News & Update

คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

แนวความคิดเรื่อง ESG ในวันนี้ มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ)

เพราะเป็นหลักประกันของการประกอบกิจการที่มีความยั่งยืน อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการที่คำนึงถึงการเติบโตของผลกำไร ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล 

ตัวอย่างของวิธีดำเนินการ ESG ได้แก่

  1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  2. หลีกเลี่ยงการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากฟอสซิล
  3. หันมาใช้พลังงานทดแทนที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์
  4. เลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เพื่อลดจำนวนขยะ
  5. สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงชุมชนและเกษตรกร เช่น การจ้างงาน, การฝึกอาชีพ, Contract Farming เป็นต้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขป้องกันและอนุรักษ์ไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี

วิธีการดังกล่าว ก็เป็นหลักการสำคัญของแนวความคิดเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” ในระดับสากลด้วย

คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2545 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันใน “พิธีสารเกียวโต” โดยอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ถูกบังคับให้มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สามารถร่วมดำเนินโครงการได้ในฐานะผู้ผลิตคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินโครงการ

ข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต ยังได้กำหนดกลไกต่างๆ ให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

ต่อมาในปี 2550 คณะรัฐมนตรีได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้จัดตั้ง “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” หรือ “อบก.” (Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization : TGO) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการวิเคราะห์ กลั่นกรอง และทำความเห็นเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด

รวมทั้งติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับคำรับรอง ส่งเสริมการพัฒนาโครงการ และการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนเครดิต) ที่ได้รับการรับรอง ตลอดจนเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ

คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

ทุกวันนี้ ประเทศที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ได้แก่ ประเทศที่มีภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และมีประชากรจำนวนมหาศาล 5 อันดับแรก

ได้แก่ จีน สหรัฐ อินเดีย รัสเซีย และญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลก ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ราว 256 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเป็น 1% ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลกที่ถูกปล่อยออกมา

หนึ่งในกลไกเพื่อลดภาวะโลกร้อนก็คือ การซื้อขายมลพิษหรือคาร์บอนเครดิตกับประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถลดก๊าซที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกลงตามที่กำหนดไว้ได้

คาร์บอนเครดิต” หมายถึง สิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการที่บุคคลหรือองค์กรได้ดำเนินโครงการหรือมาตรการที่มีเป้าหมาย

เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณและสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้

พูดง่ายๆ ว่า ก๊าซต่างๆ ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก (จำนวนคาร์บอน) ที่แต่ละองค์กรสามารถลดได้ต่อปี คือหากปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์ ส่วนนั้นก็จะถูกตีราคาเป็นตัวเงิน ก่อนที่จะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นได้

ตลาดคาร์บอนเครดิต” จึงเป็นตัวกลางที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมโดยการนำสินค้าที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน

อันจะทำให้เครื่องมือทางการตลาด (Market Mechanism) สำหรับการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมสามารถบรรลุผลได้จริง

ตลาดคาร์บอนเครดิตจะเป็นจุดนัดพบระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ลงทุนหรือบุคคลอื่นๆ ที่มีเป้าหมายตรงกันด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม

คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

ตลาดคาร์บอน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

  • (1) ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (มีผลผูกพันและบังคับตามกฎหมาย)
  • (2) ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (เกิดจากความร่วมมือกันเองของผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ เพื่อซื้อขายกันตามสมัครใจ)

ปัจจุบัน มีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีการขายคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอนเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 อยู่ในรูปแบบของตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ

ภายใต้ อบก. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction : T-VER) แต่ปัจจุบันการขายคาร์บอนเครดิตก็ยังเกิดขึ้นไม่มาก

แม้ตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของไทยจะดูไม่สูงมากนัก และมีมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากมาย

แต่ตัวเลขการปล่อยมลพิษ (Emissions) ในไทยก็ยังเพิ่มสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก

แต่ผลจากการประชุมระดับโลกในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ COP26 (พ.ศ.2564) และ COP27 (พ.ศ.2565) ยิ่งจะทำให้เรื่องของ “คาร์บอนเครดิต” มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและชาวโลกมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เราจะต้องศึกษาและเรียนรู้เรื่องนี้กันอย่างจริงจังมากขึ้น ครับผม!

Source : กรุงเทพธุรกิจ

500 องค์กร ลดคาร์บอน ขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียน

RE 100 Thailand Club ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแกนนำในการผลักดันการลดคาร์บอนของภาคเอกชน ซึ่งมีเป้าหมายร่วมขับเคลื่อนแผนพลังงานชาติไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality โดยมีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

สหภาพยุโรปยืนยันกฎใหม่ ห้ามขายรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน เริ่มปี 2035

คณะกรรมาธิการด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรป ยังคงยืนกรานจะออกกฎห้ามขายรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน แม้ผู้ผลิตรถยนต์จะโต้แย้งก็ตาม คณะกรรมาธิการด้านสภาพอากาศยืนยันแผนของสหภาพยุโรป ที่จะ 'ยุติการขายรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์' ภายในปี 2035 ซึ่งจะมีผลทำให้เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินรุ่นใหม่ๆ ผิดกฎหมาย…

พลังงาน เปิดตัว “ชุดนักเรียนเบอร์ 5” รับเทอมใหม่แบบรักษ์โลก ใส่สบายไม่ต้องรีด

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5…