กระทรวงพลังงานจับมือแกท อินเตอร์เนชั่นแนลฯ ประกาศความพร้อมจัดงาน SETA 2023 และ Solar+Storage Asia 2023 เปิดเวทีต้อนรับผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมพลังงานและผู้บริหารแถวหน้าวงการเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก ผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน คาดผู้บริหารระดับซีอีโอในแวดวงพลังงานกว่า 1,000 คน เข้าร่วมงาน เปิดโอกาสในการขยายเครือข่ายธุรกิจและการเจรจาธุรกิจ ตอบรับการเปิดประเทศรองรับการลงทุน หวังสร้างเม็ดเงินจากการลงทุนทั่วโลก โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคมนี้ ณ เซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม, กระทรวงดิจิทัล,กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (METI) ร่วมกับบริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะจัดงานฟอรั่มงานประชุมระดับผู้นำแห่งเอเชียทางด้านพลังงาน “งานพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย” หรือ Sustainable Energy Technology Asia-SETA 2023 และ “งานเทคโนโลยีด้านพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บประจุของเอเชีย” หรือ Solar+Storage Asia-SSA 2022 ภายใต้แนวคิด “Driving Asia’s Energy Transition Pathways to Carbon Neutrality” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065

โดยงานในปีนี้จะปรับรูปแบบมาเป็นการเปิดเวทีการประชุม Executive Asian Energy Leadership Forum ให้กับผู้บริหารระดับซีอีโของบริษัทผู้ลงทุนด้านพลังงาน รัฐวิสาหกิจด้านกระแสไฟฟ้า บริษัทรับเหมาสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่(EPC) กว่า 1,000 คนที่จะมาเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์และแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออุตสาหกรรมพลังงาน อีกทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการต่อเชื่อมและขยายเครือข่ายธุรกิจและการเจรจาธุรกิจ เพิ่มโอกาสการลงทุนและเพิ่มเม็ดเงินในการลงทุน ตอบรับการเปิดประเทศหลังคลายความกังวลต่อสถานการณ์โควิด-19 ลงแล้ว โดยผู้บริหารระดับสูงด้านพลังงานที่คาดว่าจะเข้าร่วมงาน อาทิ รัฐมนตรีจากการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น และรัฐมนตรีด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติของชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และสปป.ลาว เป็นต้น

โดยคาดว่าจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการแสดงทัศนะของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติจากภาครัฐและเอกชนในประเด็นต่างๆ เช่น นโยบายการลดคาร์บอน โอกาสและความท้าทายในตลาดการค้าคาร์บอน การสร้างความสัมพันธ์ด้านการค้าคาร์บอนระยะยาว การลดผลกระทบจากสึนามิคาร์บอนในแง่ของกลยุทธ์การดักจับ การใช้และกักเก็บคาร์บอน ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายอาเซียนเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนและอนาคตที่ยั่งยืน รวมถึงทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน (solar and energy storage) ที่กำลังเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็ว

นอกจากนั้น ยังมีการประชุมสัมมนาทางวิชาการอีกหลากหลาย ซึ่งปีนี้ได้เชิญวิทยากรที่เป็นกูรูแถวหน้าของวงการพลังงานทั่วโลกกว่า 100 คน มาโชว์วิสัยทัศน์ พร้อมตีแผ่ข้อมูลเชิงลึกครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ เพื่อให้ผู้ร่วมงานเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายด้านความยั่งยืน อาทิการประชุมด้านพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บ (Solar+ Storage Forum) ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและผู้นำวงการมาให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมชี้เทรนด์ในตลาดไทยและอาเซียน การประชุมผู้นำระดับสูงด้านพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen, Ammonia and downstream options Forum) ร่วมจัดโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย เจาะลึกบทบาทการใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนและแอมโมเนียในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานยั่งยืน การประชุมยานยนต์ (Mobility Forum) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ อัปเดตเทรนด์ล่าสุดด้านพัฒนาการและการใช้โซลูชันยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟฟ้า การเชื่อมโยงยานยนต์ไฟฟ้ากับโครงข่ายไฟฟ้า ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และโชลูชันยานยนต์รูปแบบอื่นๆ เพื่อความยั่งยืนในอนาคต การประชุมเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง (Advanced Energy Technology & Digital Power Forum) ร่วมจัดโดยบริษัทเทคโนโลยีและสถาบันพลังงานชั้นนำของโลก เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะการใช้เทคโนโลยีพลังงานขั้นสูงเพื่อสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

การประชุมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Forum) เวทีสำคัญของเอเชีย ที่บรรดาผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกจะร่วมอภิปรายหลักการและแนวปฏิบัติของเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ยั่งยืน

พิธีมอบรางวัล Power & Energy Award 2023 รางวัลระดับนานาชาติเพื่อยกย่องความสำเร็จของบุคคลและธุรกิจที่ผลักดันนวัตกรรมภาคพลังงานและไฟฟ้า เช่น ระบบผลิตไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการปฏิรูปพลังงาน โดยแบ่งรางวัลเป็น 7 ประเภท ได้แก่

  1. นวัตกรรม (Innovation)
  2. โครงข่ายสายส่งและกระจายไฟฟ้า (The Transmission & Distribution Networks)
  3. โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดแห่งปี (The Clean Power Plant of the Year)
  4. การปฏิรูปพลังงาน (The Energy Revolution)
  5. สมาร์ทกริด (The Smart Grid)
  6. ผู้บริหารหญิงและผู้บริหารชายแห่งปี (The Female and Male Executive of the Year) จำนวน 2 รางวัล

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานจะมีโอกาสร่วมทำจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ภายในงาน เพื่อขยายเครือข่ายทางธุรกิจ พร้อมรับทราบและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านพลังงานกับวิทยากรและผู้ร่วมงานทั้งจากภาครัฐทั่วโลก เช่น ผู้บริหารจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) องค์กรพลังงานโล(World Energy Council) ธนาคารโลก (World Bank) กลุ่ม ปตท. (PTT Group) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การไฟฟ้านครหลวง (MEA)  การไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB) สำนักงานพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติของจีน (ENEAC) การไฟฟ้าอินโดนีเซีย การไฟฟ้าสิงคโปร์  ศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และผู้บริหารบริษัทเอกชนชั้นนำ เช่น ,JERA, TEPCO, Mitsubishi Power, Saudi Aramco เป็นต้น  

นอกจากนี้ จะมีการจัดงาน Thailand- Korea Energy Week ซึ่งจัดขึ้นคู่ขนานกับ SETA 2023 และ Solar+Storage Asia 2023  เพื่อเปิดโอกาสการเจรจาและจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการด้านพลังงานจากเกาหลีใต้อีกด้วย  ไม่พลาดโอกาสเชื่อมต่อทางธุรกิจและความร่วมมือกับผู้นำด้านพลังงาน…สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/SETA-2023-SSA-2023 และดูรายละเอียดการจัดงานเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ www.SETAasia.com และ www.SolarStorageAsia.com

เกี่ยวกับ SETA

SETA (Sustainable Energy Technology Asia) ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานในเอเชีย และกระทรวงพลังงานของประเทศไทย ให้เป็นเวทีรับฟังมุมมองและเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วนพลังงานในระดับสากุลและภูมิภาค ในประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่การกำหนดนโยบายพลังงานจนถึงการใช้พลังงาน เพื่อนำมุมมองเชิงลึกในประเด็นเหล่านั้นมานำเสนอและอภิปราย ถือเป็นงานด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและเป็นจุดเชื่อมต่อผู้คนในอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังบุกเบิกการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานสู่อนาคต   

เกี่ยวกับ Storage Asia

Solar+Storage Asia หรือ SSA เป็นแพลตฟอร์มการจัดงานที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงความต้องการด้านพลังงาน โดยจะมีการเปิดแสดงนิทรรศการด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นต่างๆ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหม่และใหญ่ที่สุดในเอเซีย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่

Lili Geng
Project Manager
Email: Lili@gat.co.th

Jennarong Khwanpipat 
PR & Marketing Executive Officer
Email: pr@gat.co.th
โทร +66 95 064 1488

เปิดแนวคิดเบื้องหลัง “เบียร์น้ำทิ้ง” ปลุกจิตสำนึกรักษ์โลก จากกลุ่มผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่ได้ทุนจาก “บิล เกตส์” หวังรับมือปัญหาขาดแคลนน้ำในสหรัฐซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าภาวะขาดแคลนน้ำจะเกิดขึ้นในสหรัฐอย่างเร็วที่สุดในปี 2567 ผู้ประกอบการบางส่วนก็พยายามออกผลิตภัณฑ์เบียร์แนวรักษ์โลกที่รีไซเคิลจาก “น้ำทิ้ง” ในครัวเรือน และอาจจะได้วางจำหน่ายตามร้านค้าทั่วประเทศในไม่ช้าก็เร็ว

