โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน เป็นโครงการของกระทรวงมหาดไทย โดยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งขับเคลื่อนโครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน ตามแนวทางและแผนปฏิบัติการที่กำหนด โดยให้มีการจัดทำแผนการดำเนินงานในพื้นที่ และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการคัดแยกขยะเศษอาหารหรือขยะเปียกในครัวเรือน เพื่อช่วยลดขยะที่ต้นทาง ลดภาระทางงบประมาณของท้องถิ่นในการจัดการขยะ และยังช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก พร้อมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการเพื่อเตรียมรับการทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and verification Body :VVB) ในขั้นตอนการรับรองคาร์บอนเครดิต

ทั้งนี้ โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสามารถนำมารับรองคาร์บอนเครดิตได้ โดยมีระยะเวลาการรับรองคาร์บอนเครดิตตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2569

โดยการคัดแยกขยะเปียกสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ และยังแปลงให้กายเป็นคาร์บอนเครดิต ราคาตันละ 260 บาท เป็นทุนกลับคืนสู่หมู่บ้านและชุมชน มีธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ซื้อ ซึ่งขณะนี้โครงการถังขยะเปียกลดโรคร้อน มีการเริ่มทำที่ 4 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ ลำพูน เลย สมุทรสงคราม และอำนาจเจริญ และจะมีการขยายโครงการอื่นๆ ไปอีกราวๆ 22 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนขยะเปียกให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในระดับ 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทางภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาช่วยรับรองระเบียบวิธีการวิจัย ในการบริหารจัดการ และส่งต่อให้ทาง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คิดเป็นค่าคาร์บอนเครดิตออกมา

ประโยชน์ของถังขยะเปียก ลดโลกร้อน

  1. การจัดการขยะเศษอาหารลดปริมาณขยะต้นทางและทำให้เกิดสุขอนามัยที่ดี
  2. ลดการปนเปื้อนของขยะเปียกกับเศษวัสดุและของเหลือใช้อื่นๆ ทำให้สะอาดและสะดวกต่อการคัดแยก ไปจนถึงลดปริมาณขยะในชุมชน
  3. เพิ่มรายได้จากการแยกขยะที่ไม่ปนเปื้อนออกไปขายที่ธนาคารขยะ
  4. ลดภาระทางงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเก็บขนและบริหารจัดการขยะ ทำให้สามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในด้านอื่นๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า
  5. ได้สารบำรุงดินหรือปุ๋ยหมักไว้ใช้ในครัวเรือน ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้มีพืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทานในครัวเรือน ลดรายจ่ายหรือสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
  6. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) สู่ชั้นบรรยากาศจากการจัดการขยะต้นทางจนลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกในการจัดการปลายทางที่หลุมฝังกลบและ
  7. มีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจกลับคืนสู่ท้องถิ่น

วิธีทำถังขยะเปียก ลดโลกร้อน

สำหรับวิธีทำถังขยะเปียก ลดโลกร้อนนั้น ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก เทคนิคอยู่ที่การดัดแปลงถังขยะแบบเดิม แล้วนำไปฝังดิน

  1. เตรียมถังที่เหลือใช้ที่มีฝาปิด จากนั้นให้ทำการตัดก้นถังออกไป
  2. นำถังขยะไปฝังดินที่มีความลึกประมาณ 2 ใน 3 ของถัง โดยให้ก้นถังอยู่เหนือจากก้นหลุมประมาณ 30 เซนติเมตร
  3. นำเศษอาหารเทใส่ถังแล้วปิดฝา
  4. เมื่อนำเศษอาหารใส่ลงไป ควรจะกวดเศษอาหารทุกครั้งเพื่อเพิ่มอากาศภายในถัง
  5. เมื่อปริมาณเศษอาหารเต็มถัง ให้ดึงถังออก แล้วนำดินมากลบหลุมให้เรียบร้อย
  6. ดึงถังออกแล้วย้ายไปฝังยังจุดอื่นๆ แล้วทำแบบเดียวกันต่อไป

