยอดเพิ่มเติมตามกรอบกำลังการผลิตเพื่อการทดสอบที่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบ

  2. การทดสอบแพลตฟอร์ม ซึ่งหมายถึง เว็บไซต์หรือแอพลิเคชัน โปรแกรมหรือซอฟท์แวร์ หรือชุดวิธีการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ (computer-based algorithm) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ (ตลาดซื้อขายออนไลน์) หรือนวัตกรรมการให้บริการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน/คาร์บอนเครดิต/ใบรับรองสิทธิการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) ซึ่งรวมถึงระบบทดสอบกระบวนตรวจวัด รายงาน และตรวจสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) เพื่อการพัฒนากฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดเพื่อความโปร่งใสของตลาด ใน 2 รูปแบบ ดังนี้

  2.1 การดำเนินการแบบมุ่งเป้า ผ่านแพลตฟอร์มของหน่วยงานภาครัฐหรือสมาคมที่เป็นองค์กรกลางในการพัฒนาระบบดังกล่าว

  2.2 การดำเนินการแบบเปิดกว้าง โดยพิจารณาจากข้อเสนอและความพร้อมของผู้เข้าร่วมโครงการ รวมถึงรูปแบบของการทดสอบแพลตฟอร์มที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2

  3. การทดสอบนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบสมาร์ทกริดหรือการเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและรองรับรูปแบบธุรกิจซื้อขายพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการทดสอบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้หรือการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับบุคคลที่สาม (Third Party Access) และการกำหนดอัตราค่าบริการที่เกี่ยวข้อง (Wheeling Charge)

  4. การทดสอบการใช้สัญญารับซื้อไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) รูปแบบใหม่ๆ เช่น Virtual PPA , Sleeved PPA (Utility Green Tariff แบบเจาะจงที่มา) เป็นต้น ในการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่สอดคล้องกับมาตรการที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนตามกลไกการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น RE100 เป็นต้น

  5. การทดสอบรูปแบบหรือแนวทางที่เป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานในด้าน Green Innovation, Green Regulation ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2

พร้อมกันนี้ได้กำหนดกรอบระยะเวลาแผนงาน และการพิจารณาดังนี้

กิจกรรมกำหนดระยะเวลา
1.  การยื่นข้อเสนอโครงการวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2565
2.  การสัมมนาชี้แจงโครงการและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นวันที่ 16 มิถุนายน 2565
3.  ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกภายใน 45 วัน หลังจากปิดรับสมัคร
4.  ลงนามบันทึกข้อตกลงการดำเนินโครงการภายใน 1 เดือน หลังจากประกาศผลการคัดเลือก

Source : eFinanceThai.com

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ตั้งเป้าผลิตพลังงานไฟฟ้า 1 ใน 3 หรือประมาณ 33% จากพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตในประเทศจากแหล่งพลังงานสะอาดภายในปี 2025 จากปริมาณการผลิตเดิมในปี 2021 ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด 28.8% เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้ารูปแบบอื่น เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน

ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนบูม รับเทรนด์โลกสู่เศรษฐกิจ BCG บีโอไอเผยรอบ 5 ปี เอกชนไทย-เทศแห่ขอรับส่งเสริมแล้ว 1,290 โครงการ เงินลงทุนกว่า 2 แสนล้าน ไตรมาส 1/65 ยังแรงไม่ตก ขอรับส่งเสริมกว่า 8 พันล้าน ม.หอการค้าฯ ชี้ผลพวงจาก 4 ปัจจัย หอการค้าไทยเชียร์ช่วยค่าไฟถูกลง

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (2560-2564) มีภาคเอกชนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่เป็นพลังงานสะอาด (พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือขยะชุมชน) 1,290 โครงการ เงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งจากนี้ไปจะเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่สำคัญที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เข้าประเทศไทย

ทั้งนี้บีโอไอระบุทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังของไทยในปีนี้ยังมีแนวโน้มดี มีปัจจัยสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ เริ่มปรับตัวในการอยู่กับโควิด กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเป็นปกติ รวมถึงมาตรการเปิดประเทศของไทย จะส่งผลดีต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะโครงการใหม่ ๆ

พลังงานหมุนเวียนบูมรับเศรษฐกิจ BCG บีโอไอเผย 5 ปี ลงทุนโรงไฟฟ้ากว่า 2 แสนล้าน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการบีโอไอ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2564 มีเอกชนขอรับการส่งเสริม 506 โครงการ เงินลงทุน 75,061 ล้านบาท และในไตรมาสแรกปี 2565 ขอรับส่งเสริม 101 โครงการ เงินลงทุน 8,022 ล้านบาท

โครงการส่วนใหญ่สัดส่วนกว่า 80% ถือหุ้นโดยนักลงทุนไทย 100% รองลงมาเป็นโครงการร่วมทุนที่ไทยถือหุ้นข้างมาก ส่วนโครงการที่ต่างชาติถือหุ้นข้างมาก มีจำนวนไม่มาก เช่น มีโครงการจากประเทศจีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และสิงคโปร์ และส่วนใหญ่เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รองลงมาคือ ชีวมวล ลม ก๊าซชีวภาพ และขยะชุมชน