ตัวอย่างเช่น “Epic OneWater Brew” เบียร์กระป๋องสไตล์คอลช์ (Kölsch) ที่ผลิตจากน้ำฝักบัว น้ำซักผ้า และน้ำก๊อกใช้แล้ว ซึ่งผ่านการกรองให้บริสุทธิ์เพื่อให้สามารถดื่มได้

  • ได้ทุนสนับสนุนจากมูลนิธิเกตส์

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นไอเดียของ “Epic Cleantec” บริษัทเทคโนโลยีการรียูสน้ำในนครซานฟรานซิสโก ซึ่งแจ้งเกิดจากโครงการ “Reinvent the Toilet Challenge” ของมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์

รู้จัก 'เบียร์รักษ์โลก' แนวใหม่ รีไซเคิล 'น้ำทิ้ง' ให้ดื่มได้
– หน้าตาเบียร์กระป๋อง Epic OneWater Brew ที่ทำจากน้ำทิ้งรีไซเคิล (เครดิตภาพ: sfgate) –

อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวเน้นสร้างระบบรียูสและบำบัดน้ำที่ใช้แล้วเป็นหลัก ไม่ใช่การผลิตเบียร์ โดยผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท 4 คน ได้แก่ ไอแลน เลวี, โอเด็ด ฮัลเพอริน และคู่พ่อลูก อิกอร์และแอรอน ทาร์ทาคอฟสกี ได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิเกตส์เมื่อปี 2555 ก่อนจะเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการในปี 2558

ทั้งนี้ Epic Cleantec ไม่สามารถจำหน่ายเบียร์ของตนที่ผลิตร่วมกับพันธมิตรอย่างบริษัท Devil’s Canyon Brewing เนื่องจากสหรัฐมีกฎหมายที่เข้มงวดทั้งระดับรัฐและรัฐบาลกลางที่บังคับใช้ทั่วประเทศ

รู้จัก 'เบียร์รักษ์โลก' แนวใหม่ รีไซเคิล 'น้ำทิ้ง' ให้ดื่มได้
– แอรอน ทาร์ทาคอฟสกี ผู้ร่วมก่อตั้ง Epic Cleantec (เครดิตภาพ: sfgate) –

อย่างไรก็ดี แอรอน ทาร์ทาคอฟสกี เปิดเผยว่า บริษัทสามารถแจกจ่ายเบียร์ให้ประชาชนฟรี เพื่อขยายความตระหนักรู้และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์มากนักของการรียูสน้ำทิ้ง

“น้ำอยู่ทั่วทุกหนแห่งในวงจรชีวิตของเรา ทั้งช่วยหล่อเลี้ยงอาหารที่เรากิน ใช้อาบน้ำ ทำอาหาร และทำความสะอาด แต่เรากลับรู้จักวัฏจักรของน้ำน้อยมาก ทั้งขั้นตอนกว่าจะเป็นน้ำประปาให้เราใช้ และน้ำที่ใช้แล้วไปไหนต่อ” ทาร์ทาคอฟสกีกล่าว

ทาร์ทาคอฟสกีเสริมว่า บริษัทของเขาพยายามที่จะขยายความเรื่องราวของน้ำด้วยวิธีที่แตกต่าง และในกรณีนี้ บริษัทใช้ “เบียร์” เป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องน้ำ

  • จากน้ำฝักบัวสู่เบียร์กระป๋องดื่มได้

“การดื่มเครื่องดื่มที่ทำจากน้ำฝักบัวรีไซเคิลอาจฟังดูไม่น่าอภิรมย์นัก แต่ปลอดภัยแน่นอน แค่ทำให้มั่นใจด้วยวิทยาศาสตร์” ทาร์ทาคอฟสกีระบุ

รู้จัก 'เบียร์รักษ์โลก' แนวใหม่ รีไซเคิล 'น้ำทิ้ง' ให้ดื่มได้
– โรงผลิตเบียร์ของ Devil’s Canyon Brewing ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ Epic Cleantec (เครดิตภาพ: Epic Cleantec) –

ในขั้นตอนกักเก็บน้ำ Epic Cleantec จะใช้น้ำทิ้งจากอพาร์ตเมนต์ 40 ชั้นแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก ผ่านระบบกรองโดยใช้เยื่อบางแบบอัลตราฟิลเตรชัน (UF) ซึ่งแต่ละชั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 0.001% ของเส้นผมมนุษย์