กรณีที่มีกลิ่นเหม็น อาจจะใช้น้ำหมัก EM เติมเข้าไปเพื่อลดกลิ่น และช่วยเรื่องของการย่อยสลายได้ และเมื่อใส่ขยะแล้วอย่าลืมปิดฝาให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันกลิ่มเหม็น และสัตว์มาคุ้ยเขี่ยเศษอาหารภายในถัง

ภาพจาก : องค์การบริหารส่วนตำบลคลองยาง

ขยะที่นำมาใช้ประโยชน์ได้มีอะไรบ้าง

  • ปลา เนื้อสัตว์ต่างๆ
  • กระดูก เปลือก และกระดองของสัตว์
  • ผัก ผลไม้ เมล็ดผลไม้
  • เศษอาหารสด เศษเปลือกไข่
  • กากกาแฟ
  • มูลสัตว์

และขยะที่ไม่ควรนำมาแปรรูปมีดังนี้

  • กิ่งไม้ และใบไม้
  • กระดาษ
  • เศษผ้าต่างๆ
  • โลหะ
  • พลาสติก
  • เศษกระจก
  • น้ำมัน
  • ยาฆ่าเชื้อ
  • สารฟอกขาว
  • ผักที่มีความแข็ง เช่น แกนข้าวโพด เป็นต้น

ขอบคุณภาพประกอบ : เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน / เทศบาลตำบลทรายมูล

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ได้จัดทำสัญญามาตรฐาน สําหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ผ่านการรับรอง (VERYs)และใบรับรองเครดิตพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Certificate ( REC )

เพื่อให้บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และผู้ที่สนใจใช้เป็น กรอบการทำสัญญาที่เป็นมาตรฐานในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และ ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน REC

ดาวน์โหลดไฟล์ สัญญามาตรฐาน : https://shorturl.asia/wQXKI
ศึกษาคู่มือการใช้สัญญามาตรฐาน : https://shorturl.asia/ogEXa

ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) ระบุว่าหนึ่งในมาตรการสำคัญที่เรียกได้ว่ามีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่เป็นคู่ค้าของกลุ่มประเทศ EU คือ มาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นมาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

ที่เป็นกลไกการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ซึ่งเกิดจากการที่ EU ใช้มาตรการ EU ETS (Emission Trading Scheme) เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากเกินกว่าปริมาณที่กำหนดไว้ นำไปสู่การชดเชย และซื้อขายคาร์บอน ผ่านตลาดคาร์บอนเครดิต ที่ทั่วโลกมีแพลตฟอร์มกลางใช้เสนอขายและต่อรองราคาซื้อกันอย่างกว้างขวาง ในส่วนของแพลตฟอร์มกลางของสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC ได้ระบุถึงแพลตฟอร์มการซื้อขายโครงการที่ลด หลีกเลี่ยง หรือ เลิกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยโครงการต่างๆ ที่นำเสนอราคาขายผ่านแพลตฟอร์มจะต้องผ่านการรับรองความสามารถการลดก๊าซเรือนกระจก หรือ  Certified Emission Reductions (CERs) จากนั้นจะต้องแจ้งปริมาณการลดคาร์บอนก่อนจะเปิดขาย ซึ่งผู้ซื้อจะเป็นธุรกิจหรือองค์กรที่มีการปล่อยคาร์บอนเกินกำหนดจนอาจถูกมาตรการทางการค้า หรือมาตรการอื่นๆ

ตลาดคาร์บอนเครดิตโลก กลุ่มพลังงานน้ำศักยภาพสูงสุด

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เชื่อว่าตอนนี้หลายคนที่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ น่าจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องการขายคาร์บอนเครดิต หลังจากที่มีการเผยแพร่ข่าวสารเรื่องนี้ออกมาสักระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรที่ชัดเจนมากนัก วันนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย ได้ไปรวบรวมข้อมูลเรื่องนี้ พร้อมคำถามที่น่าสนใจมาให้ สามารถติดตามได้จากบทความนี้ได้เลย

รู้จักกับคาร์บอนเครดิตกันก่อน?

