กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. เสนอ 6 ข้อให้รัฐหนุนโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยประเทศลดการนำเข้า Spot LNG​ ราคาแพงจนกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า

นายวีระเดช เตชะไพบูลย์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)​ ซึ่งรับผิดชอบด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้มีการประชุมหารือกันเมื่อเร็วๆนี้ ถึงแนวทางการช่วยภาครัฐลดการนำเข้า Spot LNG ที่มีราคาแพงจนส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าและเป็นภาระต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์​(Co2)​โดยใช้ศักยภาพของโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีข้อสรุป 6 ข้อดังนี้
1. ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าที่เหลือใช้จากระบบโซลาร์เซลล์ของโรงงานทุกประเภทเข้าระบบจำหน่ายของการไฟฟ้า อย่างถาวรโดยรับซื้อในราคาและระยะเวลาที่เหมาะสม

2. การยกเว้นใบอนุญาต​ รง.4 สำหรับโซลาร์เซลล์​ทุกประเภทและทุกขนาด เช่นเดียวกับไฟฟ้าจากพลังงานลม เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันหรือมลพิษทางอากาศใดๆ

3. แก้ไขข้อกำหนดใน ประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) ของ กกพ.ในส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์​ส่วนรวม เช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน หรือการกำหนดให้วัดคุณภาพอากาศ ทั้งนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับโครงการโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กกว่า 5 เมกะวัตต์

4. การขอใบอนุญาต​ต่างๆใช้เวลามากเกินปกติ เช่นที่ กกพ.ใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือนเพราะต้องรอคิวประชุมบอร์ดและรอประธานลงนาม ดังนั้นใบอนุญาต​ต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ปรับปรุงเป็น online หรือ digitalization เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะ de-regulation ที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานประกาศไว้

5. สำหรับโรงงานที่มี EIA อยู่แล้วไม่ต้องกำหนดให้ไปแก้ไขปรับปรุง EIA เดิม หากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงาน เพราะไม่มีผลกระทบต่อ EIA เดิมแต่อย่างใด

6. เปลี่ยนข้อกำหนดกำลังผลิตติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ทุกประเภททั้งที่ติดตั้งอยู่เดิมและติดตั้งใหม่ ให้เป็นไปตามขนาดของ Inverter ตามข้อกำหนดด้านเทคนิคของผู้ผลิต ตามชนิดและรุ่นของ Inverter ที่อยู่ใน Approved list ของการไฟฟ้า จากปัจจุบันที่ยึดตามแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้ที่ผ่านมาการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ไม่มีใครสามารถผลิตได้เต็มศักยภาพของกำลังผลิตติดตั้งที่ได้รับอนุมัติ เป็นการเสียโอกาสที่จะได้ใช้ไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำกว่า Spot LNG นำเข้าค่อนข้างมาก

นายวีระเดช กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อส่วนใหญ่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสั่งการ ซึ่งหากเร่งดำเนินการได้เร็วก็จะช่วยประเทศลดการนำเข้า LNG ราคาแพงที่สร้างภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมได้ ประมาณ 5 บาทต่อหน่วย เมื่อเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และโรงไฟฟ้าที่ใช้ Spot LNG นำเข้าเป็นเชื้อเพลิง

Source : Energy News Center

นับวันค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ‘ไฟฟ้า’ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  การหันมาพึ่งพาตนเองด้วยการติดตั้ง ‘แผงโซลาร์เซลล์’ ตามบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นทางออกที่มีแนวโน้มจะเป็นที่นิยมมากขึ้น  แต่ด้วยข้อจำกัดของแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป ที่มีลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า น้ำหนักมาก และโค้งงอไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถติดตั้งในบางพื้นที่  อีกทั้ง การติดตั้งยังจำเพาะกับหลังคาที่มีพื้นที่หลังคากว้าง เช่น หลังคาทรงจั่ว หลังคาทรงปั้นหยา และหลังคาทรงโมเดิร์น ไม่เหมาะใช้งานกับบ้าน ที่มีลักษณะหลังคารูปทรงแบบโค้ง หากแต่ว่าปัจจุบันจะเห็นได้ว่า  หลังคาแบบโค้งนิยมนำมาใช้ทำหลังคากันสาดเป็นส่วนใหญ่ และเริ่มได้รับความนิยมในการออกแบบทำร้านอาหาร ร้านกาแฟ เพื่อให้มีมุมสถาปัตยกรรมแบบยุโรปและดูทันสมัย