นอกจากนี้ เยื่อแต่ละชั้นยังทำหน้าที่กรองสิ่งเจือปนออกจากน้ำ ซึ่งจากนั้นจะถูกนำไปฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตราไวโอเลต

“เราเลียนแบบระบบชีววิทยาที่เกิดขึ้นในท้องมนุษย์” ทาร์ทาคอฟสกีกล่าว และว่า ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย (end product) จะถูกนำไปทดสอบในห้องแล็บของบริษัทอีกแห่งหนึ่ง เพื่อให้ตรงตามมาตรฐานหรือบางครั้งก็เกินมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มที่รัฐบาลกลางกำหนด

  • มั่นใจมีกฎหมายรับรองในไม่ช้า

ปัจจุบัน เครื่องดื่มจากน้ำทิ้งที่ผ่านการรีไซเคิล ยังไม่สามารถจำหน่ายต่อสาธารณชนในสหรัฐได้ แต่ทาร์ทาคอฟสกีบอกว่า ข้อจำกัดดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงในอีกไม่นานนี้

รู้จัก 'เบียร์รักษ์โลก' แนวใหม่ รีไซเคิล 'น้ำทิ้ง' ให้ดื่มได้
– ผลิตภัณฑ์เบียร์กระป๋อง Epic OneWater Brew (เครดิตภาพ: Epic Cleantec) –

ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โคโลราโด และฟลอริดา ต่างกำลังร่างกฎเกณฑ์เพื่อทำให้น้ำทิ้งที่ผ่านการรีไซเคิลเข้าสู่ระบบน้ำที่สามารถดื่มได้ ขณะที่ในรัฐเทกซัสและแอริโซนา ได้ออกกฎหมายรับรองให้ใช้น้ำทิ้งรีไซเคิลเป็นน้ำก๊อกที่ดื่มได้ในที่สาธารณะแล้ว

อย่างไรก็ตาม การสร้างความมั่นใจให้กับบรรดาผู้ออกกฎหมายว่า “น้ำทิ้งรีไซเคิล” ปลอดภัยเพียงพอที่จะจำหน่ายเชิงพาณิชย์นั้น อาจต้องใช้เวลาอีกพอสมควร

“ประเด็นการใช้น้ำทิ้งรีไซเคิลเพื่อดื่มนั้น ประสบความสำเร็จในระดับท้องถิ่นแล้ว เราเชื่อว่ามีการเตรียมออกกฎหมายที่จะรับรองให้น้ำทิ้งรีไซเคิลกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า” ทาร์ทาคอฟสกีกล่าวอย่างมั่นใจ

————-

อ้างอิง: CNBC

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงพลังงาน คาดสิ้นปี 2566 มีผลชัดเจนว่าประชาชนจะเลือกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือ แก๊สโซฮอล์ 95 เป็นน้ำมันพื้นฐานกลุ่มเบนซินของประเทศ จากนั้นมีเวลา 9 เดือนเริ่มดำเนินการลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายในปั๊มลง พร้อมขีดเส้นตายยกเลิกชดเชยราคาแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลทุกชนิดภายใน 24 ก.ย. 2567 แต่กฎหมายยังเปิดช่องให้เสนอ ครม. ขอขยายเวลาไปได้อีก 2 ปี หากดำเนินการไม่ทัน โดยขึ้นกับรัฐบาลใหม่จะตัดสินใจ ด้านสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ยังคงเดินหน้าเป้าหมายถ่างราคาแก๊สโซฮอล์ E20 ให้ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง 3 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันต่างกันอยู่ 2.31 บาทต่อลิตร หวังประชาชนเลือกใช้ แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นหลัก  

กระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2566 นี้ จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับแผนปรับลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันลง โดยจะเหลือเพียงน้ำมันพื้นฐานสำหรับดีเซลและเบนซินอย่างละ 1 ชนิด ส่วนน้ำมันชนิดอื่นจะเป็นเพียงน้ำมันทางเลือกเท่านั้น ซึ่งแต่ละปั๊มจะต้องมีน้ำมันพื้นฐานดีเซลและเบนซินจำหน่ายตามที่กระทรวงพลังงานกำหนดไว้ ส่วนน้ำมันทางเลือกจะมีจำหน่ายหรือไม่ก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง(Oil Plan) ที่กรมธุรกิจพลังงานอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลในขณะนี้