ก่อนจะไปปลูกต้นไม้ไว้ขายคาร์บอนเครดิต เราต้องรู้จักคาร์บอนเครดิตกันก่อนครับ คาร์บอนเครดิตคืออะไร? คาร์บอนเครดิตคึอ สิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก นั่นเอง โดยสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณ และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ หากในปีนั้นๆ องค์กรมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์จะถูกตีราคาเป็นเงิน ก่อนจะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นที่อาจจะไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ตามเกณฑ์ จึงเป็นที่มาของการมีตลาดซื้อขายคาร์บอนนั่นเอง สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องของคาร์บอนเครดิตแบบเต็มๆ ทางทีมงานได้เคยมีการเผยแพร่บทความนี้เอาไว้แล้ว สามารถกดที่นี่เพื่ออ่านเนื้อหาได้เลยครับ

มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิตได้ยังไง?

ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิต สำหรับเรื่องนี้ ทางองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เขามีระบุข้อมูลเอาไว้ดังนี้

  1. ต้องมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป
  2. ที่ดินที่ใช้ปลูกต้นไม้ต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฏหมาย หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฏหมาย
  3. มีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอน และจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ
  4. มีเงินจ้างผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบความใช้ได้ และทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก

ในขณะนี้มีผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยแล้ว 310 โครงการ สำหรับผู้ที่สนใจแนะนำให้เข้าไปศึกษาข้อมูลการขึ้นทะเบียนโครงการ และการรับรองคาร์บอนเครดิตได้ที่เว็บไซต์ https://ghgreduction.tgo.or.th ได้เลย

ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิต

คำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต

1.ค่าจ้างผู้ประเมิน คิดยังไง จะคุ้มค่ากับค่าคาร์บอนเครดิตที่ได้รับหรือไม่
ตอบ อบก. ได้รับทราบจากผู้พัฒนาโครงการที่เคยทำโครงการฯ โดยอัตราขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 20 ไร่ ราคาที่ประมาณ 80,000 บาท และในกรณีพื้นที่ประมาณ 80,000 ไร่ ราคาอยู่ที่ประมาณ 280,000 บาท ทั้งนี้ การประเมินราคาขึ้นอยู่กับที่ตั้งโครงการ ขนาดพื้นที่โครงการ ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่โครงการ จำนวนแปลงตัวอย่างที่จะต้องตรวจสอบ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นตกลงระหว่างผู้ประเมินภายนอกกับเจ้าของโครงการ ดังนั้น ราคาข้างต้นจึงไม่ใช่ราคาอ้างอิง

2.ถ้าเป็นที่ดิน สปก.ลงชื่อบุคคลไว้แล้ว ที่ปลูกพืชเกษตร ได้มั้ยคะ
ตอบ สามารถทำได้ครับ แต่ชื่อในเอกสารสิทธิ์นั้นต้องตรงกับชื่อของผู้ที่มาขึ้นทะเบียนครับ

3.10 ไร่รวมกันแปลงไม่ติดกันได้ไหม?
ตอบ ทำได้ครับ สามารถทำในรูปแบบแผนงานครับ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Link นี้ครับ
https://ghgreduction.tgo.or.th/th/about-tver/tver-model.html