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) จึงได้พัฒนานวัตกรรม ‘ซันการ์ดพีวี (SunGuard PV) หรือ กันสาดโซลาร์’ แผงโซลาร์เซลล์แบบใหม่ ที่มีน้ำหนักเบา โค้งงอได้ เหมาะสำหรับใช้เป็นกันสาดและติดตั้งได้ทันที

ว่าที่ร้อยตรี ดร.นพดล สิทธิพล นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. เล่าถึงที่มางานวิจัยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประชาชนให้ความสนใจติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือนมากขึ้น แต่ด้วยลักษณะของ Solar Roof ในปัจจุบันไม่ได้เอื้อต่อการติดตั้งกับหลังคาบางรูปแบบ ประกอบกับแผงมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยมากถึง 25-30 กิโลกรัมต่อแผง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรทำให้ได้รับพลังงานแสงอาทิตย์ปริมาณมาก และมีอากาศร้อน บ้านเรือนส่วนใหญ่ต่างติดตั้งกันสาดแทบทุกหลังคาเรือน แต่ด้วยลักษณะแผงโซลาร์เซลล์ที่มีอยู่นำมาประยุกต์ใช้ได้ยาก หากไม่นับเรื่องความสวยงามกับอาคารบ้านเรือน ก็ยังติดปัญหาเรื่องน้ำหนักและการติดตั้ง ทีมวิจัยจึงได้เล็งเห็นว่าการพัฒนานวัตกรรมกันสาดโซลาร์เป็นโจทย์ที่น่าสนใจ ช่วยลดปัญหาข้อจำกัดการใช้งาน ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ภาคเอกชนด้วย

หลังจากนั้นทีมวิจัยจึงมุ่งพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์แบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และมีความทันสมัยเข้ากับงานออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายพอสมควร เนื่องจากไม่ได้เป็นการใช้เพียงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แต่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องศิลปะและมุมมองด้านความสวยงามเมื่อนำไปติดตั้งใช้งาน อีกทั้งยังคิดครอบคลุมถึงการจัดการหลังแผงปลดจากการใช้งานแล้ว ซึ่งทีมวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรมตามแนวคิดที่ตั้งเป้าไว้ได้สำเร็จและยื่นจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกระบวนการพัฒนานวัตกรรม ทีมวิจัยได้ศึกษาตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบที่นำมาใช้ในองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนของแผงโซลาร์เซลล์  คือ กระจกด้านหน้า เซลล์แสงอาทิตย์ และแผ่นป้องกันที่อยู่ด้านหลังแผง (Back Sheet) ซึ่งทำจากวัสดุพอลิไวนิล ฟลูออไรด์ (Polyvinyl Fluoride: PVF หรือ ชื่อทางการค้า Tedlar) ในส่วนของกระจก ได้เลือกใช้วัสดุพอลิเอทิลีน เทอเรปทาเลต (Polyethylene Terephthalate: PET) ที่นิยมใช้ทำขวดพลาสติก   โดยใช้เกรดเพื่อผลิตแผงโซลาร์เซลล์โดยเฉพาะ เนื่องจาก PET มีลักษณะโปร่งแสงเทียบเท่ากระจกแต่มีน้ำหนักเบากว่า และสามารถปรับให้โค้งงอได้ ในขณะที่แผ่น PVF เลือกใช้วัสดุอะครีโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน เมทีเรียล (Acrylonitrile-Butadiene-Styrene Material: ABS) ทดแทน เพราะมีข้อดีคือน้ำหนักเบา มีความแข็งแรงและความเหนียว ช่วยเสริมแผงให้ทนแรงกระแทกและทนต่อสภาพอากาศ


