กลุ่มไทยออยล์เตรียมส่งมอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาให้โรงพยาบาลแหลมฉบัง เพื่อนำผลประหยัดต่อยอดพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านกระแสไฟฟ้าให้โรงพยาบาลเป้าหมาย

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังการผลิต 80.24 กิโลวัตต์ ให้กับโรงพยาบาลแหลมฉบัง โดยโรงพยาบาลฯ สามารถนำผลประหยัดค่าไฟฟ้ามาดำเนินโครงการต่อยอดสร้างประโยชน์กับสังคม และเพิ่มความสามารถในการให้บริการทางการแพทย์ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ทั้งเป็นการส่งเสริมให้โรงพยาบาลใช้พลังงานทางเลือกช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

โดยผลประหยัดด้านกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากระบบโซล่าเซลล์ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้โรงพยาบาลประหยัดค่าไฟฟ้าประมาณ 4 แสนบาท สามารถนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษากายภาพบำบัดในโครงการธนาคารอุปกรณ์ทางการแพทย์และศูนย์ซ่อมบำรุงดัดแปลงอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์กลางในการดูแลผู้พิการในระดับอำเภอ ที่สามารถมาขอรับบริการ ยืมเปลี่ยนอะไหล่ หรือซ่อมบำรุงและจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับผู้พิการ เช่น เตียง รถเข็น อุปกรณ์ช่วยพยุง เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ เป็นต้น เพื่อให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถือเป็นการแบ่งเบาภาระด้านงบประมาณของทางโรงพยาบาลและเป็นการเพิ่มทางเลือกในการรักษาของคนไข้อีกด้วย

วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้แนวคิด “Sustainable Energy for Health Care”โดยการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ ซึ่งทางบริษัทฯได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงพยาบาลเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี โรงพยาบาลธัญญารักษ์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยตง จังหวัดนครศรีธรรมราช

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของบุคลากรมาบริหารจัดการในเรื่องเทคนิคการออกแบบและติดตั้ง รวมถึงเรื่องของระบบการตรวจสอบ ให้ตรงกับความต้องการของโรงพยาบาลสามารถลดค่าใช้จ่าย นำผลประหยัดจากค่าไฟฟ้ามาต่อยอดช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ได้รับโอกาสในการรักษา ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานทางเลือกช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย

นายแพทย์ราเมศร์ อำไพพิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแหลมฉบัง กล่าวว่า ไทยออยล์ได้จัดทำโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้ไทยออยล์ เพื่อดูแลสุขภาพอนามัย โครงการเวชศาสตร์ชุมชน และจัดสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินให้กับโรงพยาบาลแหลมฉบัง

ล่าสุดโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อนำผลประหยัดมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพของชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิต ช่วยเสริมงบประมาณที่โรงพยาบาล ได้รับในการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม ทำให้โรงพยาบาลสามารถขยายผลการดูแลคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระคนดูแลผู้ป่วย และทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวเองและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ถือว่าเป็นโครงการที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตัวอย่างคนไข้ที่ได้รับโอกาสจากโครงการนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะขาดโอกาสเข้าถึงการรักษาไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายและการเดินทาง เช่น รายนี้เป็นชายไทยอายุ 46 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการเวียนศีรษะ แขนขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง รักษาตัวในโรงพยาบาล 7 วัน แต่มีปัญหาการทรงตัวในท่ายืน ทางโรงพยาบาลจึงให้การรักษาด้วยการกายภาพบำบัด ซึ่งต้องทำต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยมีปัญหาในการเดินทางที่จะเข้ามารับการฝึกกายภาพบำบัดทางโรงพยาบาลจึงมอบอุปกรณ์ช่วยเดินเป็นไม้เท้า 4 ขา ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้ มาใช้เป็นอุปกรณ์ในการช่วยฝึกยืนและเดิน

หลังออกจากโรงพยาบาลได้ 1 เดือน แพทย์ประเมินแล้วอาการดีขึ้น สามารถยืนทรงตัวและเดินโดย ใช้อุปกรณ์เป็นไม้เท้า 4 ขาได้ดีขึ้น “ไม้เท้า 4 ขา ที่ได้รับมานี้มีประโยชน์อย่างมาก ช่วยฝึกทรงตัว ต้องขอบคุณโครงการนี้ที่ให้โอกาสเข้าถึงการรักษาทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น”

โครงการต่อยอดนำผลประหยัดจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาลแหลมฉบังในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นประโยชน์ทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งนี้ ยังเป็นการแบ่งเบาภาระด้านงบประมาณของทางโรงพยาบาลและเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ในการรักษาของคนไข้ได้ดีเพิ่มมากขึ้นด้วย

Source : MRGOnline

กฟผ. ร่วมมือ สวทช. ผลักดัน EV Ecosystem แบบครบวงจรในประเทศไทย อัพเกรดแล็บทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) กำลังสูง 150 kW ของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับผู้ประกอบการหัวชาร์จไฟฟ้าในไทย

วันที่ 7 กรกฎาคม 2565 นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการ Project Management Office การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายสาธิต ครองสัตย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ กฟผ. นางเกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้านกิจการพิเศษ และ ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) เปิดตัวศูนย์ทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้ากำลังสูงตามมาตรฐาน IEC 61851 ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

นายวฤต รัตนชื่น เปิดเผยว่า การร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดัน EV Ecosystem ในประเทศไทย โดยทั้งสองหน่วยงานภาครัฐที่มีเป้าหมายเดียวกันได้ร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าไทย ในการสร้างบรรทัดฐานด้านความปลอดภัยของระบบชาร์จสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยสารสาธารณะ ทั้งบนถนนและแม่น้ำให้ได้ระดับมาตรฐานสากล

สถานีชาร์จจัดเป็นองค์ประกอบหลักของ EV Ecosystem นอกจากต้องมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ปลอดภัย ครอบคลุมพื้นที่การเดินทางแล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ “มาตรฐาน” ของสถานีชาร์จที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ  ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าทั่วไป และยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง

“กฟผ. จึงได้ร่วมมือกับ สวทช. สร้างความมั่นใจ พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตหัวชาร์จไฟฟ้าในประเทศ โดยการพัฒนาแล็บทดสอบหัวชาร์จไฟฟ้า ที่มีมาตรฐานสากลรองรับ ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จากเดิมที่สามารถทดสอบได้เพียง 60 กิโลวัตต์ ขยายการทดสอบเพิ่มเป็น 150 กิโลวัตต์ เพื่อให้ผู้สนใจผลิตหัวชาร์จไฟฟ้าสามารถนำมาทดสอบเพื่อให้ได้มาตรฐาน

อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้การทดสอบเครื่องอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย โดยจะเปิดให้บริการทดสอบ 15 กรกฎาคม 2565 นี้ ศูนย์ทดสอบแห่งนี้จะมีประโยชน์ในวงกว้างต่อประเทศชาติ และเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมเครื่องอัดประจุไฟฟ้า ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป” นายวฤต ย้ำในตอนท้าย

ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ กล่าวเสริมว่า จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานในการผลิตยานยนต์แบบเดิมและยานยนต์ไฟฟ้าของโลกนั้น  หลายหน่วยงานได้ระดมสรรพกำลัง ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งการผลิตแบตเตอรี่ การประกอบยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และการนำยานยนต์ไฟฟ้าไปใช้ขนส่งในระบบสาธารณะ  PTEC เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการสร้างระบบนิเวศน์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) จึงได้ร่วมมือกันพัฒนาแล็บทดสอบดังกล่าวขึ้น

โดยเน้นไปที่การทดสอบหัวชาร์จไฟฟ้าแบบกระแสตรงขนาดใหญ่ 150 กิโลวัตต์ สำหรับการใช้งานของรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า หัวรถลากไฟฟ้า และเรือเฟอร์รี มุ่งหวังลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการในการส่งหัวชาร์จไปรับรองมาตรฐานที่ต่างประเทศ ลดต้นทุนในการผลิต ลดระยะเวลาในการพัฒนา ส่งผลให้ราคาของหัวชาร์จไฟฟ้าไม่สูงมาก สามารถแข่งขันในตลาดได้

นอกจากนี้ สวทช. โดย PTEC ยังให้บริการทดสอบชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานสากลอีกหลายชนิด ทั้งเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียม โมดูลแบตเตอรี่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แพ็กของยานยนต์ไฟฟ้า การทดสอบประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเบอร์ 5  การทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงการทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EV) สำหรับยานยนต์ทั้งคัน PTEC และ กฟผ. พร้อมสนับสนุน EV Ecosystem ของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนต่อไป