นฤตม์  เทอดสถีรศักดิ์
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

“โครงการผลิตไฟฟ้าจะมี 2 แบบคือ ผลิตเพื่อใช้เอง กับผลิตเพื่อจำหน่าย โดยกรณีผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือจำหน่ายให้กับบริษัทในเครือ ปัจจัยหลักจากการลดต้นทุน ทั้งในส่วนของต้นทุนค่าไฟฟ้า หรือการนำเอาเศษวัสดุหรือของเสียจากโรงงานมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพหรือเอาเศษไม้ แกลบมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดทั้งปริมาณของเสีย ค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสีย และลดต้นทุนค่าไฟได้ด้วย”

ทั้งนี้จากเทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริษัทชั้นนำต่างตั้งเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน ที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก และทำให้โลกร้อน รวมถึงยังยึดแนวทางความยั่งยืน หรือ ESG (Environment Social Governance-สิ่งแวดล้อม สังคม และการจัดการภาครัฐ) เป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจ และการออกไปลงทุนในต่างประเทศก็จะเลือกประเทศที่มีแหล่งพลังงานสะอาดเพียงพอสำหรับภาคอุตสาหกรรม

ดังนั้นหนึ่งในทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอจะเน้นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูง เช่น กลุ่ม BCG(Bio-Circular-Green Industries) และการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล ออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ชิ้นส่วนอากาศยาน เครื่องมือแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

4 ปัจจัยพลังงานหมุนเวียนบูม

ด้าน รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่ส่งผลโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนบูมมากในเวลานี้มาจาก 4 ปัจจัยหลักได้แก่

1.กระแสของภาวะโลกร้อนและปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ (CO2) ที่หลายประเทศให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเป็น 2 ตลาดใหญ่ และเป็นนโยบายหลัก ทำให้ประเทศที่เป็นคู่ค้าของ 2 กลุ่มประเทศนี้ ต้องให้ความสำคัญไปด้วย รวมถึงจีนอีกหนึ่งคู่ค้าหลักของไทยก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้

2.การใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ปิโตรเลียมกำลังหมดไปจากโลกในเวลาไม่เกิน 40 ปี และการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นแหล่งสร้าง CO2 และภาวะโลกร้อน 3.แนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจตามกรอบ BCG เป็นนโยบายหลักของทุกประเทศทั่วโลกที่เน้นการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน และ 4. ปัจจุบัน ESG เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศต่าง ๆ

อัทธ์  พิศาลวานิช
อัทธ์ พิศาลวานิช

 “เวลานี้ภาคการผลิต และส่งออกของไทยมีความตื่นตัวในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจ BCG แต่มีการตื่นตัวเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ โดยเฉพาะบริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศ ในขณะที่กลุ่ม SMEs ยังไม่มีการตื่นตัวเนื่องจากต้องใช้เงินทุนในการเปลี่ยนแปลงในการใช้พลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้หากผู้ประกอบการไม่ตื่นตัวเรื่อง BCG จะส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยไปยังประเทศที่มีนโยบายพลังงานหมุนเวียนแน่นอน ซึ่งในอนาคตอาจจะส่งไปขายไม่ได้ในตลาดดังกล่าว”

เชียร์พลังงานหมุนเวียนช่วยลดค่าไฟ

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า ปัจจัยที่โลกและไทยหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ส่งผลให้การขอรับการส่งเสริมการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่บูมมากเวลานี้ ส่วนหนึ่งผลจากทิศทางพลังงานโลกที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน นำสู่การต่อยอดธุรกิจผลิตไฟฟ้าแห่งอนาคต

ขณะที่พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน ฯลฯ เป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด และสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม กระทบเป็นวงกว้างต่อสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศของโลก ดังนั้นพลังงานหมุนเวียนจึงเป็นทางเลือกของการใช้พลังงานที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันยังส่งผลทางอ้อมทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น จากสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ช่วยสร้างงาน และกระจายรายได้ไปสู่ประชากรโดยไม่ทำลายวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของชุมชน และยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าของประเทศลงได้

วิศิษฐ์  ลิ้มลือชา
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา

“ผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 15 ระบุปัจจุบันค่าไฟฟ้าและพลังงานคิดเป็นสัดส่วน 10-20% ของต้นทุนการผลิต การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าและราคาก๊าซ จะส่งผลกระทบมากต่อทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยปัจจุบันมาจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราวร้อยละ 64 เชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ๆ อย่างน้ำมันและถ่านหินรวมกันว่าร้อยละ 20 ซึ่งจากวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนส่งผลทำให้ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนตัวในระดับสูง ทำให้ค่าไฟของไทยยังมีทิศทางขาขึ้น ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ จะทำให้ราคาพลังงานและค่าไฟของไทยถูกลง” นายวิศิษฐ์กล่าว

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3789 วันที่ 5 – 8 มิถุนายน 2565

Source : ฐานเศรษฐกิจ