“ที่สำคัญ เรายังคำนึงถึงการผลิตแผงจึงได้คิดค้นเทคนิคการผลิตที่ไม่กระทบขั้นตอนการผลิตเดิมของแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีไปใช้ได้ตามไลน์การผลิตที่มี”

ว่าที่ร้อยตรี ดร.นพดล บอกอีกว่า จุดเด่นของนวัตกรรมกันสาดโซลาร์ คือมีน้ำหนักต่อพื้นที่เบากว่าแผงโครงสร้างทั่วไปมากกว่า 50% โค้งงอได้ และยังคงความทนทานต่อสภาพแวดล้อม รับแรงกระแทกได้ดี สามารถเพิ่มเติมสีสันให้เข้ากับสถาปัตยกรรมอาคาร บ้านเรือน หรือร้านค้าได้ ที่สำคัญคือติดตั้งง่าย โดยตัดหรือเจาะได้โดยตรง โดยไม่ทำให้แผงโซลาร์เซลล์เสียหาย ยึดติดกับโครงสร้างผนังหรือหลังคาได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อซื้ออุปกรณ์เสริมหรือต่อเติมโครงสร้างเฉพาะ ซึ่งด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง ทำให้สามารถนำกันสาดโซลาร์ไปติดตั้งแทนกันสาดที่เป็นวัสดุพอลิคาร์บอเนตเดิมได้ทันที เพราะมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน และไม่ต้องปรับโครงสร้างกันสาดที่มีอยู่เดิม และเมื่อตัวกันสาดโซลาร์หมดอายุการใช้งานก็เปลี่ยนและติดตั้งใหม่ได้โดยง่าย ในขณะที่กันสาดโซลาร์ที่ปลดจากการใช้งานแล้วยังนำกลับมารีไซเคิลได้ เนื่องจากวัสดุ PET และ ABS เป็นกลุ่มพอลิเมอร์ประเภทเดียวกันที่รีไซเคิลได้ เท่ากับว่าลดขั้นตอนการถอดชิ้นส่วนเพื่อนำกลับไปใช้ซ้ำได้ง่ายขึ้น

“ในด้านประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้า กันสาดโซลาร์มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าแผงโซลาร์เซลล์แบบทั่วไปอยู่ที่8.5% โดยประมาณ เนื่องจากความโค้งและมุมรับแสงที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามแผงกันสาดโซลาร์มีข้อดีในส่วนอุณหภูมิใต้แผงที่ต่ำกว่าแผงแบบทั่วไป 3-5 องศาเซลเซียส ทำให้พื้นที่ใต้กันสาดมีอุณหภูมิที่เย็นกว่าการนำแผงแบบทั่วไปมาทำเป็นกันสาด”

‘กันสาดโซลาร์’ ได้รับการจดสิทธิบัตรและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทเอกชนแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยร่วมกันเพื่อพัฒนาต้นแบบให้ได้ตามมาตรฐาน International Electrotechnical Commission (IEC) ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ภายในปี 2566 ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของทีมวิจัยที่ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ ที่สนับสนุนการออกแบบ การปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่ช่วยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Source: ไทยโพสต์

พลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่กำลังถูกนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดบริษัท 5บี (5B) ประเทศออสเตรเลียได้พัฒนาวิธีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบเร่งด่วน การติดตั้งง่ายและมีความรวดเร็วมากขึ้นใช้แรงงานเพียง 10 คน สามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเท่าสนามฟุตบอล ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1.1 เมกะวัตต์ ได้ภายในวันเดียว