Source : ประชาชาติธุรกิจ

จากการพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้ปัจจุบันมีตัวเลือกมากมายให้กับสังคมและผู้บริโภคที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการจากช่องทางไหน ซึ่งแนวโน้นความต้องการในปัจจุบันเริ่มมีทิศทางชัดเจนมากขึ้นว่าต้องการที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมแต่ยังได้รับความสะดวกสบายอยู่ หลายสินค้าจึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ตอบโจทย์ด้านนี้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการคมนาคมที่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นจากเมื่อปีก่อนๆ ปี 2565 นี้ประเทศไทยเองก็มีความชัดเจนเพิ่มขึ้นจากมาตรการการส่งเสริมของรัฐ

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ร้อนแรงตลอดช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา รัฐบาลและภาคเอกชนต่างมุ่งวางมาตรการดูแลราคาพลังงานในประเทศ พร้อมเร่งขับเคลื่อนการลงทุนด้วยอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันให้ไทยในอนาคต

“นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT อัพเดตถึงแผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 ว่ายังคงเดินหน้าตามแผน 5 ปี (ปี 2573)

การดำเนินงานของ ปตท.ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ คาดว่ายอดขายจะปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ผ่านมา และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง และมีการเปิดประเทศทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น เบื้องต้นพบว่ายอดการใช้น้ำมันในปัจจุบันเริ่มกลับมาฟื้นตัวใกล้เคียงกับช่วงปี 2562 ที่เป็นสถานการณ์ปกติก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ลุยธุรกิจใหม่

ช่วงที่เหลือของปี 2565 กลุ่ม ปตท.ยังเดินหน้าขยายการลงทุนด้านพลังงานตามแผนลงทุน 5 ปี (ปี 2573) หรือพลังงานแห่งอนาคต future energy ไปสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำด้วยเม็ดเงินลงทุน 14,600 ล้านบาท ด้วยวิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังแห่งอนาคต” คือการมุ่งไปสู่ธุรกิจสีเขียว อย่างการลงทุนธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ครบทั้งแวลูเชน ทั้งการผลิตประกอบตัวรถ ผลิตชิ้นส่วนชิปอย่าง smart electronics และ semiconductor

ซึ่งปัจจุบันลงนามกับทางฟ็อกซ์คอนน์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (Foxconn Technology Group) เพื่อผลิตและประกอบรถ EV กำลังการผลิต 50,000 คัน ซึ่งจะใช้เวลา 2 ปี จะมีรถออกมาขายตามแผน ภายใต้งบฯลงทุน 1,000 ล้านเหรียญ ล่าสุดจากการหารือชัดเจนว่าจะจัดตั้งโรงงานในประเทศไทย ในนิคมอุตสาหกรรมแถบภาคตะวันออก (EEC) เฟส 2 ในปี 2573 อีก 150,000 คันต่อปี ส่วนลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการแพลตฟอร์มผลิตรถ EV นั้น เบื้องต้นมีผู้สนใจแล้ว 2-3 ราย

จากนั้นจะต่อยอดขยายการลงทุนไปสู่ชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ปัจจุบันมีปัญหาขาดแคลนอย่างหนัก และการลงทุนด้านแบตเตอรี่ EV มีโอกาสที่จะมองการลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่ในต่างประเทศ ล่าสุดได้หารือกับผู้ประกอบการรถบัส เพื่อสนับสนุนให้เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ EV โดย ปตท.จะสนับสนุนเรื่องของแบตเตอรี่ ส่วนสถานีชาร์จปีนี้จะมีครบ 450 แห่งทั่วประเทศ ที่ทาง OR จะเริ่มเก็บค่าบริการชาร์จในเดือน ส.ค.นี้

ขณะเดียวกัน ปตท.ยังมีแผนการลงทุนในพลังงานทดแทนเพื่อผลิตไฟฟ้าเป้าหมาย 12,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 400 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้ทำได้ 2,000 เมกะวัตต์แล้ว

ลดปล่อยคาร์บอน

“เมื่อถึงเป้าหมายสัดส่วน กำไรสุทธิ 30% ของ ปตท.จะเป็นพลังงานสีเขียว จากปัจจุบันที่มี 10% โดยบริษัทในกลุ่มจะดำเนินงานไปตามส่วนที่ตนถนัด เช่น ธุรกิจโรงกลั่นลงทุนเพิ่มพัฒนาตัวน้ำมันให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง EURO 5 ทางด้านธุรกิจปิโตรเคมี การนำเอาพลาสติกมาใช้อีกครั้ง หรือการเป็น Bio พลาสติกโดยใช้วัตถุดิบ (feedstock) จากผลิตภัณฑ์การเกษตร เพื่อให้เกิดการย่อยสลายได้”

