KBank – EGAT – KBTG พัฒนาแอปพลิเคชัน “ปันไฟ”(Punfai) สำหรับแลกเปลี่ยนไฟฟ้าทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจคาดเริ่มทดลองใช้เฉพาะกลุ่ม​ใน ERC Sandbox กับ โครงการ SolarPlus และ โครงการของ กฟผ.ไตรมาส 3 ปีนี้

นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง รองผู้ว่าการอาวุโส การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากแอปพลิเคชัน EGAT Peer to Peer Energy Trading (EGAT P2P) ที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นและเข้าร่วมในโครงการ Solar Plus ของธนาคารกสิกรไทย สู่แอปพลิเคชันใหม่ชื่อ “ปันไฟ” เพื่อให้เป็นแอปพลิเคชันแลกเปลี่ยนไฟฟ้าที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ความต้องการด้านพลังงานไฟฟ้า ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ นอกจากภารกิจผลิตและส่งไฟฟ้า กฟผ. ยังมี Solutions ใหม่ด้านนวัตกรรมพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าในยุคดิจิทัลควบคู่ด้วย ทั้งในส่วนของการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดของผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศ

นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าแอปพลิเคชัน “ปันไฟ” จะเป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยสนับสนุน Green Ecosystem ของไทย โดยธนาคารฯพร้อมนำความรู้ ทรัพยากร ทั้งด้านบุคลากรและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยี ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน รวมถึงการเชื่อมต่อนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อให้แอปพลิเคชันปันไฟกลายเป็นแอปพลิเคชันแลกเปลี่ยนไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในทุกมิติ

นาย​ เชษฐพันธุ์ ศิริดานุภัทร Managing Director บริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทพร้อมที่จะใช้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีและการออกแบบมาพัฒนา User experience และ UX/UI ให้กับแอปพลิเคชันปันไฟ KBTG มีประสบการณ์ในการออกแบบ User Experience ให้กับหลายแอปพลิเคชัน ซึ่ง User Experience มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น

สำหรับแอปพลิเคชัน “ปันไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถแบ่งปันไฟฟ้าที่เหลือใช้และได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมา เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า ช่วยให้การลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) คืนทุนได้เร็วขึ้น และเป็นการนำไฟฟ้าทุกหน่วยไปใช้ได้อย่างคุ้มค่า ไม่เหลือทิ้ง นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมนโยบายของประเทศในการลด Carbon Footprint โดยมีคุณลักษณะที่โดดเด่น ดังนี้

-ผู้ช่วยจัดสรรไฟฟ้าอัจฉริยะ : มีระบบช่วยประเมินพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า และจัดสรรไฟฟ้าที่ผลิตและเหลือจากการใช้งานในบ้านไปใช้อย่างอัตโนมัติ เพื่อให้ทุกหน่วยไฟฟ้าได้รับการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

-ส่งไฟให้กัน : เลือกส่งไฟฟ้าให้ใครก็ได้

-สรุปภาพรวมความคุ้มค่า : รู้ได้ทันทีว่าประหยัดไปได้เท่าไหร่ ปันไฟช่วยคำนวณผลตอบแทน และค่าไฟฟ้าที่ประหยัดไปได้ โดยผู้ใช้งานไม่ต้องคิดเอง

ปัจจุบันแอปพลิเคชันปันไฟ อยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะสามารถทดลองใช้ใน ERC Sandbox กับ โครงการ SolarPlus และ โครงการของ กฟผ. ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสนับสนุนให้เกิด Green Ecosystem ที่ครบวงจร และจะขยายสู่คนไทยทุกคนในอนาคตต่อไป

Source : Energy News Center

เกษตรกรบ้านเรามีการใช้โซลาร์เซลล์กันอย่างแพร่หลาย เพื่อประหยัดต้นทุนค่าพลังงาน โดยเฉพาะการสูบน้ำและไฟส่องสว่าง และส่วนใหญ่มักประสบปัญหาฝุ่นละออง รวมถึงน้ำค้าง น้ำฝน ทำให้ประสิทธิภาพในการรับแสงอาทิตย์ที่จะนำไปผลิตเป็นไฟฟ้าลดลง และอายุการใช้งานสั้นลง