บริษัท 5บี (5B) ต้องการพัฒนาเทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์รูปแบบใหม่เรียกว่ามาเวอริค (Maverick) สามารถทำการติดตั้งได้รวดเร็ว หลังจากค้นพบปัญหาในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมที่ใช้เวลานานและมีความยุ่งยากในการติดตั้งหลายขั้นตอน 

แผงโซลาร์เซลล์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นถูกพับเก็บในตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถขนส่งเคลื่อนย้ายได้สะดวก การติดตั้งทำโดยใช้รถยกเพียงคันเดียวทำหน้าที่เคลื่อนย้ายแผงโซลาร์เซลล์ออกจากตู้คอนเทนเนอร์และติดตั้งลงไปในตำแหน่งที่ได้วางแผนเอาไว้ หากนับเฉพาะขั้นตอนนี้ใช้ทีมงานเพียง 3 คน เท่านั้น บริษัทยืนยันด้วยการติดตั้งที่รวดเร็วขึ้นทำให้สามารถประหยัดต้นทุนลงได้ 20% เมื่อเปรียบเทียบกับการติดตั้งรูปแบบเดิม

ต้นทุนราคาแผงโซลาร์เซลล์ยังคงมีราคาแพงอยู่เพราะฉะนั้นการลดต้นทุนการติดตั้งให้มีราคาถูกลงนับเป็นแนวทางที่น่าสนใจและช่วยให้ต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงตามไปด้วย ปัจจุบันบริษัทได้ทำการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์รูปแบบใหม่มาเวอริค (Maverick) แล้วประมาณ 10 แห่ง ในประเทศออสเตรเลีย ประเทศที่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งปีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ที่มาของข้อมูล Newatlas
ที่มาของรูปภาพ 5B  

Source : TNNOnline

โครงการปันแสง ณ หมู่บ้านดงดิบ หรือ “โคกอีโด่ย” ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กับงานวิจัยสุดล้ำทางด้านพลังงานและการเกษตรมารวมกันอย่างลงตัว มีจุดเริ่มต้นจากพระผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เสียดายแดด กำลังเป็นจุดเช็คอินในยุคก้าวสู่พลังงานสะอาด

แม้อยู่ไกลความเจริญ ระยะทางจาก กทม.กว่า 800 กิโลเมตร ใครได้มาสัมผัสเยี่ยมชมโคกอีโด่ย นอกจากได้เห็นท้องถิ่นธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยดงดิบ เนินสูงและโคกที่แห้งแล้ง แต่วิถีชีวิตของผู้คนโคกอีโด่ยในสภาวะกดดันจากค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น แต่ชาวบ้านกลับอยู่ได้สบายๆ แบบพอเพียง นั่นเพราะพลังงานไฟฟ้าที่ใช้หมู่บ้านสามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ในโครงการปันแสง โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และภาคีเครือข่าย

พลังงานแสงอาทิตย์ ถูกแปรรูปเก็บสะสมด้วยแผงโซลาร์เซลล์กลายเป็นไฟฟ้าแจกจ่ายใช้ส่องสว่างไปทั่วพื้นที่อย่างเหลือเฟือจนมีเก็บสำรองไว้ใช้ในยามฟ้าปิด ไร้แสงอาทิตย์สาดส่อง

ความเป็นมาของโครงการดังกล่าว มาจากจุดเริ่มโดยพระผู้นำการเปลี่ยนแปลง พระปัญญาวชิรโมลี นพพร เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี “แม้เราจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญแต่เราไม่ได้อยู่ไกลจากแสงแดดมากกว่าคนอื่นเลย แสงแดดนั้นให้ความเท่าเทียมแก่เราทุกคนเท่ากันหมด”

Solar Monk จุดติด แนวคิด “เสียดายแดด”

พระปัญญาวชิรโมลี (Solar Monk) ผู้จุดประกายนำแสงแดดมาเป็นพลังงานทดแทน ด้วยนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ โดยความคิดเปลี่ยนนี้มาจาก “ความเสียดายแดด” และขยับไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ในด้านอื่นๆ ให้ดีขึ้น กระทั่งคนท้องถิ่นบ้านนอกอยู่ห่างไกลเขตเมืองมีความมั่นคงด้านพลังงานสามารถพึ่งพาตนเองได้