เรื่องคาร์บอนต่ำ ปตท.ได้ประกาศแผนที่ทำได้จริงก่อนรัฐบาล หรือให้ได้ก่อนปี 2065 (ปี 2608) โดยนำวิธีการดักจับคาร์บอนที่ไม่เป็นประโยชน์มากักเก็บไว้ในพื้นที่อ่าวไทย ที่เคยสูบก๊าซออกมาแล้ว ซึ่งมีศักยภาพเก็บได้ถึง 40 ล้านตัน/ปี

ชูแนวคิดแก้วิกฤตพลังงาน

นายอรรถพลระบุว่า การแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่ผันผวนของประเทศไทย วิธีที่ดีที่สุด คือ การประหยัดพลังงาน เพราะเรื่องใหญ่ของพลังงานมันประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ 1.ความมั่นคงด้านพลังงาน ไทยไม่เคยขาดแคลน 2.ราคาพลังงาน ขึ้นลงตามตลาดโลก 3.สิ่งแวดล้อม ต้องไม่ให้เกิดผลกระทบ ซึ่งทั้งหมดต้องวางแผนให้เกิดสมดุลในทุกด้าน และต้องไม่ให้ถูกกระทบจากกติกากีดกันทางการค้าของโลก

ในส่วนของ ปตท.ได้เข้าช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนพลังงานให้ “กลุ่มเปราะบาง” นับตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการใช้ส่วนลดราคา NGV และ LPG รวมเป็นงบประมาณเกือบ 3,300 ล้านบาท และจะยังยืดอายุมาตรการช่วยเหลือตามนโยบายรัฐต่อไปอีก 3 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม เขาประเมินว่าราคาน้ำมันดิบปี 2566 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 100 เหรียญ/บาร์เรล หลังจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเดือนละ 6 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งถึงสิ้นปี 2565 จึงทำให้มีซัพพลายน้ำมันดิบป้อนเข้าสู่ตลาดอีก 3 ล้านบาร์เรล/วัน ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกไม่ได้เติบโตมากนัก

ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันยังไม่หวือหวา จึงน่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงได้ แม้ยังมีสงครามรัสเซีย-ยูเครนอยู่ก็ตาม ขณะที่ต้นทุนราคาพลังงานอื่น ๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็คาดว่าจะเริ่มทยอยอ่อนตัวลงตามทิศทางราคาน้ำมัน แต่ในส่วนของ LNG ราคาจะยังปรับขึ้น-ลงตามซีซั่น

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในช่วงที่เหลือของปี 2565 คาดว่าจะมีราคาเฉลี่ย 103-104 เหรียญ/บาร์เรล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้นทุนราคาขายปลีกพลังงานโดยรวมของไทยทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซ NGV และก๊าซ LPG ยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันประหยัดการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในช่วงที่ราคาแพง คือ แนวทางรับมือที่ดีที่สุด

Source : ประชาชาติธุรกิจ

ประชาชนคนไทยหัวจะปวด หลังสินค้าหลายประเภทพาเหรดขึ้นราคาแพงทั้งแผ่นดิน ร้องจ๊ากก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ขึ้นราคาอีกแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ปรับขึ้นอีก กก.ละ 1 บาท ทำให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กก. จะอยู่ที่ราคา 378 บาท/ถัง ปตท.ประเมินราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบปีนี้แตะ 103-104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านกระทรวงพาณิชย์จับเข่าคุยห้าง-ร้านสะดวกซื้อ ทุกรายยันยังไม่ปรับขึ้นราคาขาย ขณะที่กรมการค้าภายในยอมรับน้ำอัดลมเตรียมขึ้นราคา 1 ก.ค. แต่ในข่าวร้ายยังมีข่าวดี สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยืนยันไม่ขึ้นราคาข้าวสารถุงแต่จะจัดจุดจำหน่ายข้าวถุงราคาประหยัดทั่วประเทศร่วมกับกรมการค้าภายใน ขณะที่บุญรอดฯอั้นไม่ไหวแล้วขอปรับราคา “เบียร์ลีโอ” 1 บาท

คนไทยกระอักอีกหลังสินค้าทั้งเครื่องอุปโภค บริโภคแพงทั้งแผ่นดิน ทั้งนี้ ในวันที่ 1 ก.ค. ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) จะมีการปรับราคาขึ้นอีกกิโลกรัม (กก.) ละ 1 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กก. จะปรับขึ้นอีก 15 บาทไป อยู่ที่ราคา 378 บาท/ถัง ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน เพื่อลดภาระการจ่ายเงินชดเชยราคาแอลพีจีของกองทุนน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายรัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยรัฐบาลยังช่วยเหลือส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มแก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาท/คน/3 เดือน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-30 ก.ย.