4.หลายๆ รายรวมกันเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ไหมครับเพราะเกษตรกรบางรายมีที่ดินไม่ถึง10ไร่
ตอบ สามารถทำโครงการ T-VER ในรูปแบบของ โครงการแบบแผนงาน (Programme of Activities) โดยมีโครงการย่อยที่มีที่ตั้งหลายแห่งได้ แต่ประเภทโครงการต้องเหมือนกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน ระยะเวลาในการคิดเครดิตของโครงการย่อยเริ่มและจบไม่เหมือนกันก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องมีหน่วยงานกลางที่จัดทำข้อเสนอโครงการ T-VER แบบแผนงาน รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของโครงการย่อยเพื่อจัดทำข้อเสนอโครงการย่อยของแต่ละกลุ่มแยกกันค่ะ หรือจะทำแบบควบรวม (Bundled Projects) โดยเป็นโครงการที่มีที่ตั้งหลายแห่ง โดยทุกโครงการย่อยเป็นประเภทโครงการเดียวกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน แต่ในส่วนของระยะเวลาคิดเครดิตของทุกแห่งต้องเริ่มพร้อมกันและจบพร้อมกัน และมีหน่วยงานกลางที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอโครงการเล่มเดียวค่ะ

5.พอชวนปลูกกันมากๆ มีเพดานปริมาณพื้นที่ที่รับเข้าโครงการหรือเปล่า ถ้าไม่ชัด ชวนใครต่อไม่ได้ หรือเหมือนไปหลอกเขาให้ปลูกแล้วไม่รับ
ตอบ ไม่มีเพดานของพื้นที่ในการทำโครงการปลูกป่าค่ะ ถ้าใกล้เคียงกับลักษณะการปลูกป่าของชาวบ้าน ไม่ซับซ้อนมาก แนะนำให้อ่านเอกสารของโครงการการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ณ วัดหนองจระเข้ ตําบลบ้านนา อําเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งดำเนินการปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 44 ไร่ และมีกิจกรรมการดูแล บริหารจัดการเป็นไปตามระเบียบวิธีการนะคะ

6.ในไทย มีผู้ดำเนินการสำเร็จบ้างแล้วหรือยังครับ อยากให้เป็นตัวอย่าง/กรณีศึกษา
ตอบ สามารถดูโครงการที่ขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER และโครงการที่ได้รับรองเครดิตแล้วได้ที่ Link ด้านล่างครับ มีโครงการภาคป่าไม้ที่รับรองเครดิตแล้วและขายได้แล้ว คือโครงการของวัดหนองจระเข้ ส่วนโครงการป่าไม้อื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นของเอกชนที่ทำเพื่อจะเก็บไว้ offset เองครับ

https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-database-and-statistics/t-ver-registered-project.html

7.บุคคลทั่วไปสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินได้หรือไม่ครับ
ตอบ ผู้ประเมินภายนอกของโครงการ T-VER ต้องขึ้นทะเบียนในกรณีนิติบุคคลได้เท่านั้นค่ะ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-external-evaluator/tver-external-appraisal-voluntary-projects.html

และทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลโดยสรุปสำหรับผู้ที่ปลูกต้นไม้ และต้องการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งโดยหลักการนั้น ต้องมีพื้นที่ในการปลูกไม่ต่ำกว่า 10 ไร่ สามารถรวมกันจากหลายๆ พื้นที่ได้ และต้องมีการดำเนินขั้นตอนเข้าร่วมโครงการ มีการตรวจสอบ และมีค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ประเมินครับ รายละเอียดอื่นๆ ก็สามารถสอบถามได้โดยตรงกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้เลยครับ

คาร์บอนเครดิตคืออะไร เป็นคำถามที่เราได้ยินกันบ่อยมากในช่วงนี้ รวมถึงข่าวสารต่างๆ ที่มีการพูดถึงคาร์บอนเครดิตกันอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย จะพาทุกคนมารู้จักกับคาร์บอนเครดิตกันแบบง่ายๆ ผ่านบทความนี้กัน

เรามาทราบถึงที่มาที่ไปของคาร์บอนเครดิตกันก่อน เรื่องก็เริ่มจากโลกนี้มีการเปลี่ยนแผนของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงสหประชาชาติ จึงได้มีการร่วมประชุมกัน ออกนโนยบายด้านสิ่งแวดล้อม และร่างสัญญาระหว่างกัน เพื่อสร้างความร่วมมือในแก้ไขปัญหาของสภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน และสภาวะเรือนกระจก ซึ่งก็ได้มีการประกาศใช้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) ขึ้นมา หรือจะเรียกแบบง่ายๆ ว่า อนุสัญญา UNFCCC ก็ได้ โดยอนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อปี พ.ศ. 2537