แนวคิดเสียดายแดดของพระคุณท่าน ทำให้วัดป่าศรีแสงธรรม มีไฟฟ้าเหลือใช้ แล้วลากโยงส่งต่อให้ชุมชนได้เข้าถึงแสงสว่างยามค่ำคืนจากพลังงานทดแทน จนเปลี่ยนบ้านโคกอีโด่ยกลายเป็น “โคกอีโด่ยวัลเลย์” ณ วันนี้ ที่ชวนทุกคนเข้ามาเช็คอิน

พระปัญญาวชิรโมลี เล่าว่า ในช่วงแรกโซลาร์เซลล์ถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงเรียนศรีแสงธรรม หรือโรงเรียนพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะโรงเรียนแห่งนี้ขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งในโรงเรียนและชุมชนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์ใช้ในด้านการเกษตร เช่น เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถเข็นนอนนาพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงพัฒนาเป็นอาชีพรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในนาม “ช่างขอข้าว” เพื่อนำรายได้กลับมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน

โรงเรียนศรีแสงธรรม เป็นต้นแบบจาก “ทฤษฎี” สู่ “การปฏิบัติ” ว่าด้วยการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 4.0 โดยก่อตั้งเมื่อปี 2553 เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่อยู่ชายขอบ ห่างไกลจากความเจริญ เปิดสอนทั้ง ม.ต้น-ปลาย ให้กับนักเรียนขาดแคลนโอกาส มาเรียน“ฟรี” ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอเพียงให้ตั้งใจมุ่งมั่นเท่านั้น

พระนักพัฒนาแสงอาทิตย์ บอกว่า โจทย์การตั้งโรงเรียนมาจาก “ความขาดแคลนโอกาส”ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งประเทศ จึงเป็นแรงขับเคลื่อนความมุ่งมั่นในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อทำให้ผู้คนมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้นและตั้งอยู่บนหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งจะเป็นคำตอบของการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนต่อตัวเองและโลกอย่างแท้จริง แล้วเด็กขาดแคลนโอกาสของบ้านดงดิบได้เรียนหนังสือฟรี

เมื่อตกผลึกความคิดแจ่มชัดก็มุ่งเดินหน้าตามแนวทาง “ททท” หมายถึง “ทำทันที” ถึงยากลำบากก็ไม่ยอมเสียเวลาเปล่า ถึงไร้คนสนใจ เพราะเป็นเรื่องไม่ปกติมาก่อนที่ “พระ” จะมาสร้าง “โรงเรียน” ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากนัก เนื่องจากไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ที่จะสร้างโรงเรียนด้วยแนวคิดนี้

แม้ถูกปฏิเสธจากที่ต่างๆ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอกย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปได้ถ้า “ลงมือทำ” เมื่อไม่มีเงินสร้างอาคารเรียน พระและเด็กๆ ก็ตัดสินใจสร้าง “ห้องเรียนบ้านดิน” เพื่อใช้เป็นอาคารเรียน สามารถนั่งเรียนได้ ซึ่งไม่แย่มากนัก แล้วปัญหาใหม่เริ่มเข้ามาท้าทายอีก คือมีที่เรียนแต่กลับไม่มีอุปกรณ์การสอน

“มองออกไปมีแค่ “แดด” เท่านั้น เกิดความ “เสียดายแดด” ว่าควรใช้ให้เป็นประโยชน์ ประกอบกับตอนนั้นมีแผ่นโซล่าร์เซลล์แตกๆ ที่ได้รับบริจาคมา จึงใช้ความรู้ทางช่างที่มีอยู่บ้าง ซ่อมแผ่นโซลาร์เซลล์แตกๆ จนสามารถใช้ได้ และกลายเป็นจุดเริ่มที่สำคัญที่เด็กๆ ได้รู้จัก “ โซล่าร์เซลล์” และต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์และโครงงานต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในเรื่องทั้งพลังงานในพื้นไฟฟ้าเข้าไม่ถึงและการเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนยากคนจนมากที่สุด”