“ฝุ่นไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของมนุษย์ แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะในหน้าแล้งที่ฝุ่นค่อนข้างเยอะ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง 6-10% และหากเป็นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเขม่าควัน หรือละอองน้ำมันจับที่หน้าแผง ประสิทธิภาพอาจลดลงได้ถึง 9-10% ขณะที่น้ำบั่นทอนให้อายุการใช้งานสั้นลงกว่าที่ควรเป็น นักวิจัยนาโนเทค สวทช. จึงพัฒนาน้ำยาเคลือบผิวโซลาร์เซลล์ ด้วยเทคโนโลยีเคลือบนาโน ลดการเกาะของฝุ่น เพิ่มคุณสมบัติสะท้อนน้ำ ถือเป็นอีกนวัตกรรมที่หนุนอุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์และโซลาร์ฟาร์ม ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความยั่งยืนทางพลังงาน”

ดร.ธันยกร เมืองนาโพธิ์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายถึงน้ำยาเคลือบผิวโซลาร์เซลล์…เป็นการพัฒนาสารเคลือบนาโนสูตรพิเศษสำหรับพื้นผิวหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้กับพื้นผิวตามความต้องการ โดยสามารถประยุกต์ ใช้ได้ทั้งในอุตสาหกรรมผลิตพลังงาน อุตสาหกรรมสิ่งก่อสร้าง พลาสติก กระดาษ รวมถึงพื้นผิว อื่นๆ โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ ที่พบว่าเทคโนโลยีเคลือบนาโนสามารถแก้ปัญหาที่กลุ่มผู้ใช้โซลาร์เซลล์ เพื่อการผลิตไฟฟ้าในระดับโรงงานอุตสาหกรรม โซลาร์ฟาร์ม รวมถึงผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์กำลังเผชิญ

เพราะโดยปกติ หากแผงโซลาร์เซลล์มีฝุ่นเกาะเยอะ ผู้ประกอบการจะแก้ปัญหาด้วยการทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ต้นทุนสูง รวมถึงต้องใช้บุคลากรที่มีใบประกอบวิชาชีพด้านการทำงานบนที่สูง หากติดตั้งแผงโซลาร์ เซลล์ไว้บนที่สูงหรือหลังคา และยังต้องคำนึงถึงความชำนาญในการทำความสะอาด เพื่อลดความเสี่ยงของรอยขีดข่วน ชำรุดของโซลาร์เซลล์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าเช่นกัน

สำหรับน้ำยาเคลือบพื้นผิวโซลาร์เซลล์จากเทคโนโลยีเคลือบนาโน (Nano Coating) เป็นการพัฒนาสูตรขึ้นเป็นพิเศษ โดยปรับค่ามุมสัมผัสของน้ำบนวัสดุ (Water contact angle) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติ ลดการเกาะของฝุ่นให้แก่พื้นผิว และยังมีคุณสมบัติสะท้อนน้ำ โดยของเหลวที่ตกกระทบพื้นผิววัสดุที่ผ่านการเคลือบ จะมีลักษณะเป็นก้อนกลมกลิ้งไหลออกจากพื้นผิว ลดการยึดเกาะ และชำระล้างฝุ่น รวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆ ออกจากแผงโซลาร์เซลล์โดยไม่ทิ้งคราบน้ำ ทำให้แผงสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 5 ในช่วงหน้าแล้ง

โดยทีมวิจัยได้ออกแบบ และพัฒนาสูตรน้ำยาเคลือบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบสเปรย์ และปาดเคลือบ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพพื้นผิววัสดุ ทำให้การลดข้อจำกัดด้านการเคลือบโซลาร์เซลล์ และผ่านการทดสอบความปลอดภัยต่อผู้ใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

Source : ไทยรัฐ

คดีขโมย “โซลาร์เซล” – ซินหัว รายงานจากสื่อท้องถิ่นใน แอฟริกาใต้ ว่า บริษัทรักษาความปลอดภัยเปิดเผยว่าพบเหตุโจรกรรม อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ หลังจากประชาชนจำนวนมากหันมาลงทุนติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านเพื่อรับมือวิกฤตทางพลังงานของประเทศที่สาหัสต่อเนื่อง

รายงานระบุว่ากลุ่มบริษัทในจังหวัดเกาเต็งและควาซูลู-นาทัล ระบุว่าผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานกลายเป็นของล่อตาล่อใจหัวขโมยเพราะมีการตัดไฟบ่อยครั้ง และเมื่อไม่นานนี้โรงเรียนในย่านแฟร์แลนด์ นครโจฮันเนสเบิร์ก ก็เกิดเหตุคนร้ายขโมยแผงโซลาร์ทั้งหมดหลังติดตั้งเพียงไม่กี่วัน