สำหรับในประเทศไทยนั้นได้มีการเข้าร่วมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 โดยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ถูกบังคับให้มีการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกแต่ว่าสามารถร่วมดำเนินโครงการได้ โดยทางรัฐบาลได้มีการออกประกาศพระราชกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2550 ให้มีการจัดตั้ง “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “อบก.” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “TGO” เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้บริการ ดูแล และกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการวัด การรายงาน และการทวนสอบ และให้การรับรองปริมาณการปล่อย การลด และการชดเชยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงการและการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง  เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. พัฒนาและส่งเสริมโครงการและตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก
  2. ดำเนินการเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการหรือการขึ้นทะเบียนโครงการ
  3. ดำเนินการเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรอง
  4. ดำเนินการเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจหรือผู้ประเมินภายนอกสำหรับการขอเครื่องหมายรับรอง
  5. เป็นศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก
  6. สนับสนุนการประเมินผลการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบที่เกิดขึ้น
  7. ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก
  8. เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก
  9. ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่นั้นมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมักจะมาจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนมาก รวมถึงการขนส่งต่างๆ ดังนั้นจึงได้มีการคิดกลไกการตลาดขึ้นมา เพื่อผลักดันให้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ให้น้อยลง โดยกลไกการตลาดที่ว่านี้จะเป็นการซื้อขายสิ่งที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” นั่นเอง

คาร์บอนเครดิตคืออะไร?

คาร์บอนเครดิตคึอ สิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก นั่นเอง โดยสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณ และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ หากในปีนั้นๆ องค์กรมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์จะถูกตีราคาเป็นเงิน ก่อนจะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นที่อาจจะไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ตามเกณฑ์ จึงเป็นที่มาของการมีตลาดซื้อขายคาร์บอนนั่นเอง

ถ้าจะอธิบายให้ง่ายกว่าเดิม ก็อาจจะต้องเปรียบเป็นบริษัทหนึ่งที่ทำการผลิตสินค้า หรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามขึ้น และก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์เกิดขึ้น จึงต้องมีการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนลง เช่น การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อมุ่งหวังให้ต้นไม้ไปดักจับก๊าซ์คาร์บอนในอากาศนั่นเอง หากปลูกเป็นจำนวนมากก็จะได้คาร์บอนเครดิตกลับมามากเช่นกัน โดยในบ้านเราจะมีการวัดขนาดต้นไม้ ความสูง ความกว้าง แล้วส่งข้อมูลนี้ไปยังองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. ซึ่งจะเป็นผู้ที่เข้ามาคำนวณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากต้นไม้ที่ทางบริษัทได้ปลูกขึ้นมานั่นเอง

คาร์บอนเครดิตเอาไปทำอะไร?

คาร์บอนเครดิตที่ได้รับมาจากกิจกรรมต่างๆ สามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนได้ นั่นเป็นเพราะว่า บางบริษัท บางโรงงาน หรือบางองค์กรนั้นต้องการสิทธิในการปล่อยก๊าซในกระบวนการผลิตของต้นเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะต้องการผลิตสินค้าที่มากขึ้นให้ได้ตามความต้องการ หรือไม่ก็เป็นเพราะว่าในกระบวนการผลิตก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนมาก และยังไม่สามารถลดได้ รวมถึงยังไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆ เช่น ปลูกต้นไม้ เพื่อให้ได้คาร์บอนเครดิตได้ ก็เลยจำเป็นต้องมาซื้อคาร์บอนเครดิตจากบริษัทหรือองค์กรที่มีเหลืออยู่ ซึ่งเป็นที่มาของการก่อตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตนั่นเอง