ผสานความร่วมมือ กฟผ. ต่อยอดเป็นต้นแบบพลังงานสะอาด

พอเห็นข้อจำกัดของระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้เพียงบางช่วงเวลา ประกอบกับเมื่อมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในจุดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้มีมากเกินความต้องการ จึงได้ผสานพลังความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำระบบไมโครกริดและระบบบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าเข้ามาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา แล้วกระจายไปสู่พื้นที่นำร่อง 4 แห่งของบ้านดงดิบ ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนศรีแสงธรรม วัดป่าศรีแสงธรรม โรงเรียนบ้านดงดิบ และศูนย์เด็กเล็กบ้านดงดิบ

ระบบบริหารจัดการพลังงานที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นยังสามารถควบคุมการเปิด-ปิดระบบปรับอากาศ การปรับอุณหภูมิแบบอัตโนมัติเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาพรวม พบว่าเมื่อติดตั้งเทคโนโลยีจัดการพลังงานแล้วสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับโรงเรียนศรีแสงธรรมได้มากถึงร้อยละ 40 หรือลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 8 ตันคาร์บอนต่อปีเลยทีเดียว

ด้วยความสำเร็จเล็กๆ ของโครงการพัฒนาที่เริ่มจากตั้งโรงเรียนเพื่อผู้ขาดแคลนโอกาส เพื่อเด็กท้องถิ่นห่างไกลได้รับการศึกษา กระทั่งโรงเรียนศรีแสงธรรมเป็นต้นแบบการพัฒนา เปลี่ยนโคกอีโด่ยแห็งแล้งกลายเป็น“โคกอีโด่ยวัลเลย์” มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ เกิดกิจกรรมปลูกผักสวนครัวใต้แผงโซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร นี่คงเป็นภาพสะท้อนถึงการก่อรูปความคิดใหม่ แล้วชุมชนยอมรับเป็นไปได้

วิถีชุมชน “บวร”ประสานขยายการพัฒนายั่งยืน

ต้นแบบการพัฒนาอันท้าทายจากโรงเรียนศรีแสงธรรม เริ่มซึมซับเชื่อมประสานเกิดหลักคิดใหม่ในการพัฒนาตามแนวทาง “บวร” คือบ้าน (ชุมชน) วัด โรงเรียน-ราชการ ได้ร่วมกันผนึกตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีพลังงานและการเกษตรโคกอีโด่ยวัลเล่ย์ เป็นศูนย์เรียนรู้ฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้การเก็บ แก้ปัญหาพลังงานระบบโซลาร์เซลล์

โดยหลักสูตรอบรมนี้เน้นการใช้งานโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร และพื้นที่ห่างไกลไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง อีกทั้งเป็นหลักสูตรสำหรับบ้านพักอาศัย เชื่อมต่อกับไฟของการไฟฟ้า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายที่นับวันจะสูงขึ้น สิ่งนี้สะท้อนถึงการพัฒนาแนวคิดใหม่ได้กระจายจากโรงเรียนสู่ชุมชน เข้าถึงบ้าน และยังดึงหน่วยงานรัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือ

ต่อมา “โคกอีโด่ยวัลเล่ย์” ดังไปไกลถึงจังหวัดภาคเหนือและบนดอยหลายแห่ง เพราะมีสภาพไม่แตกต่างจากอีสานถิ่นไกลรอยตะเข็บเส้นเขตแดนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ดังนั้นชุมชนบนดอยติดต่อให้ไปช่วยแก้ปัญหา แบ่งปันความรู้