นายอันเดร ไอทัน กรรมการผู้จัดการบริษัทบีเกิล วอตช์ เซคิวริที กล่าวว่ามีเหตุโจรกรรมอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์และจำนวนแผงโซลาร์ที่ถูกขโมยทันทีหลังติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นแหล่งหากินขนาดใหญ่ของกลุ่มอาชญากร

“เราติดต่อกับผู้ติดตั้งแผงโซลาร์หลายราย พวกเขาจำเป็นต้องปกคลุมแผงโซลาร์ให้มิดชิดขณะขนส่งไปยังที่หมายด้วยยานพาหนะที่ไม่ได้ติดสัญลักษณ์บริษัท เนื่องจากแผงโซลาร์เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจริงๆ” นายไอทันกล่าวเสริม

คดีขโมย “โซลาร์เซล”

Source : ข่าวสด

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ​ กฟผ. เดินหน้าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ชุดที่ 1 ขนาด​24​ เมกะวัตต์​ วงเงินลงทุน 863 ล้านบาท​ ต้นทุนค่าไฟเฉลี่ยทั้งโครงการ​ 1.99 บาทต่อหน่วย​ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์​ ปี​ 2566

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าว​พลังงาน​( Energy​ News​ Center-ENC ​)​ รายงานว่าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่​ 14​ มี.ค.2566​ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน​เสนอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ชุดที่ 1 ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 863.40 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินตราต่างประเทศ 484.80 ล้านบาท และเงินบาท 378.60 ล้านบาท และให้ถือว่า กฟผ. ได้รับอนุมัติงบประมาณเพื่อการลงทุนตามแผนการประมาณการเบิกจ่ายประจำปี 2566

โดย กฟผ. ได้จัดทำโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ชุดที่ 1 (โครงการฯ) ขนาด​ 24​ เมกะวัตต์เพื่อเป็นต้นแบบการศึกษาแนวทางและต่อยอดพัฒนาสู่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อเพิ่มความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีแสงแดด และช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานน้ำ โดยค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทั้งโครงการอยู่ที่​ 1.99​ บา​ทต่อหน่วย​ กำหนดจ่ายไฟฟ้า เชิงพาณิชย์​ ภายในปี​ 2566

ทั้งนี้โครงการฯ มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (แผน PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1)

Source : Energy News Center

“พลังงานจากแสงอาทิตย์” เป็นพลังงานสะอาดที่ไม่มีที่สิ้นสุด และหลายๆ ประเทศต่างพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานนี้มาใช้ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้มีการพัฒนาในนี้ด้วย โดยในปัจจุบัน บริษัท แอ็กซ์โป (Axpo) บริษัทด้านพลังงานสัญชาติสวิสฯ ได้มีการวางแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 5,000 แผ่น ที่บริเวณตามแนวสันเขื่อนทะเลสาบมัตต์ซี เพื่อใช้ผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์

การติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ จำนวนถึง 5,000 แผ่นนั้น เป็นโครงการอัลไพน์โซลาร์ (AlpinSolar) ที่นำโดยบริษัท แอ็กซ์โป (Axpo) เพื่อผลิตและทำสัญญาซื้อขายพลังงานกับภาครัฐ หรือ PPA (Power Purchase Agreement) โดยเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ตามความยาวของสันเขื่อนทะเลสาบมัตต์ซี รวมความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร

เมื่อการดำเนินการสำเร็จ เขื่อนแห่งนี้จะกลายมาเป็นเขื่อนที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้มากถึง 2.2 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งมากพอหล่อเลี้ยงไฟฟ้าให้กับ 700 หลังคาเรือนในบริเวณโดยรอบ อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากความสูงเหนือระดับการเกิดหมอกบดบังแสงและหิมะที่ช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าในแต่ละปีได้ถึง 3.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ทำให้มีไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับโครงการบริเวณที่ราบซึ่งมักจะมีหมอกและหิมะปกคลุมบรรยากาศในช่วงฤดูหนาว

สำหรับ “เขื่อนทะเลสาบมัตต์ซี” (Lake Muttsee Dam) เป็นเขื่อนที่ยาวที่สุดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และยังเป็นเขื่อนที่อยู่สูงที่สุดในยุโรปจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 2,500 เมตร ใช้กักเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค แต่ในปัจจุบันสามารถผลิตพลังงานสะอาดรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง

: TNN Tech / axpo.com / AlpinSolar

Source : MGR Online