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.กองทุนน้ำมันมีสถานภาพติดลบ 102,586 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 65,202 ล้านบาท เป็นบัญชีก๊าซหุงต้มติดลบ 37,384 ล้านบาท มีเงินฝากเป็นสภาพคล่องของกองทุนน้ำมัน 3,310 ล้านบาท ล่าสุด กองทุนน้ำมันจ่ายชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันอยู่ที่ 10.77 บาท/ลิตร เพื่อตรึงราคาไว้ที่ 34.94 บาท/ลิตร ไม่ให้เกินเพดานที่ 35 บาท/ลิตร จากราคาจริงจะอยู่ที่ 45.71 บาท/ลิตร

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ประเมินว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ 6 เดือนสุดท้ายของปีนี้จะทรงตัวในระดับสูงที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลบวกลบ หรือมีราคาเฉลี่ยทั้งปีนี้ อยู่ที่ 103-104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้นทุนราคาขายปลีกพลังงานโดยรวมของประเทศไทยทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เอ็นจีวี และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น แนวทางรับมือกับปัญหาดังกล่าว คือ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันประหยัดการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในช่วงที่ราคาแพง ขณะที่ทุกธุรกิจในกลุ่ม ปตท.ทำประกันความเสี่ยงราคา สินค้าเพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาไว้รองรับแล้ว

“ส่วนตัวมองว่า ราคาน้ำมันดิบในปี 2566 จะอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากไม่มีสถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเพิ่มเติม เช่น ปัญหาสู้รบระหว่างประเทศมหาอำนาจ การคว่ำบาตรรัสเซียที่ไม่รุนแรงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในปีหน้า เนื่องจากคาดว่าจะมีซับผลผลิตน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น หลังกลุ่มประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) เตรียมปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเดือนละ 600,000 บาร์เรลต่อวัน ปลายปีนี้จะมีการผลิตน้ำมันดิบป้อนเข้าตลาดโลกอีก 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกไม่ได้เติบโตมากนัก ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันยังไม่หวือหวา จึงน่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงได้” นายอรรถพลกล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวอีกว่าสำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานของ ปตท.ไตรมาส 2 คาดว่ายอดขายจะปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ผ่านมาและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นและโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งมีการเปิดประเทศทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น จึงส่งผลให้รายได้ของกลุ่ม ปตท.ปรับสูงขึ้น 5 เดือนสุดท้ายของปีนี้ กลุ่ม ปตท.ยังจะเดินหน้าขยายการลงทุนด้านพลังงานตามแผนลงทุน 5 ปี เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ต้องวางแผนการลงทุนระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต แต่การลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่เทรนด์ของอนาคตกลุ่ม ปตท.ก็จะไม่ลงทุนเพิ่มเติม เช่น ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น ทั้งนี้ 6 เดือนแรกของปีนี้ ปตท.ได้เข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนราคาพลังงานให้กับกลุ่มเปราะบางทั้งการใช้ส่วนลดราคาเอ็นจีวีและแอลพีจี รวมวงเงิน 3,300 ล้านบาทและจะยังยืดอายุมาตรการช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลต่อไปอีก 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.) เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง

ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. กรมได้ประชุมกับห้างค้าส่งค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ เช่น แม็คโคร บิ๊กซี โลตัส ท็อปส์ ฟู้ดแลนด์ เซเว่น-อีเลฟเว่น ลอว์สัน ซีเจ เอ็กซ์เพรส แมกซ์ แวลู ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า พบว่าภายหลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว ทำให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 10-20% โดยในแหล่งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือมีนักท่องเที่ยวพักอาศัยจะมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40-50%

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ ทุกห้างยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงนี้และยินดีจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์จัดโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและกรมยังได้ขอความร่วมมือตรึงอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ ในช่วงนี้ สำหรับราคาจำหน่ายปลีกจะต้องไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค โดยให้ปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน ส่วนกรณีข้าวสารบรรจุถุงที่มีกระแสข่าวว่าจะปรับขึ้นราคาก่อนหน้านี้ กรมได้ประชุมกับสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกฝ่ายยืนยันว่าจะไม่ปรับขึ้นราคา ทั้งในส่วนผู้ประกอบการข้าวถุงและโรงสี ในฐานะผู้แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร นอกจากนี้จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายหมุนเวียนแต่ละยี่ห้ออย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งจะจัดให้มีจุดจำหน่ายข้าวถุงราคาประหยัดทั่วประเทศร่วมกับกรมการค้าภายในอีกด้วย