“ทีมงานเดินทางข้ามเขาหลายชั่วโมงกว่าจะถึง แต่ก็คงจะไปให้ทุกที่ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องจัดสื่อการสอนเป็นคลิปวีดิโอ และสื่อการสอน ให้ผู้เข้าอบรมได้สัมผัสจริง ซึ่งจะได้ผลกว่าการเรียนในตำราอย่างเดียว”

ไม่เพียงเท่านั้น นอกศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้ออกแบบระบบโซลาร์ปันแสง โดยใช้พื้นที่ทำการเกษตรใต้แผ่นโซลาร์เซลล์ สามารถผลิตพลังงานไปพร้อมกับการทำงานเกษตร ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ พืชผักกับโซลาร์เซลล์แบ่งปันพลังงานกัน และการแบ่งปันพลังงานไฟฟ้าที่เก็บในแบตเตอรี่เอามาใช้ภายในวัด และติดตั้งเครื่องแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ให้กับชุมชนหรือชาวบ้าน ที่สนใจเข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนการขจัดความยากจน และพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

โดยนวัตกรรม “ปลูกผักใต้แผงโซลาร์เซลล์” ที่จะทำการทดลองปลูกพืชแบบ agrivoltaics ในพื้นที่ “โคก หนอง นา โมเดล” โครงการนี้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง สวทช. กฟผ. กฟภ. และวัดป่าศรีแสงธรรม ภายใต้ชื่อ Agrivoltaics หรือ agrophotovoltaics ซึ่งมี ผศ.ดร.ชำนาญ บุญญาพุทธิพงศ์ เป็นผู้ออกแบบอาคาร ที่นี่จึงเป็นแหล่งทดสอบ ทดลองงานทางด้านเทคโนโลยีพลังงาน กับการเกษตรอย่างยั่งยืน หรือเป็นที่รู้จักกันดีในนาม “โคกอีโด่ยวัลเล่ย์”

ทั้งหมดทั้งปวงของ “โคกอีโด่ยวัลเล่ย์” เริ่มจากความมุ่งมั่นตั้งโรงเรียนเพื่อคนขาดแคลนโอกาส อีกทั้งเกิดความ “เสียดายแดด” ซึ่งส่องแปลวแสงจ้าในท้องถิ่นอีสาน พระปัญญาวชิรโมลี พระนักพัฒนาเกิดความคิดใหม่เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกของการผลิตไฟฟ้ายุคใหม่ ของของบ้านดงดิบ

กุญแจสำคัญทำให้การใช้พลังงานของบ้านดงดิบ มีต้นทุนต่ำ และนำมาใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด ยังนำไปสู่แก้ไขโจทย์ที่สำคัญของโลกใบนี้ คือการสร้างความเท่าเทียม พร้อมเป็นพื้นที่เกษตรวิถีใหม่สามารถปลูกพืช ผัก ภายใต้พลังงานจากแสงแดด

นี่คือต้นแบบของพลังงานสะอาดของชุมชน ที่เกิดจากจุดเริ่มต้นแนวคิดของพระผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง พระนักพัฒนาที่ซึมซับข้อมูลในพื้นที่แล้วผลักดัน ผนึกขอความร่วมมือจากองค์กรภายนอกชุมชนมาพัฒนาคุณภาพชีวิต แล้วแปรรูปการพัฒนาเป็นวิถี “บวร” เชื่อมประสานเกิดศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อชุมชนห่างไกลได้เข้าถึงพลังงานทดแทนและเท่าเทียม

ทุกวันนี้ หมู่บ้านดงดิบและวัดป่าศรีแสงธรรม นับเป็นพื้นที่ต้อนรับข้าราชการและองค์กรต่างถิ่น แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็ยังไปเยี่ยมชม รับรู้แนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดจากพระนักพัฒนาที่มีแต่ความมุ่งมั่นต้องการช่วยคนยากจน

อ้างอิง
เพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/sisaengtham.ac.th/
มูลนิธิสัมมาชีพ https://www.right-livelihoods.org/