เบื้องต้นกระทรวงพลังงานกำลังเตรียมจะเปิดรับฟังความเห็นประชาชนต่อแผน Oil Plan ดังกล่าว โดยสาระสำคัญอยู่ที่การพิจารณาเลือกชนิดน้ำมันพื้นฐานของกลุ่มเบนซินไว้เพียงชนิดเดียว ระหว่างแก๊สโซฮอล์ E20 หรือ แก๊สโซฮอล์ 95 ส่วนดีเซลจะไปพิจารณาในด้านการกำหนดสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในน้ำมันดีเซลทุกลิตรแทน

โดยปลายปี 2566 นี้จะมีความชัดเจนว่าจเลือกน้ำมันใดเป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศ และจากนั้นกระทรวงพลังงานมีเวลา 9 เดือน เพื่อดำเนินการลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันลง และให้เสร็จก่อนวันที่ 24 ก.ย. 2567 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่กฎหมายกำหนดให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องดำเนินการยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมจากพืชพลังงาน ทั้งกลุ่มแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล 

อย่างไรก็ตามขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังพยายามสร้างส่วนต่างราคาระหว่าง แก๊สโซฮอล์ E20 ให้มีราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ประมาณ 3 บาทต่อลิตร เพื่อผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้ แก๊สโซฮอล์ E20ให้มากที่สุด โดย ณ วันที่ 15 มิ.ย. 2566 ราคาแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 35.25 บาทต่อลิตร ซึ่งราคาต่างกันอยู่ 2.31 บาทต่อลิตร โดยกองทุนน้ำมันฯ ยังสร้างส่วนต่างราคาไปไม่ถึง 3 บาทต่อลิตร เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ ยังประสบปัญหาสภาพคล่องบัญชีกองทุนฯ ติดลบถึง 63,376 ล้านบาท

ทั้งนี้หากในอนาคตประชาชนตัดสินใจที่จะเลือกใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เป็นน้ำมันพื้นฐานแทน แก๊สโซฮอล์ E20 เมื่อถึงเวลานั้น ทางกองทุนฯ ก็พร้อมจะปรับทิศทางกระชากราคาให้คนส่วนใหญ่หันกลับมาใช้ แก๊สโซฮอล์ 95 ให้มากที่สุดแทน เพื่อให้แผนการปรับลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายในประเทศประสบความสำเร็จ และเป็นไปตามกฎหมายยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพในที่สุด

อย่างไรก็ตามหากเงื่อนเวลาที่ได้กำหนดไว้ ไม่สามารถยกเลิกการชดเชยราคาแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลได้ทัน ทางสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.) จะต้องทำเรื่องขออนุมัติขยายเวลาออกไปอีก 2 ปี หรือภายใน 24 ก.ย. 2569 ต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาอนุมัติต่อไป 

แต่การขออนุมัติขยายเวลาดังกล่าวจะเป็นครั้งสุดท้าย เนื่องจากตามกฎหมายกำหนดให้ยกเลิกการชดเชยราคามาตั้งแต่ 24 ก.ย. 2565 แต่ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดให้สามารถขอขยายเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 2 ปี โดยที่ผ่านมา สกนช. ได้ขอขยายเวลามา 1 ครั้งแล้ว โดย ครม.อนุมัติให้ขยายเวลาการยกเลิกชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพได้ถึงวันที่ 24 ก.ย. 2567 นี้  

ดังนั้นปัจจุบัน สกนช. ยังยืนยันว่า ภายในวันที่ 24 ก.ย. 2567 จะเป็นวันสุดท้ายของการชดเชยราคาแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล จากนั้นจะต้องยกเลิกการชดเชยราคาทั้งหมด และราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนจะมีการขอต่ออายุไปอีก 2 ปี เพื่อชะลอการยกเลิกชดเชยราคาหรือไม่นั้น ต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณาต่อไป

Source : Energy News Center

ตอนนี้ได้มีการยกระดับเตือนภัย เอลนีโญ เพิ่มเป็น El Niño Advisory ความน่าจะเป็นที่จะเกิดเอลนีโญทะลุ 90% ส่งผลลากยาวถึงอย่างน้อย มี.ค. 2567 สัญญาณชัด ต.ค. ลากยาวถึงอย่างน้อย มี.ค. 2567 ส่งผลไทยอากาศร้อนและแล้งกว่าปกติ

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Witsanu Attavanich เกี่ยวกับสถานการณ์เอลนีโญ ซึ่งตอนนี้ได้ยกระดับเป็น El Niño Advisory แล้ว