รู้จักกับตลาดคาร์บอนเครดิต

หลังจากที่เรารู้จักกับคาร์บอนเครดิตแล้ว เราก็จะทราบว่ามีการก่อตั้งตลาดคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นด้วย ซึ่งตลาดคาร์บอนเครดิตนี้ก็เป็นเหมือนตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย หรือบุคคลใดๆ ที่มีความต้องการคาร์บอนเครดิตนั่นเอง จุดประสงค์ก็เพื่อเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยายกาศ โดยตลาดคาร์บอนเครดิตในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) และ ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market)

  1. ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) ถูกจัดตั้งขึ้นมาตามกฏหมาย มีกฏหมายและระเบียบต่างๆ ที่กำหนดกฏเกณฑ์ วิธีการ และรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งรัฐบาลจะเป็นคนออกกฏหมาย รวมถึงการควบคุมดูแลทั้หงมด โดยผู้ที่เข้าร่วมนั้นจะต้องมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ที่มีผลผูกพันตามกฏหมาย หากสามารถปฏิบัติตามได้ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามที่กฏหมายกำหนด ในทางตรงกันข้าม หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ก็จะมีบทลงโทษเช่นกัน โดยตลาดภาคบังคับนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปจนถึงสูง โดยมีการดำเนินโครงการที่ใช้ชื่อว่า Joint Implementation หรือ JI ซึ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจะเรียกว่า Emission Reduction Units (ERUs) มีค่าเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  2. ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ถูกจัดตั้งขึ้นในรูปแบบที่ไม่มีกฏหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีผลบังคับใช้ เป็นเรื่องของความร่วมมือจากผู้ประกอบการต่างๆ ที่สมัครใจเข้ามาร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะไม่มีผลตามกฏหมายนั่นเอง โดยองค์กรใดที่มีคาร์บอนเครดิตก็สามารถนำมาขายในตลาดนี้ได้ และองค์กรใดที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าปริมาณที่กำหนดก็สามารถเข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิตนี้ในตลาดได้เช่นกัน โดยมีตัวกลางเข้ามาคำนวณและออกใบรับรองให้ก็คือ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลกำกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย

ในประเทศไทยเรามี่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกทีมีการขายคาร์บอนเครดิตแล้ว ชื่อว่า ชื่อโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER) ที่ อบก.ได้พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 เป้าหมายก็เพื่อสนับสนุนให้ทุกองค์กรมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจ โดยไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง

โดยจะเรียกโครงการนี้ในชื่อสั้นๆว่า T-VER ซึ่งในตอนนี้ในบ้านเราอาจจะมีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ไม่มากนัก นั่นเป็นเพราะว่าเป็นตลาดภาคสมัครใจนั่นเอง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 8.5% เท่านั้น ซึ่งราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอยู่ระหว่าง 150 – 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซค์หรือเทียบเท่า ซึ่งตั้งแต่มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในบ้านเราก็ทำให้มีการสนับสนุนงบประมาณให้กับชุมชนต่างๆ เพื่อปลูกป่ามากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ทาง อบก. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้มีการร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศขึ้น (Thailand Carbon Credit Exchange Platform) มีการนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้กับการแลกเปลี่ยนซื้อขายถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตของโครงการ T-VER ซึ่งช่วยในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส สร้างราคาอ้างอิงที่ยุติธรรม สะท้อนต้นทุกที่แท้จริง และมีความสะดวกรวดเร็วนั่นเอง และล่าสุดได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิตขึ้นมาในชื่อของ FTIX สามารถเข้าชมได้ที่ https://fti-cc.com

หากท่านใดอยากศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนเครดิต ก็สามารถเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ของ “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดซื้อขายได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
อบก. TGO
FTIx แพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต
https://www.bangkokbiznews.com/news/915259
รูปประกอบบทวาม : Freepix