Source : MGROnline

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) สรุปยอดผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 รวม 670 โครงการ ปริมาณ 17,400.41 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายรับซื้อ 5,203  เมกะวัตต์ โดยผู้ผลิตไฟฟ้า VSPP ประเภทโซลาร์ฟาร์มยื่นเสนอสูงสุด 381 โครงการ 2,066 เมกะวัตต์  และกลุ่มเสนอขายไฟฟ้าก๊าซชีวภาพต่ำสุดเพียง 2 โครงการ 6.50 เมกะวัตต์  การไฟฟ้าเตรียมประกาศผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ 9 ธ.ค. 2565 นี้

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า การยื่นคำขอผลิตไฟฟ้าและยืนยันการยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าพร้อมเอกสารหลักฐานแสดงคุณสมบัติและข้อมูลความพร้อมทางด้านเทคนิคพร้อมเอกสารหลักฐานผ่านระบบ RE Proposal (ระบบ REP) ซึ่งเปิดให้ยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. 2565 เวลา 00.01 น. จนถึงวันที่ 25 พ.ย. 2565 เวลา 12.00 น. รวม 22 วัน ที่ผ่านมานั้น ภายหลังสำนักงาน กกพ. ได้ปิดระบบ REP แล้ว มีผู้ยื่นคำเสนอขายไฟฟ้า รวม 670 โครงการ แบ่งเป็น (1) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) จำนวน 272 โครงการ และ (2) ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) จำนวน 398 โครงการ คิดเป็นปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 17,400.41 เมกะวัตต์ จากการเปิดรับซื้อทั้งหมดรวม 5,203 เมกะวัตต์

โดยกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ได้แบ่งการเสนอขายไฟฟ้าตามประเภทเชื้อเพลิงดังนี้ 1. พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) มีผู้เสนอขายไฟฟ้า 52 โครงการ รวม 2,171.19 เมกะวัตต์  2.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) จำนวน 141 โครงการ จำนวน 7,537.71 เมกะวัตต์ และ3. พลังงานลม เสนอขายไฟฟ้า 79 โครงการ รวม 5,509.93 เมกะวัตต์ รวมทั้งหมด 272 โครงการ ปริมาณ 15,218.83 เมกะวัตต์ โดยไม่มีการเสนอขายไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพแต่อย่างใด

2.กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า VSPP ได้แบ่งการเสนอขายไฟฟ้าตามประเภทเชื้อเพลิงดังนี้ 1. ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) มีผู้เสนอขายไฟฟ้าเพียง 2 โครงการ รวม 6.50 เมกะวัตต์  2.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน 381 โครงการ จำนวน 2,066.04  เมกะวัตต์ และ3. พลังงานลม เสนอขายไฟฟ้า 15 โคงการ รวม 109.04  เมกะวัตต์ รวมทั้งหมด 398 โครงการ ปริมาณ 2,181.58  เมกะวัตต์

“ผู้ยื่นคำขอผลิตไฟฟ้าจะต้องยื่นซองคำเสนอขายไฟฟ้า และซองหลักฐานการวางหลักประกันการยื่นคำเสนอขายไฟฟ้า (Proposal Bond) ให้แก่การไฟฟ้า ภายในวันที่ 30 พ.ย. 2565 เวลา 15.00 น. และยื่นซอง USB Flash Drive ภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2565 เวลา 15.00 น. หลังจากนั้นการไฟฟ้าจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ยื่นคำขอผลิตไฟฟ้าในแต่ละประเภท เพื่อประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติภายในวันที่ 9 ธ.ค. 2565 ซึ่งผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ไม่ผ่านคุณสมบัติสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์พร้อมเอกสารหลักฐานต่อ กกพ. ได้ภายในวันที่ 22 ธ.ค. 2565 โดยสำนักงาน กกพ. จะประกาศผลการพิจารณาอุทธรณ์คุณสมบัติ ภายในวันที่ 11 ม.ค. 2566 และจะเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th” นายคมกฤช กล่าว

Source : Energy News Center