ยกระดับเตือนภัย ‘เอลนีโญ’ สัญญาณชัด ต.ค. ถึง มี.ค 67 ส่งผลไทยร้อน แล้งกว่าปกติ

“มีการยกระดับเตือนภัยเอลนีโญเพิ่มเป็น El Niño Advisory!! ความน่าจะเป็นที่จะเกิดเอลนีโญทะลุ 90% ลากยาวถึงอย่างน้อย มี.ค. 67 ความน่าจะเป็นที่จะเกิดเอลนีโญในระดับรุนแรงเพิ่มขึ้นจากการพยากรณ์เดือนที่ผ่านมา โดย 2 ดัชนี (ONI index และ IOD) ชี้สอดคล้องกันว่าเอลนีโญจะเกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอน เตรียมรับมือสภาพอากาศที่มีแนวโน้มร้อนและแล้งกว่าปกติซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยสัญญาณจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่ ต.ค. 66 เป็นต้นไป”

ยกระดับเตือนภัย ‘เอลนีโญ’ สัญญาณชัด ต.ค. ถึง มี.ค 67 ส่งผลไทยร้อน แล้งกว่าปกติ

ทางด้าน International Research Institute for Climate Society (IRI) มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และ Climate Prediction Center องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) สหรัฐอเมริกา ได้พยากรณ์ว่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดเอลนีโญเพิ่มขึ้นอีกเมื่อเทียบกับผลพยากรณ์ช่วง พ.ค. 66 ทะลุ 90% ลากยาวถึงอย่างน้อย มี.ค. 67

และงานวิจัยจาก CPC (NOAA) คาดว่ากำลังของเอลนีโญระดับปานกลางขึ้นไป (>1.0 °C) มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้น 72-84% ตั้งแต่ช่วง ส.ค.66-มี.ค.67 (ภาพที่ 2 ขวาแท่งสีม่วง) และกำลังของเอลนีโญระดับรุนแรง (>1.5 °C) มีความน่าจะเป็นสูงสุดเท่ากับ 56% ช่วง พ.ย.66 – ม.ค.67 (ภาพขวาที่ 2 แท่งสีแดงเข้ม)

ยกระดับเตือนภัย ‘เอลนีโญ’ สัญญาณชัด ต.ค. ถึง มี.ค 67 ส่งผลไทยร้อน แล้งกว่าปกติ

ภาพที่ 3 บ่งชี้ว่า 2 ดัชนี (ONI index และ IOD) จากแบบจำลองทั่วโลก พยากรณ์ตรงกันว่าเอลนีโญจะเกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอนและจะเร่งตัวเพิ่มขึ้นจากนี้ไปสู่ระดับรุนแรงในเดือน ส.ค. 66 (1.7°C) และเพิ่มเป็น 2.0°C ใน ต.ค. 66 ภาพที่ 4 บ่งชี้ว่า จากการรวบรวมสถิติในอดีต สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (Met Office)

พบว่า ปรากฎการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทำให้ประเทศไทยแล้งกว่าปกติช่วง มี.ค.-ก.ค.และร้อนกว่าปกติช่วง ต.ค.-มิ.ย. ขณะที่ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) พบว่า ปรากฎการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทำให้ภาคใต้ของไทยอากาศร้อนและแล้งกว่าปกติช่วง ธ.ค.-ก.พ. ขณะที่ภูมิภาคอื่นจะร้อนกว่าปกติช่วง ธ.ค.-ก.พ.

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ / FB Witsanu Attavanich

Source: Spring News

ชวนร่วมประกวดพัฒนา APPLICATION เพื่อการชดเชยคาร์บอนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ชิงเงินรางวัลเป็นทุนการศึกษากว่า 490,000 บาท สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 29 ก.ค. 66

คุณสมบัติผู้ร่วมประกวด

  • เป็นเยาวชนไม่เกินระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่า
  • ส่งผลงานเป็นกลุ่ม โดยมีสมาชิกกลุ่มละไม่เกิน 5 คน
  • ผลงานที่ส่งเข้าแข่งขันเป็น Web-based Application และรองรับการแสดงผลผ่านมือถือ

รางวัลการประกวด

รางวัลที่ 1 : ทุนการศึกษา 200,000 บาท
รางวัลที่ 2 : ทุนการศึกษา 100,000 บาท
รางวัลที่ 3 : ทุนการศึกษา 50,000 บาท

*ผู้เข้าร่วมการประกวดทุกคน จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการเข้าร่วมโครงการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
koreawit.re100@gmail.com
Aungsna.ch@gmail.com