“กรณีที่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือจำหน่ายแพงเกินสมควร จะมีโทษตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท หากพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าว สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดจะสั่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ หากพบผิดจะดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด” นายวัฒนศักย์กล่าว

ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงข่าวที่น้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เตรียมปรับขึ้นราคาขายตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ว่า ที่ผ่านมาได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการน้ำอัดลมตรึงราคามาตั้งแต่ต้นปีและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่เดือนที่แล้วได้รับแจ้งจากผู้ผลิตบางรายว่ามีภาระต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาก เช่น ค่าบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะกระป๋องอะลูมิเนียม ค่าขนส่งและโลจิสติสก์ ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้ายิ่งสูงขึ้นมาก ทำให้มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาขายสินค้า จึงได้เชิญผู้ผลิตน้ำอัดลมมาหารือเพื่อติดตามสถานการณ์และขอความร่วมมือชะลอการปรับราคา แต่บางรายได้ชี้แจงความจำเป็นในการปรับราคาด้วยเหตุผลด้านต้นทุนดังกล่าว กรมรับทราบและขอความร่วมมือให้ปรับขึ้นราคาแบบให้มีผลกระทบต่อผู้บริโภคน้อยที่สุด ขณะที่รายใดที่สามารถบริหารต้นทุนได้ขอความร่วมมือให้ตรึงราคา ต่อไป

“แม้น้ำอัดลม เครื่องดื่มต่างๆ ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม แต่เป็นสินค้าที่ประชาชนส่วนหนึ่งนิยมบริโภค กรมจึงได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะปรับราคา โดยหลักแล้วกรมจะเน้นเข้าไปกำกับดูแลสินค้าที่จำเป็นในการครองชีพของประชาชนมากกว่า ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป มีการแจ้งขอปรับราคามาที่กรมบ้าง แต่ยังไม่มีการอนุญาตให้ปรับขึ้นราคาและขอความร่วมมือให้ตรึงราคาต่อไปก่อน” ร้อยตรีจักรากล่าว

ส่วนนายภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เบียร์ลีโอ ถือเป็นเบียร์ยอดนิยมที่มีการปรับราคาช้าที่สุดในตลาดที่ผ่านมาบริษัทบุญรอดฯ มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะยืนยันนโยบายการตรึงราคาสินค้า “เบียร์ลีโอ” โดยไม่มีการปรับขึ้นราคา หรือปรับลดปริมาณสินค้า ทุกขนาดบรรจุ มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ขณะที่ต้นทุนการผลิตสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงานและวัตถุดิบ โดยการตรึงราคาเพื่อลดผลกระทบของผู้บริโภคในสถานการณ์ดังกล่าว

นายภูริตกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เบียร์ลีโอจะมีการปรับขึ้นราคาขายปลีกและขายส่งดังนี้ ขวดใหญ่ (620ml) ปรับขึ้น 12 บาทต่อลัง หรือเท่ากับปรับขึ้น 1 บาทต่อขวด ขวดเล็ก (320ml) ปรับขึ้น 18 บาทต่อลัง หรือเฉลี่ยขวดละ 0.75 บาท กระป๋องยาว (490ml) ปรับขึ้น 11 บาทต่อลัง หรือ 0.90 บาทต่อกระป๋อง กระป๋องสั้น (320ml) ปรับขึ้น 18 บาทต่อลัง หรือกระป๋องละ 0.75 บาท บริษัทขอยืนยันว่าไม่มีนโยบายในการปรับลดปริมาณสินค้าอย่างแน่นอน สำหรับราคาขายปลีกเบียร์ลีโอจะเพิ่มขึ้นลังละ 12 บาท และถาดละ 18 บาท ทำให้ราคาเบียร์ลีโอขวดใหญ่ราคาขายส่งจะอยู่ที่ 616 บาทต่อลัง ขายปลีก 626 บาทต่อลัง และ 59 บาทต่อขวด ส่วนกระป๋องเล็กขายส่งอยู่ที่ 750 บาทต่อถาด ขายปลีก 762 บาทต่อถาด และ 39 บาทต่อกระป๋อง

Source : ไทยรัฐ